- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
การแถลงของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 ที่บ้านพิษณุโลก นับเป็นหนึ่งในคำแถลงที่แข็งกร้าวที่สุดตั้งแต่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุ แต่ขณะเดียวกันกลับเผยให้เห็น “ช่องว่าง” สำคัญ ทั้งในแง่จังหวะการตอบสนอง และความชัดเจนต่อข้อกล่าวหาหลักที่สังคมรอฟัง จุดแข็ง: ภาพลักษณ์แข็งกร้าว จัดทัพสู้ในกรอบรัฐ 1. ตั้ง “ทีมไทยแลนด์” การแต่งตั้งพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ (บิ๊กเล็ก) รมช.กลาโหม นำคณะเฉพาะกิจ มอนิเตอร์สถานการณ์ชายแดน คือก้าวแรกของการเปลี่ยนโหมด “ตั้งรับ” ไปสู่การจัดระบบเฝ้าระวังอย่างเป็นทางการ แต่ควรทำตั้งแต่ 28 พ.ค.ที่เกิดเหตุปะทะ ไม่ใช่รอจน 20 วันผ่านไป ท่ามกลางการประชุม สมช. เมื่อ 6 มิ.ย. และกระแสความกังวลจากสังคม รัฐบาลเพิ่งตั้ง “เจ้าภาพ” ชัดเจนตอนถูกล้อมกรอบไปเกือบทุกด้าน 2. ย้ำไม่รับศาลโลก – เริ่มตั้งทีมสู้เชิงกฎหมาย แพทองธารแถลงชัดว่า “ไทยไม่ยอมรับกระบวนการศาลโลก” และกำลังตั้งทีมศึกษา MOU43–แนวทางทางกฎหมายเพื่อเตรียมตั้งรับกรณีฮุน เซน ขู่จะยื่นฟ้อง แต่ยังไม่เห็นการขยับของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะสื่อสารเชิงรุกกับนานาชาติ ป้องกันภาพลักษณ์ไทยให้พ้นจากการบิดเบือนโดยกัมพูชา การเคลื่อนไหวยังเป็นแบบ “ตามเสียงวิจารณ์” มากกว่าขับเคลื่อนล่วงหน้า 3. พยายามประคองความสัมพันธ์ – หลีกเลี่ยงการปะทะ ท่าที “ไม่จุดไฟให้เกิดเรื่อง” เป็นจุดดีในแง่ยุทธศาสตร์ ไม่เร่งปะทะ สื่อสารชัดว่าเคารพชีวิตประชาชนสองประเทศ มีการหารือหลังไมค์กับฮุน มาเนต และเสนอประชุม RBC (ระดับทหาร) เพื่อคลี่สถานการณ์ แต่การประคองความสัมพันธ์ ไม่ได้หมายถึงการนิ่งเฉยต่อข้อมูลบิดเบือน ขณะที่ตระกูลฮุนโพสต์กระหน่ำทุกวัน ไทยยังยืนใน “กรอบ” ที่อีกฝ่ายไม่เคารพแบบนับครั้งไม่ถ้วน 4. ย้ำ “รัฐบาล–กองทัพ” เป็นหนึ่งเดียว นายกฯเน้นย้ำหลายครั้งว่า “รัฐบาลกับกองทัพไม่มีปัญหา” และหารือกันทุกครั้งก่อนขยับ ถือเป็นการส่งสัญญาณความมั่นคงภายในให้สาธารณะ แต่คำถามคือ…แล้วเหตุใดจึงเคยมีท่าทีอ่อนกับกัมพูชาเรื่อง “เปิด–ปิดด่าน”? เมื่อย้อนกลับไปคำพูดที่ขอให้ “กัมพูชาปรับเวลาให้ตรงกัน” คือสัญญาณอ่อนข้อ ที่ทำให้ทหารด่านหน้าได้แต่ส่ายหัว จุดอ่อน: สื่อสารช้า – ยังไม่ตอบคำถามหลัก 1. ไม่ชี้แจง “ช่องบก”…
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันนี้ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรีเพียงสั้นๆ นอกจากเรื่องใหญ่อย่างสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่เตรียมพร้อมอพยพคนไทย แรงงานไทยทั้งในอิหร่านและอิสราเอลแล้ว สื่อมวลชนพุ่งคำถามไปที่การปรับคณะรัฐมนตรี ที่เมื่อวานเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเข้าพบที่ห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยเป็นการหารือเรื่องเนื้องานที่ต้องให้ขยับขับเคลื่อนให้มากขึ้น ยืนยันไม่ได้คุยเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี เมื่อถามว่าการวางงานยาวแบบนี้หมายถึงเก้าอี้ รมว.มหาดไทยยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเลี่ยงตอบไปว่า แล้วแต่งานที่มองหมาย เพราะทุกกระทรวงเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีก็ต้องทำงานต่อได้อยู่แล้ว และเมื่อถามว่ามีรายงานพรรคภูมิใจไทยพร้อมเป็นฝ่ายค้านหากปรับไม่ให้ดูแลกระทรวงมหาดไทย มีการสื่อสารแบบนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุ ไม่มีคะ ไม่ได้สื่อสาร และไม่ได้ยินแบบนี้ ก่อนที่จะเดินออกจากโพเดียมและยิ้มให้กับกลุ่มสื่อมวลชนที่ระดมคำถาม หลังจากที่มีกระแสข่าวตั้งแต่ช่วงเช้าว่ามีการยื่นข้อเสนอแลก 2 กระทรวงใหญ่กับ 1 เก้าอี้ รมว.มหาดไทย ไม่เช่นนั้นอาจถูกปรับเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งนายอนุทินอาจยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน โดยขอหารือกับผู้ใหญ่ในพรรคก่อน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#คลิปฮั้วสว#รัฐบาลแพทองธาร#ปรับครม#ภูมิใจไทย#2แลก1เก้าอี้
เป็นข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ โดยเรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้ให้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดทุกเวลา ให้ความเห็น เสนอแนะมาตรการที่จำเป็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือ คณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี / พร้อมกับบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง /และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียว จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ศบ.ทบ. จะประชุมนัดแรกวันนี้ เวลา 13.30 น. ที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ยังสั่งการให้ ก.ต่างประเทศ ก.แรงงาน เตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิสราเอล และอิหร่าน ตลอดเวลา ขณะที่กองทัพอากาศเตรียมพร้อมเครื่องบินอพยพคนไทยในอิสราเอล และอิหร่านแล้ว #ศูนย์ศบทก#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลโลก#แรงงานกัมพูชา#บ่อนปอยเปต#วอร์รูมสถานการณ์ไทยกัมพูชา
กองกำลังบูรพา ออกมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนสระแก้วขั้นสูงสุด สั่งห้ามคนไทยทุกประเภทที่เป็นพนักงานในบ่อนการพนัน กาสิโน หรือสถานบันเทิงในกรุงปอยเปต เดินทางออกนอกราชอาณาจักรผ่านทุกจุดผ่านแดนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2568 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นคำสั่งที่ออกโดยกองกำลังบูรพา มีหนังสือถึงผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว เรื่อง “มาตรการควบคุมจุดผ่านแดนถาวร/จุดผ่อนปรนเพื่อการค้าฯ ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว” เพื่อยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีจุดผ่านแดนสำคัญหลายแห่ง เช่น จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ และจุดผ่อนปรนการค้าอื่น ๆ ในพื้นที่ โดยสั่งการให้หน่วยที่รับผิดชอบในพื้นที่ชายแดน เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมบุคคลที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ คนไทยที่มีสถานะเป็นพนักงาน บ่อนการพนัน กาสิโน สถานบันเทิงทุกประเภท ในกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยให้ห้ามออกนอกประเทศผ่านทุกจุดผ่านแดนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วไม่ว่ากรณีใด ๆ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากทางกองกำลังบูรพา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องร่วมกันบังคับใช้มาตรการนี้อย่างเคร่งครัด ทำการตรวจสอบเอกสารและจุดประสงค์การเดินทางของผู้ที่ผ่านเข้า-ออกประเทศอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว กองกำลังบูรพาย้ำว่า มาตรการครั้งนี้เป็นเพียงการควบคุมเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าขายหรือการเดินทางของประชาชนทั่วไปที่มีจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการทำงานในบ่อนและสถานบันเทิง #JBC#ชายแดนไทยเขมร#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพไทย#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลโลก#แรงงานกัมพูชา#บ่อนปอยเปต#กองกำลังบูรพา
“คุณเคยลี้ภัยกับผม ผมให้คุณกิน ผมเคยเลี้ยงดูคุณ… โปรดนอบน้อมกว่านี้หน่อยน้อง” — สมเด็จฮุน เซน กล่าวถึง จตุพร พรหมพันธุ์ คำพูดของผู้นำกัมพูชาในฐานะ “อดีตผู้ให้” ไม่เพียงสะท้อนความไม่พอใจต่อ จตุพร พรหมพันธุ์ แต่อาจถูกมองว่าเป็น สัญญาณเตือน ไปยัง “ทักษิณ ชินวัตร” และเครือข่ายอดีตคนเสื้อแดงทั้งหมด ที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ใต้ร่มไม้ชายคากัมพูชา เพราะในห้วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย กัมพูชาเคยเป็นบ้านหลังที่สอง ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หนีภัยการปราบปรามหรือแสวงหาพื้นที่ปลอดภัยทางการเมือง ⸻ เวทีกลางพนมเปญ ที่ไม่มีใครลืม ในปี 2552–2553 ขณะสถานการณ์ในไทยเข้มข้น ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งจากฮุน เซนให้เป็น “ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลกัมพูชา พร้อมการปรากฏตัวต่อสาธารณชนที่แสดงให้เห็นถึงความแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองผู้นำ ในช่วงเวลานั้น ยังมีภาพจำสำคัญที่ถูกพูดถึงในหมู่คนการเมือง — ทักษิณ, จตุพร และแกนนำ นปช. ร่วมขึ้นเวทีในกรุงพนมเปญ พร้อมร้องเพลงสรรเสริญฮุน เซน ต่อหน้าฝูงชน ฉากนั้นไม่ได้มีแค่รอยยิ้มของอดีตนายกฯ ไทย แต่ยังเป็นภาพยืนยันว่า กัมพูชาไม่เคยทอดทิ้ง “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ⸻ จากผู้ลี้ภัย สู่ผู้ท้าทาย? วันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อจตุพร พรหมพันธุ์ เดินร่วมเวทีกับ สนธิ ลิ้มทองกุล — ศัตรูทางการเมืองของทักษิณและคนเสื้อแดงในอดีต พร้อมเสียงวิจารณ์กัมพูชาที่เข้มข้นขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา สมเด็จฮุน เซน จึงออกโรงเตือนอย่างไม่ไว้หน้า และเลือก “จตุพร” เป็นเป้าหมายตรง แต่ภายใต้เปลือกเสียงตำหนิ อาจมีเนื้อในที่มุ่งถึง คนที่เคยมีบุญคุณกันลึกกว่า เพราะเขาไม่ลืมว่า “ใคร” เคยใช้กัมพูชาเป็นฐานเคลื่อนไหวเพื่อโค่นรัฐไทย และใครที่กัมพูชาเคย เลือกขัดแย้งกับรัฐบาลไทย เพื่อปกป้อง ⸻ การเมืองไร้บุญคุณถาวร การออกปากว่า “เคยให้กิน เคยเลี้ยงดู” ต่อสาธารณชนของสมเด็จฮุน เซน ไม่ใช่คำพูดธรรมดา มันสะท้อนการรื้อ “บัญชีหนี้บุญคุณ” และอาจเป็นการประกาศว่า กัมพูชา พร้อมตัดสะพานหลังให้ใครก็ตามที่ลืมต้นทุนทางการเมืองในอดีต และในจังหวะที่ “จตุพร” หันหลังให้ทักษิณ คำเตือนของฮุน…
ถึงเวลาคืนครูให้นักเรียน (จริง ๆ) ซะที “ข้าพเจ้าขอลาทุกคนบนโลกใบนี้ ไปด้วยความไม่สบายกาย และไม่สบายใจ ด้วยมีปัญหาเรื่องการทำงาน การเงิน การบัญชี ซึ่งข้าพเจ้าให้ท่านคั่งค้าง ทำให้พอกพูนจนแก้ไขได้ยาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าเพียงคนเดียว แต่เป็นเพราะกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในโรงเรียน การทำงานไม่เป็นระบบ ให้เบิกเงินก่อน เคลียร์เอกสารทีหลัง และก็นิ่งเฉยไม่มีใครมาเคลียร์ให้… …สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจจากโลกนี้ไป ก็เพราะเพื่อนร่วมงาน ที่จัดการ สั่งการมาโดยตลอด แต่พอถึงเวลามีความผิด กลับบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง ผอ.ที่ย้ายมาแต่ละคนก็ไม่เคร่งครัดเรื่องการเงินเลย ไม่มีความรู้ด้านการเงิน ใช้เงินไม่ถูกต้อง แต่พอมีความผิด ก็อ้างว่าเราเป็นคนทำ… …ข้าพเจ้าไม่สามารถทำงานนี้ต่อไปอีกได้แล้ว ถ้าอยู่ต่อไป คงพิการ หรือเส้นเลือดในสมองแตกตาย…” ———- นี่คือข้อความหน้าสุดท้ายในจดหมายลาตาย 5 หน้าของข้าราชการครูหญิงวัย 39 ปี เธอไม่ใช่แค่ “ครูภาษาอังกฤษ” แต่ยังต้องแบกรับตำแหน่ง “ครูการเงิน” ของโรงเรียนด้วย ก่อนจะจากไปด้วยการผูกคอตายที่บ้านพัก พร้อมเขียนถึงลูก พ่อแม่ พี่สาว และ…กระทรวงศึกษาธิการ เธอขอให้ “กระทรวง” เห็นใจครูที่ต้องทำงานด้านการเงินและพัสดุ เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของครู แต่คือภาระที่ระบบโยนใส่…โดยไม่มีทางเลือก ⸻ ระบบที่ฆ่าครูด้วยเอกสาร โรงเรียนไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ครูต้องเป็นทุกอย่าง —ครูธุรการ / ครูการเงิน / ครูพัสดุ / ครูประสานงานโครงการ / ครูรับแขก และยังต้องเตรียมการสอน ดูแลเด็ก สรุปผลการเรียน ส่งรายงานเขต ส่งข้อมูลกรม ฯลฯ สำหรับ “ครูการเงิน” ภาระนั้นหนักขึ้นอีก เพราะต้องเบิกจ่ายตามงบ ส่งงบดุล ปิดบัญชี ล้างหนี้ ส่งเอกสารหลักฐานให้ตรงรอบตรวจ หากผิดพลาด = ถูกสอบ ถูกตั้งกรรมการ หรือหนักสุดคือรับผิดทางแพ่ง–อาญา แต่ระบบนี้ “ไม่เคยเคลียร์ให้” เบิกเงินก่อน เคลียร์เอกสารทีหลัง — แต่ไม่มีใครรับผิดถ้ามีปัญหา สุดท้าย…ครูที่ “เขียนเอกสารตามคำสั่ง” กลายเป็นผู้ต้องหาโดยพฤตินัย ⸻ ทำไมครูถึงต้องทำงานเสี่ยงชีวิต? คำถามนี้ไม่ได้เกินจริง —…
มีรายงานข่าวดังกระฉ่อนว่าในการหารือระหว่าง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย หารือที่ห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อบ่ายวานนี้ เป็นการแจ้งให้ทราบว่าได้ตัดสินจะปรับ ครม. โดยปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพรรคเพื่อไทยจะเข้าบริหารเอง แลกกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และเพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นของแถม เพราะเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ จึงเสนอแลก 2 กระทรวงเกรดเอตอบแทน ทั้งนี้ นายอนุทินนำข้อตัดสินใจของนายกฯ ไปหารือกับที่ประชุมรัฐมนตรี และ สส.ของพรรคภูมิใจไทยก่อน ซึ่งนายอนุทินยังคงปฏิเสธ ยืนยันอยู่ที่เดิมต่อไป อย่างไรก็ตามหากพรรคเพื่อไทยจะเอากระทรวงมหาดไทยแน่นอน และนายอนุทินไม่ยอมอีก ก็จะปรับไปเป็นฝ่ายค้านแทน โดยเมื่อวานนี้นายอนุทินบอกกับผู้สื่อข่าวหลังพบนายกฯ ว่าไม่ได้คุยเรื่อง ครม.แค่สั่งงานกระทรวงมหาดไทยข้ามปีเท่านั้น และยังมั่นใจอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยต่อไป #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#คลิปฮั้วสว#รัฐบาลแพทองธาร#ปรับครม#ภูมิใจไทย#2แลก1เก้าอี้
“รมว.ต่างประเทศต้องเลิกทำตัวเป็นลูกสมุน คนถือกระเป๋าให้ทักษิณ สลัดอดีตแล้วมาเป็นรัฐมนตรีอย่างเต็มภาคภูมิได้แล้ว” — กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — แถลงการณ์คนละฉบับ คือปัญหาต้นทาง กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดใจกลางรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ถึงกรณีไทย–กัมพูชา ที่ต่างฝ่ายต่างออกแถลงการณ์หลังการประชุม JBC ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่ควรเกิดขึ้น” เพราะตามหลักการทางการทูตควรมีแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการ มิใช่ต่างคนต่างออกเองแบบนี้ “กระทรวงต่างประเทศต้องเป็นแกนกลาง พูดคุยกันให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะในเมื่อผู้นำสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทักษิณ–ฮุน เซน แพทองธาร–ฮุน มาเนต ก็ควรคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ลุกลามแบบนี้” ——- เตือนรัฐไทย: ต้องทบทวนท่าทีให้ชัด เขาเสนอว่า กระทรวงต่างประเทศต้องเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยมา “อบรม” และควรใช้กลไกความมั่นคงอย่าง สมช., กลาโหม, กฤษฎีกา มาทบทวนท่าทีร่วม เสนอ ครม. และแจ้งรัฐสภาอย่างเป็นระบบ “จะไปทะเลาะกับเด็กเกเรทำไม” กษิตกล่าว ———- อย่าให้เวที JBC เป็นเพียงภาพสวยหลังประชุม อดีตรมว.ต่างประเทศ แนะนำว่า การประชุม JBC ที่จะประชุมกันอีกเดือนกันยายน ก็ต้องให้ได้ข้อสรุป และออกแถลงการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ออกคนละฉบับอีก ที่สำคัญ คณะเจรจาต้องรายงานผลให้รัฐบาลและรัฐสภารับรู้ และชี้แจงต่อสาธารณะให้เข้าใจ ———— MOU 43 คือกรอบหลัก ไม่ใช่เลือกบางจุด ในมุมมองอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ การเจรจาแบบเลือกบางจุดของกัมพูชานั้น “บ้าบอ” เพราะตลอดแนวชายแดนมีปัญหาทับซ้อนกันทั้งหมด ต้องใช้ MOU ปี 43 เป็นหลักการ ไม่ใช่จะเอาบางพื้นที่ขึ้นศาลโลก บางจุดเจรจาทวิภาคี “เราจะไปเล่นเกมบ้า ๆ แบบเขาทำไม ถ้าฮุน เซน พ่อลูกยังพูดไม่สมเหตุสมผลก็ต้องกล้าบอก ไม่ต้องไปงี่เง่าด้วย เดินหน้าชี้แจงกับสังคมโลก ทั้งสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ทั้งที่ยูเอ็น ว่าเราทำอะไรอยู่ ไม่ต้องไปเต้นตามเขา” ——— ทูตต้องขยับ นักวิชาการต้องร่วมวง กษิตเสนอให้สถานทูตไทยทั้งที่กรุงพนมเปญและกรุงเฮกขอสำเนาคำร้องของกัมพูชาต่อศาลโลกมาศึกษาให้ชัด “จะได้รู้ว่าเขาฟ้องอะไร…
ขณะที่โต๊ะ JBC จบไปแล้วไทยยิ้มบอกชื่นมื่น ฮุน มาเนตเดินเกมศาลโลก – ฮุน เซนโหมกระแสเรียกแรงงานกลับ ชูรัฐ “รองรับได้หลายแสน” ไทยต้องตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่เรื่องดินแดน แต่รวมถึง “กำลังแรงงาน” ที่อาจกลายเป็นอาวุธอีกชิ้นในศึกชายแดนครั้งนี้ ⸻ สองพ่อลูกตระกูลฮุน โหมกระแสแรงงาน: “กลับบ้านเถอะ ไทยจะขับไล่แล้ว” เมื่อการเจรจา JBC ระหว่างไทย–กัมพูชา ยังไม่ทันจบ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา (อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็ปลุกกระแสผ่านโซเชียลเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย “รีบกลับบ้านก่อนจะถูกขับไล่” โดยประกาศว่า “ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเอกสาร รัฐบาลจะรับกลับหมด” ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ย้ำว่า รัฐบาลมีแผนรองรับแรงงานที่กลับจากไทยหลายแสนคน โดยจะมีทั้ง: • แพ็กเกจเศรษฐกิจช่วยเหลือการปรับตัว • การหางานทำในประเทศ • การช่วยลดภาระหนี้สินจากธนาคารและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ⸻ ช่องว่างรายได้ แรงงานเขมรไม่อยากกลับประเทศ แม้รัฐบาลกัมพูชาจะชูภาพความพร้อมเต็มรูปแบบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างยังชวนตั้งคำถามคือ ”ช่องว่างรายได้ขั้นต่ำ“ ที่แตกต่างกันมากระหว่างไทยกับกัมพูชา – ค่าแรงขั้นต่ำกัมพูชาอยู่ที่ 280 บาท/วัน – ไทยอยู่ที่ 337-400 บาท/วัน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานกัมพูชาอยู่ที่ 5,000-6,500 บาท ขณะที่แรงงานกัมพูชาในไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 9,000-15,000 บาท แม้แต่ค่าครองชีพในกัมพูชายังสูงกว่าไทยนิดหน่อยด้วย จึงไม่มีแรงงานคนใด ”อยากกลับ“ ตามเสียงเรียกของพ่อลูกตระกูลฮุน ——- แล้วทำไมกัมพูชาต้องเร่งเรียกกลับ? เพราะแรงงาน = เครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ + อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ 1. สร้างภาพว่ารัฐบาล “ปกป้องลูกหลาน” ไม่ต้องให้ไทยขับไล่ 2. ตัดแรงงานออกจากเศรษฐกิจไทยในจังหวะที่อ่อนไหว โดยเฉพาะในฤดูผลไม้และการก่อสร้าง 3. ปูทางข้อกล่าวหาต่อไทย หากเกิดเหตุผลักดันแรงงานแบบไม่เป็นธรรม เช่น อาจนำเข้าศาลโลกหรือเวทีสิทธิมนุษยชน ⸻ ไทยมีแต่ “แรงงาน” แต่ยังไม่มี “ยุทธศาสตร์แรงงาน” จากแรงงาน 5 แสนคนในประเทศไทย พบว่า: •…
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดแถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังผ่านการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ที่กรุงพนมเปญเมื่อวานนี้ โดยเห็นความผิดปกติของแถลงการณ์ทั้ง 2 ประเทศที่แตกต่างกัน และมีนัยยะสำคัญต่อข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลก ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ถูกรุกทั้งแผนที่ ถูกรุกทั้งกายภาพ และหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอาจละเมิด MOU 2543 นายปานเทพยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเริ่มจาก ให้เปิดเผยเอกสารการลงนามไทย-กัมพูชาในการประชุม JBC ครั้งที่ผ่านมา ถ้าไม่มีการลงนามให้ยืนยัน หรือเปิดเผยภาพ-เสียงวิดิโอบันทึกการประชุม เพื่อพิสูจน์ว่ามีการยอมรับแผนที่ 1: 200,000 และไม่ปฏิเสธการยื่นศาลโลกของกัมพูชาหรือไม่ เปลี่ยนตัวประธาน JBC ฝ่ายไทย จากนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รักชาติ มีไหวพริบทันเกมกัมพูชา ยกเลิก MOU 2543-2544 และใช้เวทีหรือกลไกทวิภาคีอื่นๆ แทน เพราะเห็นว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับทำให้ไทยเสียเปรียบทั้งพื้นที่ทางบก และทางทะเล ประท้วงพื้นที่ 4 จุดที่กัมพูชานำไปยื่นต่อศาลโลกว่าเป็นพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชานำไปอ้างว่าทางการไทยไม่เคยประท้วง 4 พื้นที่ดังกล่าว ยุติการแทรกแซงกองทัพในการตัดสินใจ เช่นการปิด-เปิดด่าน ไม่ควรคำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว พร้อมกันนี้ยังให้สนับสนุนกองทัพตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า และห้ามนักพนันไทยเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิNo ในกัมพูชา รวมถึงตัดสัญญาณโทรคมนาคมแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ หากรัฐบาลยังแทรกแซงกองทัพที่มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย สนับสนุนให้กองทัพประกาศกฎอัยการศึก หากกรณีการลงนามใดที่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงการไม่ให้สัตยาบรรณ หรือยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับที่เป็นเสี้ยนหนามของแผ่นดินให้หมดไป “เมื่อเราให้โอกาสรัฐบาลแก้ไข ก็ต้องให้เวลา หากรัฐบาลไม่ทำ หรือทำให้เสียประโยชน์ชาติ ก็ไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลไว้ทำไม และก็ถึงเวลาเปลี่ยนรัฐบาล” นายปานเทพ ระบุ #JBC #ศาลโลก #ชายแดนไทยเขมร #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #กองทัพไทย #รัฐบาลแพทองธาร #ศาลโลก #ปราสาทตาเมือนธม #ช่องบก #ปราสาทตาเมือนโต๊ด #ปราสาทตาควาย
