- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ “รับเรื่อง” ตรวจสอบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 กรณีจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 รวม 2 สำนวน ซึ่งมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ, คณะรัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว. และเจ้าหน้าที่รัฐอีกจำนวนมากเป็นผู้ถูกกล่าวหา สำนวนแรก: งบแจกหมื่น–หั่นดอกเบี้ยผิดหลัก รธน. ป.ป.ช.รับพิจารณาคำร้องของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และพวก กล่าวหาการปรับลดงบชำระหนี้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ย 3.5 หมื่นล้านบาท แล้วนำไปจัดสรรโครงการ “เติมเงิน 10,000 บาท” หรือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนนี้รวมถึงนายกฯคนปัจจุบันและอดีต, ครม.ชุดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง, คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบ, ส.ส.-ส.ว. ที่โหวตรับหลักการ และเจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ สำนวนสอง: งบภัยแล้ง–อปท. ถูกกล่าวหาใช้อำนาจแทรกแซง ผู้ถูกกล่าวหาในสำนวนนี้ ได้แก่ ส.ส.เพื่อไทย, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, ข้าราชการระดับสูงสำนักงบประมาณ ฯลฯ ฐานใช้ตำแหน่งแทรกแซงการจัดสรรงบ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำรองรับภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง” ผ่าน อปท. เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน-พรรค หากชี้มูลความผิด–อาจ “พ้นตำแหน่งยกชุด” แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. เผยว่า หากพบมูลความผิดในสำนวนแรก ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทันที ซึ่งหากศาลเห็นว่าฝ่าฝืนมาตรา 144 จริง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะรวมถึง ส.ส.-ส.ว. ที่เกี่ยวข้องจะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง ทั้งนี้ การสอบสวนอยู่ภายใต้กรอบเวลา 60 วัน และยังไม่มีการสรุปผล ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักกฎหมายจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาล ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็น “ระเบิดเวลาทางการเมือง” ที่เขย่าทั้งรัฐบาลและรัฐสภาในคราวเดียว.#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#กระดานอำนาจ#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#เศรษฐาทวีสิน#ครม
เป็นการเคลื่อนไหวที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายวีระ สมความคิด นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ร่วมกันลงนามและยื่นหนังสือต่อรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดท่าทีต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี 5 ข้อเรียกร้องร่วมกัน โดย 1.รัฐบาลไทยต้องไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลก ไม่ยอมรับกัมพูชานำเข้าสู่ศาลโลก ไม่ยอมรับอำนาจขององค์กรอื่นหรือประเทศอื่นมาตัดสินข้อพิพาทชายแดน โดยยืนยันใช้การเจรจาทวิภาคีไทย-กัมพูชาเท่านั้น 2.รัฐบาลต้องประท้วงอย่างเป็นทางการว่า 4 ปราสาท สามเหลี่ยมมรกต และศาลาตรีมุข เป็นของประเทศไทย และแก้ไขคำพูดของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ว่าการรุกล้ำของทหารกัมพูชาเป็นพื้นที่ โนแมนส์แลนด์ แต่เป็นของประเทศไทย ข้อ 3. สั่งการให้ยกเลิก MOU 2543 ที่อ้างอิงแผนที่ฝรั่งเศสฝ่ายเดียว ทั้งที่คาดเคลื่อนถึง 200 เมตรทำให้ขัดแย้งกันมาตลอด โดยให้ใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และดาวเทียมตัดสิน สอดคล้องสภาพคตวามเป็นจริงแทน 4.ยกเลิก MOU 2544 เพื่อที่กำหนดตำแหน่งไหล่ทวีป และน่านน้ำไทย โดยใช้เส้นตามกฎหมายสากล และกลไกคณะกรรมการทางเทคนิกทางทะเลหรือ JTC 5.เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการ JBC เพื่อส่งสัญญาณให้คงและลดเวลาเปิด-ปิดด่านกัมพูชา เพื่อเพิ่มอำนาจการเจรจา และกดดันปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ พนันออนไลน์ ยาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า การฟอกเงิน 6.หากสถานการณ์เลวร้ายลงสนับสนุนกองทัพไทยประกาศกฎอัยการศึก เพื่อป้องกันการทับซ้อน หรือผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำในการแก้ปัญหานี้ “ลงถนนไหม ถ้าจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย ขับไล่รัฐบาลชั่วช้า ก็ไม่ขัดข้อง อายุ 87 แล้ว ถ้าเป็นการลงครั้งสุดท้ายก็ยินดี เชื่อว่าประชาชนเอาด้วยแน่นอน ฝากถึงแพทองธาร ภูมิธรรม ทักษิณ ว่าประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยพวกคุณ” นายสนธิกล่าว #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กลุ่มพันธมิตร#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลโลก#ชายแดน#แก๊งคอลเซ็นเตอร์#อดีตเสื้อแดง#ปิดด่าน#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย#ช่องบก#ฮุนเซน
ขณะที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชายังร้อนระอุจากเหตุปะทะ ทหารไทยต้องเสี่ยงชีวิตปกป้องผืนแผ่นดิน—แต่ในใจกลางกรุงเทพฯ กลับมีคลิปทุนจีนอวด TikTok ว่าเข้าถึงรองนายกฯ และนายพลไทยได้ง่ายราว VIP ระดับโลก จนคนไทยตั้งคำถามว่า…ศักดิ์ศรีของประเทศนี้ถูกแลกกับอะไร? ⸻ คลิปหลุดจาก TikTok จุดไฟคำถามใหญ่ ต้นเรื่องมาจากเพจ CSI LA ที่เปิดเผยคลิปกลุ่มชาวจีนถ่ายภาพในทำเนียบรัฐบาล ระบุว่าเคยเข้าพบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พร้อมคำบรรยายว่า “มาทำธุรกิจในไทยง่ายมาก แค่รู้จักคนถูกคน” พวกเขาแจกของขวัญ ถ่ายรูปหมู่หน้าตราครุฑ และโพสต์โชว์ใน TikTok อย่างภาคภูมิใจ — ภาพเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ “บรรยากาศดูงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นการฟอกภาพให้ทุนต่างชาติผ่านสัญลักษณ์แห่งอำนาจรัฐไทย ⸻ นายพลพูดเอง “You are very VIP” ก่อนหน้านี้เพิ่งมีคลิปกลุ่มคนจีนกลุ่มเดียวกันนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับ นายทหารในเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมเสียงพูดว่า: “You are very VIP. Very VIP.” ถ้อยคำเรียบง่าย แต่แรงสะเทือนกลับลึกซึ้ง มันไม่ใช่แค่การให้เกียรติ แต่เป็นการ เปิดประตูรับรอง อย่างหรูหรากับกลุ่มที่ไม่มีสถานะทางการทูตใด ๆ — ซึ่งสำหรับคนไทยจำนวนมาก นี่คือการดูหมิ่นศักดิ์ศรีและละเลยหลักความมั่นคงเชิงอธิปไตย ⸻ คำชี้แจงที่ไม่เคลียร์ ฝ่ายรัฐชี้แจงทันควัน: • นายสมศักดิ์ ยืนยันว่าเป็นคลิปเก่าสมัยยังเป็นรองนายกฯ และกลุ่มที่มาคือ “นักศึกษาดูงาน” • กระทรวงกลาโหม ออกเอกสารแจงว่า นายทหารในคลิปนั้นเกษียณแล้ว และเหตุการณ์เกิดก่อนเกษียณ สามารถใช้ห้องรับรองได้ตามสิทธิ แต่คำอธิบายเหล่านี้กลับจุดคำถามใหม่: • เหตุใดกลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงเดินเข้าออกทำเนียบ-กระทรวงกลาโหมได้โดยง่ายดาย? • ทำไมถึงไม่มีการควบคุมการเผยแพร่คลิป? • แล้วถ้า “ศึกษาดูงาน” จริง ทำไมคลิปถึงสื่อสารว่าเข้าถึงผู้มีอำนาจง่ายเพียงรู้จัก “คนที่ใช่”? ⸻ ศักดิ์ศรีรัฐไทยถูกใช้ฟอกทุนหรือไม่? ภาพในคลิปไม่ใช่แค่เรื่อง “มารยาททางการเมือง” แตะลึกถึงคำถามระดับโครงสร้าง: • ระบบอำนาจรัฐไทยเปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้าถึงระดับสูงได้อย่างไร? • กลไกความมั่นคงของเราตรวจสอบและป้องกันการล้ำเส้นจากทุนต่างชาติได้จริงหรือ? • เรากำลังกลายเป็นเวที “สร้างภาพ” ให้กลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงว่าเป็นทุนสีเทาโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? ⸻ ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย…
เรียกว่ามรสุมลงอย่างต่อเนื่องสำหรับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หลังปัญหาภายในพรรคปะทุเดือดแบบสุดๆ เมื่อวานจากข่าว 21 สส.ล่ารายชื่อให้นายกรัฐมนตรีปรับรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติออกจากร่วม ครม. กระทั่ง สส.หลายคนออกมาบอกไม่เคยลงชื่อ วันนี้นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง จะไปยื่นร้องเรียนนายกรัฐมนตรี พิจารณาพฤติกรรม ของนายพีระพันธุ์ กรณีแต่งตั้งประธานอนุกรรมการบริหารกองทุนฯ กระทรวงพลังงาน งบประมาณ 3,500 ล้านบาท อันอาจจะเป็นการกระทำที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง และขอให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการชุดนี้ รวมถึงให้ตรวจสอบการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงในการแต่งตั้งบุคคลที่กระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของนายพีระพันธุ์ด้วย จากนั้นนายสนธิญาจะไปที่ ป.ป.ช. เพื่อยื่นขอให้ตรวจสอบทั้ง 2 ประเด็น และประกอบด้วยยื่นพิจารณาวินิจฉัยฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงช่วงที่นายพีระพันธุ์เดินทางไป สปป.ลาว ขณะที่ ป.ป.ช. ออกหมายเรียก นายพีระพันธุ์ เป็นไปโดยชอบตามกฎหมายทุกประการ และสอบถามความคืบหน้ากรณี ป.ป.ช. มีหมายเรียกครั้งที่ 2 กรณีแจกถุงยังชีพของนายพีระพันธุ์เมื่อไหร่ เพื่อเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายพิจารณาความ ของ ป.ป.ช. #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รวมไทยสร้างชาติ#พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค#รัฐบาลแพทองธาร#ปปช#นายกรัฐมนตรี
“ไล่เช็กบิลไลน์หมอหลุด ผิดจริยธรรมจริงหรือ? หรือเป็นเรื่องนายว่าขี้ข้าพลอย? มันไม่ใช่จริยธรรมแต่เป็นการไล่ล่าทางการเมือง“—รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ แค่แสดงความเห็นในไลน์…ผิดจริยธรรมได้หรือ? กรณี สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข เดินเกม “เช็กบิล” แพทย์ 3 รายที่แสดงความเห็นในกลุ่มไลน์เกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร จนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าขาดจริยธรรม กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง หากแต่สะเทือนไปถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็นส่วนตัวในสังคมไทย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย อธิบายว่า สังคมต้องแยกให้ออกระหว่าง “การแสดงความเห็น” กับ “การปฏิบัติหน้าที่” เพราะกรอบจริยธรรมยึดโยงกับผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ความเห็นในพื้นที่ปิด “หมอคนหนึ่งอาจเกลียดนักการเมือง…แต่พอถึงเวลาต้องพิจารณาว่าหมออีกคนรักษาถูกต้องไหม จะกระทบการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่? มีหลักฐานอะไรมายืนยัน ในไลน์กลุ่มผมว่ามีคนไม่ต่ำกว่าล้านด่าทักษิณแพทองธาร ถามว่าแบบนี้ไม่มีจริยธรรมหรือ เสรีภาพในการแสดงความเห็นกำลังถูกละเมิด” อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เตือนทุกคนให้ระมัดระวังการแสดงความเห็นผ่านไลน์กลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมาก เพราะไม่สามารถไว้วางใจใครได้ อาจมีการนำมาเปิดเผยเพื่อขยายผลในทางลบเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ ⸻ แค่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ผิด? อาจารย์เจษฎ์ตั้งคำถามว่า การที่รัฐมนตรีสาธารณสุขนำประเด็นไลน์หลุดมาเล่นงานหมอ เป็นการใช้ “ไม้คนละอัน” หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ สมศักดิ์เคยอธิบายในการวีโต้มติแพทยสภาเองว่า จริยธรรมแพทย์จะถูกลงโทษได้ ต้องมีผลเสียหายต่อผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี “ไม้ที่เอามาวัดใช้คนละแบบ…อันหนึ่งสั้น อันหนึ่งยาว มันวัดไม่ได้หรอก” เขายังสะท้อนภาพใหญ่ที่สังคมมองว่าเกมนี้ไม่ใช่เรื่องจริยธรรม แต่คือการไล่ล่าทางการเมือง “คนเขามองว่าพวกเดียวกันก็ช่วยกัน ลิ่วล้อก็ต้องทำให้นาย หรือถึงขั้นว่า…นายว่าขี้ ข้าพลอย” ⸻ ศาล–แพทยสภา ต้องหยุดวงจรอำนาจครอบงำ อาจารย์เจษฎ์แสดงความหวังต่อการประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิ.ย. ว่าจะยืนยันมติเดิมอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเตือนว่าวงจรปัญหานี้เกิดมาตั้งแต่ต้นน้ำ คือวันที่ “ทักษิณกลับประเทศ” “ปัญหาชั้น 14 เริ่มจากการใช้อำนาจทางการเมือง ไม่ได้เดินตามครรลองแบบคนอื่น มาในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มีวิษณุ เครืองาม เข้าไปเกี่ยวข้องต่อมาจัดรัฐบาลข้ามขั้ว ใช้อำนาจผ่านกลไกราชการ หมอ พยาบาล จนนำมาสูจุดนี้ เหมือนการถักแหล้อมกระบวนการยุติธรรม” เขาระบุว่า หากกระบวนการยุติธรรมปล่อยให้ถูกล้อมด้วยเครือข่ายอำนาจทางการเมืองโดยไม่สะสาง ก็จะสูญเสียอิสระเสรีในการทำหน้าที่ ⸻ คำวินิจฉัยของศาล 13 มิ.ย. จะเป็น “หมุดวัดใจประเทศนี้”…
วันที่ 9 มิถุนายน 2568 – สำนักข่าวอิศรา (isranews.org) รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ตรวจสอบเชิงลึกบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.วิศรา รัตนสมัยผู้อำนวยการสถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญาธรรมศักดิ์ สังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. หลังปรากฏข่าวเงินสดมูลค่า 12 ล้านบาทถูกทิ้งไว้ในคอนโดย่านเมืองทองธานี โดยนายทวีวัฒน์ เส้งแก้วซึ่งเป็นสามีของ น.ส.วิศราแสดงตนว่าเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ไม่พบแจ้งเงินสดในบัญชีฯ ทั้ง 2 ครั้ง นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. และรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.วิศรา ซึ่งยื่นไว้ 2 ครั้งในปี 2564 และ 2567 (ครบวาระ 3 ปี)ไม่พบการระบุเงินสดจำนวน 12 ล้านบาทของคู่สมรสไว้ในบัญชีทรัพย์สินทั้งสองรอบ โดยระบุว่า น.ส.วิศรา ได้จดทะเบียนสมรสกับนายทวีวัฒน์เมื่อช่วงต้นปี 2563 ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. ข้าราชการระดับผู้อำนวยการมีหน้าที่ต้องแจ้งทรัพย์สินของตนและคู่สมรส รวมถึงทรัพย์สินที่เป็นของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากพบเจตนาปกปิด – เสี่ยงไต่สวนจงใจยื่นบัญชีเท็จ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการรายนี้จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือยื่นบัญชีเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินรายการดังกล่าวโดยมิชอบ หากพบพฤติการณ์ใดเข้าข่าย จงใจไม่แจ้งหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการตั้งคณะไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปตามระเบียบ ป.ป.ช.ปี 2561 ยังไม่สรุปว่ามีความผิด – ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี สำนักข่าวอิศราย้ำว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและยังไม่มีข้อสรุปว่ามีความผิดเกิดขึ้น โดยน.ส.วิศรา รัตนสมัยและนายทวีวัฒน์ เส้งแก้วยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือผลการไต่สวนเป็นทางการ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เงิน12ล้าน #12ล้านกับกสทช
“เขาวางเป้าหมายไว้แล้ว…ก่อนฮุน เซนวางมือ ต้องปักหมุดชัยชนะเรื่องดินแดน ถ้าทหารไม่ชัด ประชาชนไม่หนุน จนรัฐบาลต้องออกคำสั่งให้ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง กัมพูชาจะขยับอีก” —รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ กัมพูชายังไม่หยุด… ไทยต้องพร้อมรับและรุก แม้กัมพูชาจะยอมถอยทหารจากพื้นที่ขุดคูเวตบริเวณช่องบกแล้ว แต่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เตือนชัดว่า “เกมยังไม่จบ” เพราะปลายทางของกัมพูชาคือการพาไทยขึ้นศาลโลกใน 4 พื้นที่พิพาท ไม่ใช่เพียงแค่การปรับแนวกำลังชั่วคราว เขาย้ำว่าไทยต้องเปลี่ยนโหมดจากตั้งรับมาเป็นรุกในเวทีการทูตและการเมืองระหว่างประเทศโดยด่วน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ที่สิงคโปร์ ซึ่งเราเงียบ ขณะที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานทำทหารเขาเสียชีวิตหนึ่งนาย “เรายังทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าเดี๋ยวนิ่งเสียอาจไม่ได้ตำลึงทอง… นิ่งเสียแม้อาจไม่เสียดินแดน แต่จะเสียเปรียบในการเจรจา” ⸻ ความชัดเจนของกองทัพ–ประชาชนคือปัจจัยชี้ขาด อาจารย์ปณิธานอธิบายว่า กัมพูชาประเมินท่าทีของไทยอย่างใกล้ชิด พยายามเจาะจงพูดคุยกับผู้นำบางกลุ่มในไทยเพื่อใช้เป็นปัจจัยช่วย แต่เมื่อไม่สำเร็จ ก็จะปรับยุทธศาสตร์ “เมื่อไหร่ที่ทหารไม่ชัดเจน ประชาชนไม่หนุน… กัมพูชาก็จะขยับอีก” เขาชี้ว่า การที่สภาความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมผบ.เหล่าทัพ เมื่อ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมาและมอบหมายอำนาจจัดระเบียบชายแดนชัดเจน ถือเป็นจุดพลิกเกม แต่ยังไม่พอ ต้องผลักบทบาทกระทรวงการต่างประเทศให้มากขึ้น และการเมืองต้องไม่หลบอยู่หลังทหาร แต่ต้องลงพื้นที่เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน ⸻ ความเป็นเอกภาพของกัมพูชา vs ความสับสนของไทย “กัมพูชาชัดเจนว่าปลายทางคือศาลโลก… เขามีความเป็นเอกภาพมากกว่าเรา” อาจารย์ปณิธานชี้ว่า กัมพูชาวางเป้าหมายใหญ่ไว้ล่วงหน้า—สถาปนาพื้นที่ชายแดนให้เข้มแข็งก่อนฮุน เซนวางมือ เพื่อส่งมอบมรดกทางอำนาจให้ฮุน มาเนต ต่างจากฝั่งไทยที่ยังมีความสับสนในท่าที เช่น การที่รมว.กลาโหมระบุว่าพื้นที่ที่ถูกบุกรุกเป็น No Man’s Land ขัดแย้งกับข้อมูลของกองทัพ ทำให้เสียเปรียบและเกิดความสับสน ⸻ JBC ต้องปรับใหม่ การประชุม JBC วันที่ 14 มิ.ย. ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ อาจารย์ปณิธานไม่คาดหวังผลมากนัก เพราะ “ถือแผนที่คนละฉบับ” และกัมพูชายังยืนยันนำพื้นที่พิพาทขึ้นศาลโลกอยู่ดี แต่ไทยไม่ควรนิ่ง ต้อง “ใช้เวทีนี้เพื่อสร้างเสถียรภาพใหม่ ทำกลไกให้มีความกระชับ ตอบโจทย์มากขึ้นและหลังวันที่ 14 ต้องเริ่มคิดถึงกลไกใหม่ ๆ ในกาแรก้ปัญหาได้แล้ว” ⸻ ชายแดนผ่อนคลายแต่ต้องรุกแก๊งคอลฯ…
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์หลังถูกนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ถามหาว่านายพิธาหายเงียบเข้ากลีบเมฆ อาจกลัวประชาชนย้อนถามไปถึงคำพูดวลีเด็ดที่เคยใช้หาเสียงเรื่องการปฏิรูปกองทัพที่พูดว่า มีทหารไว้ทำไมหรือไม่ โดยนายพิธาโพสต์จั่วหัวว่า ทหารมีไว้ “ปกป้อง”ประเทศ ไม่ใช่ “ปกครอง”ประเทศครับ โดยนายพิธาระบุในอดีตที่ผ่านมา อดีตพรรคก้าวไกล จึงพยายามปกป้องทหารที่ปกป้องประเทศ และปฎิเสธทหารที่พยายามจะปกครอง เราปกป้อง ทหารที่ “ปกป้อง” ประเทศ ทหารมืออาชีพที่ยืนอยู่ข้างประชาชนให้มีสิทธิมนุษยชน สวัสดิการ ปลอดทุจริต มีเส้นทางอาชีพ มีเครื่องมือ เทคโนโลยี ที่เท่าทันและใช้ได้จริง แต่เราปฏิเสธ ทหารที่ ”ปกครอง“ ประเทศ ผู้ที่ใช้อำนาจนอกระบบ ทำรัฐประหาร แทรกแซงการเมือง อยู่เหนือพลเรือน เบียดเบียนงบประมาณของประชาชนเกินควร ทำสงครามข่าวสาร IO กับประชาชน ใช้อำนาจ VVIP เอิ้อนายทุนทั้งในและนอกประเทศ นั่นต่างหากที่เราปฎิเสธ นายพิธายังระบุ เช่นเดียวกับประชาชนทุกคน ได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทยด้วยความห่วงใย แต่ไม่ประสงค์จะถูกลากและตอบโต้ ทำเป็นชนวนให้สถานการณ์ตึงเครียดหรือเกิดความขัดแย้งมากไปกว่านี้ เชื่อว่า เพื่อนๆ ที่ พรรคประชาชน กำลังให้สติ และ แนะนำรัฐบาลได้ดีอยู่แล้วท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางและเปลี่ยนไปได้ตลอด ความเห็นผมคงไม่จำเป็น แต่นานๆที่จะโพสท์ที่นึง คิดว่าประชาชน อยากเห็น การจัดการความขัดแย้งอย่าง มียุทธศาสตร์รู้ว่าอะไร ระยะสั้น กลาง ยาว รู้เขา รู้เรา ครบถ้วนใช้ทั้งมาตรการที่หลากหลายมากกว่ามาตรการทางทหาร และ ได้สัดส่วน #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #รัฐบาลแพทองธาร #ศาลโลก #ชายแดน #พิธาลิ้มเจริญรัตน์ #ไทยกัมพูชา #ปิดด่าน #JBC #ICJ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ละเมิดอธิปไตย #กองทัพไทย #ช่องบก #ทหารมีไว้ทําไม
วันที่ 9 มิถุนายน 2568 – บรรยากาศที่กรมสรรพากรร้อนระอุ เมื่อ 3 ส.ส.หญิงจากพรรคประชาชนได้แก่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบที่มาและเส้นทางการเงิน 12 ล้านบาทของนายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ที่ปรึกษากรรมการ กสทช. “วันนี้เราไม่ได้มาถามว่าเงินเป็นของใคร…แต่ถามว่าเงินนี้มาจากไหน” — น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ กล่าวอย่างเด็ดขาด เธอชี้ว่า นายทวีวัฒน์ไม่ใช่แค่บุคคลทั่วไป แต่มีบทบาทสำคัญในหลายอนุกรรมการของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับเงินมหาศาลและผลประโยชน์สาธารณะ รวมถึงคณะอนุกรรมการที่เคยพิจารณาการควบรวมทรู–ดีแทคเมื่อปี 2565 “ในตอนนั้น นายทวีวัฒน์มีความเห็นว่า กสทช.ไม่มีสิทธิอนุญาตให้ควบรวมกิจการ มีอำนาจแค่ ‘รับทราบ’ เท่านั้น” — ภคมนเผย ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอกส.ส.กทม. กล่าวถึงภาพรวมของกรณีนี้ว่า คล้ายกับกรณี “ตึก สตง.ถล่ม” ที่ภายหลังพบว่ามีปัญหาการก่อสร้างและระบบตรวจสอบ “นี่คือฝีแตกที่สะท้อนถึงความเละเทะของระบบกำกับดูแลแบบเดิม ๆ ใน กสทช. และแน่นอน เราจะกัดไม่ปล่อย” — ไอซ์ รักชนก กล่าว เธอระบุเพิ่มเติมว่า ถ้าผู้ถือเงิน 12 ล้านนี้ไม่ยอมเปิดเผยความจริง ก็ต้อง “ลากคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลงนรกไปด้วยกัน” ขณะที่น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์สงสัยว่าเงิน 12 ล้านบาทในกล่องดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการประมูลคลื่นความถี่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายนนี้หรือไม่ พร้อมกันนี้น.ส.ภคมนยังฝากประชาชนจับตาความเคลื่อนไหวของ “กองทุนยูโซ่” ที่บริหารเงินกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีว่าอาจมีความพยายาม “ฮั้ว” หรือไม่โปร่งใสอยู่เบื้องหลัง ทั้ง 3 ส.ส. ระบุว่า การยื่นเรื่องต่อกรมสรรพากรวันนี้ เป็นก้าวแรก ก่อนเดินหน้าต่อไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อผลักดันให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบและโปร่งใสต่อไป #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เงิน12ล้าน #12ล้านกับกสทช #สสปชน #พรรคประชาชน
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการออกสำรวจแนวคูเลตกลบฝังพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน พร้อมกับปรับกำลังทั้งสองฝ่ายที่ได้ตกลงกันไว้ในช่วงสถานการณ์ปกติเมื่อปี 2567 แล้ว ซึ่งมีสัญญาณที่ดี สะท้อนความจริงใจในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ อันเป็นผลมาจากการเจรจาในทุกระดับ สร้างบรรยากาศที่ดีนำไปสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) วันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งหวังว่าจะช่วยลดความตึงเครียด รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน นำไปสู่การหาทางออกที่ยั่งยืน “สถานการณ์ยังอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง มีความน่ากังวล และสถานการณ์ก็ยังไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติเช่นเดิม แต่ก็ได้รับสัญญาณที่ดีจากทั้งสองฝ่าย” ส่วนการควบคุมจุดผ่านแดนยังดำเนินต่อไป เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้จะยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น ตัดกระแสไฟฟ้า ระงับสัญญาณอินเตอร์เน็ตในพื้นที่บ่อนการพนันและสแกมเมอร์ ควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ ที่อาจจะนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ โดยจะเสนอที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อไป ขณะที่มาตรการจำกัดวีซาคนไทยของกัมพูชา จากเดิม 60 วัน เหลือ 7 วัน นายนิกรเดชระบุได้รับการยืนยันมาว่ากัมพูชาได้ลดจำนวนวันจริง ซึ่งฝ่ายไทยก็ได้ออกมาตรการโต้ปรับลดเหลือ 7 วันแล้วเช่นกัน และยังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการไปถึงเมื่อไร รอให้สถานการณ์ดีขึ้นและรอให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ากลับมาคุยกันเรื่องของจำนวนวันในการเข้าประเทศอีกครั้ง ส่วนการประชุม JBC กัมพูชายังไม่ขอเจรจาเรื่องข้อพิพาท 4 พื้นที่ที่จะเสนอต่อศาลโลก ไทยจะขอให้นำมาพูดคุยในโต๊ะการประชุมหรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า ตอนนี้สองฝ่ายเริ่มคุยกันเรื่องวาระการประชุมยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ามีการคุยเรื่องข้อพิพาท 4 พื้นที่หรือไม่ ทั้งสองฝ่ายอาจมีท่าทีสงวนว่าจะคุยกัน #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ถอนกำลัง#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลโลก#ชายแดน#แก๊งคอลเซ็นเตอร์#ไทยกัมพูชา#ปิดด่าน#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย#ช่องบก#ฮุนเซน
