- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ถอยทหาร–ปรับพื้นที่: แค่ลดตึงเครียดหรือกลัวผลกระทบลึก? การที่กัมพูชา “ยอมถอย” ถอนทหารจากพื้นที่พิพาทบริเวณช่องบก และประกาศ “ปรับพื้นที่คูเลตให้เหมือนเดิม” อาจดูเหมือนเป็นการลดระดับความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เบื้องหลังการเปลี่ยนท่าทีของอดีตนายกฯ ฮุน เซน อาจมีแรงกดดันที่ลึกกว่านั้น — แรงกดดันจากภายในที่ชื่อว่า “ธุรกิจสีเทา” เมื่อ “นครวัด” ถูกกลบรัศมีด้วย “จักรวรรดิฉ้อโกง” ขณะนี้ “กัมพูชา” กำลังตกเป็นเป้าสายตาระดับนานาชาติ หลังรายงาน “Policies and Patterns: State-Abetted Transnational Crime in Cambodia as a Global Security Threat” ซึ่งเขียนโดย “เจคอบ ซิมส์” (Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงในภูมิภาค ระบุว่าประเทศนี้ได้กลายเป็น “ศูนย์กลางฉ้อโกงระดับโลก” มีรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศสูงถึง 4–6 แสนล้านบาทต่อปี มากกว่ารายได้จากภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ธุรกิจสแกมใหญ่จน “รัฐเพิกเฉยไม่ได้อีกต่อไป” ในรายงานของ “เจคอบ ซิมส์” นักวิจัยจาก Harvard ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก UNODC และการสัมภาษณ์หลากหลายแหล่ง ระบุว่า: “อุตสาหกรรมฉ้อโกงไซเบอร์ในกัมพูชาเติบโตอย่างรวดเร็ว และอาจ ‘ใหญ่เกินกว่าจะล้มได้’ หากรัฐยังนิ่งเฉย” ซิมส์ชี้ว่ากลุ่มอาชญากรจีนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เครือข่ายการค้ามนุษย์ การฉ้อโกง และการบังคับใช้แรงงานเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีแรงงานบีบบังคับกว่า 150,000 คน และครอบคลุมภูมิภาคแม่โขงไปถึงแอฟริกาและอเมริกาใต้ ปิดด่าน = ตัดท่อน้ำเลี้ยง “อุตสาหกรรมเทา” ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้เอง ที่ทำให้การปิดด่าน ขู่ตัดไฟ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ฮุน เซน พลิกเกมแบบ 360 องศา เร็วยิ่งกว่าสัญญาณ 5G เพราะถ้าไม่รีบตัดไฟ อาจลามถึงรายได้หลักจากธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา เมื่อไทย “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ผ่านการปิดจุดผ่านแดนเพียงวันเดียว ก็เกิดความหวาดหวั่นไปทั้งระบบ ฮุน เซนถอย เพราะรู้ว่าเกมนี้…เดิมพันคือทั้งระบบเศรษฐกิจตระกูล “ฮุน?” และนั่นอาจอธิบายได้ว่า ทำไมจู่ ๆ ฮุน…
ท่ามกลางความเจริญของย่านสุทธิสาร เขตจตุจักร คอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะดวกสบายและความมั่งคั่ง วันนี้กลับกลายเป็นภาพสะท้อนของความเปราะบาง เมื่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ทิ้งรอยร้าวไม่เพียงบนกำแพงตึก แต่ยังฝังลึกในใจของผู้อยู่อาศัยเกือบ 2,000 ชีวิต คุณชณทัต ปัทะมะภูวดล หรือที่รู้จักในนาม “พี่แม็ก ชณทัตลุยครับ” ผู้ก่อตั้งเพจ “ชณทัตลุยครับ” ได้ออกมาเปิดเผยถึงความรุนแรงของปัญหาที่กำลังบั่นทอนคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนทั้งในระดับปฏิบัติการและนโยบาย เพื่อคืนความมั่นคงและความหวังให้กับผู้ที่เรียกที่นี่ว่า ‘บ้าน’ คอนโดมิเนียมแห่งนี้ มีห้องพักถึง 917 ห้อง รองรับผู้อยู่อาศัยเกือบ 2,000 คน และมีร้านค้าจำนวนมากบริเวณชั้นล่าง แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวได้เปลี่ยน “บ้าน” ที่ควรเป็นที่พักพิงให้กลายเป็นสถานที่แห่งความยากลำบาก คุณชณทัตฉายภาพปัญหาหลัก 3 ประการที่กำลังกลายเป็นฝันร้ายของลูกบ้าน: ลิฟต์ที่หยุดชะงัก ระบบไฟฟ้าที่หวาดผวา และน้ำที่ขาดแคลน ซึ่งแต่ละปัญหาไม่เพียงกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังทิ่มแทงความรู้สึกของความปลอดภัยและการใช้ชีวิต “ลองนึกภาพคอนโดสูงระฟ้า 917 ห้อง แต่ลิฟต์ใช้งานได้เพียง 2 จาก 4 ตัว และจำกัดเวลาแค่ 7 ชั่วโมงต่อวัน” “นี่ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่เป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างร้ายแรง” ผู้สูงวัยต้องฝืนร่างกายที่อ่อนล้าปีนบันได ผู้ป่วยต้องรอคอยด้วยความทรมาน และคนทำงานต้องเผชิญความโกลาหลในชั่วโมงเร่งด่วนเพื่อแย่งใช้ลิฟต์เพียงสองตัว ความหวังที่จะกลับบ้านด้วยความสบายใจถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าในทุกวันที่ชีวิตไม่ได้หยุดเหมือนระบบน้ำ-ไฟในตึกนี้ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวทำให้ระบบไฟฟ้าพังทลาย เบรกเกอร์เสียหาย สายไฟบางจุดขาดหรือช็อต คุณชณทัตเผยว่า “ห้องควบคุมไฟต้องระวังทุกครั้งที่เปิดสวิตช์ เพราะเคยมีประวัติช็อตจนน่ากลัวว่าจะเกิดระเบิด” ลูกบ้านต้องอยู่อย่างหวาดระแวง กลัวไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ในสถานที่ที่ควรเป็นที่หลบภัย ความรู้สึกไม่ปลอดภัยนี้กลายเป็นเงามืดที่ครอบงำชีวิตประจำวันของทุกคน ปัญหาน้ำยิ่งเพิ่มความทุกข์ทรมาน แม้บางชั้นจะเริ่มมีน้ำใช้ แต่หลายห้องยังคงไร้น้ำไหล เนื่องจากท่อแตก “ลองคิดดูว่าการไม่มีน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน มันกระทบต่อสุขอนามัยและความรู้สึกของการกินอยู่ขนาดไหน” คุณชณทัตกล่าว การซ่อมแซมทันทีอาจกระทบหลักวิศวกรรมและทำให้ประกันไม่ครอบคลุม ลูกบ้านจึงต้องทนอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน โดยไร้กำหนดเวลาว่าปัญหาจะคลี่คลายเมื่อใด ความเดือดร้อนของลูกบ้านยิ่งทวีคูณเมื่อเชื่อมโยงกับประเด็นเงินกองกลาง 13 ล้านบาท ซึ่งควรเป็นกองทุนสำคัญสำหรับการฟื้นฟูตึก คุณชณทัตกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีใครโกรธคุณ ไม่มีใครว่าคุณ แต่เราอยากรู้ว่าเงินมันไปไหนแล้วทำอะไร” หลังเหตุแผ่นดินไหว นิติบุคคลเริ่มมีพฤติกรรมน่าสงสัย ก่อนจะย้ายออกจากคอนโดโดยไม่แจ้งลูกบ้าน ที่น่าตกใจคือมีการขนเอกสารจำนวนมากออกไปด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ 3 คัน โดยไม่มีคำอธิบาย “เงิน 13 ล้าน ถ้ายังอยู่ครบ ควรจะเปลี่ยนตึกนี้ให้กลับมาสมบูรณ์ได้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเงินเหลือเท่าไหน หรือไปอยู่ที่ไหน”…
กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ โดยมีสาระสำคัญ 4 ข้อที่เกี่ยวกับจุดยืนด้านความมั่นคง จากกรณีพิพาทตามแนวชายแดนกับไทย คือ 1.กองทัพกัมพูชาไม่ได้ถอนกำลังออกจากดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจุดที่กองทัพได้ยึดครองมาอย่างยาวนาน 2.การเตรียมความพร้อมทั้งหมดของกองทัพกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งฐานประจำการ การระดมกำลังพล การประจำการกำลังพล การสับเปลี่ยนกำลังพล และการเคลื่อนย้ายกำลังพล ล้วนเป็นการดำเนินการอย่างเคร่งครัด ภายในดินแดนอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา และปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาเท่านั้น 3.แม้กองทัพกัมพูชาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ยังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ จากความพยายามรุกรานทุกรูปแบบ และ 4.กองทัพกัมพูชาพร้อมสนับสนุนการเจรจาเรื่องเขตแดนร่วมกับไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อดำเนินการปักปันและกำหนดหลักเขตแดนในพื้นที่ ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ไม่รวมพื้นที่ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาเตรียมร้องเรียนต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำว่ารัฐบาลจะยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านกลไกที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประโยชน์สูงสุดของพลเมืองของกัมพูชา – ประเทศไทย รวมถึงความร่วมมือการปักปันชายแดนระหว่างสองประเทศผ่านกลไก JBC กัมพูชา-ไทย พร้อมเดินหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่จําเป็น เช่น ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาเมือนโต้ด, ปราสาทตาความย และช่องบกต่อไป #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #ถอนกำลัง #รัฐบาลแพทองธาร #ศาลโลก #ชายแดน #ทหารไทย #ไทยกัมพูชา #ปิดด่าน #JBC #ICJ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ละเมิดอธิปไตย #กองทัพไทย #ศึกชายแดน #ช่องบก #TPAnalyzes #ฮุนเซน #เพื่อไทย #ภูมิใจไทย #อธิปไตย #สงครามชายแดน
ในขณะที่รัฐบาลไทยถูกกดดันอย่างหนักจากข้อกล่าวหาว่า “อ่อนแอ” และ “ลังเล” ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พรรคการเมืองหนึ่งกลับขยับหมากก่อนใคร—และไม่ใช่แกนนำรัฐบาลอย่างเพื่อไทย แต่คือ พรรคภูมิใจไทย ที่กำลังแสดงบทบาทใหม่ในเกมการเมืองระดับชาติ โดยมีหัวหน้าพรรคอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำขยับหมากสำคัญในยามวิกฤต ⸻ 📍 ปฏิบัติการแนวชายแดน: ชิงการนำในกลุ่มพรรคอนุรักษ์นิยม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ปักเป้า ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครองร่วมลงพื้นที่ จุดแรกของการลงพื้นที่คือศูนย์พัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน มอบสิ่งของให้เจ้าหน้าที่แนวหน้า: ทหาร, ชรบ., อส., ฝ่ายปกครอง ก่อนเดินทางต่อไปยัง “หลุมหลบภัย” เพื่อให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ นี่ไม่ใช่เพียงการ “ตรวจราชการตามหน้าที่” แต่คือภาพทางการเมืองที่ส่งสารถึงทั้ง ฝ่ายประชาชน, กองทัพ และคู่แข่งร่วมรัฐบาล ขณะที่แพทองธาร ชินวัตร นายฯ มีกำหนดการในวันที่ 9 มิ.ย. ไปกาญจนบุรี ตรวจโครงการจัดหาน้ำบาดาลในพระราชดำริ แก้ปัญหาอุปโภค บริโภคที่ขาดแคลน เข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นโปรแกรมที่เตรียมไว้ก่อนหน้า แต่นั่นยิ่งหมายความว่า ไม่ได้มีการพินิจ พิจารณาบทบาทนายกฯ ให้เท่าทันกับสถานการณ์ และแสดงภาวะผู้นำในภาวะวิกฤตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะภาพการลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำบาดาลไม่สอดรับกับความเร่งด่วนของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และยิ่งทำให้ภาพแพทองธาร ยิ่งดูอ่อนด้อยในยามที่ชาติบ้านเมืองต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง ⸻ ภูมิใจไทยยึดหัวหาด ยืนข้างความมั่นคง–ข้างทหาร–ข้างประชาชน ตรงกันข้ามกับพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองแรกที่ร่วมขานรับแฮชแท็กของทหาร #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ในขณะที่พรรคเพื่อไทยยังสงวนท่าที ไม่เพียงแค่นั้นยังมีการลบโพสต์ที่อ้างคำพูด ภูมิธรรม เวชยชัย “กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ล้ำเขต No Man’s Land 200 เมตร พร้อมปิดด่านโต้หากเจรจาไม่สำเร็จ” ไปแบบไม่มีคำอธิบาย ยิ่งตอกย้ำท่าทีระมัดระวัง จนถึงขั้นยำเกรงที่พรรคเพื่อไทยมีต่อรัฐบาลกัมพูชา ——- การช่วงชิงบทบาทนำในวิกฤตชาติ แม้กระทรวงกลาโหมจะดูแลการป้องกันประเทศ แต่วันนี้ “กระทรวงมหาดไทย” กลับเป็นเจ้าภาพเรียกประชุมผู้ว่าฯ 7 จังหวัดแนวชายแดน ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่จังหวัดอุบลราชธานี หมายความว่า ภูมิใจไทยไม่เพียงป้องกันหลังบ้าน แต่พร้อมจัดกระบวนทัพระดับประเทศในเชิงนโยบาย ขณะที่พรรคเพื่อไทยละล้าละลัง…
เป็นภาพที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.เพื่อไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ ภรรยา โพสต์ขึ้นบนเพจเฟซบุ๊ก โดยบ้านสยามธามันโญ อยู่ที่พุทธมณฑล สาย 2 ซอย 21 เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ขณะที่ทำบุญเลี้ยงพระ โดยเป็นบ้านสไตล์นีโอเรเนอซองส์ สถาปัตยกรรมยอดนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 และที่ดินมีเอกสารสิทธิ “ตราแดง รศ.114” หลังจากใช้เวลารีโนเวทบ้านเก่าหลังนี้จนเข้าอยู่อาศัยได้ จึงทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล การเปิดตัวคฤหาสน์สุดหรูของ นายแพทย์ชลน่าน ครั้งนี้ กลายเป็นที่วิจารณ์อย่างมากในโซเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราของตัวบ้าน ที่ราวกับวัง และเข้ากับสไตล์การแต่งตัวแบบย้อนยุค จนถูกแซวว่า “เจ้าพระยาชลน่าน” กระทั่งถามไปถึงว่าทำไมนักการเมืองจึงมีเงิน และรวยเร็ว อยู่หรูอยู่สบาย มีข้อมูลว่าบ้านหลังนี้ พญ.นวลสกุล หรือหมอก้อย ใช้เวลารีโนเวท พลิกฟื้นคืนสภาพอาคารเก่ากลางป่าหญ้าป่าใหญ่ 2 ไร่ สภาพรกร้างว่างเปล่า มีต้นไม้วัชพืชเต็มไปหมด จากนั้นมีการถากถ้างเผยให้เห็นตัวบ้าน ก่อนที่จะทำการปรับปรุงซ่อมแซม จนเข้าอยู่อาศัยได้ และทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ในเพจเฟซบุ๊กเดียวกันนี้ระบุผลจากความทุ่มเทของหมอก้อย ตอบแทนด้วยงานช่างที่ละเอียด คือความงดงามละเมียดดีต่อใจ เป็นแค่บ้านในปัจจุบันอาจได้เป็นพิพิธภัณฑ์ในอนาคต ขอบคุณทีมลุงช่างที่สิริอายุรวมกันหลายร้อยปี และขอบคุณทีมน้องๆ ศิษย์ศิลปากรมาสร้างงานสีสัน ทั้งนี้ทั้งสองคนมีทรัพย์สินที่แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช.เมื่อคราวพ้นตำแหน่ง รมว.สาธารณสุขรวม เกือบ 560 ล้านบาท #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#ชลน่านศรีแก้ว#บ้านสยามธามันโญ#หมอก้อย
ถ้าใครเคยคิดว่าสินค้าบำรุงสุขภาพมีแค่โสม กระเพาะปลา หรือเห็ดหลินจือ…ลองเดินเข้า “ตลาดค้าส่งสุขภาพ” กลางเมืองกวางโจวดูสักครั้ง แล้วคุณอาจจะลืมทางกลับ สมุนไพรนับพันชนิด รังนกนับสิบประเภท เปลือกส้มที่เก็บไว้ตั้งแต่ 1 ปีถึง 30 ปี—ทั้งหมดนี้มีขายที่นี่ เรื่องเล่าจากโพสต์ของ ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานที่ปรึกษารมว. พม. ไม่เพียงเปิดโลกให้คนที่ยังไม่เคยไปสัมผัสเมืองจีน แต่ยังเปิดมุมมองทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย ศ.ดร.กนก เล่าประสบการณ์เดินสำรวจ “ตลาดค้าส่งสินค้าบำรุงสุขภาพ” ใจกลางนครกวางโจว ประเทศจีน พร้อมตั้งคำถามถึงโอกาสของ “รังนกไทย” ที่แม้มีคุณภาพและต้นทุนวัตถุดิบสูง แต่กลับครองสัดส่วนในตลาดจีนไม่ถึง 1% เขาเล่าว่าตลาดดังกล่าวจัดจำหน่ายสมุนไพร เห็ด กระเพาะปลา ปลิงทะเล จนถึงรังนกหลายชนิด ครอบคลุมสินค้าบำรุงสุขภาพตามความเชื่อของคนจีนจำนวนนับพันรายการ “ผมเดินดูร้านค้าเหล่านี้จนลายตา ที่สำคัญคือคิดไม่ถึงว่าจะมีสินค้าบำรุงสุขภาพตามความเชื่อและวัฒนธรรมจีนมากมายขนาดนี้” — ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน จีนไม่ผลิตเอง แต่นำเข้า – รังนกไทยแทบไม่มีที่ยืน สิ่งที่ทำให้ศ.ดร.กนก และคณะต้องหยุดและสอบถามจริงจังคือ ร้านจายรังนก “จีนไม่สามารถผลิตรังนกได้เอง ต้องนำเข้าจาก มาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นหลัก ขณะที่ เวียดนามเริ่มแซงขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญ ส่วน ไทยกลับมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% ทั้งที่มีศักยภาพสูงในด้านการผลิตและแปรรูป” เงื่อนไขสำคัญคือ จีนยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานราคาตลาด คุณภาพ และเงื่อนไขด้านความปลอดภัยของรังนก ทำให้ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถตั้งราคาเองได้ “รังนก” กับโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย ศ.ดร.กนกชี้ว่า หากไทยสามารถขยายการส่งออกรังนกได้ จะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ • เกษตรกรผู้เลี้ยงนก • แรงงานในอุตสาหกรรมล้างและแปรรูปรังนก • ผู้ประกอบการที่พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกหลากหลาย เช่น รังนกพร้อมดื่ม เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม “ถ้ารังนกเป็นสินค้าส่งออกหนึ่งรายการที่สร้างรายได้ปีละ 10,000 ล้านบาท แล้วไทยสร้างสินค้าแบบนี้ได้ 10,000 รายการ รายได้จากการส่งออกก็จะถึง 100 ล้านล้านบาทต่อปี” — กนกวงษ์ ตระหง่าน บทเรียนจากจีน: Scale คือคำตอบ ศ.ดร.กนก สรุปว่า จุดที่ไทยต้องเรียนรู้จากจีน คือ “ขนาด” หรือ Scale เพราะจีนสามารถชนะด้วยความใหญ่…
8 มิถุนายน 2568 – รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงคดี “เงินสด 12 ล้านบาทในกล่อง” ที่พลเมืองดีเก็บได้บริเวณจุดทิ้งขยะชั้น 4 ของคอนโดแห่งหนึ่งในนนทบุรี โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่ใช่เพียง “เรื่องเมาแล้วทิ้งของ” ตามคำอ้างของผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของเงิน แต่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดในฐานะคดีอาญา และอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตเชิงนโยบาย ปมกองเงิน – เอกสาร กสทช. – กับคำอธิบายที่ไม่เคลียร์ คดีนี้เริ่มต้นเมื่อพลเมืองดีหญิง 3 คนพบกล่องบรรจุเงินสดกว่า 12 ล้านบาท พร้อมเอกสารที่จ่าหน้าซองถึง “นายทวีวัฒน์” ในตำแหน่งอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการของสำนักงาน กสทช. ต่อมานายทวีวัฒน์ยอมรับว่าเป็นเงินของตน แต่ให้เหตุผลว่า “เมาแล้วเผลอเอาทิ้งผิดที่ที่ชั้น 4” ทั้งที่ตนพักอยู่ชั้น 5 ของคอนโดดังกล่าว รสนาตั้งข้อสงสัยต่อคำอธิบายดังกล่าว โดยชี้ว่า • กล่องใส่เงินหนักถึง 12-13 กิโลกรัม การแบกลงมาทิ้งผิดชั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่ายในสภาพเมาหนัก • เงินจำนวนมากขนาดนี้เปรียบได้กับ “ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ถึง 2 ใบ” แล้วกล้าทิ้งไว้ในห้องโดยไม่อยู่ประจำหรือไม่ตรวจสอบ • เจ้าของเงินอ้างว่าทำอาชีพทนายความและเป็นเงินสะสมส่วนตัว แต่ยังไม่มีหลักฐานทางบัญชีมายืนยัน จี้ตรวจ “เส้นทางเงิน – กล้องวงจรปิด – เอกสารจาก กสทช.” รสนาเสนอแนวทางที่ตำรวจและหน่วยงานเกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบ ได้แก่ 1. เอกสารจาก กสทช. ในกล่องนั้นเป็นจดหมายเรื่องอะไร มีวันที่ส่งเมื่อใด และเกี่ยวข้องกับภารกิจใดของผู้รับ 2. ที่มาของเงินสด เป็นเงินเบิกจากธนาคารใด เมื่อใด ใครเป็นเจ้าของบัญชี จะช่วยพิสูจน์ว่าเป็น “เงินสะสม” หรือ “เงินโอนให้” 3. กล้องวงจรปิด ไม่ควรอ้างเสียทั้งตึก หากกล้องในลิฟต์หรือที่จอดรถยังใช้การได้ ก็ควรตรวจสอบว่ามีใครนำกล่องดังกล่าวเข้าออกอาคารเมื่อใด “12 ล้านในกองขยะ อย่าจบแค่คำว่า ‘เข้าใจผิด’” รสนาย้ำว่า คดีนี้ควรตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระ เช่น DSI หรือให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติส่งทีมสืบสวนฝีมือดีนอกพื้นที่เข้ามารับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และป้องกันการ “ฮั้วคดี”…
เกมกัมพูชายังไม่หยุด…รัฐบาลไทยอย่าเพิ่งดีใจ ! จาก “ศึกชายแดน” สู่ “ศึกในใจผู้นำกัมพูชา” เมื่อเสียงคำรามของฮุน เซน กลายเป็นเสียงคราง…ขอความเห็นใจ ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์หลังเหตุปะทะที่ “ช่องบก” เมื่อวันที่ 28 พ.ค. — วันนี้กองทัพไทยและกัมพูชา “ตกลงร่วมกัน” ที่จะปรับกำลังทหารออกจากพื้นที่เผชิญหน้า เบื้องหลัง “ความสงบชั่วคราว” กลับสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้นำกัมพูชา เพราะคืนวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ฮุน เซน โพสต์เฟซบุ๊กว่า… “การปรับกำลังทหาร…ไม่ใช่การถอนกำลัง เหมือนนอนบนเตียงแล้วยกหัวขึ้นใหม่ — แต่ที่นอนยังอยู่ที่เดิม” แม้จะพยายามย้ำว่า “ดินแดนยังเป็นของกัมพูชา” แต่การยอมถอยออกจากจุดปะทะ ยอมกลบคูเรด กลับตอกย้ำว่าเขาอาจเริ่มรู้แล้วว่าเกมนี้ “เสี่ยงเกินไป” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลไทยกุมสภาพภายในประเทศไม่ได้ และทหารเข้ามานำการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ จนนำไปสู่… การปิดด่าน-เตรียมตัดสัญญาณเน็ต-ห้ามผีพนันไปบ่อน ทั้งหมดล้วนเป็นกล่องดวงใจของ ฮุน เซน ทั้งสิ้น ⸻ 📌 ฮุน เซน ถูกตีเข้าเป้า จากเดิมที่เคยขู่ไทยว่า… • “ไม่ไปศาลโลก ก็ทำสงคราม” • “ช่องบกจะกลายเป็นฉนวนกาซ่า” วันนี้กลับโพสต์ขอร้องว่า… “โปรดอย่าเกลียดชังชาติพันธุ์” “สินค้าหายเพราะไทยปิด ไม่ใช่เราคว่ำบาตร” ไม่ต้องตีความมาก — เสียงคำรามของเขาได้เปลี่ยนเป็นเสียงคราง เพราะแรงตีกลับจากประชาชนของตัวเอง “หากไม่มีสินค้าของไทย โปรดอย่าโทษรัฐบาลกัมพูชา… เพราะการขาดแคลนมาจากการตัดสินใจของไทย” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่บ่น — แต่มาจากความกลัวว่าเสียงประชาชนในประเทศ จะเริ่มตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของรัฐบาล จึงต้องรีบพลิกเกมก่อนจะเพลี่ยงพล้ำในประเทศของตัวเอง ⸻ ไทยไม่ได้เริ่มศึก — แต่ปกป้องอธิปไตย สิ่งที่ฮุน เซน ไม่ยอมพูดถึงเลย ในโพสต์ล่าสุด คือต้นเหตุของความตึงเครียดทั้งหมดนี้ เพราะกัมพูชาเป็นฝ่าย • วางกำลังในแผ่นดินไทย • ขุดคูเรด-เสริมแนวป้องกัน • ฉีก MOU 43 ทิ้ง • เตรียมฟ้องศาลโลก กินพื้นที่ตาเมือน–ช่องบก ทั้งหมดนี้คือการฉีกกลไกเจรจา JBC และละเมิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน…
หลังภาพ “ตอไม้ตะเคียน” หลายพันต้นในสวนป่าท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลจนเกิดกระแสต้านกระหึ่ม ล่าสุดจังหวัดขยับตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเสียงชื่นชมจาก “วัชระ เพชรทอง” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งที่ 4711/2568 ลงนามโดยนายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโค่นไม้ตะเคียนทองจำนวนมากในพื้นที่สวนป่าท่าชนะ และเปลี่ยนไปปลูกไม้ยูคาลิปตัสแทน ท่ามกลางข้อสงสัยถึงการเกี่ยวข้องของทุนจีน การตั้งคณะทำงานมีขึ้นหลังสื่อ The Publisher และคลิปใน TikTok @Suebjarkthao เปิดเผยภาพตอไม้จำนวนมาก พร้อมข้อมูลว่ามีทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาเช่าพื้นที่สวนป่า ดำเนินโครงการปลูกยูคาฯ ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมต่อชุมชน ตั้งกรรมการสอบ 5 ประเด็น – ทุนจีนอยู่เบื้องหลังหรือไม่? คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีนายอำเภอท่าชนะเป็นประธาน ร่วมด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงานรัฐและภาคประชาชน รวมถึง: 1. ตรวจสอบความถูกต้องของการประมูลพื้นที่ โดยเฉพาะ 2 บริษัทหลักคือ บริษัท ค้าไม้ วังวิเศษ จำกัด และ บริษัท เจซีเอส 7 จำกัด 2. ตรวจสอบกระบวนการตัดและจำหน่ายไม้ตะเคียนทองว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ 3. ตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน 4. เรียกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล 5. รายงานผลต่อผู้ว่าฯ ภายใน 30 วันทำการ วัชระขอบคุณจังหวัด เสนอสอบลึกทุนจีน-ประมูล-ผลประโยชน์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่า “ผมต้องขอขอบคุณทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนอย่างรวดเร็ว การตั้งคณะกรรมการสอบสวนคือก้าวแรกที่ถูกต้อง” พร้อมเสนอให้ขยายการสอบสวนให้ลึกถึงขั้นตอนการอนุญาต การประมูล และตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ของกลุ่มทุน โดยเฉพาะทุนจีนที่อาจอยู่เบื้องหลัง “ไม้ตะเคียนทองเป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใครจะมาตัดไปปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อขายผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวได้ โดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่” จับตาผลสอบ 30 วัน จะเปลี่ยนเกมนโยบายป่าไม้หรือไม่? ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังไม่จางหาย คณะทำงานมีเวลาเพียง 30 วันในการคลี่คลายข้อเท็จจริงที่สังคมรอคำตอบ…
ในยุคที่แชตไลน์กลุ่มปิดไม่ปลอดภัยอีกต่อไป คำว่า “จริยธรรม” กลายเป็นอาวุธทางการเมืองมากกว่าจะเป็นหลักคุณธรรมของสังคม จากกรณีผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เปิดเผยข้อความในแชตไลน์ที่อ้างว่าเป็นของแพทย์บางรายซึ่งวิจารณ์พฤติกรรมทักษิณ และมีแพทย์บางท่านส่งสติ๊กเกอร์ Yess แม้ตอนเผยแพร่จะมีการปิดชื่อผู้แสดงความเห็น แต่ในเวลาต่อมา ข้อความนั้นกลับถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนเรื่องจริยธรรม และใช้ไล่บี้ทางวินัย-จริยธรรม คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “แพทย์เหล่านั้นผิดจริยธรรมหรือไม่” แต่กลับกลายเป็นว่า “ใครกันแน่ที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว และใช้ข้อมูลในทางที่อาจผิดกฎหมาย?” ⸻ ❝ แชตกลุ่มปิด = ความลับส่วนตัว ❞ หลายคนอาจไม่รู้ว่า กลุ่มไลน์ที่จำกัดเฉพาะสมาชิกบางคน ถือเป็น “พื้นที่สื่อสารส่วนบุคคล” และภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) หากข้อความนั้นสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ และถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยเจ้าของข้อความ ไม่ได้ยินยอม การกระทำนั้น อาจเข้าข่ายละเมิด PDPA อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่นำแชตมาเผยแพร่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยตำแหน่งทุกกรณี แต่เมื่อเป็นผู้นำข้อมูลจากช่องทางส่วนตัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ และข้อมูลนั้นถูกนำไประบุตัวบุคคลได้ ย่อมมีภาระต้องใช้อำนาจและข้อมูลด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเข้าข่ายการเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ และหากจะมองว่าแชตหลุดเป็นปัญหา คนที่ควรถูกตั้งคำถามก่อน อาจไม่ใช่แค่แพทย์ที่อยู่ในกลุ่ม แต่คือผู้ที่นำข้อมูลจากกลุ่มปิดไปเผยแพร่ต่อโดยพลการ ไม่ว่าจะเป็นแอดมิน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่รับข้อมูลมาแล้วเปิดเผยต่อสาธารณะ ⸻ ❝ แม้ปิดชื่อ แต่ผลลัพธ์ = เปิดเผย ❞ ข้อโต้แย้งว่า “ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ส่งข้อความ” ฟังไม่ขึ้น เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยงานรัฐสามารถระบุตัวเจ้าของข้อความได้อย่างแน่นอน และเมื่อข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้เพื่อสอบวินัย เอาผิดทางจริยธรรม ย่อมเท่ากับว่า ข้อมูลนั้นได้ “ถูกเปิดเผย” โดยพฤตินัย จึงย้อนกลับไปชี้ได้ว่า ผู้ที่นำแชตออกมาเผยแพร่เป็นคนละเมิด PDPA เสียเอง ⸻ ❝ ความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่รัฐ คือสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง ❞ ไม่เพียงแค่ประเด็น PDPA เท่านั้น กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาตรา 16 กำหนดอำนาจทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้ ธนกฤต ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการฯ พิจารณาตั้งเรื่องให้สมศักดิ์ ก่อนเกิดการวีโต้มติแพทยสภา สมศักดิ์ แม้มีอำนาจในฐานะเป็นสภานายกพิเศษฯ แต่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสังกัดพรรคของทักษิณ ทั้งสองสองคนมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครอง คือมติแพทยสภาไม่เป็นกลางอย่างร้ายแรงหรือไม่ ไม่ควรใช้อำนาจพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นใช่หรือเปล่า?…
