Author: Writer Publisher

นายคำนูญ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์หลังจากมีข้อเสนอให้รัฐสภานำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา โดยระบุว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรี ขอเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อปรึกษาหารือปัญหาสำคัญของบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 แม้ยังอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม ก็ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ พร้อมกับเห็นว่า การมีรัฐสภาแล้วก็ให้สมาชิก 700 คนได้ให้ความเห็น การทำงานในรูปคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของ 2 สภาและการพูดผ่านของสมาชิกแต่ละคนผ่านสื่อฯ สู้การอภิปรายในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศและทั่วโลกไม่ได้ ทรงพลังกว่ามาก เพราะไม่แต่เพียงการอภิปราย ในตอนท้ายมักจะมีข้อสรุปสำคัญเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย เป็นการเสริมพลังให้ฝ่ายบริหาร และกองทัพในฐานะองคาพยพของฝ่ายบริหาร ในการเจรจาและปฏิบัติการระหว่างประเทศ “เป็นตัวช่วยสำคัญในการให้เหตุผลสั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ กับประเทศคู่เจรจาว่าที่ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามมติของรัฐสภา เป็นการผนึกกำลังของประเทศไทย เพราะสมาชิกรัฐสภาคือผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ” นายคำนูณระบุว่า ถึงปัญหาการปะทะกันด้วยกำลังทหารเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 จะคลี่คลายลงในระดับสำคัญ ณ จุดเกิดเหตุ ทหารกัมพูชายอมถอย-กลบสนามเพลาะ แต่โดยภาพรวมแล้ว ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชายังดำรงอยู่ในหลายมิติ พร้อมเสนอว่าในมาตรา 165 นี้ให้สิทธิคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ริเริ่มเอง หากไม่ใช้สิทธินี่ สมาชิกของท้้ง 2 สภาก็ยังมีสิทธิตามมาตราอื่น ที่จะขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเองได้ เพียงแต่เป็นการขอเปิดได้เฉพาะสภาของตนเอง ชิงขอเปิดประชุมร่วม 2 สภาเสียเองสง่างามกว่าเยอะ #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ถอนกำลัง#รัฐบาลแพทองธาร#ศาลโลก#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#ปิดด่าน#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย#เปิดสภา#มาตรา165

Read More

8 มิถุนายน 2568 – วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร โพสต์ข้อความต่อเนื่องผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนความเคลื่อนไหวล่าสุดในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดเหตุเผชิญหน้าและความกังวลเรื่องอธิปไตยไทยในช่วงหลายวันที่ผ่านมาโดยมีสามโพสต์ระบุเกี่ยวกับการถอนกำลังทหารของกัมพูชา ไล่เรียงดังนี้ โพสต์แรก “จบลงด้วยดี เขมรถอยออกจากแผ่นดินไทย หลังเจรจากลับหลายวัน!” ข้อความดังกล่าวสะท้อนว่า การเจรจาระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาน่าจะบรรลุผลในทางปฏิบัติ โดยมีกระแสข่าวว่ากองกำลังทหารกัมพูชาได้ถอนออกจากพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำแนวเขตแดนไทย อย่างไรก็ดี ในอีกโพสต์หนึ่งที่เผยแพร่ตามหลัง วาสนายังระบุด้วยว่า “แม้ทหารเขมรถอนกำลังออกจากดินแดนไทย แต่จับตา ยังเดินหน้าฟ้องศาลโลก 3 ปราสาท หรือไม่” แสดงถึงความกังวลว่าสถานการณ์อาจยังไม่ยุติในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร และพื้นที่อื่น ๆ ที่ยังอาจเป็นชนวนฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะเดียวกัน โพสต์ล่าสุดอีกชิ้นของวาสนา ออกตัวว่า “ข่าวเขมรถอนทหารออกจากเขตแดนไทยเป็นข่าวในพื้นที่ที่อย่างไม่เป็นทางการ ยังต้องกดดันต่อ รอการยืนยันจากกองทัพ” สะท้อนว่าจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์ทางการจากกองทัพไทย จึงจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อยืนยันที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามมีรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อยุติร่วมกันของทั้งสองฝ่ายคือให้ถอนกำลังกลับไปประจำการในจุดเดิมปี 2567 และกัมพูชายอมที่จะกลบคูเลตปรับพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิม สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ทั้งในมิติเชิงยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในระยะยาว โดยล่าสุดกองทัพเริ่มปิดด่าน ตัดเน็ต-ตัดไฟ ควบคุมสินค้า-ยุทโธปกรณ์ พื้นที่บ่อน-สแกมเมอร์ ตามยุทธวิธีตอบโต้ความแข็งกร้าวของกัมพูชาที่ต้องการลากไทยไปศาลโลก #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ถอนกำลัง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ศาลโลก#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#ปิดด่าน#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย

Read More

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดความตึงเครียดต่อเนื่องจากเหตุปะทะเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่ศูนย์พัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน บ้านทุ่งสมเด็จ ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน เพื่อมอบสิ่งของให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า ทั้งทหาร ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) กองอาสารักษาดินแดน (อส.) และฝ่ายปกครองในพื้นที่ชายแดน จากนั้น นายอนุทินและคณะได้เดินทางต่อไปยังหลุมหลบภัยโรงเรียนบ้านแปดอุ้ม และหลุมหลบภัยวัดบ้านค้อ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน และตรวจความพร้อมด้านความปลอดภัยในพื้นที่เปราะบาง การลงพื้นที่ในครั้งนี้ยังมีขึ้นก่อนกำหนดการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ในวันที่ 11 มิถุนายน ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกันในการรับมือสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ท่าทีของอนุทินในครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาล ถูกตั้งคำถามเรื่องจุดยืนในการรักษาอธิปไตย และภาวะผู้นำท่ามกลางวิกฤตความมั่นคง #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย#พรรคภูมิใจไทย#พรรคเพื่อไทย#อนุทิน#แพทองธารชินวัตร

Read More

ทวงสัญญา “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ของพรรคภูมิใจไทย หลังผ่านไปสองปี ยังไม่มีใครเห็นแผงโซลาร์ หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตามที่ประกาศ โปสเตอร์สีน้ำเงินสดใสของพรรคภูมิใจไทยเคยประกาศนโยบายพลังงานสะอาดไว้ชัดเจนว่า: “ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ ลดค่าไฟฟ้าหลังคาเรือนละ 450 บาท”“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 100 บาท 60 งวด” แต่วันนี้ผ่านมาแล้ว สองปีเต็ม หลังการเลือกตั้ง ปี 2566…นโยบายที่เคยขายฝันให้ประชาชน “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ยังไร้เงาไม่มีโครงการโซลาร์ฟรีบนหลังคาไม่มีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อน 100 บาทไม่มีแม้แต่ “เครดิตพลังงาน” ที่เคยอ้างว่าจะให้ใช้แทนค่าไฟ ทั้งที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ก็นั่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุมทั้ง กฟผ. กฟภ. และ กฟน.มีอำนาจในมือ แต่กลับไม่มีนโยบายใดขยับออกมาอย่างเป็นรูปธรรม——-รสนา ขยี้นโยบาย: “พูดแล้วทำ…จะทำกี่โมง?” คุณ รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. และประธานอนุกรรมการด้านพลังงานฯ สภาผู้บริโภค ออกโรงทวงถามเช่นกันว่าหาก “พูดแล้วทำ” จริง รัฐมนตรีมหาดไทยก็สามารถ “สั่งการได้ทันที” อย่างน้อย 2 แนวทางที่ไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว: เปิดทาง Net Meteringให้ประชาชนที่ติดโซลาร์บนหลังคาสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้กับหน่วยที่ใช้ เช่น ผลิตได้ 100 หน่วย ใช้ 200 หน่วย ก็จ่ายแค่ 100 หน่วยที่เกิน“นโยบายนี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท แค่สั่ง กฟน. กับ กฟภ. ให้ดำเนินการ” เปิดทาง Net Billingให้ กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาประชาชนขนาด 5–10 kW ตามราคาที่รัฐกำหนดทั้งช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชน และลดภาระการผลิตไฟฟ้าของรัฐเอง——จากคำพูด…ถึงความเงียบ ประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเพราะเชื่อว่า “พูดแล้วทำ”วันนี้เริ่มตั้งคำถามว่า หรือเป็นเพียง “พูดแล้วเงียบ?” เพราะสิ่งที่เห็น คือ– ค่าไฟยังสูง– โซลาร์หลังคายังต้องควักเงินเอง– รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาประชาชนไม่มีจริง– แม้แต่การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนก็ยังติดล็อกระบบราชการและผลประโยชน์กลุ่มทุน และหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคุมหน่วยงานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ ไม่สามารถเริ่มจาก…

Read More

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานางจริยธรรมฯ ข้อ 17 หรือไม่ โดยขอให้เรียกเอกสารต่าง ๆ จากโรงพยาบาลนครินทร์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และเอกสารต่าง ๆ จากสภ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช และเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการตรวจสอบด้วย โดยในคำร้องระบุเป็นเหตุนายนเรศ อายุ 40 ปี ได้แจ้งความเมื่อวันที่ 30 พ.ค.68 โดยอ้างว่าเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2568 เวลาประมาณ 23.30 น.ถูกนายพิชัยเดช เดชเดโช สจ.เขตร่อนพิบูลย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมพวกประมาณ 10 คนร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วยการชกต่อยและใช้ของแข็งตีถูกที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บ ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนครินทร์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เหตุเกิดในงานบวช บ้านควนพัง หมู่ 3 ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาผู้กำกับ สภ.ร่อนพิบูลย์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ต.ควนคัง ซึ่งเป็นตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลผู้ต้องหาร่วมในคดีดังกล่าว ตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง แต่จากนั้นในวันเดียวกัน (24 พ.ค.2568) เวลา 17.11 น. ผู้เสียหายมีความประสงค์ขอถอนคำร้องทุกข์อ้างว่าเป็นการเข้าใจผิด ไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใดต่อไป อีกทั้งไม่สะดวกให้ปากคำเนื่องจากยังมีอาการเจ็บปวดบาดแผล ทั้งนี้ข้อเท็จจริงจากข่าวดังกล่าวอ้างถึงนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบพฤติการณ์ของนายชัยชนะ ซึ่งตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) ในส่วนที่อาจเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯ ข้อ 17 ที่ระบุว่า ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง หรือไม่ กรณีดังกล่าวสำนักข่าว The Publisher ได้นำเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่มีความพยายามปกปิดข่าวในพื้นที่ แต่สำนักข่าว The Publisher…

Read More

ถามจริง? มี รมว.ตปท ไว้ทำไม ทหารกัมพูชาบุกแดนไทย 150 เมตร ไม่ประท้วง – ซัดแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. ออกโรงซัดท่าทีของรัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ ในโพสต์ที่ขึ้นหัวเรื่องไว้ว่า #มีรมตตปทไว้ทำไม ทหารเขมรบุกแดนไทย 150 เมตร ไม่เคยเห็นหนังสือประท้วง ก.ต่างประเทศ ดันอ่อนหัดแถลงเรียกพื้นที่ดินแดนประเทศไทย ให้แพ้ทางกฎหมายตั้งแต่ในมุ้งว่า พื้นที่ทับซ้อน No man’s land ถามจริง คิดได้ไง หรือใครสั่งการ ? เนื้อหาระบุว่า กระทรวงต่างประเทศอ้างว่า มีการแถลงข่าวแล้ว ตรวจสอบให้ดีจะพบว่า 1) กระทรวงต่างประเทศไม่ได้ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการใดๆ อย่างที่ควรทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน 2) ในแถลงการณ์โดยอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศยอมรับการใช้คำว่า พื้นที่ทับซ้อนและ no man’s land ได้อย่างไร 3) ที่อ้างว่า การประท้วง 4 ครั้ง นั้น พบว่า มีเฉพาะแค่ส่วนของกองทัพในพื้นที่ ไม่มีหนังสือประท้วงของกระทรวงต่างประเทศ ใดๆ “ที่ต้องออกมาทักท้วงเรื่องนี้ เพราะเห็นชัดเจนว่า กระทรวงต่างประเทศทำเพียงแค่นี้ ไม่พอครับ จะเป็นเหตุให้ในวันหน้า ไทยจะแพ้เปรียบทางข้อกฎหมาย” นายสมชายระบุ กระทรวงการต่างประเทศควรแก้ไข หาใช่การแก้ตัว และเร่งดำเนินการเชิญเอกอัครราชทูตกับพูชาประจำประเทศไทย มารับหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ และยืนยันทุกครั้งในทุกเอกสารและการแถลงข่าวว่า ทหารกัมพูชาเข้ามารุกล้ำอธิปไตยในดินแดนราชอาณาจักรไทย จึงไม่มีพื้นที่ทับซ้อนและไม่มี No man’s land ตามที่นักการเมืองบางคนพูดชี้นำ #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#รัฐบาล#ครม#ชายแดน#ทหารไทย#ไทยกัมพูชา#รัฐบาล#JBC#ICJ#ชายแดนไทยกัมพูชา#ละเมิดอธิปไตย#กองทัพไทย

Read More

พูดแล้วเงียบ สองปีผ่านไปโซลาร์ฟรียังไม่มี…มอไซค์ฯ ถูกยังไม่เห็นเห็นแต่โปสเตอร์พรรคภูมิใจไทย…ที่ยังไม่ทำ ทวงสัญญา “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ของพรรคภูมิใจไทย หลังผ่านไปสองปี ยังไม่มีใครเห็นแผงโซลาร์ หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตามที่ประกาศ โปสเตอร์สีน้ำเงินสดใสของพรรคภูมิใจไทยเคยประกาศนโยบายพลังงานสะอาดไว้ชัดเจนว่า: “ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ ลดค่าไฟฟ้าหลังคาเรือนละ 450 บาท”“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 100 บาท 60 งวด” แต่วันนี้ผ่านมาแล้ว สองปีเต็ม หลังการเลือกตั้ง ปี 2566…นโยบายที่เคยขายฝันให้ประชาชน “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ยังไร้เงาไม่มีโครงการโซลาร์ฟรีบนหลังคาไม่มีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อน 100 บาทไม่มีแม้แต่ “เครดิตพลังงาน” ที่เคยอ้างว่าจะให้ใช้แทนค่าไฟ ทั้งที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ก็นั่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุมทั้ง กฟผ. กฟภ. และ กฟน.มีอำนาจในมือ แต่กลับไม่มีนโยบายใดขยับออกมาอย่างเป็นรูปธรรม——-รสนา ขยี้นโยบาย: “พูดแล้วทำ…จะทำกี่โมง?” คุณ รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. และประธานอนุกรรมการด้านพลังงานฯ สภาผู้บริโภค ออกโรงทวงถามเช่นกันว่าหาก “พูดแล้วทำ” จริง รัฐมนตรีมหาดไทยก็สามารถ “สั่งการได้ทันที” อย่างน้อย 2 แนวทางที่ไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว: 1. เปิดทาง Net Meteringให้ประชาชนที่ติดโซลาร์บนหลังคาสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้กับหน่วยที่ใช้ เช่น ผลิตได้ 100 หน่วย ใช้ 200 หน่วย ก็จ่ายแค่ 100 หน่วยที่เกิน“นโยบายนี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท แค่สั่ง กฟน. กับ กฟภ. ให้ดำเนินการ” 2. เปิดทาง Net Billingให้ กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาประชาชนขนาด 5–10 kW ตามราคาที่รัฐกำหนดทั้งช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชน และลดภาระการผลิตไฟฟ้าของรัฐเอง——จากคำพูด…ถึงความเงียบ ประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเพราะเชื่อว่า “พูดแล้วทำ”วันนี้เริ่มตั้งคำถามว่า หรือเป็นเพียง “พูดแล้วเงียบ?” เพราะสิ่งที่เห็น คือ– ค่าไฟยังสูง– โซลาร์หลังคายังต้องควักเงินเอง–…

Read More

“เมื่อรัฐจองไฟฟ้าล่วงหน้าเกินพอดี ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพง ทั้งที่ไม่เคยเปิดใช้ไฟนั้นจริง” สำรองไฟฟ้าคืออะไร? เหตุใดจึงกลายเป็นภาระ ในระบบไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องมีกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) เผื่อไว้สำหรับช่วงที่ความต้องการใช้ไฟพุ่งสูงสุด หรือกรณีโรงไฟฟ้าบางแห่งมีปัญหา ซึ่งมาตรฐานโลกกำหนดไว้ที่ประมาณ 15% ของความต้องการสูงสุด (peak demand) แต่ประเทศไทยกลับมี กำลังผลิตสำรองมากกว่า 40% ในหลายช่วงปี นั่นหมายถึงมีโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่ “จ่ายไฟเข้าระบบน้อยมาก หรือแทบไม่ได้เดินเครื่องเลย” แต่รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินให้เอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้าเหล่านั้น เพราะเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ “Take or Pay” – ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย ⸻ กำลังผลิตล้นเกินมาจากไหน? คาดการณ์ดีมานด์เกินจริง:รัฐเคยประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเร็ว ความต้องการใช้ไฟจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความจริงกลับโตช้ากว่าคาด ทำให้กำลังผลิตที่วางแผนไว้เกินความจำเป็น แผน PDP ที่เน้นสร้างมากกว่าใช้:แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) มักวางบนฐาน “ความมั่นคง” โดยไม่มีการทบทวนเพียงพอว่าโรงไฟฟ้าที่จองไว้จำเป็นหรือไม่ ส่งผลให้โรงไฟฟ้าเอกชนทยอยเข้าระบบ แม้ไม่ต้องการไฟเพิ่มแล้ว โครงสร้างตลาดที่เอื้อเอกชน:กฟผ. เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แต่มีข้อจำกัดในการลงทุนเพิ่ม ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนทั้ง IPP และ SPP ได้สิทธิผลิตไฟขายยาวนานเป็นสิบปี พร้อม “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment) ที่รัฐต้องจ่ายต่อเนื่อง ⸻ใครได้ประโยชน์? กลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชนรับผลตอบแทนแน่นอน ไม่ว่าจะขายไฟได้หรือไม่ เพราะรัฐจ่ายค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญาตัวอย่างเช่น บางโรงไฟฟ้ามีกำลังผลิต 1,200 MW แต่เดินเครื่องจริงปีละไม่กี่วัน – รัฐก็ยังต้องจ่ายเต็ม นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทรายใหญ่ในธุรกิจโรงไฟฟ้ามีรายได้มั่นคง กำไรเติบโตแม้เศรษฐกิจซบ – เพราะรัฐการันตีรายได้ บางกลุ่มผู้วางแผนพลังงานที่มีสายสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ และอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการผลักดันโรงไฟฟ้า ⸻แล้วใครจ่ายบิล? ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ทั้งผ่านค่า Ft และต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยที่สูงจากภาระ “ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้” ภาคธุรกิจ SMEต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟในการผลิตสินค้า ซึ่งทำให้เสียเปรียบในตลาดโลก เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระบบไฟฟ้าคุ้มค่ากว่า ภาครัฐเองในฐานะผู้ใช้งบอุดหนุนพลังงานบางส่วนเช่น งบช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง – แทนที่จะนำงบไปลงทุนด้านอื่น เช่น สุขภาพ การศึกษา หรือระบบขนส่งมวลชน ⸻จะเดินหน้าอย่างไรให้ไม่ติดกับดัก “ไฟฟ้าล้นแต่คนจนยังจ่ายแพง”?• ทบทวนแผน PDP อย่างจริงจังต้องวางแผนพลังงานจากความต้องการจริง (demand-based) ไม่ใช่แค่เป้าทางการเมืองหรือผลประโยชน์เชิงธุรกิจ•…

Read More

“กัมพูชารู้ข้อมูลทหารวงในของเราลึกมาก แต่เราแทบไม่รู้ข้อมูลของเขา… เอกภาพภายในประเทศมีความสำคัญต่อการสู้ศึกครั้งนี้” —รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ “JBC ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป” 14 มิถุนายนนี้ กัมพูชาจะจัดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) โดยปฏิเสธที่จะหารือเรื่องพื้นที่พิพาทหลัก ทั้งปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนควาย ตาเมือนโต๊ด และช่องบก ซึ่งรศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร มองว่า การประชุมครั้งนี้อาจกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางการทูต เพราะไม่สามารถแก้ข้อพิพาทได้จริง เขาย้อนความพยายาม 30 ปีของกลไก JBC, GBC, RBC ที่ล้มเหลวในการปักหลักเขตแดนอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังเกิดเหตุปะทะนองซ้ำซาก กัมพูชาละเมิด MOU 43 ข้อที่ 5 เกือบสี่ร้อยครั้ง ทำให้เขาสูญเสียความได้เปรียบในเวทีเจรจาจึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้กลไกนี่ “JBC ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาทางทหารแบบนี้… และกัมพูชาก็รู้ล่วงหน้าว่าไทยจะพูดเรื่องไหน จึงปฏิเสธตั้งแต่แรก” ⸻ “ไม่สงคราม ก็ศาลโลก” สัญญาณชัดจากฝั่งตรงข้าม อาจารย์ปณิธานชี้ว่า กัมพูชาส่งสัญญาณผ่านสมเด็จฮุน เซน มาชัดเจนว่า ข้อพิพาทครั้งนี้มีแค่สองทางคือ “ไม่สงคราม ก็ศาลโลก” แต่ศาลโลกเองก็ไม่มีอำนาจชี้เฉพาะว่า “ที่ไหนเป็นของใคร” เพราะเคยตัดสินไว้แล้วว่า ต้องกลับไปทำหลักเขตร่วมกัน เขาแนะนำว่าไทยควรใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ปฏิเสธเวทีทวิภาคี จะไปศาลโลกทั้ง ๆ ที่ศาลโลกเคยชี้แล้วว่าให้มาตกลงกันเอง เพื่อที่จะได้ไม่เดินเข้าสู่กับดักที่อีกฝ่ายวางไว้ “เราต้องย้อนศรกัมพูชา ไม่ใช้กำลัง ไม่เปิดช่องให้เขาสร้างเงื่อนไขลากเราเข้าสู่ศาลโลกหรือเวทีสากลอื่น” ⸻ ถึงเวลาคิดนอกกรอบ: เวทีใหม่–ไม้แข็ง–การทูตเชิงรุก อาจารย์ปณิธานเสนอแนวทางใหม่ ๆ เช่น ตั้ง Special HLC (กลไกระดับสูงสุดแบบไม่เป็นทางการ), ปรับ MOU 43, หรือแม้แต่เสนอเขตพัฒนาร่วมด้านพลังงานที่โปร่งใส โดยเน้นว่าไทยต้องใช้ทั้ง “ขนมหวาน” และ “ไม้เรียว” อย่างมียุทธศาสตร์ หนึ่งในเครื่องมือที่เสนอคือ “จุดผ่อนปรนชั่วคราว” ซึ่งสามารถใช้เป็นคันโยกทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง แต่ต้องมีมาตรการเยียวยารองรับผลกระทบให้ประชาชนอย่างรอบด้าน และเชื่อว่าถ้าเดินหมากนี้กัมพูชาสะเทือนแน่อน ⸻ “เขารู้วงในทหารเรา แต่เรารู้แทบไม่มี”…

Read More

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เลขที่ สธ 0100.2/2033 ส่งถึงผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและกรรมการแพทยสภา หนังสือดังกล่าวอ้างอิงถึงกรณีที่นายชวภณ กมลคณาวุฒิ ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของกรรมการแพทยสภาบางรายที่ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ ซึ่งถูกมองว่า “ไม่เหมาะสม” และ “มีอคติ” ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรักษาอาการป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการแสดงออกที่ไม่เป็นกลาง อาจกระทบต่อความชอบธรรมในการดำเนินการทางปกครอง และอาจเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับ มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 รวมถึงข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2563 จึงเห็นควรให้ส่งเรื่องให้ทั้ง แพทยสภา และ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร พร้อมขอให้แจ้งผลการดำเนินการกลับมายังกระทรวงสาธารณสุขด้วย รายงานข่าวระบุว่า บุคคลที่ถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบในครั้งนี้มีจำนวน 5 ราย ประกอบด้วยบุคคลภายนอก, กรรมการแพทยสภา และเจ้าหน้าที่ของแพทยสภา โดยทั้งหมดมีชื่อปรากฏในบทสนทนากลุ่มไลน์กรรมการแพทยสภาที่ถูกนำมาเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ก่อนหน้านี้ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สมศักดิ์เทพสุทิน #ทักษิณ #ทักษิณชินวัตร #แพทยสภา #ป่วยทิพย์ #ชั้น14 #มติแพทยสภา #แพทยสภา #ล็อบบี้จริยธรรม #12มิถุนาต้องรู้ #จริยธรรม

Read More