Author: Writer Publisher

จากคดีใหญ่ที่สะเทือนการเมือง—การร้องยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือก ส.ว.ซึ่งนำโดย ดร.ณฐพร โตประยูร ผู้เคยยื่นร้องคดีสำคัญมาก่อนหลายครั้งล่าสุด กลับมีการพาดพิงว่าเขาเคยเป็น “ที่ปรึกษา” ของ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย สุทธิพงษ์โพสต์เฟซบุ๊กตอบกลับทันทียืนยันว่า ดร.ณฐพรเคยเป็นที่ปรึกษาจริง ในสมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน แต่เรื่องร้องยุบพรรค เป็นการดำเนินการส่วนตัวของท่าน“ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลยแม้แต่น้อย” ⸻ ✅ ประเด็นที่สุทธิพงษ์ย้ำ:• ดร.ณฐพร “ไม่ใช่อื่นไกล” แต่ ไม่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการใดเกี่ยวกับคดีนี้• การร้องยุบพรรคเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วย “ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย”• เขาขอเป็นเพียง “คนไทยคนหนึ่ง” ที่รอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., หรือ DSI จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ⸻ ✳️ โทนโพสต์: อ่อนน้อมแต่ชัดเจน ไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ไม่อ้อมค้อมกับข้อกล่าวหาแต่ก็ กันตัวเองออกจากประเด็นทางการเมือง ⸻ 🔎 ข้อความที่ควรจับตา: “ผมเองก็เหมือนชาวบ้านทั่วไป ที่รอดูจุดจบของคดีทุจริตเลือก ส.ว.”“ขอให้กฎหมาย–กฎแห่งกรรมทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและรวดเร็ว”

Read More

“ศาลฎีกาตัดสินว่าดิฉันไม่ได้กระทำทุจริตเป็นเพียงการปล่อยปละละเลยเท่านั้น”— ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คำกล่าวนี้อาจฟังดูเป็นข้อแก้ต่างที่ฟังขึ้น…หากไม่ย้อนดูคำพิพากษาของ “ศาลปกครองสูงสุด”ที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2568 ⸻ ศาลปกครองสูงสุดชี้ชัดว่า• ยิ่งลักษณ์ “รู้ว่ามีการทุจริตในการระบายข้าวจีทูจี”• ได้รับหนังสือเตือนจาก สตง. และ ป.ป.ช.• แต่ “ไม่ได้ยับยั้ง ไม่ติดตาม ไม่แก้ไข” ศาลจึงวินิจฉัยว่า“เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิดต่อกระทรวงการคลังเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท ศาลฎีกาฯ ชี้ละเลยโกง คุก 5 ปีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ละเลยโกง ชดใช้ 10,028 ล้านแล้วที่ยังพูดว่าไม่ได้ทำผิด…ยิ่งลักษณ์ งงอะไรอยู่?⸻ แล้วคำว่า “ไม่ได้ทุจริต” เพียงพอแล้วจริงหรือ?• ถ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร• รู้ว่าลูกน้องโกง• และปล่อยให้โกงต่อไปเรื่อย ๆ ยังควรพูดว่า “ตัวเองไม่เกี่ยว” ได้อีกไหม? ⸻ ผู้นำที่ปล่อยให้โกง โดยไม่หยุดยั้ง ย่อมไม่ต่างจากการสมรู้ร่วมคิดในความเสียหาย** เพราะความรับผิดชอบ…ไม่ได้อยู่แค่ที่ใครโกง แต่อยู่ที่ใคร “ปล่อยให้โกง” ได้ด้วย

Read More

สาระสำคัญ:ศาลมีคำพิพากษาให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าเสียหาย เฉพาะส่วนที่เกิดจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) ซึ่งคิดเป็น 50% ของความเสียหายจากสัญญา G-to-G ทั้ง 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาทและให้ เพิกถอน คำสั่งและมาตรการบังคับทางปกครองในส่วนที่เรียกเกินจำนวนดังกล่าวสรุปสาระคำวินิจฉัย ศาลเห็นว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าว “ไม่ต้องรับผิด” เพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาแต่การ ดำเนินการตามนโยบาย โดยเฉพาะขั้นตอน การระบายข้าว เป็นการ “กระทำทางปกครอง”ซึ่งหากละเลยหน้าที่ ย่อมต้องรับผิดตามกฎหมาย ยิ่งลักษณ์ถูกชี้ว่าได้รับการทักท้วง ทั้งจาก สตง., ป.ป.ช., และสมาชิกสภาฯ ว่ามีการทุจริตเข้าประชุม กขช. เพียง 1 ครั้ง ไม่ติดตามผล ไม่สั่งการให้หน่วยงานรายงานปล่อยให้โครงการดำเนินต่อ ทั้งที่มีสัญญาณปัญหาศาลวินิจฉัยว่าเป็น ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เข้าข่าย “ละเมิดต่อกระทรวงการคลัง” สัดส่วนการชดใช้ความเสียหายจาก G-to-G: 20,057,723,761.66 บาทศาลให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ 50% = 10,028,861,880.83 บาทส่วนที่เกินจากนี้ถือว่า “คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย”คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด:◼ เพิกถอน คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่เรียกให้ชดใช้เกินกว่า 10,028 ล้านบาท◼ เพิกถอน การยึด อายัด ขายทอดตลาด ทรัพย์สินที่เกินยอดดังกล่าว◼ สั่งให้คืนสิทธิในทรัพย์สินส่วนของสามี (อนุสรณ์) และจัดทำบัญชีภายใน 60 วันรายละเอียดทรัพย์สิน G-to-G ที่ทุจริต◼ มีการทำสัญญา 4 ฉบับ ขายข้าวต่ำกว่าตลาด◼ เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากส่วนต่างราคา◼ เจ้าหน้าที่หลายรายมีส่วนร่วม ศาลให้ยิ่งลักษณ์รับผิดเฉพาะในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและประธาน กขช.

Read More

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุวันนี้ 22 พฤษภาคมครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร ยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชน และเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุดให้เธอชดใช้หนี้กว่า 10,000 ล้านบาท จากคดีระบายข้าว ทั้งที่ไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ และศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยว่าไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคำตัดสินให้ชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ รับภาระหนี้ที่เกิดจากการระบายข้าวของฝ่ายปฏิบัติ นางสาวยิ่งลักษณ์บอก นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา และรัฐบาลตนเองตั้งใจช่วยเหลือชาวนายกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ให้ขายผลผลิตได้ในราคาสูง มีกิน มีใช้ ที่ผ่านมามีครอบครัวชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และเธอไม่มีเจตนาจะทำให้โครงการเสียหาย การดำเนินโครงการมีลำดับขั้นตอน และหน่วยงานรับผิดชอบ แต่เธอกลับต้องรับผิดชอบกับความเสียหายเพียงลำพัง “หากจะบอกว่าสิ่งนี้คือความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่ดิฉันจะเข้าใจและยอมรับได้ หนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมดค่ะ การทุ่มเททำงาน แบกรับแรงเสียดทานทุกรูปแบบ เพื่อให้ราคาข้าวสูงและมีเสถียรภาพ เพื่อชาวนามีชีวิตที่ดี กลับมีบทสรุปที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับดิฉัน” นางสาวยิ่งลักษณ์บอกตลอดเวลา 11 ปีตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สิ่งที่พบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ยึดอำนาจ ยัดคดี อายัดทรัพย์ และเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบังคับให้ใช้หนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คงไม่มีใครรู้ แต่ก็จะเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในชีวิต จนถึงที่สุดตามกฎหมายที่พึงกระทำได้ “ถ้านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นกันค่ะ” นางสาวยิ่งลักษณ์โพสต์ทิ้งท้าย

Read More

หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 10,028 ล้านบาท — ทนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวยิ่งลักษณ์ เผยว่า “ยังมีช่องทางทางกฎหมาย… และเชื่อว่าอาจไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว” ประเด็นใหม่: หักลบรายได้ข้าวยุครัฐบาลอื่น ใน 90 วัน ทนายเตรียมยื่นศาลขอตั้งคดีใหม่ เพื่อให้พิจารณา รายได้จากการขายข้าว ตั้งแต่ ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถึงรัฐบาลเศรษฐา (รมว.พาณิชย์: ภูมิธรรม เวชยชัย) รวมมูลค่า “เกือบ 2 แสนล้านบาท” เพื่อนำมาหักลบความเสียหายที่ศาลสั่งให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ “ถ้าหักลบแล้วพบว่า ‘รัฐได้ประโยชน์มากกว่าเสีย’ ก็ไม่มีเหตุผลให้ยิ่งลักษณ์ต้องจ่าย” เหน็บ: บางรัฐบาลขายข้าวดีแบบข้าวเน่า ทนายนรวิชญ์ยังกล่าวพาดพิงว่า บางรัฐบาล “จัดข้าวดีให้เป็นข้าวเน่า” จนขายได้เพียงกิโลกรัมละ 3–5 บาท ในขณะที่รัฐบาลเศรษฐาขายได้สูงถึงกิโลละ 18 บาท พร้อมปฏิเสธว่า “การขายข้าวยุคนี้ไม่ได้มีเป้าช่วยยิ่งลักษณ์” แต่เป็นการระบายสินค้าคงคลังตามกระบวนการราชการ ปมที่ยังไม่ปิด: จะกลับไทยหรือไม่? ทนายยืนยันว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่ง ไม่เกี่ยวกับการกลับประเทศไทย ส่วนยิ่งลักษณ์อยู่ประเทศใด—ทนายตอบว่า “ไม่ทราบ” แต่มีผู้ใหญ่ “ขอให้ช่วยเต็มที่” และทีมทนายก็พร้อม “สู้ให้ถึงที่สุด” เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับอดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทย หักกันไม่ได้! ลูกเล่นทางกฎหมายที่ศาลไม่เปิดช่อง ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาชัด—ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้จาก “ความเสียหายจีทูจี” ที่เกิดจากการทุจริต ไม่ใช่ตัวเลขบัญชีข้าวยุคประยุทธ์ หรือรายได้สมัยเศรษฐา การเปิดเกมของทนายฯ ว่าจะยื่นศาลปกครอง “ตั้งคดีใหม่” ภายใน 90 วัน เพื่อขอหักลบรายได้จากการระบายข้าวในยุค พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลเศรษฐา (รวมเกือบ 2 แสนล้าน) กับยอดความเสียหายที่ศาลสั่งให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ 10,028 ล้านบาท — คำถามคือ “หักได้จริงหรือ?” คำตอบสั้น ๆ คือ: ไม่น่าจะได้ เพราะศาลปกครองสูงสุด ชี้ชัดว่า ความเสียหายเกิดจาก การระบายข้าวจีทูจีที่มีการทุจริต และยิ่งลักษณ์ ละเลย–ไม่ติดตาม–ไม่ระงับยับยั้ง…

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง”ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”⸻ใช้งบไม่คุ้มค่า…ภารกิจระดับผู้แทนการค้า! สมชาย ตั้งข้อสังเกตถึงการเดินทางของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไปอังกฤษและโมนาโก ว่าเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยไร้ความคุ้มค่า และอาจมีเรื่องส่วนตัวแฝงอยู่มากกว่าภารกิจราชการ “ภารกิจที่ไป เป็นภารกิจระดับผู้แทนการค้าหรือทูตพาณิชย์ ไม่ใช่ระดับนายกฯ ไม่มีการพบผู้นำ ไม่มีนักข่าวตาม ไม่มีความจำเป็นระดับประเทศที่อธิบายได้” สมชายตั้งคำถามถึง “เนื้อแท้ของภารกิจ” ว่าในแต่ละประเทศ นายกฯ ไปทำอะไรบ้าง? อังกฤษเปิดงานซอฟต์พาวเวอร์ ไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต คุยกับมวยไทยโมนาโกไปพบผู้บริหาร Formula 1 นั่นอาจเป็น ‘ซอฟต์’ ก็ได้ แต่ไม่ใช่ ‘พาวเวอร์’ ที่สะท้อนผลลัพธ์ระดับผู้นำประเทศ ภารกิจที่ไปเป็นงานระดับผู้แทนการค้า ทูตพาณิชย์ ไม่ถึงแม้ระดับอธิบดี แต่นายกฯ ไปเพื่ออะไร? ⸻ คำถามใหญ่: ใช้งบหลวงเดินทางไปเพื่อใคร? เพื่ออะไร? “นี่คืองานแฟร์ที่ไม่แฟร์กับประชาชนเลย… ใช้งบร้อยล้าน แต่ไม่มีอะไรคุ้มค่า” สมชายย้ำว่า ในภาวะที่ประชาชนลำบากจนแทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ–เศรษฐกิจฝืดเคือง รัฐบาลควรเลือกเดินทางเฉพาะที่จำเป็นที่สุด เช่น การไปพบ “ทรัมป์” เพื่อเจรจาการค้า ไม่ใช่ “ค่ายมวย” ที่อังกฤษ เขายังเตือนถึงข้อกฎหมายที่อาจเข้าข่ายผิด ป.ป.ช. และ สตง. “เคยมีข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น ถูกชี้มูลความผิดเพราะใช้งบประมาณเดินทางอ้างราชการแต่แฝงเรื่องส่วนตัว ติดคุกกันมานับพันคนแล้ว แม้แค่ใช้รถหลวงทำกิจกรรมส่วนตัวก็เข้าข่ายหมด” ⸻ ไม่ใช่แค่ผิดรูป…แต่อาจผิดระเบียบ “คำถามคือนี่คือภารกิจของนายกฯ จริงหรือไม่?หรือเป็นแค่ทริปส่วนตัวที่อ้างงานราชการ?” สมชายระบุว่าควรให้ ป.ป.ช. และ สตง. เข้าตรวจสอบการใช้งบเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด โดยเฉพาะในประเด็น “คุ้มค่าหรือไม่?” และ “มีการแฝงภารกิจส่วนตัวหรือเปล่า?” ⸻ แวะอังกฤษ…บ่อยไปไหม? ในช่วงท้าย สมชายตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่นายกฯ แพทองธารเดินทางไปอังกฤษอยู่บ่อยครั้ง อาจเกี่ยวข้องกับที่พักส่วนตัว “เข้าใจว่าเธอมีอพาร์ตเมนต์หรูอยู่ที่นั่น และอาสาว (ยิ่งลักษณ์) ก็อยู่แถวนั้นผมไม่ได้กล่าวหา…แค่ตั้งข้อสังเกต” ⸻ คำถามปลายเปิดจาก The Publisher ถึงรัฐบาล: ถ้างานที่ทำไม่ใช่ภารกิจรัฐ แต่ใช้งบรัฐ—จะให้ประชาชนยอมรับได้อย่างไร?และถ้าใช้ภารกิจราชการเพื่อแฝงประโยชน์ส่วนตัว นั่นคือ “ซอฟต์คอร์” แห่งการทุจริตหรือเปล่า?

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ คำพิพากษาที่กลายเป็นบรรทัดฐาน ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 10,028 ล้านบาท แม้จะน้อยกว่าตัวเลข 35,700 ล้านบาทที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ แต่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี มองว่านี่คือ “บรรทัดฐานสำคัญ” ที่นักการเมืองทุกคนควรจำขึ้นใจ “เป็นไปไม่ได้ที่นายกฯ จะอ้างว่าไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะมอบหมายให้คนอื่นไปทำ… ทั้งที่ตัวเองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ” เขาย้ำว่า เมื่อมีการเตือนจากหลายฝ่ายถึงช่องโหว่ของโครงการ แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลยังเดินหน้าจนเกิดความเสียหายมหาศาล ถือเป็นการ “ปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง” ซึ่งไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ ⸻ ความแตกต่างระหว่าง นโยบายเพื่อประชาชน กับนโยบายที่อ้างประชาชน นพ.วรงค์แยกชัดเจนว่า “นโยบายเพื่อประชาชน” กับ “นโยบายที่อ้างประชาชน” ต่างกันโดยสิ้นเชิง หากนโยบายนั้นแฝงด้วยการทุจริต ผู้บริหารประเทศต้องรับผิด ไม่ใช่โยนภาระให้ใคร “คำตัดสินนี้ไม่ใช่แค่ลงโทษอดีตนายกฯ แต่เป็นบทเรียนให้นักการเมืองในอนาคตต้องระมัดระวัง” ⸻ ผลสะเทือนถึงรัฐบาลแพทองธาร คำพิพากษานี้เกิดขึ้นในขณะที่หลานสาวของยิ่งลักษณ์—แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายความว่า การยึดทรัพย์และบังคับคดีเพื่อชดใช้หนี้แผ่นดิน ต้องเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของหลานสาว “จะขายทอดตลาดทรัพย์ของอา… แล้วใจหลานจะเป็นอย่างไร? ตอนนี้หนีไปเที่ยวอังกฤษก่อนแล้ว แต่กลับมาต้องแสดงจุดยืนให้ชัด ว่าจะบังคับคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่อ้ำอึ้ง เพราะประชาชนก็หมดศรัทธาจากการบริหารประเทศที่ทำให้คนอดอยากปากแห้งอยู่แล้ว” นพ.วรงค์ยังมองว่า สถานะของรัฐบาลนี้กำลัง “เป๋” และเชื่อว่าจะไปต่อไม่ได้ เพราะมีทั้งมรสุมคดีของทักษิณและความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่เล่นกันแรง “ไม่ลาออกก็ยุบสภา… และจะได้เห็นก่อนสิ้นปีนี้” ⸻ ยิ่งลักษณ์ยังกลับมาได้—แต่ต้องรับโทษ หมอวรงค์ไม่ปิดโอกาสการกลับมาของยิ่งลักษณ์ แต่ต้องมาอย่างไม่เลือกปฏิบัติ “อยากกลับมาเท่ ๆ เหมือนพี่ชาย แต่ยากแล้ว ถ้าจะกลับจริง ต้องกลับมารับโทษ 5 ปี ไม่มีใครขัดขวาง” ⸻ คลื่นสะเทือนถึง “ชั้น 14” แม้คดีจำนำข้าวจะเกี่ยวกับยิ่งลักษณ์ แต่ผลทางจิตวิทยาของคำพิพากษานี้ ส่งแรงสะเทือนไปถึงพี่ชาย—ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนคดีในศาลฎีกาฯ วันที่ 13 มิถุนายน จากกรณีการรักษาพยาบาลที่ชั้น 14 ของ รพ.ตำรวจ…

Read More

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 — ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา “แก้” คำพิพากษาศาลปกครองกลาง โดยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน10,028 ล้านบาทคิดเป็น50% ของความเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แม้จะไม่ต้องรับผิดในโครงการจำนำข้าวทั้งหมด แต่ศาลชี้ชัดว่ายิ่งลักษณ์ “ละเว้น” การติดตามผลระบายข้าวอย่างร้ายแรง ทั้งที่รู้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น และถูกทักท้วงหลายครั้ง ศาลฯ เห็นชัด: ผู้นำต้องไม่เพิกเฉย “เข้าร่วมประชุมเพียงครั้งเดียว ทั้งที่มีหนังสือทักท้วงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่าเกิดการทุจริต…ไม่ติดตาม ไม่ระงับ จนข้าวเสียหาย ต้องรับผิด” ศาลระบุชัดว่ายิ่งลักษณ์ไม่ได้ติดตามผลการระบายอย่างใกล้ชิด ไม่ใช้ความสามารถในฐานะประธาน กขช. ในการยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแม้จะมีรายงานทักท้วงจากหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. และข้อเสนอให้ยุติโครงการ ก็ยังเดินหน้าต่อจนเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ “ข้าวระบายไม่ทัน–เน่าเสียในโกดัง–รัฐเสียหายระดับแสนล้าน” และนั่นคือที่มาของการชดใช้ครั้งนี้ ศาลฯ ไม่ให้รับผิดทั้งโครงการ แต่ชี้จุดชัด: จีทูจีคือรอยรั่วใหญ่ ในคำพิพากษา ศาลแยกให้เห็นว่าความผิดส่วนหนึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี–นาปรัง)จึงไม่ให้ยิ่งลักษณ์รับผิดในส่วนนั้น แต่ในประเด็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ศาลเห็นว่ายิ่งลักษณ์มีหน้าที่โดยตรง ต้องรับผิด จากคำสั่งเดิมของกระทรวงการคลังในปี 2559 ที่ให้ชดใช้ทั้งสิ้น35,717 ล้านบาทศาลจึงแก้ไขให้ชดใช้เฉพาะส่วนที่เป็นความรับผิดของเธอเอง คือ 10,028 ล้านบาท ย้อนรอยคดีจำนำข้าว จากนโยบายหาเสียงในปี 2554 สู่โครงการขนาดมหึมาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้กลไกรัฐ “รับซื้อข้าวเปลือก” จากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาด หวังดันราคาข้าวไทยขึ้นทั้งระบบโลก แต่กลับกลายเป็น “มหากาพย์แห่งความเสียหาย” ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ป.ป.ช. ประเมินมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง178,000 ล้านบาทซึ่งยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าน้อยกว่าความเสียหายจริงที่อาจมากถึง เกือบสามแสนล้านบาท คดีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการใช้คำว่า “ละเว้นโดยทุจริต” เมื่อศาลระบุว่า ยิ่งลักษณ์“ไม่หยุดยั้งความเสียหาย”ทั้งที่ได้รับรายงานตลอด และยังปล่อยให้เกิดการทุจริตซ้ำซากในการระบายข้าว ผลสะเทือนทางการเมือง คำพิพากษาวันนี้ ไม่ได้สะเทือนเพียง ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นบทเรียนสำคัญของฝ่ายการเมืองในการดำเนินนโยบายประชานิยมสุดขั้วที่เพียงทำให้ชาติเสียหาย ยังเกิดการทุจริตเป็นวงกว้างด้วย บทเรียนจาก “ยิ่งลักษณ์” หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 นางสาวยิ่งลักษณ์ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี (ไม่รอลงอาญา) และหลบหนีออกนอกประเทศ กลายเป็นภาพจำของ “ผู้นำหญิงคนแรกของไทย” ที่ไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะ หากแต่จบด้วย คุก 5…

Read More

วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยฉลองด้วย… “การสูญพันธุ์เงียบ ๆ” วันนี้ (22 พฤษภาคม) คือวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในขณะที่โลกกำลังพูดถึงการปกป้องสายพันธุ์หายาก ประเทศไทยกลับต้องเผชิญหน้ากับ “ปลาหมอคางดำ” สายพันธุ์ต่างถิ่นที่ระบาดหนักในหลายพื้ยนที่ กินเรียบตั้งแต่ปลาท้องถิ่นยันไข่กุ้ง ทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศพื้นบ้านแทบสิ้นซาก ไม่ใช่แค่นั้น…ล่าสุดสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานพบสารหนู–ตะกั่ว ปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงน้ำที่ควรหล่อเลี้ยงชีวิต กำลังกลายเป็นเส้นเลือดของสารพิษปลาที่ควรสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นตัวบ่งชี้ความพังพินาศของสิ่งแวดล้อมไทย ถามจริง…ใครคือ “ปลาหมอคางดำ” ตัวจริง?ปลาระบาด หรือ “โครงสร้างรัฐ” ที่ปล่อยให้ระบบนิเวศถูกทำลาย สารพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองทองคำฝั่งเมียนมาสะท้อนภัยข้ามพรมแดนที่รัฐยังรับมือไม่ได้แล้วเราจะปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างไร? วันนี้เราไม่ได้แค่สูญเสียปลาไทยแต่กำลังสูญเสียอนาคตของแหล่งน้ำไทยทั้งระบบและสูญเสียศักดิ์ศรีของประเทศ ที่ปกป้องไม่ได้แ้แต่แม่น้ำของตัวเอง ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อมที่พัง แต่นี่คือการเมืองของระบบนิเวศ

Read More

เป็นหนังสือที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 ถึงสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. 24 ราย ให้มารับทราบข้อกล่าวหาระหว่างวันที่ 29-30 พ.ค.68 จากเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่าได้กระทําการ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่ง กกต. ได้สั่งให้ดําเนินการไต่สวน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 เป็นผู้รับผิดชอบในการดําเนินการไต่สวน ในการนี้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 จึงส่งบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหา เพื่อให้โอกาสได้ทราบถึงข้อกล่าวหา และให้ถ้อยคําชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ณ สํานักงาน กกต. ชั้น 3 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ หากไม่ดําเนินการตามกําหนดดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิในการชี้แจงแสดงหลักฐาน หรือให้ถ้อยคําแก้ข้อกล่าวหา สำหรับ 24 สว.นั้นมาจากกลุ่มที่ 3 การศึกษา กลุ่ม 4 สาธารณสุข กลุ่ม 5 ทำนา กลุ่ม 6 ทำสวน กลุ่ม 7 ลูกจ้าง กลุ่ม 8 ด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่ม 9 SMEs และกลุ่ม 10 ประกอบกิจการอื่น

Read More