Author: Writer Publisher

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย ฐานปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ดร.ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน อธิบายว่า การยื่นคำร้องให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคภูมิใจไทย เป็นไปตามมาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง โดยระบุว่า การที่พรรคการเมืองเข้าไปควบคุมหรือชี้นำการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นการทำลายหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องแยกอำนาจการบริหารออกจากกันอย่างชัดเจน “คนที่ออกแบบระบบ ส.ว. เขาต้องการให้คนดี คนเด่น คนดังมาเป็น ส.ว. แบบอิสระ แต่ภูมิใจไทยกลับไปคิดสูตรโดยกลุ่มยังเติร์ก เดินเกมควบคุม ส.ว. เพื่อให้ได้อำนาจตั้งองค์กรอิสระมาอยู่ในมือตัวเอง” ⸻ หลักฐานพร้อม: โพยฮั้ว–เส้นเงิน–ดีเอสไอ–กกต. ดร.ณฐพรระบุว่า ขณะนี้มีหลักฐานชัดเจนทั้งในรูปแบบพยานเอกสารและพยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็น: สำนวนที่เคยยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน การสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เกี่ยวข้องกับข้อหาฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร ข้อมูลการสอบของ กกต. เองในคดีฮั้ว ส.ว. “มีทั้งเส้นทางการเงิน โยงถึงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและกรรมการบริหารพรรคหลายคน มีการประชุม มีโพยฮั้ว” ⸻ ถ้าศาลชี้ว่าผิด – เลือก ส.ว. ทั้งกระบวนการอาจกลายเป็นโมฆะ ดร.ณฐพร ย้ำว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคภูมิใจไทยมีความผิดจริง กระบวนการเลือก ส.ว. จะต้องเป็น “โมฆะ” โดยอัตโนมัติ เพราะถือว่าได้มาซึ่งอำนาจการปกครองไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังได้ยื่นให้กกต. ส่งศาลฯ ให้มีคำสั่ง “ระงับการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ว. ทั้งหมด” เพราะหากปล่อยให้มีการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระต่อไป จะไม่สามารถแก้ไขผลลัพธ์ย้อนหลังได้ ⸻ เตือนอนุทิน: หยุดฟ้องปิดปาก แล้วไปเตรียมคำชี้แจงต่อศาลเถอะ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขู่จะฟ้องกลับ ดร.ณฐพรตอบชัด: “คุณเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ ประชาชนตรวจสอบได้ คุณควรเอาเวลาไปเตรียมข้อมูลชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มาฟาดงวงฟาดงาใส่คนตรวจสอบ อย่าโอหัง หยุดทำตัวเป็นนักเลงไล่ฟ้องปิดปากคนตรวจสอบ การฟ้องนี่ผมไม่กลัว เพราะมีสิทธิฟ้องกลับเหมือนกัน ต่างคนต่างก็มีกฎหมายในมือ อย่าลืมว่า…คนที่แน่ ๆ ตายมาเยอะแล้วครับ”

Read More

สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (CCPCJ) เตรียมจัดการประชุม CCPCJ สมัยที่ 34 ระหว่างวันที่ 19–23 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในครั้งนี้ หนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานสำคัญของเวทีระดับนานาชาติ คือการบรรยายพิเศษของ “นพพล ชูกลิ่น” นักธุรกิจและผู้ก่อตั้งบริษัทไนซ์คอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทรีเทล บิซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนภาคเอกชนจากประเทศไทยที่ได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีนำเสนอประสบการณ์จริงในหัวข้อ “Innovation in Criminal Justice Responses: Digitally and Socially” นวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม เนื้อหาหลักของการนำเสนอ คือ “โมเดลให้โอกาสครั้งที่ 2” ที่เปิดรับผู้ต้องขังทั้งชายและหญิงเข้าสู่ระบบการทำงานตั้งแต่ยังอยู่ในเรือนจำ ไปจนถึงการสนับสนุนต่อเนื่องหลังพ้นโทษ โดยนพพลฯ ได้ขับเคลื่อนแนวทางนี้ในฐานะภาคธุรกิจที่มองเห็นศักยภาพในตัวมนุษย์ และอธิบายโครงการนี้ว่า “ภายใต้โครงการคืนคนดีสู่สังคม มีงาน 2 ส่วนคือ ผู้ต้องขังชายที่ใกล้ได้รับการปล่อยตัว เรานำพวกเขามาทำงานที่โรงงานของเราภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุม ส่วนที่สองคือผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับโทษ เราสร้างระบบการขาย Telesales ฝึกฝนพวกเขาและจ่ายเงินเดือนในแบบเดียวกับพนักงานทั่วไป ส่วนที่สำคัญคือเราต้องให้การยอมรับพวกเขา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเราได้เห็นการลดลงของการกระทำผิดซ้ำอย่างชัดเจนตั้งแต่นั้นมา” ปัญหาเชิงระบบ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคล แต่คือ ปัญหาเชิงระบบ ที่เราทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข เราต้อง ยุติวงจรปัญหา เหล่านี้ ไม่ใช่แค่พูดถึง แต่ต้อง เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง อย่างแท้จริง เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการคืนคนดีสู่สังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อเราได้รับ ความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการยอมรับจากสังคม” นพพลกล่าวฯ สร้างต้นแบบให้ทุกประเทศทั่วโลก คืนชีวิต สร้างความหวัง ไม่เพียงแค่ลงโทษ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรมแห่งประเทศไทยและ UNODC ในการส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) และ Nelson Mandela Rules ที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชนในเรือนจำและการพัฒนาผู้กระทำผิดอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมคู่ขนานอื่น ๆ อีกกว่า 10 รายการตลอดช่วงสัปดาห์การประชุม เวที CCPCJ ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ผ่านการขับเคลื่อนรูปธรรม…

Read More

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร นายอลงกต วรกี และ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ยื่นหนังสือถึงขอความเป็นธรรมต่อนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เพื่อร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เรียกกลุ่ม สว.มารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างความเสียหายและละเมิดพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา โดยประเด็นร้องเรียน มีทั้งเรื่องละเมิดกฎหมาย แจ้งข้อกล่าวหารายละเอียดไม่ชัดเจนเพียงพอ ปิดหนังสือเชิญไม่รักษาความลับของทางราชการ ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นกลางและเลือกปฏิบัติ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คนร่วมเป็นกรรมการ ที่อาจเข้าใจว่าการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอยู่ในการกำกับดูแลของ รมว.ยุติธรรม จึงขอให้ประธาน กกต.สั่งให้เจ้าหน้าที่นอกจากคนของ กกต. ในคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และเพิกถอนการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนที่นัดและการสอบสวนจากดีเอสไอ และไม่ให้นำสำนวนที่ได้รับจากดีเอสไอมาร่วม รวมถึงให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสได้ตรวจสอบและเข้าถึงพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึงควรเลือกคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานอัยการ หรือส่วนที่จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อถามว่า สว.ถูกมองว่าฝักใฝ่พรรคการเมือง จึงถูกยื่นยุบพรรค พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ยืนยันไม่เคยปรากฏ หน้าผากเขียนชื่อพรรคไหน ดังนั้นได้เป็น สว. จากการทำงานในราชการมา ด้วยความรู้ความสามารถ ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นกลางนั้นเป็นการคิดเอาเอง มันอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ถ้าผู้ปฏิบัติมีใจบริสุทธิ์ ความเป็นกลางมันย่อมเกิดขึ้น แต่ถ้าจิตใจไม่บริสุทธิ์ถูกครอบงำจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ก็ทำให้การกระทำไม่บริสุทธิ์ ขณะที่สื่อมวลชนถามมีข่าว สว.หลายคนไปที่โรงแรมพลูแมนนั้น นอกจากพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ยอมรับว่า บางคนมีเงินก็ไปกินข้าว ก็มีนายอลงกต ถามกลับสื่อมวลชนเป็นภาษาอังกฤษว่า What is Pullman?, Like a pool Where is hotel Pullman ? “Where is Soi Rangnam” หลังการสัมภาษณ์ นายอลงกตกลับมาถามผู้สื่อข่าว ซึ่ง่สื่อมวลชนเลยถามกลับว่าพูดภาษาไทยได้แล้ว? เขาจึงกลับมาพูดเป็นภาษาอังกฤษอีกครั้ง #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ฮั้วสว#ฮั้วเลือกสว#กกต#DSI

Read More

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการตรวจสุดซอย หรือ “ทีมสุดซอย” พร้อมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ ท่าเรือแหลมฉบัง เข้าตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ของ บริษัท เอ็มเอชซี กรุ้ป ฟรีโซน จำกัด หลังได้เบาะแสแจ้งว่า อาจจะมีการนำเข้าเศษอลูมิเนียมปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ผลการตรวจค้นพบว่าบริษัทฯ ดังกล่าว นำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ 6 ตู้ สำแดงว่าเป็นการนำเข้าเศษอลูมิเนียม (Mix Metal Scrap) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกตู้ปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักกว่า 118 ตัน เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย และเป็นของเสียเคมีวัตถุ (Chemical Wastes) ที่ต้องขออนุญาตนำเข้า รวมทั้งการนำเข้าจากต่างประเทศขัดต่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญาบาเซลฯ “ของกลางที่ยึดได้ครั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีคำสั่งให้ส่งกลับประเทศต้นทางทั้งหมดภายใน 30 วัน และกรมศุลกากรดำเนินคดีในข้อหาลักลอบนำเข้าของเสียวัตถุอันตราย” นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอยระบุ จากนั้นทีมสุดซอยได้ขยายผลเข้าตรวจค้น บริษัท เอ็มเอชซี กรุ้ป ฟรีโซน จำกัด ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) ภายในพื้นที่มีโกดัง 4 หลัง และกำลังก่อสร้างโกดังเพิ่มอีก 2 หลัง สำหรับทำคลังพักสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อรอส่งต่อไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา พบมีการขยายเครื่องจักรเกินโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 โรงงาน ตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 3 โรงงาน จึงมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการและดำเนินคดีตามกฎหมายโรงงานทันที นอกจากนี้ยังพบกระบวนการผลิตทั้งหมด ทุกอย่างมาจากต่างประเทศ เมื่อผลิตเสร็จรอส่งออกต่างประเทศหรือส่งให้โรงงานอื่นที่อยู่ในเขตปลอดอากร ถือเป็นการประกอบกิจการศูนย์เหรียญอย่างชัดเจน ทั้งนี้เป็นครั้งแรกในการตรวจสอบโรงงานในพื้นที่ปลอดอากร (Free Zone) จากนี้กระทรวงอุตสาหกรรม จะทบทวนการอนุญาตให้ตั้งโรงงานประกอบกิจการในพื้นที่ปลอดอากร หรือฟรีโซนเพิ่มขึ้น เพื่อ ปราบปรามกวาดล้างผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และนำขบวนการเหล่านี้ลงโทษตามกฎหมาย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#บริษัท0เหรียญ #กระทรวงอุตสาหกรรม#ทีมสุดซอย#ขยะอิเล็กทรอนิกส์

Read More

“GDP โต 3.1% ไม่ใช่เพราะรัฐบาลเก่ง…แต่เพราะประชาชน ‘หนีตาย’ และรัฐใช้งบปีที่แล้ว” ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเบรกการเฉลิมฉลอง GDP ไตรมาส 1/68 โต 3.1% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส พร้อมอธิบายว่า ตัวเลขนี้อาจดูดี…แต่ฐานจริงกลับเปราะบางยิ่งกว่าฟองสบู่ ⸻ [1] ส่งออกเป็นพระเอก…หรือ “ผู้ร้าย”? – ส่งออกพุ่ง +13.8% โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ +25% – แต่การผลิตในประเทศแทบไม่ขยับเลย (แค่ +0.6%) – แล้วเอาสินค้าจากไหนไปส่งออก? คำตอบที่น่ากลัว: อาจมาจาก “สินค้าสวมสิทธิ” – ต่อไปเมื่อเร่งส่งออกหมดแล้ว + โดนเก็บภาษีจริง = ตัวเลขจะร่วงสวนทางทันที ⸻ [2] GDP พุ่งเพราะ “งบปี 67 ออกช้า” ไม่ใช่นโยบายปี 68 – การลงทุนภาครัฐโต 26.3% เพราะเพิ่งได้เบิกงบที่ล่าช้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว – แต่ภาคเอกชนยังติดลบต่อเนื่อง -0.9% หดตัว 4 ไตรมาสติด – เมื่อหมดผลสะสมจากงบล่าช้าแล้ว เศรษฐกิจจะเข้าสู่ “ยถากรรม” ⸻ [3] ท่องเที่ยวไทย…ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว – แม้การส่งออกบริการจะยังโต 7% – แต่เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่โต 25% จะเห็นว่า “เครื่องยนต์ตัวนี้เริ่มหมดแรง” – สัญญาณเริ่มแผ่วจากนักท่องเที่ยวจีน–มาเลย์ อาจต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 39 ล้านคน ⸻ [4] สรุป: โตแค่ช่วงสั้น…แต่ระวังหดตัวระยะกลาง – สภาพัฒน์หั่น GDP เหลือ 1.8% แล้ว – หากไตรมาสหลังติดลบอีก…จะเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค” (recession) –…

Read More

“ผมไม่ได้ซื้อข้าว ผมต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ให้ผมข้าวมาเยอะ ผมจึงมีข้าวอยู่เต็มบ้านจนสามารถขายได้เลย” (18 พ.ค.68) เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ เอโตะ ทาคุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ที่พูดถึงวิกฤตราคาข้าวพุ่งสูง ก่อนที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน ที่มองว่าไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก กระทั่งเจ้าตัวต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อเช้าวันนี้ (21 พ.ค.68) เหตุผลสำคัญที่ลาออก เพราะความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาราคาข้าว และหากความไว้วางใจนั้นถูกทำลาย การลาออกจะเป็นผลดีต่อประชาชนมากที่สุด พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนอย่างจริงใจต่อความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมในฐานะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ทำให้หลายคนอดไม่ได้ต้องนำมาเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีของไทย ว่าทำไมถึงแตกต่างกันอย่างมาก คำว่า “สปิริต” สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม และ บรรทัดฐานทางสังคม ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อนักการเมืองในแต่ละประเทศ ในญี่ปุ่นคือความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำ มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส รวมถึงวัฒนธรรมความละอาย ที่การลาออก การโค้งคำนับขอโทษคือวิธีรักษาเกียรติและศักดิ์ศรี ส่วนรัฐมนตรีไทย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม กระทั่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน หรือเกิดเหตุร้ายในความรับผิดชอบ ยังบอกปัดป่ายให้เป็นเรื่องของคนอื่น การลาออกพบเห็นได้น้อยกว่ามาก เพราะยึดติดตำแหน่งและอำนาจ ปกป้องผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง อ้างรอคำตัดสินตามกฎหมาย เพื่อให้เรื่องเงียบหาย ขาดสำนึกเรื่องความละอาย สุดท้ายคือ ความอ่อนแอของกลไกตรวจสอบ ที่ไม่เข้มแข็งจนกดดันให้แสดงสปิริต จึงมีคำถามว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยจะพัฒนาไปสู่จุดที่ นักการเมืองแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำได้มากขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ และเมื่อไหร่ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รมตญี่ปุ่นลาออก#รัฐบาลไทย#รมตไทย

Read More

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี – หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “โกหก กักขฬะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน” “ขอให้ทุกฝ่ายตั้งสติ อย่าใส่ร้ายด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง” “มีการบันทึกภาพ-เสียงไว้ทุกขั้นตอน ใครกล่าวหาเท็จ ต้องรับผิด” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ผู้สมัคร ส.ว. ที่เปิดโปง “อนุทินพูดไม่จริง ถ้าอยากรู้ว่าใครโกหก ต้องไปเจอกันในศาล” “ดิฉันไม่มีผลประโยชน์ ไม่ได้เป็น ส.ว. ก็ไม่เป็นไร” “แต่พี่ฟ้องใคร…ไม่เคยแพ้นะคะ” “ถ้าดิฉันเป็นอะไรไป ก็รู้เลยว่าใครทำ” ล่าสุด! ยื่น กกต. ขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทย ฐานเอี่ยวกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ⸻ • ปมความขัดแย้งเริ่มจากการที่กุสุมาลวตีเปิดโปงว่า มี “คนใกล้ชิดนักการเมืองใหญ่” เสนอแลกผลประโยชน์เพื่อโหวตเลือก ส.ว. • อนุทินปฏิเสธทันควัน – โต้กลับด้วยถ้อยคำรุนแรง • ล่าสุดภูมิใจไทยฟ้องหมิ่นประมาท ส่วนกุสุมาลวตียื่น กกต. ขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#อนุทิน#ภูมิใจไทย#ฮั้วสว#ฮั้วเลือกสว#พรรคภูมิใจไทย

Read More

สมศักดิ์–คณะกรรมการพิเศษ สะสมอาวุธก่อนศึกศาลฎีกา 13 มิ.ย. แม้มติลงโทษแพทย์ 3 คนจากกรณีดูแลนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จะออกมาแล้วจากแพทยสภา และรมว.สาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังจะตัดสินใจว่าจะยับยั้งหรือเห็นชอบภายในวันที่ 30 พ.ค.นี้ แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ—นี่ไม่ใช่จุดจบของเรื่อง เพราะแม้รัฐมนตรีจะวีโต้ แพทยสภายังสามารถใช้ “มติ 2 ใน 3” ยืนยันมติเก่าได้ตามกฎหมาย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การตัดสินแพทย์ แต่คือความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของแพทยสภาเพื่อจัดฉากล่วงหน้าสำหรับศึกที่ใหญ่กว่า นั่นคือการไต่สวนของศาลฎีกาฯ ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ย้อนเหตุผลศาลฎีกาสั่งไต่สวนเอง: ไม่ใช่คดีเลื่อนลอย แต่มี “ความปรากฏตามคำร้อง” การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกคำสั่งไต่สวนด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องธรรมดา คำร้องที่นำไปสู่คำสั่งดังกล่าว มาจากนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์อดีต ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า: กระบวนการบังคับโทษทักษิณอาจผิดขั้นตอนตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 246 ซึ่งกำหนดว่าต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนนำตัวนักโทษออกจากเรือนจำไปรักษาแต่ในกรณีนี้ไม่มีคำสั่งศาลใดปรากฏ ระยะเวลาที่นายทักษิณพักรักษาตัวนานถึง 181 วันในโรงพยาบาลตำรวจนั้นเกินปกติและขาดการตรวจสอบ อาการป่วยของทักษิณยังมีข้อกังขาจากสังคมว่าป่วยจริงหรือ “ป่วยทิพย์” ศาลเห็นว่า มี “ข้อเท็จจริงอันควรรับฟัง” จึงมีคำสั่งให้มีการไต่สวนด้วยตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือหน่วยงานของรัฐใด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ มติแพทยสภาคือหลักฐานหนึ่งในคดีศาล แต่กำลังถูกทำให้พร่า มติของแพทยสภาที่ลงโทษแพทย์ 3 ราย ซึ่งระบุชัดว่ามีความผิดจริยธรรมในการให้การรักษาทักษิณ ถือเป็นพยานเอกสารสำคัญในทางคดีที่ศาลสามารถหยิบไปประกอบการไต่สวน แต่การที่รัฐมนตรีสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาพิจารณาซ้ำ เรียกเอกสารเพิ่ม พูดถึงความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการ และโยงไปถึงมาตรา 157 ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อน “เจตนา” ที่ชัดเจนในการลดน้ำหนักของมตินั้นก่อนที่ศาลจะเปิดพิจารณาหรือไม่? เกมกฎหมายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มในเดือนหน้า 29 พ.ค.เป็นเส้นตายของการพิจารณาของสภานายกพิเศษซึ่งหากดูท่าทีที่ออกมามีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่เพียงแค่วีโต้ แต่ยังทำลายกระบวนการพิจารณาของแพทยสภาว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วย หากเป็นเช่นนั้นเผือกร้อนจะถูกโยนกลับไปที่แพทยสภาอีกครั้ง 12 มิ.ย.แพทยสภาจะมีการประชุม หากมีมติสองในสามก็สามารถยืนยันมติเดิมได้ แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือมีความเห็นแย้งของฝั่งรมว.สาธารณสุขมาเสียบเพิ่ม ในกรณีที่มีการวีโต้ และนั่นหมายถึงหลักฐานที่จะไปปรากฏต่อหน้าศาลฯ จะไม่ได้มีเพียงแค่มติแพทยสภาที่เป็นโทษต่อขบวนการชั้น 14 และทักษิณเท่านั้น เดิมพันใหญ่กว่าจึงอยู่ที่ศาลฎีกาฯ 13 มิ.ย.คือสนามต่อสู้ในชั้นศาลฯ ที่ทักษิณต้อชักธงรบเต็มอัตราศึก และขุนพลของเขาอาจกำลังทำหน้าที่อย่างเข้มข้นผ่านคกก.เฉพาะกิจ และสมศักดิ์ อยู่ในขณะนี้ หากศาลฯ เชื่อว่าการไม่ขออนุญาตศาลก่อนพาทักษิณไปรักษานั้นผิดกฎหมายและเจตนาไม่บริสุทธิ์…

Read More

เปิด 5 คำเตือนแบงก์ชาติ-รัฐบาลทำตามแค่ 1 G-Token รอบแรก 5 พันล้านบาทเพื่อระดมเงินภายใต้กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2568 ที่รัฐบาลวางแผนดำเนินการให้จบภายใน 1-2 เดือนนี้ ชูประเด็นให้ดูทันสมัยเป็นนวัตกรรมใหม่ ถึงขั้นคุยโวว่า “เป็นประเทศแรกของโลก” พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลังอ้างว่า “ได้พิจารณาข้อกังวลของแบงก์ชาติแล้ว มั่นใจว่าโครงการนี้ไม่ส่งกระทบใด ๆ ” แต่เมื่อเย้อนดูความเห็นแบงก์ชาติอย่างละเอียด กลับพบว่า รัฐบาลทำตามเพียงแค่ข้อเดียวจากทั้งหมด 5 ข้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอ 5 เงื่อนไข ก่อนออก G-Token วันที่ 3 เมษายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งหนังสือความเห็นถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต่อกรณีที่กระทรวงการคลังเสนอให้รัฐบาลอนุมัติการออก G-Token (Government Token) เพื่อใช้เป็นช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ แม้ ธปท. ไม่คัดค้านในหลักการ แต่ได้เสนอ 5 เงื่อนไขสำคัญ ซึ่งเป็น ข้อพึงระวังด้านเทคนิค กฎหมาย และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน ดังนี้: 1. ต้องมีระบบและกระบวนการที่เสถียร ปลอดภัย และเทียบเท่าพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะระบบเสนอขาย การจัดการทะเบียน การเก็บรักษา และการไถ่ถอน ผู้ให้บริการต้องมีความน่าเชื่อถือ และมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน 2. ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม โดยเฉพาะกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดทุน ไม่ใช่ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สถานะของ G-Token ชัดเจน ไม่เกิดปัญหาความไม่แน่นอนทางกฎหมายในอนาคต 3. ต้องนับเป็นการกู้เงินในกรอบวินัยการคลัง และอยู่ภายใต้แผนบริหารหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้ฯ 4. ต้องไม่มีลักษณะของการ “สร้างเงิน” ที่ขัด พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 โดยเฉพาะการจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนในรูปแบบ G-Token โดยไม่มีเงินสดรองรับเต็มจำนวน 5. ต้องใช้เพื่อการออมเท่านั้น ไม่ใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน และต้องมีระบบติดตามเพื่อป้องกันการใช้ G-Token ผิดวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ธปท. ยังเสนอว่า: “การออก…

Read More

จากรายงานของ Mastercard ถึงข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เราเห็นภาพเดียวกันที่น่าตกใจ — อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กำลังสูญเสียศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเคยเป็น “ขุมทอง” ของนักท่องเที่ยวโลก แต่ในปี 2568 นี้ กลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองที่ “นักท่องเที่ยวพบการฉ้อโกงระดับสูง” โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่แท็กซี่และรถเช่าถูกระบุเป็นปัญหาหลักในรายงานของ Mastercard Economics Institute ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่แย่ แต่หมายถึง “การหลุดออกจากเส้นทางรายได้ที่ยั่งยืน” เพราะเมื่อความเชื่อมั่นหายไป รายได้ก็หายตาม ⸻ นักท่องเที่ยวหาย – รายได้หด ข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยิ่งยืนยันว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ “กระแสข่าว” แต่กลายเป็น “แนวโน้มระยะยาว” ที่กำลังพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยร่วงลงเรื่อย ๆ • ช่วง 1 ม.ค.–11 พ.ค. 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย หดตัว 1% • รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หดตัว 2% หรืออยู่ที่ประมาณ 613,000 ล้านบาท • คาดทั้งปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34.5 ล้านคน หดตัว 2.8% ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี • รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปอยู่ที่เพียง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าญี่ปุ่น (1,600) และสิงคโปร์ (1,700) อย่างมีนัยสำคัญ ที่น่ากังวลคือ นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักของไทย หดตัวพร้อมกันหมด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของไทยลดลงเหลือแค่ 19% จากเหตุการณ์ซิงซิงเหยื่อค้ามนุษย์ และระบบรับมือที่ไม่มีมาตรฐาน ⸻ เมื่อรัฐบาลไม่แก้ที่ต้นเหตุ แต่เลือกเดินเกม “กาสิNO” แทนที่รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร จะหันมาจัดการปัญหาต้นตอ เช่น • ความปลอดภัย • การฉ้อโกงนักท่องเที่ยว • ราคาสินค้าและบริการที่พุ่ง…

Read More