- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล”ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”———— ล้มวอลเล็ต : รัฐบาลมาถูกทาง แต่ยังทำไม่พอ หลังรัฐบาลชะลอ “เรือธง” อย่างโครงการดิจิทัลวอลเล็ต งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาทที่เคยจะใช้แจกเงิน 10,000 บาท ถูกดึงกลับมาทำให้คำถามใหญ่เกิดขึ้นทันทีว่า แล้วจะใช้เงินมหาศาลนี้ทำอะไร? ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล มอง 4 แนวทางที่รัฐบาลเริ่มขยับ—ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, กระตุ้นการท่องเที่ยว, รองรับผลกระทบส่งออก และหนุนเศรษฐกิจฐานราก—ซึ่งเธอมองว่า “มาถูกทางแล้ว” แต่ฝ่ายค้านไม่หยุดแค่นั้น… เงินดิจิทัล+ดึงงบกลาง+เงินสะสมท้องถิ่น จับคู่ลงทุนคนละครึ่ง “เราเสนอเพิ่มอีก 1 แนวทางคือกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งหดตัวมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน ต้องสร้างแรงจูงใจ เช่น ลดหย่อนภาษี หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว หรือดิจิทัล” และเพื่อให้มีเงินเพียงพอในการขับเคลื่อน เธอเสนอให้นำงบกลางฉุกเฉิน 6.6 หมื่นล้านที่ยังเหลือ มารวมกับงบดิจิทัลที่ชะลอออกไปรวมเป็น 2.2 แสนล้านบาท และถ้า “เงินสะสมท้องถิ่น” ที่มีมากถึง 3 แสนล้านมาใช้ร่วมด้วย ก็จะทำให้เม็ดเงินมากขึ้น แต่เชื่อว่าในส่วนนี้ใช้ได้เต็มที่ก็ราว 1.5 แสนล้านบาท และรัฐบาลต้องมีมาตรการจูงใจเช่นจัดงบส่วนกลางเติมครึ่งหนึ่งแบบคนละครึ่ง ก็อาจได้งบเพิ่มรวมแล้วแตะ 4 แสนล้านบาท “เมื่อเรือธงเจ็บหนัก เราก็ไม่อยากซ้ำเติม ต้องช่วยกันพายฝ่าคลื่นไปให้ได้” กู้หรือไม่กู้? อยู่ที่ ”แผนใหญ่“ ไม่ใช่แค่กระตุ้นการบริโภค เมื่อถามว่าหากมีเงินเติมแล้วเกือบสี่แสนล้านบาท ยังต้องกู้เพิ่มหรือไม่? เธอบอกว่าฝ่ายค้านไม่ขวางการกู้เงิน ถ้าเป้าหมายคือการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ถ้าแค่กู้มาแจกแบบเดิม ”ไม่มีทางเห็นด้วย“ “อยู่ที่เป้าหมาย ถ้าจะให้เศรษฐกิจโตเกิน 3% ก็ต้องกู้ หรือถ้าจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจริงๆ ก็ต้องกู้ แต่ถ้าแค่จะกู้มาแจกเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แบบนั้นฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย” ศิริกัญญาย้ำว่าต้องมี “แผนใหญ่” ที่สร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นรายวัน งบปี 69 ต้องจัดแบบใหม่…
เรียกว่าไม่พอใจ และนำไปสู่การที่พรรคภูมิใจไทยฟ้องทันที จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นางสาวกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ยื่น กกต.ยุบพรรคภูมิใจไทย โดยมีการกล่าวหาที่พาดพิงไปถึงนายอนุทินด้วย โดยนายอนุทินบอกสิ่งที่นางสาวกุสุมาลวตี พูดไม่จริง โกหกทุกเรื่อง โกหกตั้งแต่ที่บอกว่ามาคุยที่รัฐสภา และรู้จักนางสาวกุสุมาลวตี ตั้งแต่อยู่พรรคชาติพัฒนาแล้ว ก็เป็นแบบนี้ การที่ปัดบอกให้ไปคุยกับคนอื่นนั่นคือสุภาพแล้ว แม้แต่หน้ายังไม่อยากจะมอง เพราะรู้ว่าเป็นคนยังไง มาดักรอหน้าห้องที่รัฐสภา มาขอเสียง สว. ขอให้สนับสนุน แล้วใครจะไปสนับสนุน ไม่ได้เป็นอะไรเลย และรู้พฤติกรรมเป็นแบบนี้มานาน จากนั้น นักข่าวถามเรื่องการนัด สว.ไปเจอที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ นางสาวกุสุมาลวตี กล่าวหา นายอนุทิน ตอบว่า โรงแรมนี้ ไปประจำ เวลานัดเจอกับพรรคพวกก็นัดกันที่นี่ เจอคนทุกระดับ ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ เพื่อนร่วมรุ่น มาแล้วเจอตนไม่แปลกเลย เมื่อถามถึงความกังวล ต่อกรณีที่มีผู้ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ได้ทำให้สะทกสะท้าน “ถ้าทำถึงขนาดนี้ต้องมีฟ้องกลับแน่นอน พรรคภูมิใจไทยมีแผนกนักกฎหมายที่คอยดูเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปตักเตือนอะไร เพราะก็ไม่ได้อยู่ในวงจรชีวิต ไม่ชอบตั้งแต่สมัยอยู่พรรคชาติพัฒนาแล้ว พฤติกรรมแบบนี้ก็เป็นตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว”
วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. ในห้องเรียนธรรมดาแห่งหนึ่ง กลายเป็นสนามชีวิตที่ไม่ธรรมดานักเรียนชายชั้น ม.3 หมดสติ หัวใจหยุดเต้น น้ำลายฟูมปากในวินาทีนั้น ไม่มีแพทย์ ไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครันมีเพียง “เพื่อนมนุษย์” สามคน ที่รู้ว่าต้องทำอะไร และลงมือทันที จิรภัทร ศรีสว่าง (ต้นกล้า)กิตติภพ ค่ายใส (ไปร์ท)รัฐภูมิ ขจรสาธิต (ปุณ)นักเรียนชายชั้น ม.6 สามคนนี้ ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวพวกเขาวิ่งไปนำถังออกซิเจนจากห้องพยาบาลและเริ่มทำ CPR อย่างต่อเนื่องนานกว่า 30 นาทีผลัดเปลี่ยนกันปั๊มหัวใจ จนกระทั่งเพื่อนที่หมดสติเริ่มหายใจได้อีกครั้งก่อนรถพยาบาลจะมาถึง “เราเคยผ่านการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ และเป็นอาสากู้ชีพ”พวกเขาบอกแค่นั้น พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ว่า “ดีใจที่ช่วยเพื่อนได้ทัน” โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ มอบเกียรติบัตรเชิดชูความกล้าหาญและยกย่องความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของนักเรียนทั้งสามขณะที่โลกออนไลน์แห่ชื่นชม “ฮีโร่วัยเรียน”ที่ไม่ได้มีพลังวิเศษใด ๆนอกจากหัวใจที่ “กล้าหาญและไม่ยอมปล่อยมือจากชีวิตของใคร” Persona Cloud บันทึกไว้ในนามของพวกเขาเพื่อให้สังคมไม่ลืมว่า…บางครั้ง ความกล้าหาญคือการไม่ยอมยืนดูเฉย ๆ เมื่อใครกำลังจะตาย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี กกต. แจ้งข้อกล่าวหากล่าวหาสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เอี่ยวปมเลือก สว. โดยบอกว่าคนที่มีชื่อชี้แจงหมดแล้ว พร้อมยืนยันพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเคยมีประกาศหัวหน้าพรรคลงนามเมื่อ 30 เม.ย. 2567 ห้าม สส. และสมาชิกยุ่งกับกระบวนการเลือก สว. อย่างเด็ดขาด อีกทั้งตนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลือก สว. ทำกันอย่างไร เพราะไม่เกี่ยวข้อง ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีหมายเรียกรัฐมนตรีเพิ่ม นายอนุทินย้ำอีกครั้งว่า ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย อย่ามโนใส่ร้ายพรรค ให้ดูประกาศของพรรคด้วยว่า แจ้งไว้อย่างไร “ไปอ่านคำสั่งของหัวหน้าพรรคที่มีต่อลูกพรรค กรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรีของพรรค ก่อนว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ในการที่จะเอาตัวให้ออกห่าง ไม่ไปข้องเกี่ยวการเลือกตั้ง สว. เพราะฉะนั้นแปลว่าตั้งใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ฉะนั้นอย่าคิดมโนและยัดเยียดข้อกล่าวหาให้พรรคภูมิใจไทย หากสงสัยสามารถสอบถาม และ พร้อมที่จะตอบ ข้อสงสัย ซึ่งทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ” นายอนุทินประกาศด้วยว่า หากใครพาดพิงทำให้พรรคเสียหาย เตรียมใช้สิทธิทางกฎหมายจัดการ ทั้งหมิ่นประมาท แจ้งความเท็จ และละเมิด เพราะต้องปกป้องศักดิ์ศรีพรรคที่มี สส.ถึง 70 คนและคะแนนจากประชาชนกว่าล้านเสียง ล่าสุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ระบุพรรคให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการฟ้องร้อง นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ที่กล่าวหาหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อให้เกิดความเสียหาย จึงมีความจำเป็นต้องปกป้องตนเอง จากการใส่ร้ายบิดเบือน จากฝ่ายการเมืองผู้ไม่หวังดี ที่ดูเหมือนว่ามีเจตนาพิเศษ จ้องจะทำลายพรรคภูมิใจไทย รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้ร้ายพรรคภูมิใจไทย ให้ถึงที่สุดต่อไป ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #อนุทิน
นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย พูดถึงสถานการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนปมชั้น 14 โดยบอกว่าตอนนี้มีแต่ข่าวลือและมีพนันขันต่อกันว่า ถ้าศาลฯ มีคำสั่งว่าทักษิณยังไม่เคยรับโทษจำคุก ปรากฎว่าส่วนใหญ่อยู่ฝั่งหนี และส่วนตัวก็วิเคราะห์ว่านายทักษิณคงหนีแน่ๆ เพราะถ้าอยู่ติดคุกน่าจะอยู่จนตายไม่ได้ออก เพราะไม่เพียง ต้องกลับไปจำคุกในเบื้องต้นเป็นเวลา 1 ปีตามประกาศพระบรมราชโองการอภัยลดโทษเท่านั้น แต่ยังมีผลพวงที่ตามมา นายคมสันไล่ตั้งแต่หากศาลฯ ระบุนายทักษิณไม่ได้รับโทษจำคุก อาจมีความผิดฐานหลบหนีที่คุมขัง มีโทษจำคุก 3 ปี และหากการหลบหนีร่วมกระทำความผิดสามคนขึ้นไปโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี นอกจากนี้อาจต้องร่วมรับผิด ฐานเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และคณะแพทย์ อาจต้องรับโทษ 1 -10 ปี รวมถึงโทษฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในความผิด ต้องรับโทษเพิ่มเติมจาก 1 เท่าหรือสองในสามของโทษที่บุคคลเหล่านั้นได้รับ นอกจากนี้การขอรับพระราชทานอภัยโทษ โดยบอกว่าได้รับโทษจำคุกแล้ว อาจเป็นการบังคมทูลด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เข้าลักษณะการดูหมิ่นไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องระวางโทษตั้งแต่ 3-15 ปี รวมถึงคดีกระทำผิดตามมาตรา 112 ที่ค้างอยู่ในศาลอาญา ต้องระวางโทษ 3-15 ปีเช่นกัน เมื่อรวมๆ ความผิดและระวางโทษในคดีต่างๆ อาจต้องติดคุกเพิ่มขั้นต่ำประมาณ 6-8 ปี หรือขั้นสูงถึง 40-48 ปี ตอนนี้นายทักฺษิณอายุ 75 ปีแล้ว ถ้ารับโทษเต็มๆตามการวิเคราะห์ จะออกจากเรือนจำอย่างเร็วสุดตอนอายุ 83 ปี อย่างช้าสุด 113 ปี นายคมสันบอกยังไม่รวมคดีที่มีผู้อื่นต้องรับผิดอีก เช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือนายกรัฐมนตรี ที่เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย อาจทำให้มีความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน “เมื่อวิเคราะห์แบบนี้ผมเลยไม่พนันกับใคร เพราะถ้าพนันกันผมได้กินแน่ๆ เพราะทักษิณคงไม่อยู่ติดคุกแน่ ตามที่จตุพร พรหมพันธ์ กล่าวไว้กันว่าทักษิณจะไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว หนีแน่เลยครับ”
เมื่อผู้นำทางเศรษฐกิจ–การเมืองรุ่นใหญ่ รวมตัวกันบนเวทีเดียวกลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม จัดเวทีสาธารณะครั้งสำคัญในหัวข้อ“Why Nations Fail – บทเรียนที่ประเทศไทยต้องไม่ล้มเหลว”ระดมนักคิด นักบริหาร นักวิชาการ แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อออกแบบทางรอดของประเทศไทย ท่ามกลางความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจ–การเมืองในปัจจุบัน ⸻ วิทยากรระดับประเทศที่เข้าร่วมเวที• อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ – อดีตนายกรัฐมนตรี• กรณ์ จาติกวณิช – อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง• ดร.วิรไท สันติประภพ – อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย• ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย – กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร• ดำเนินรายการโดยผศ.ดร.เมธินี วิศเวทยานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ⸻ รายละเอียดการจัดงาน• วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2568• เวลา 13.30–16.30 น.• ณ ห้อง 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์• เข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย (สำรองที่นั่งผ่าน QR Code) ⸻ เวทีนี้…ไม่ได้มีไว้แค่ฟัง แต่เพื่อเริ่มคิดร่วมกัน ในวันที่ความเชื่อมั่นของประเทศสั่นคลอนเวทีนี้คือพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนแนวคิดอย่างมีเหตุผลเพื่อไม่ให้ประเทศไทยเดินซ้ำรอยกับประเทศที่ล้มเหลวและเพื่อให้ “โอกาสใหม่” เริ่มจากการ “ตั้งคำถามอย่างถูกจุด”
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความแสดงความเห็นด้วยกับแนวความคิดของนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตประธาน นปช. ที่พูดถึงนายทักษิณ ชินวัตรว่า “ในฐานะที่รู้จักกันมา มีคำแนะนำว่าให้เข้าคุกเหมือนกับคนอื่นดีที่สุด จะเป็นทางที่นายทักษิณไม่ต้องไปเสียชีวิตอยู่เมืองนอก และจะทำให้อยู่รอดได้” หากศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เปิดไต่สวนกรณีชั้น 14 ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 และมีผลให้นายทักษิณไปรับโทษจำคุกใหม่ 1 ปี นายเทพไทบอก สนับสนุนให้ทุุกคนปฏิบัติตามกฏหมาย ถ้าหากนายทักษิณยินยอมปฏิบัติตามหมายศาล คือยินยอมจำคุก1ปี ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งในสังคม ก็ไม่มีความเคลื่อนไหว หรือกระแสกดดันทางการเมือง เพราะผู้ที่ถูกคำพิพากษาทุกคน ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งสิ้น เช่นตนเองถูกศาลจำคุก 2 ปี ไม่เคยได้รับโอกาสลดโทษ ขณะที่นายทักษิณเป็นนักโทษที่โชคดีที่สุด ที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี ซึ่งไม่เคยมีนักโทษคนไหนได้รับพระมหากรุณาธิคุณแบบนี้เลย ถ้าหากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กลับไปจำคุกใหม่ นายทักษิณควรปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมไทยเสียหาย ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อภาพรวมของประเทศ และเชื่อว่าคนไทยที่รักความยุติธรรม และผู้รักความเป็นธรรมยอมไม่ได้ นายทักษิณจะเป็นปัญหาของสังคม จะสร้างความแตกแยก ซึ่งขัดต่อดีลทางการเมืองที่ให้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม 3 ข้อ คือ 1.จะเอาชนะทางการเมืองกับพรรคประชาชนให้ได้ 2.จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้ได้ 3.จะสร้างความสามัคคีปรองดองได้เกิดขึ้นในชาติให้ได้ “ถ้านายทักษิณยังทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน อยู่เหนือกฎหมาย คนไทยทั้งประเทศย่อมไม่เห็นด้วย จะมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน ถ้าเป็นเช่นนี้ ความปรองดอง ความสามัคคีในชาติ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสรุปได้ว่าดีลลับหรือดีลการเมือง ที่นายทักษิณให้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม ล้มเหลวทั้ง 3 ข้อ”
แม้ศาลฎีกาจะตัดสินคดีอาญาไปแล้วเมื่อปี 2560 และอดีตรัฐมนตรีระดับสูงในรัฐบาลยิ่งลักษณ์บางรายถูกจำคุกไปแล้ว แต่โครงการรับจำนำข้าวยังไม่ถึงบทอวสาน เพราะวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นี้ ศาลปกครองสูงสุดจะอ่านคำพิพากษาชี้ชะตา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 35,700 ล้านบาทหรือไม่ คดีนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นทางกฎหมาย แต่นับเป็นบททดสอบทางความรับผิดชอบเชิงนโยบายครั้งสำคัญ ว่าผู้นำที่ผลักดันนโยบายขนาดใหญ่ ควรถูกผูกพันต่อผลเสียหายระดับประเทศแค่ไหน ⸻ ติดคุกแล้ว…แต่คดียังไม่จบ คดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวจบลงด้วยการ • ตัดสินจำคุก น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 5 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ • แต่ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศก่อนวันพิพากษา (27 ก.ย. 2560) • ขณะที่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยฯ ถูกตัดสินจำคุก 42 ปี และ 36 ปี ตามลำดับในคดีระบายข้าวแบบ G2G เท็จ และรับโทษอยู่ในเรือนจำ แม้การรับผิดทางอาญาจะมีคำตัดสินชัดเจน แต่การชดใช้ความเสียหายทางแพ่งและปกครอง ยังไม่จบแต่ก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว ⸻ คดีแพ่ง–ปกครอง: ลุ้นชี้ขาด 23 พ.ค. ปี 2559 กระทรวงการคลังใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. สั่งให้ ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 35,700 ล้านบาท จากความล้มเหลวในการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหายจากโครงการ ปี 2560 ยิ่งลักษณ์ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และในปี 2564 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยิ่งลักษณ์ “ชนะคดี” โดยให้เหตุผลว่า คำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลัง ละเมิดหลักความเป็นธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่ง กรมบัญชีกลางในฐานะคู่ความ ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้นัดอ่านคำพิพากษา ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นี้ ⸻ ไล่เรียงไทม์ไลน์จำนำข้าว: จากนโยบายสู่คดี • ต.ค. 2554: เริ่มโครงการรับจำนำข้าว รัฐรับซื้อในราคาสูงกว่าตลาดโลก…
วันนี้ (20 พ.ค. 68) 10 กรรมการ ที่รมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษฯ ประชุมนัดแรก พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ) หลังแพทยสภามีมติ “พักใบอนุญาตฯ” ปมชั้น 14 จากเหตุให้ความเห็นอาการป่วยทักษิร ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ที่ไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ”ป่วยวิกฤต“ สมศักดิ์มีเวลา 15 วัน ในการตัดสินใจ นับจากวันที่ 15 พ.ค. ที่ได้รับมติแพทยสภา จะรับมติแพทยสภาหรือเลือกใช้เสียงของตัวเอง “เหนือ” คำวินิจฉัยของวิชาชีพ?บทสรุปจากการประชุมกรรมการวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาด
นับตั้งแต่สงครามการค้าระลอกใหม่เริ่มต้น รัฐบาลไทยดูจะใช้ความนิ่งเป็นกลยุทธ์หลัก แทบไม่มีคำเตือนต่อสาธารณะถึงแรงกระแทกที่จะมาถึง ทั้งที่ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีออกมาแถลงเตือนประชาชนตั้งแต่วันแรก ๆ แม้จะเป็นประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ แค่ร้อยละ 10 ในขณะที่ไทยโดนเก็บสูงถึงร้อยละ 36—แต่กลับยังไม่มีคำเตือนหรือความเคลื่อนไหวใดจากผู้บริหารประเทศ ผ่านมาเกือบสองเดือน รัฐบาลยังคงพยายามส่งสัญญาณว่า “ไม่ต้องตื่นเต้น” “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม” “จะมีมาตรการรองรับ” แต่ไม่เคยลงลึกถึง “ความเสียหายที่เป็นรูปธรรม” หรือแผน “เจรจาทางการค้า” กับสหรัฐฯ ที่ยังไม่เห็นแม้แต่เงา กระทั่งวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เสียงเตือนที่จริงจังที่สุดไม่ได้มาจากทำเนียบรัฐบาล แต่จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ⸻ สภาพัฒน์พูดตรง–ไม่แต่งภาพสวย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ แถลงจีดีพีไตรมาสแรกปี 2568 เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่อเนื่อง 3.1% แต่เขาเตือนชัดว่า ตัวเลขนี้เป็นภาพหลอกก่อนพายุ เพราะเกิดจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษี และช่วงเวลาหลังจากนี้จะเริ่มเจอกับ ความผันผวนทางการค้า ความไม่แน่นอนด้านการลงทุน อัตราแลกเปลี่ยนที่สั่นคลอน และผลกระทบที่กระจายทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ “ขอให้ทุกคนระมัดระวัง ทั้งการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไป เพื่อที่จะทำให้เราทุกท่านผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้” – นายดนุชา พิชยนันท์ ⸻ คำเตือนที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่จากรัฐบาล นี่คือคำเตือนระดับชาติที่ควรออกจากปากผู้นำรัฐบาล แต่กลับเป็นหน่วยงานเศรษฐกิจที่ต้องลุกมาพูดแทน ขณะที่รัฐยังคงประคองภาพว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” และยิ่งน่ากังวลกว่านั้นคือ เราไม่รู้เลยว่า รัฐบาลไทยมีแผนรับมือเชิงรุกอะไรกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เพราะไม่มีแม้กระทั่งคำแถลงใด ๆ ว่าจะเริ่มเจรจาเมื่อไร ⸻ เตือนประชาชนเต็มเสียง…ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเบา ๆ สิ่งที่น่าสังเกตคือ ขณะที่เลขาฯ สภาพัฒน์เตือนประชาชนและภาคธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา “ระมัดระวังการดำเนินชีวิตและธุรกิจในช่วงถัดไป” “เตรียมตัวรับมือความผันผวน” ในอีกด้านก็เหมือนสภาพัฒน์ฯ เตือนรัฐบาลเบา ๆ แม้ไม่ส่งเสียงว่า ควรระมัดระวังการใช้จ่ายภาครัฐ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเปราะบาง นี่คือสัญญาณให้รัฐ “คิดก่อนแจก” และอย่าผลักภาระหนี้ให้ประชาชนในอนาคต ที่ก็ต้องระมัดระวังการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลยังสุรุ่ยสุร่าย…ก็คงเกินเยียวยา ———- วิกฤตไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่คือการนิ่งเฉยของผู้นำ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่รุนแรงที่สุดในแง่ตัวเลข แต่คือหนึ่งใน “วิกฤตการสื่อสาร” ที่เงียบที่สุดในรอบหลายปี เพราะรัฐบาลที่ควรส่งสัญญาณ…กลับปล่อยให้ประชาชนเดาเอาเองว่าจะเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่ยังมีเสียงจากเทคโนแครทกล้าเตือน ในวันที่รัฐบาลเลือกจะนิ่งเงียบ
