Author: Writer Publisher

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “มีความพยายามวิ่งเต้นภายในแพทยสภา”นายพิชิต ไชยมงคล เปิดประเด็นร้อนกลางรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ถึงกระบวนการสอบสวนกรณีการใช้ห้องพิเศษชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าอาจไม่ได้ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักวิชาการแพทย์ “มีความพยายามวิ่งเต้นภายในแพทยสภาเพื่อให้การสรุปล่าช้า หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงบางอย่าง” เขาอ้างถึง “หมอทหาร” คนหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทเป็นแม่บ้านในแพทยสภา และมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวทักษิณ โดยได้รับยศ ตำแหน่งอย่างรวดเร็วในรัฐบาลชุดปัจจุบัน พร้อมระบุว่า บุคคลดังกล่าวเสนอให้ตั้ง “อนุกรรมการกฎหมาย” จากคนนอก ซ้อนขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อกลั่นกรองผลสรุปของคณะอนุกรรมการฯ ที่ทำการสอบสวนอยู่เดิม ก่อนส่งให้แพทยสภา “อ้างว่าเพื่อความรอบคอบ จะได้ไม่เกิดการฟ้องร้องในภายหลัง แต่ไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับให้ต้องทำเช่นนั้นเลย” ⸻ “แพทยสภา…กำลังจะกลายเป็นจำเลยของสังคม”พิชิตแสดงความกังวลว่า แนวทางเช่นนี้นอกจากจะถ่วงเวลาแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการสอบสวนก่อนนำเสนอต่อแพทยสภาใหญ่ อีกทั้งยังมีการตีความว่าอาจต้องให้วิทยาลัยการแพทย์เฉพาะทาง “รับรองผลการวินิจฉัย” ซ้ำอีกชั้น “ถ้าแบบนี้เท่ากับช่วยถ่วงเวลา…แพทยสภาจะกลายเป็นจำเลยของสังคม แทนที่จะเป็นผู้ไขปริศนา” เขายังฝากความหวังไว้ที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานอนุกรรมการฯ ว่าจะยืนหยัดบนข้อเท็จจริง และเร่งสรุปผลให้เสร็จโดยเร็ว โดยไม่ปล่อยให้การเมืองเข้ามาครอบงำหลักวิชาการ ⸻ “ทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤต – ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไม่ได้”แม้จะมีความพยายามวิ่งเต้น แต่พิชิตยังเชื่อว่า ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “เว้นแต่จะทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นไสยศาสตร์…ถ้าแพทยสภายืนหยัดบนหลักวิชาการ แพทยสภาก็ต้องตอบให้ได้ว่า ทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤต” เขาตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า เหตุใดทักษิณจึงอยู่ชั้น 14 ได้ถึง 180 วัน? ป่วยวิกฤตจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จริงหรือ? ⸻ “ต้องเรียกทักษิณมาไต่สวน – อย่าให้มีช่องโหว่ทางกฎหมายซ้ำอีก”อีกหนึ่งประเด็นที่พิชิตเน้นคือ การเลื่อนการสรุปผลสอบออกไปอย่างไม่มีกำหนด อาจถูกมองว่าเป็นการ “ถ่วงเวลา” และเรียกร้องว่าต้อง เรียกทักษิณมาไต่สวนด้วยตัวเอง “ก่อนหน้านี้มีคนไปร้องศาลปกครอง ศาลก็ตัดสินว่า แพทยสภาไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามาไต่สวน เป็นช่องว่างทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นควรเรียก แม้ไม่มาก็มีหลักฐานว่าได้เชิญแล้ว” ในตอนท้าย พิชิตยังชี้ว่า การยื่นเอกสารจากกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ต่ออนุกรรมการฯ ในภายหลัง ก่อนการประชุมแพทยสภาเพียงไม่กี่วัน ก็น่าจะหมดอายุความแล้วตามมาตรา 38 ของ พ.ร.บ.แพทยสภา ซึ่งให้ยื่นภายใน 180…

Read More

วันที่ 24 เม.ย. 2568 – กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงความคืบหน้าคดีสำคัญ 3 คดีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน โดยมี พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI พร้อมคณะผู้บริหารร่วมแถลง ณ กระทรวงยุติธรรม ดังนี้: คดีขบวนการลักลอบนำเข้าสุกรแช่แข็ง DSI เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนเครือข่ายลักลอบนำเข้าสุกรแช่แข็งผิดกฎหมาย โดยพบการนำเข้า 161 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่ารวมกว่า 460 ล้านบาท มีการรับเป็นคดีพิเศษรวม 12 คดี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม:• กลุ่ม 1: สินค้าอยู่ระหว่างตรวจสอบที่ด่านศุลกากรแหลมฉบัง มีบริษัทผู้ต้องหา 10 ราย เช่น เดอะ คิวบ์ โลจิสติกส์, มายเฮ้าส์ เทรดดิ้ง และซีเวิร์ล โฟรเซ่นฟูด• กลุ่ม 2: สินค้าออกสู่ตลาดแล้ว มูลค่านำเข้ารวมกว่า 1,566 ล้านบาท พบใบขนสินค้ากว่า 2,300 ฉบับ รับเป็นคดีพิเศษที่ 126/2566• กลุ่ม 3: ขบวนการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด พบผู้ต้องหา 14 ราย รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและการเมือง ส่ง ป.ป.ช. แล้ว คดีนอมินีจีนสร้างอาคาร สตง. กรณี บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ถูกกล่าวหาว่าเป็น “นอมินี” ลักลอบดำเนินธุรกิจต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ โดยมี ชาวจีนชื่อ “จาง” เป็นผู้ควบคุมกิจการ พร้อมผู้ถือหุ้นไทยที่ร่วมสนับสนุนความผิด รวม 4 ราย ขณะนี้ศาลอนุมัติหมายจับและฝากขังแล้ว คดีอยู่ระหว่างสอบสวน นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนการตรวจสอบวัสดุก่อสร้างคุณภาพต่ำ และกรณีฮั้วประมูลที่เกี่ยวข้อง คดีฟอกเงินเชื่อมโยงกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. DSI ดำเนินคดีพิเศษที่…

Read More

“วัชระ เพชรทอง” เปิดศึก! ยื่นหนังสือด่วนถึง “แพทองธาร” เรียกร้องให้ระงับการตัดไม้ตะเคียนทองทั่วประเทศ หลังพบเบาะแสถุงปุ๋ย-กล้ายูคาฯ ภาษาจีนเต็มแปลงท่าชนะ พร้อมตั้ง 6 คำถามถึงรัฐบาล–เหตุใดไม่ให้ชาวบ้านเช่าที่ดินรัฐ? วันที่ 24 เมษายน 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือฉบับเร่งด่วนถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งระงับการตัดไม้ตะเคียนทองในพื้นที่สวนป่าทั่วประเทศ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี กรณีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) โค่นไม้ตะเคียนทองอายุเกือบ 20 ปีทั้งแปลง และนำพื้นที่ไปปลูกต้นยูคาลิปตัสแทน นายวัชระเปิดเผยว่าพบ “เบาะแสสำคัญ” เชื่อมโยงกับทุนจีน โดยในพื้นที่มีถุงปุ๋ยและต้นกล้ายูคาลิปตัสที่มีฉลากภาษาจีน พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของโครงการ และเหตุใดไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เช่าพื้นที่ทำกินบนที่ดินรัฐ 6 คำถามถึงรัฐบาล ที่นายวัชระเรียกร้องให้เร่งตอบภายใน 15 วัน มีดังนี้: สอบสวนการตัดไม้ตะเคียนทองจำนวนมากในสวนป่าท่าชนะ เปิดเผยข้อมูลการจำหน่ายไม้ และรายได้เข้ารัฐ ชี้แจงเหตุผลการปลูกยูคาลิปตัส ทั้งที่มีข้อวิจารณ์ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบแผนขยายพื้นที่ปลูกยูคาฯ เพิ่ม สั่งให้ ออป. ทั่วประเทศยุติการตัดไม้ตะเคียนทองทันที ตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนและบริษัทเอกชน ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ต้นตะเคียนทองที่ถูกตัดนั้นถูกปลูกไว้ตั้งแต่ยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย เพื่อเป็นป่าสาธิตและรักษาทรัพยากรท้องถิ่น แต่กลับถูกตัดเหลือเพียงตอไม้ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ นายวัชระย้ำว่า หากไม่มีความคืบหน้าใน 15 วัน ตนและชาวบ้านจะเคลื่อนไหวต่อ และขอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง พร้อมระบุว่า “หากไม่หยุดตอนนี้…อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปล่อยที่ดินรัฐให้ทุนต่างชาติครอบงำแบบเงียบ ๆ” ⸻

Read More

เพจ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสัญญา กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุด และการแก้ไขสัญญา โดยในเนื้อหาระบุว่า “ตามที่ปรากฏข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) ของอาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของอาคารและอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) ขอเรียนชี้แจงว่า ในการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานแห่งใหม่สตง. ได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับจ้างออกแบบ (กิจการร่วมค้า บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด) ผู้รับจ้างก่อสร้าง (กิจการร่วมค้า ไอทีดี – ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไขน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) และผู้รับจ้างควบคุมคุมงาน (กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด บริษัท ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์จำกัด) ซึ่งกรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือ ขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 สตง. จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ดังนี้ ผู้รับจ้างก่อสร้างมีหน้าที่โดยตรงตามสัญญาที่ต้องดำเนินการก่อสร้างให้ถูกต้องตามข้อกำหนดและเงื่อนไขสัญญารวมทั้งเอกสารแนบท้ายสัญญา (แบบรูปและรายการละเอียด ฯลฯ) โดยผู้รับจ้างก่อสร้างรับรองว่าได้ตรวจสอบและทำความเข้าใจแบบรูปและรายการละเอียด ซึ่งในกรณีดังกล่าวผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับงานสถาปัตยกรรมภายใน จึงได้สอบถาม/ขอความเห็นไปยังผู้รับจ้างควบคุมงาน ผู้รับจ้างควบคุมงานในฐานะตัวแทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือ (Request For Information: RF) เพื่อสอบถาม/ขอความเห็นไปยังผู้รับจ้างออกแบบ ซึ่งทั้งผู้รับจ้างออกแบบและผู้รับจ้าง ควบคุมงานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมตามสัญญาจ้าง ผู้รับจ้างออกแบบให้ความเห็นตามหนังสือ (RF) โดยกำหนดรายละเอียดการปรับแก้ผนังปล่องลิฟท์ (CORE LIFT) จากความหนา 0.30 ม. เป็น…

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ⸻ “ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าแจกเงินดิจิทัล…เท่ากับเป็นผู้ผลักประเทศให้เป็นหนี้มากเกินไป” กลางวงสนทนาเรื่องเงินกู้ 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลอาจใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางพายุสงครามภาษีของ “ทรัมป์” ดร.สมชัย จิตสุชน พูดชัดว่า—ถ้าจะกู้ก็ต้องกู้ แต่ต้อง “ใช้ให้ถูกเรื่อง” และที่สำคัญ “อย่ากู้เพิ่มเพราะนโยบายการเมืองอย่างเงินดิจิทัล” ⸻ กู้…แต่ต้องกล้าเลิกสิ่งที่ไม่จำเป็น “ยังไงก็มีผลกระทบจากสงครามการค้าแน่นอน” เขากล่าวเปิดประเด็น พร้อมย้ำว่าแม้ “ทรัมป์” จะมีท่าทีอ่อนลง แต่ก็คงไม่ใช่ 0% เพราะนั่นคือสไตล์ของเขา “เอาแน่เอานอนไม่ได้” กับทุกประเทศ เช่น จีนที่บอกชัดแล้วว่าจะไม่ถึง 145% แต่ก็ไม่มีทางเป็น 0% ดร.สมชัย จึงมองว่า หากไทยต้องกู้เงิน 5 แสนล้านจริง อย่างน้อยก็ควร “หยุด” นโยบายแจกเงินดิจิทัล ที่กันไว้ 1.5 แสนล้าน แล้วเอาเงินตรงนั้นมาเสริม งบกู้จะเหลือแค่ 3.5 แสนล้าน ไม่เปลืองดอกเบี้ย ไม่พาให้หนี้พุ่ง “ดิจิทัลเลิกไปเถอะครับ กระตุ้นไม่ได้ตามเป้า สร้างแค่คะแนนนิยม อย่าแจกเลย มันแย่มาก เป็นนโยบายการเมือง ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ” ⸻ อย่าขยายเพดานหนี้ถ้ายังไม่จำเป็น ปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะที่ 64% ต่อ GDP ซึ่งหากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน จะเป็น 67% ยังไม่ชนเพดาน 70% ไม่ควรไปพูดว่าจะขยายเป็น 75 หรือ 80% และยิ่งถ้านำเงินดิจิทัล 1.5 แสนล้านมาใช้ด้วย หนี้ก็จะลดลง แต่ถ้าไม่ทำรัฐบาลก็คือคนทำให้ประเทศหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น⸻ ซอฟโลน–ลงทุน–บริโภค ควรเลือกให้คุ้ม สำหรับแผนใช้เงินก้อนใหญ่ 3 ด้าน คือการบริโภค, การลงทุนในประเทศ, และซอฟโลน สมชัยเห็นด้วยกับการกระตุ้นบริโภค แต่ไม่ควรใช้วิธีแจกเงินดิจิทัล “ถ้าจะให้เงิน ควรทำแบบคนละครึ่ง ดีกว่าแจกเปล่า ๆ เพราะประชาชนควักเงินด้วย ได้ผลทางเศรษฐกิจมากกว่า”…

Read More

ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่การทดสอบ Cell Broadcast ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยเสียงเตือนภัยและข้อความจะถูกส่งตรงเข้าสมาร์ตโฟนของประชาชน โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใด ๆ — ทั้งในระดับเล็ก กลาง และใหญ่ ทั่วประเทศ• 2 พ.ค. : ซ้อมในศูนย์ราชการและศาลากลาง 5 จังหวัด• 7 พ.ค. : ซ้อมในอำเภอเมืองของจังหวัดหลัก• 13 พ.ค. : ซ้อมระดับจังหวัด เช่น เชียงใหม่ อยุธยา กรุงเทพฯ ฯลฯ แต่ก่อนที่สังคมจะร่วมชื่นชมกับ “ก้าวใหญ่ของรัฐ” คำถามหนึ่งก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า… แล้วใครจะได้ยินเสียงเตือนนี้บ้าง? ⸻ แจ้งเตือนภัย…แต่ต้องอัปเกรดก่อน ระบบ Cell Broadcast รอบนี้ ใช้ได้เฉพาะ:• สมาร์ตโฟนที่รองรับ 4G หรือ 5G• Android เวอร์ชัน 11 ขึ้นไป• iOS เวอร์ชัน 18 ขึ้นไป แปลให้ชัด:• iPhone ต่ำกว่า 11 = ไม่ได้ยิน• Android รุ่นก่อนปี 2021 ที่ยังไม่อัปเดต = อด• มือถือปุ่มกด = ไม่มีสิทธิ์แต่ต้น รัฐอ้างว่าจะมี SMS สำรองให้มือถือรุ่นเก่า แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่า SMS ช้า ไม่แม่น ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่วินาทีมีค่า ⸻ แล้วต้องใช้มือถือราคาเท่าไหร่ ถึงจะ “รอดทัน”? ลองไล่ราคามือถือที่ “เข้าเกณฑ์” การรับสัญญาณเตือนภัยครั้งนี้: ฝั่ง Android• Xiaomi Redmi 14C 5G (Android 13) – ประมาณ 4,600…

Read More

เป็นข้อมูลจาก ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่ระบุว่างานก่อสร้างภาครัฐมูลค่า 7.8 แสนล้านบาทต่อปี ประเมินว่าถูกคอร์รัปชันไปราว 2 แสนล้านบาท ผ่านการล็อกสเปก ฮั้วประมูล ลดงาน ลดคุณภาพวัสดุและอีกสารพัดกลโกง ทั้ง 2.3 แสนโครงการ ที่รัฐลงทุนไปนั้นล้วนตกอยู่ในวงจรคอร์รัปชันแทบไม่ต่างกัน พร้อมกันนี้ยังแจกแจง “ตัวละคร” ขบวนการเกาะกินวงการก่อสร้างภาครัฐ ที่หลายโครงการสร้างไม่เสร็จ หรือปล่อยทิ้งร้าง ไม่ต่างจากอาคาร สตง. ซึ่งมีทั้ง 1.บริษัทออกแบบ ที่วิ่งเต้นมีผู้อำนาจในหน่วยงาน โดยจ่ายใต้โต๊ะ หรือยอมทำตามคำสั่ง เช่น เขียนล็อคสเปก หรือประเมินราคาสูงเกินจริง เพื่อเป็นเงินทอน 2. บริษัทที่ปรึกษาคุมงานก่อสร้าง ที่ไม่ซื่อสัตย์ ลดวิศวกรหรือคนคุมงาน บางรายสมรู้ร่วมคิดกับผู้รับเหมายอมให้ลดงาน ลดสเปก 3. บริษัทรับเหมาก่อสร้าง จะกอบโกยจากการฮั้วประมูลที่กำหนดราคากลางไว้สูงมาก ทำกำไรเพิ่มจากการลดสเปก ลดคุณภาพงาน รวมทั้งการแก้แบบ ลดปริมาณงาน เพิ่มงาน หรือยกเลิกงานบางส่วนแล้วออกแบบใหม่ 4. ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยราชการ จะบงการรูปแบบโครงการ แก้ไขหรือเขียนโครงการใหม่ ชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อคอร์รัปชันโครงการ ซึ่งอันตรายที่สุดและทำให้ราชการเสียประโยชน์มากที่สุด จากสัญญาที่รัฐเสียเสียเปรียบหรือต้องจ่ายค่าโง่ในอนาคต 5.เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่บ่อยครั้งไปรีดไถผู้รับเหมาเป็นเงินก้อนเพื่อเป็นค่าตรวจงาน ฯลฯ นอกจากนี้หลายโครงการยังต้องเผชิญการชักเปอร์เซ็นต์จาก “นายหน้าขายงาน” และ “ขบวนการจัดฮั้วประมูล” ดังนั้นต้องเร่งรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างฯ ให้มีกติกาเปิดกว้าง แข่งขันเสรี เปิดทางเลือกให้ผู้รับเหมาที่มีศักยภาพ ลงโทษเอกชนที่ไม่ซื่อสัตย์ เปิดข้อมูลอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ใช้ข้อตกลงคุณธรรมอย่างเข้มข้น จริงจัง และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพติดตามตรวจสอบ

Read More

ในวันที่เราสั่งอาหารง่ายแค่ปลายนิ้วมีใครบางคนขี่มอเตอร์ไซด์ตากแดด ลุยฝน เพื่อนำมื้อเย็นมาส่งให้แต่เมื่อแพลตฟอร์มปิดตัว…เขาจะเอาอะไรประคองชีวิต? ไรเดอร์ไม่ต้องต้องการคำขอบคุณทุกคำสั่งซื้อแค่ต้องการให้ระบบเศรษฐกิจที่เขาอยู่—มองเห็นเขาเป็น “คนทำงาน” จริง ๆ ไม่ใช่แค่ฟันเฟืองในอัลกอริทึม หรือสัญลักษณ์บนแผนที่ พวกเขาเป็นแรงงาน…ไม่ใช่อากาศ⸻“ขอบคุณสำหรับวันเวลาดี ๆ ที่ได้สร้างร่วมกัน”คือถ้อยคำอำลาจาก Foodpanda ประเทศไทย ที่จะยุติบทบาทในวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 — แต่ในคำขอบคุณนั้น ไม่มีคำว่า “ไรเดอร์” พวกเขา…คือคนที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้โตแต่กลับไม่มีความหมาย…จนไม่ถูกเอ่ยถึง! ⸻ แพลตฟอร์มที่โตจากแรงของพวกเขา…แต่ไม่เคยเป็น “ลูกจ้าง” Foodpanda เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 ด้วยโมเดล “gig economy” ที่เรียกไรเดอร์ว่า “พาร์ตเนอร์”เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายแรงงาน จากรายงานของ TDRI (2566) พบว่า ไรเดอร์ในไทยกว่า 200,000 คนส่วนใหญ่ไม่มีประกันสังคม ไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำ และไม่มีสิทธิในการเจรจาใด ๆ พวกเขาถูกจัดอยู่ในสถานะ “แรงงานอิสระ”แต่ชีวิตจริงกลับไม่มีอิสระแม้แต่จะกำหนดค่ารอบของตัวเอง ⸻ เมื่อรัฐก็ไม่เห็นว่าเขาเป็น “ลูกจ้าง” 18 เมษายน 2568 ตัวแทนไรเดอร์จากหลายองค์กรแรงงาน ได้ยื่นหนังสือคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.แรงงานอิสระที่กระทรวงแรงงานกำลังผลักดัน โดยชี้ว่า:• กฎหมายฉบับนี้ ผลักไรเดอร์ออกจากความเป็นลูกจ้าง• เปิดช่องให้แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ• ขัดกับมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ระบุชัดว่า “ไรเดอร์คือแรงงานในสถานะลูกจ้าง” แม้กระทรวงแรงงานจะรับปากว่าจะพิจารณา แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าข้อเสนอจะถูกนำไปปรับสาระสำคัญของกฎหมาย ⸻ จากฮีโร่โควิด…สู่แรงงานล่องหน มีตัวตนแต่ไร้สวัสดิการ ในวันล็อกดาวน์ พวกเขาคือคนส่งข้าวให้ถึงบ้านแต่เมื่อแอปเลิก แพลตฟอร์มหาย — ไม่มีใครรับผิดชอบ ไม่มีการโอนงาน ไม่มีการชดเชย ไม่มีแม้ระบบประสานงานหางานใหม่แค่ “หมดหน้าที่” — เหมือนถูกปล่อยทิ้งกลางทาง ถ้าเขาไม่ใช่ลูกจ้าง แล้วเขาเป็นอะไร?ถ้าเขาไม่ใช่แรงงาน แล้วเขาคืออะไร? ⸻ ถึงเวลาเปลี่ยนความเข้าใจ: แรงงานยุคใหม่ก็ต้องมีสิทธิ แรงงานแพลตฟอร์มไม่ควรถูกซ่อนอยู่หลังคำว่า “อิสระ”ในขณะที่พวกเขาทำงานภายใต้คำสั่งจากอัลกอริทึมที่ควบคุมทุกรายละเอียด เขาไม่ใช่แค่ฟันเฟืองของระบบเขาคือ “คนทำงาน” ที่ควรได้รับการคุ้มครองเหมือนพนักงานทั่วไป การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่มีความหมายหากยังยอมให้ชีวิตของคนจริง ๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ⸻เมื่อชีวิตที่ไร้ “สีชมพู” ไม่ควรถูกหลงลืม การปิดตัวของ Foodpanda ไม่ใช่แค่จุดจบของแอปหนึ่งแต่มันควรเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามต่อระบบที่ไม่มีหัวใจ พวกเขาขี่รถส่งอาหารให้เราทุกวันแต่ใครจะส่งความมั่นคงให้พวกเขา…ในวันที่ไม่มีใครเรียกชื่อ?

Read More

เรื่องนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุที่ควรจบด้วยการสำนึกผิดและการเยียวยา…แต่กลับกลายเป็นดรามาที่โยงเข้าสู่เกมเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานี ⸻ เหตุการณ์ต้นเรื่อง: BMW ปาดกระบะ รถ BMW คันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับรถกระบะของลุง–ป้าในจังหวัดปทุมธานี ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บ ลุงซี่โครงหัก ป้าบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ คนขับ BMW ไม่ใช่ใครอื่น—แต่เป็น “พีช” ลูกชายของอดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี และเป็นผู้สมัคร สท.ธัญบุรี เรื่องนี้ร้อนปรอทแตกไม่ใช่แค่เพราะเป็นทายาทบ้านใหญ่ธัญบุรี แต่ยังพัวพันไปถึงการเมืองระดับชาติ เพราะขนาด “ทักษิณ-แพทองธาร” ยังให้น้ำหนัก ไปร่วมงานบวช จนความ “กร่าง” ทำลายอนาคต คลิปที่ปรากฏขับไล่บี้กระบะ “ลุง-ป้า” จนคนโกรธทั้งสังคมได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด แต่เรื่องก็ไม่จบง่าย ๆเพราะคนในสังคม “อิน” ไม่แพ้ “ลุง-ป้า”ไม่เห็นว่า “สำนึกผิด” ไม่ให้ “อภัย” ง่าย ๆ⸻ “กัน จอมพลัง” เข้าช่วย…แต่ในอีกมุมมอง “เกินเบอร์? หลังเกิดเหตุ “กัน จอมพลัง” นักเคลื่อนไหวที่มีภาพจำเรื่องช่วยเหลือประชาชนในเคสร้องเรียนต่าง ๆ ได้เข้าไปมีบทบาท ซัดแรง ประกาศสู้ “อิทธิพลการเมือง” แต่มีบางซีนถูกมองว่า “เกินเบอร์” ในช่วงที่ “พีช” ร่ำไห้คุกเข่าขอโทษหน้าโรงพัก แต่ ”กัน“ ดึงลูกเหยื่อหนี ไม่ให้รับพวงมาลัย อ้าง ”มัดมือชก“ ด้วยสภาพเช่นนี้ทำให้ฝ่ายผู้ก่อเหตุเริ่ม ”ปฏิเสธ“ ที่จะให้ ”กัน“ เป็นคนกลาง แต่กลับถูกฝ่ายผู้ก่อเหตุ “ปฏิเสธ” โดยไม่ยอมให้กันเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ฟาดกลับว่า “กีดกัน” จนเจ้าตัวต้องออกมาตอบโต้ กลายเป็นศึกเพิ่มระหว่างคนกลางกับผู้ก่อเหตุ⸻ จุดพลิกผัน: เงินชดใช้ มาจากฝั่ง “บิ๊กแจ๊ส” “พีช” หอบเงินแสนไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ถูกปฏิเสธเรื่องราวซับซ้อนขึ้น เมื่อคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายผ่าน “มูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง” ก่อนที่จะมีข่าวเปิดตัว “สมชาติ ค้าทันเจริญ” ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีธัญบุรี แข่งกับ “เมียนายกฯ เบี้ยว” ในนามกลุ่ม “NEXT ปทุมธานี” เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามทันทีว่า…

Read More

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภคออกโรงท้วงติงกระทรวงพลังงาน กรณีการลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) จำนวน 5,200 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการประมูลและไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การพิจารณาใด ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงเกินความจำเป็น อาจารย์ประสาท อ้างถึงหนังสือร้องเรียนที่สภาฯ ส่งถึงกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำชี้แจงใด ๆ กลับมา ทั้งที่ข้อเรียกร้องหลักมีสาระสำคัญ 2 ประเด็นใหญ่ และกลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบันที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขคือ… ราคารับซื้อไฟฟ้าแพงเกินจริง:กระทรวงพลังงานชี้แจงว่าราคา 2.18 บาทต่อหน่วยไม่แพงจะส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าถูกลง เพราะกฟผ.รับซื้อทั้งระบบในราคา 3 บาทต่อหน่วย เมื่อซื้อใหม่ในราคา 2.17 บาทต่อหน่วย ค่าไฟก็จะถูกลง แต่อาจารย์ประสาท ชี้ว่าอัตรารับซื้อที่ 2.17 บาทต่อหน่วยนั้นสูงเกินไป หากเทียบกับราคาที่ประเทศอื่นสามารถทำได้ เช่น อินเดียประมูลได้เพียง 1 บาทต่อหน่วย และยังมีกรณี 1.44 บาทที่รวมแบตเตอรี่ซึ่งจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง ส่วนเยอรมันที่มีศักยภาพแสงอาทิตย์ต่ำกว่าประเทศไทย ยังสามารถประมูลได้ในราคาต่ำกว่าคือ 1.83 บาทต่อหน่วย ขณะที่ประเทศแถบทะเลทรายฮารา ราคาประมาณ 0.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น “การประมูลของทั้ง 3 ประเทศที่อ้างาถึงนั้น เกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2567 แต่ของไทยเรากว่าจะได้ขายไฟฟ้ากันจริงก็ประมาณปี 2569-2570 ในขณะที่ต้นทุนการติดตั้งแผงโซลาร์จะมีราคาลดลงประมาณ 8-9% 9 ต่อปี ทำไมเรื่องแค่นี้ กระทรวงพลังงานและ สนพ.ไม่เข้าใจ ไปกินยาอะไรมาถึงได้โคตรวิบัตได้ขนาดนี้?” กระทรวงพลังงานอ้างตรรกะบิดเบี้ยว:อาจารย์ประสาท ตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่เปิดประมูล” และ “ทำไมจึงซื้อแพงกว่าประเทศที่มีศักยภาพแสงอาทิตย์น้อยกว่า” อีกทั้งไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การพิจารณาด้วย ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า หากยังเดินหน้าในราคานี้ ประชาชนจะต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่แพงเกินจริงกว่า 65,000 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา 25 ปี

Read More