Author: Writer Publisher

 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ จับปรากฎการณ์การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ กรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ⁣ ประกาศกลางสภาฯ ว่าเป็นลูกชายคนโตของ⁣นายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ ⁣เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย⁣ ⁣จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน“ โดยนายเทพไทเห็นว่าได้บ่งบอกถึงทิศทางของพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างดีว่า มีแนวความคิดในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการอ้างถึงนายเนวิน และนางกรุณา เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่พูด คือความเห็นของครอบครัวและเป็นจุดยืนของตระกูลชิดชอบ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยืนยันเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ในฐานะ สส.คนหนึ่ง แต่สถานะของนายไชยชนกคือ 1.เป็นเลขาธิการพรรค การแสดงออกทางการเมืองต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมพรรค 2. นายไชยชนกเป็นลูกชายของนายเนวิน ซึ่งเป็นครูใหญ่หรือผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย 3. และการแสดงความเห็นของนายไชยชนก ย่อมบ่งบอกถึงนัยยะทางการเมืองเป็นอย่างดี “การแสดงออกของนายไชยชนกครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เล่นการเมืองเป็น จับกระแสสังคมได้เป็นอย่างดี จนได้รับการชื่นชมจากสังคมอย่างกว้างขวาง และทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นไปด้วย ส่วนที่มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการแบ่งหน้ากันเล่นหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย ที่จะต้องตอบคำถามนี้กับสังคมเอง”

Read More

ประเด็นร่างพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิNo รวมอยู่ด้วยยังเป็นคงร้อนแรง ถึงรัฐบาลจะถอยด้วยการขอเลื่อนวาระไปเป็นสมัยประชุมหน้าก็ตาม โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยอมรับเสียดายที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นโอกาสที่ประเทศจะได้เดินหน้าสร้าง Man-Made Tourism ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไม่ใช่การสร้างกาสิNo ดังนั้น 2 เดือนปิดสมัยประชุม จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้มากที่สุด  ส่วนจะกำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร เพราะ สส.แต่ละพรรคหลายคนไม่เห็นด้วย นายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องอธิบายให้เข้าใจว่าความตั้งใจจริงๆ คืออะไร เพราะเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่แรก ยอมรับที่ผ่านมาการสื่อสารอาจยังไม่เพียงพอ เลยทำให้ถูก บิดเบือน อีกด้านในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย อภิปรายตอนหนึ่งในญัตติด่วนเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เลยไปถึงร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ “กระผม นายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิNo และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆ พ.ร.บ.หลังจากนี้ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เราคิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ผมก็จะไม่พิจารณา” ซึ่งเป็นการแสดงท่าของ สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นถึงเลขาธิการพรรค และเป็นลูกของครูใหญ่เนวิน ชิดชอบของเหล่า สส.ภูมิใจไทยด้วย

Read More

หลังรัฐบาลเลื่อนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สถานบังเทิงครบวงจรออกไปสมัยประชุมหน้า นักวิชาการคนสำคัญอย่างรศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” เตือนประชาชนว่า ”อย่าคิดว่าเขาถอยแล้วจะปลอดภัย เพราะอาจมีการลักหลับตอนประชาชนเผลอ“ อาจารย์ย้ำว่า เสียงของประชาชนคือพลังสำคัญในการคัดค้านนโยบายสาธารณะที่จะสร้างหายนะกับประเทศชาติ จึงขอให้สังคงไม่เงียบส่งเสียงดัง ๆ คัดค้านทั้งกาสิ NOและพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย “ไม่เคยอิจฉา…แต่ไม่อยากเห็นประเทศพัง“ อาจารย์ชิดตะวัน ตอบโต้คำพูดของนายทักษิณ ชินวัตร บิดานายกฯ ที่ระบุคนคัดค้านสถานบันเทิงครบวงจรคือพวกที่อิจฉาริษยาอย่างเผ็ดร้อนว่า ”ไม่อิจฉาทักษิณ ไม่ริษยาใครทั้งนั้น แต่กลัวประเทศพังเพราะอบายมุข“ อาจารย์ย้ำว่าการเปรียบเทียบไทยกับสิงคโปร์เป็นเรื่องไม่เข้าใจบริบทของประเทศ เพราะไทยยังมีปัญหาการคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมาย ”จะลอกกฎหมายสิงคโปร์มาก็ไม่มีวันเหมือน ถ้าแค่บ่อนเถื่อน ยาเสพติดในประเทศยังจัดการไม่ได้ แล้วจะเอาอยู่ได้อย่างไร? ที่ไม่สามารถเชื่อได้ว่าจะ ”เอาอยู่“ เนื่องจากนักการเมืองยังไว้ใจไม่ได้ คอร์รัปชันสูงจนดัชนีการรับรู้ทุจริตไปอยู่อันดับ 107 แต่เรากลับจะเทียบกับสิงคโปร์ที่ดัชนีฯ อยู่อันดับสามของโลก แบบนี้ไม่ใช่วิสัยของผู้ออกนโยบายที่มีคุณภาพ ผู้บริหารประเทศต้องมีองค์ความรู้ด้วย” รายได้มหาศาลของธุรกิจกาสิNO แลกกับหายนะของประเทศ อาจารย์ชิดตะวันเปิดเผยสถิติจากฟิลิปปินส์ว่า รายได้ของสถานบันเทิงครบวงจรสูงถึง 80-90% มาจาก กาสิNO ไม่ใช่โรงแรมหรือร้านอาหาร ”ต่อให้ไม่มีเงิน คนก็จะหาทางหาเงินมาเล่นอยู่ดี นี่คือธรรมชาติของการพนันและคือหายนะของระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าจริง รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย เพราะจะนำมาซึ่งอาชญากรรมร้ายแรง ทำให้นักลงทุนไม่ปรารถนาที่จะลงทุน เช่น ฟิลลิปปินส์ กระทรวงการคลังได้ทำการศึกษาพบว่า อาชญากรรมที่เกิดจากการพนันทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ลดลงถึง 16-26 พันล้านเปโซ อย่างไรก็ตามแม้จะมีผลกระทบมากขนาดนี้รัฐบาลฟิลลิปปินส์ ก็ยังไม่ยกเลิกเพราะมองแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว และอาจจะมาจากรากเหง้าที่ประเทศยังมีการทุจริตรุนแรงด้วย นายกฯ พูดสองครั้งไม่เหมือนกัน “บิดเบือน” หรือเปล่า? อาจารย์ ชิดตะวัน ยังย้อนคำพูดนายกฯ พร้อมตั้งคำถามว่า คนบิดเบือนที่แท้จริงคือนายกฯ หรือไม่ เพราะพูดสองครั้งไม่เหมือนกัน ครั้งแรก 13 ม.ค. 68 ที่พิจารณาเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายนี้บอกเหตุผลสามประการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มการลงทุน และแก้ปัญหาบ่อนผิดกฎหมาย แสดงว่าให้คนไทยเข้าได้ ต่อมา 27 มี.ค.68 กลับอ้างส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเดียว ทำไมถึงพูดไม่เหมือนกัน เป็นนายกฯ…

Read More

ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “กาสิโนถูกกฎหมาย” จำนวน 35 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 23 คน และบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ อีก 12 คน การอภิปรายในที่ประชุมใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่ช่วงค่ำจนเกือบเที่ยงคืน สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของประเด็นนี้ในสังคมไทย สำหรับคณะกรรมาธิการชุดนี้มีชื่อบุคคลที่น่าจับตาหลายคน ทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ อดีตผู้พิพากษา นักเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงอดีตข้าราชการระดับสูง โดยจะมีกรอบเวลาศึกษาเรื่องนี้ภายใน 180 วัน ก่อนส่งข้อเสนอแนะต่อไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายชื่อคณะกรรมาธิการ: ผสม ส.ว. – ผู้เชี่ยวชาญ ในฝั่งสมาชิกวุฒิสภา 23 คน มีทั้งผู้เสนอญัตติและอดีตข้าราชการระดับสูง ขณะที่ในฝั่งผู้เชี่ยวชาญภายนอก 12 คน ก็มีบุคคลชื่อดังอย่าง นายแก้วสรร อติโพธิ, ศ.วุฒิสาร ตันไชย, รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล และนายคำนูณ สิทธิสมาน ร่วมด้วย ที่มาของญัตติและข้อถกเถียงในสภา ญัตติหลักที่นำมาสู่การตั้ง กมธ. วิสามัญครั้งนี้ มาจากนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ส.ว. ที่เสนอให้มีการศึกษาการเปิด “เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” โดยเขาระบุว่าเสนอญัตตินี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และใช้เวลาร่วม 8 เดือนจึงได้รับการพิจารณา โดยคาดว่ารัฐบาลเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในไม่ช้านี้ ด้านนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย ส.ว.อีกคนที่เสนอญัตติร่วม ชี้ว่าแม้รัฐบาลจะเลื่อนการพิจารณาร่างกฎหมายออกไป แต่ก็ยังไม่ถอนเรื่อง จึงจำเป็นที่วุฒิสภาจะต้องศึกษาอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตอย่างเผ็ดร้อนว่า “เมื่อใดที่รัฐบาลพูดถึงการเปิดบ่อน แปลว่ารัฐบาลกำลังจนตรอก” ขณะที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา โดยแสดงความห่วงใยต่อความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคม พร้อมเปรียบเทียบว่าเรื่องนี้เริ่มมีลักษณะคล้ายกับกรณีนิรโทษกรรมสุดซอย โดยเตือนว่าความขัดแย้งเชิงศีลธรรมอาจบานปลายหากไม่ดำเนินการอย่างรอบคอบ “สมชาย แสวงการ” จี้ ส.ว.แสดงจุดยืนให้ชัด ล่าสุด วันที่ 9 เมษายน นายสมชาย…

Read More

“กระผม นายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิNo และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆ พ.ร.บ. แม้กระทั่งของพรรคภูมิใจไทย…” ไชยชนก ชิดชอบ สส.-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศกลางสภาฯ ไม่มีวันเห็นด้วย “กาสิNo” 9 เม.ย.68

Read More

”รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำไป ผลกระทบจะเกิดอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลยังไร้แผนรับมือและเยียวยา เงินดิจิทัลต้องยกเลิกนำงบกว่า 1.5 แสนล้านบาทมาพยุงเศรษฐกิจ วิกฤตมาถึงหน้าบ้านแล้วแต่รัฐบาลยังช้าอยู่“-ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน “ผลกระทบจะมาเร็วมาก แต่รัฐบาลยังไม่มีแผน” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนเสียงเข้มผ่านรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ในขณะที่ไทยยังไม่ได้เริ่มเจรจาอย่างจริงจังกับสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามภาษีที่ทรัมป์จุดไฟ เธอย้ำชัดว่า รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป และ “งบที่ควรใช้เยียวยาเศรษฐกิจตอนนี้ กลับเอาไปผูกไว้กับวอลเล็ตดิจิทัล ที่ไม่ตอบโจทย์ยามวิกฤต เงินดิจิทัลยังเหลืออีกประมาณ 1.5 แสนล้าน ต้องพับแล้วเอามาใช้ในวิกฤตครั้งนี้” เธอเสนอให้ปรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 ใหม่ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อเอางบมารองรับการเยียวยาเศรษฐกิจที่กำลังจะโดนซัดแบบระลอกใหญ่ คำสั่งซื้อถูกระงับ – แรงงานเริ่มโดนลดโอที แม้รัฐบาลจะเริ่มแถลง 5 มาตรการรับมือศึกภาษี แต่ในสายตาศิริกัญญา มันยังไม่พอ และช้าเกินไป “คำสั่งซื้อจากต่างประเทศถูกระงับชั่วคราวหมดแล้ว เพราะความไม่แน่นอนเรื่องภาษี ลูกโซ่ที่กระทบจะไปถึงแรงงาน ค่าจ้างจะลด โอทีจะหายและสุดท้ายคือ ‘เลิกจ้าง’” เธอย้ำว่า ผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขการส่งออก แต่มันจะกระแทกเข้าโครงสร้างเศรษฐกิจ – สะเทือนไปถึง SMEs และซัพพลายเชนทั้งหมด อย่ารอให้ GDP โตแค่ 1% รัฐบาลยังเชื่อว่า GDP ปีนี้จะไม่กระทบ แต่ศิริกัญญาชี้ว่า ถ้ายังไม่ขยับ เราอาจไม่แตะ 2% ด้วยซ้ำ “ถ้าไม่รีบเจรจา ไม่รีบกระตุ้นเศรษฐกิจ เราอาจได้เห็น GDP โตแค่ 1% จริง ๆ ต้องถามว่าใครบรีฟนายกฯ ทำให้ออกมาพูดว่า GDP จะไม่ได้รับผลกระทบ…รัฐบาลต้องทำพร้อมกัน ทั้งเจรจาและออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที” และถึงเวลานั้น – จะต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งอาจกระทบเพดานหนี้สาธารณะให้ทะลุเกิน 70% ได้ จึงต้องพิจารณาทุกงบอย่างเข้มข้น ไม่ใช่ผูกเงินไว้กับโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะเงินที่ต้องใช้เป็นแพ็กเกจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะมีจำนวนหลายแสนล้านบาท “วอลเล็ตต้องพับ เก็บกระสุนไว้ใช้เมื่อเศรษฐกิจต้องการจริง ๆ ตอนนี้วิกฤตมารอหน้าบ้านแล้ว” พลาดเวทีอาเซียน = เสียโอกาสทั้งภูมิภาค สิ่งที่ทำให้เธอผิดหวังไม่แพ้กัน…

Read More

ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือที่สังคมเรียกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า “ร่างกฎหมายกาสิโน” กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 2568 จนรัฐบาลต้องรีบ “ถอนฟืนออกจากกองไฟ” ท่ามกลางกระแสต้านอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ยังอยู่…คือ “ไม้ขีดไฟ” ที่ถืออยู่ในมือ พร้อมจุดไฟกองเดิมขึ้นมาอีกครั้งในสมัยประชุมหน้า ⸻ เร่งรัดหลังศึกซักฟอก แรงต้านสะท้อนกลับ• 27 มีนาคม 2568 เพียงหนึ่งวันหลังการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมีมติ “เห็นชอบ” ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่เคยอยู่ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และไม่มีในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาล• 3 เมษายน 2568 สถานการณ์เริ่มเดือดในสภา — ฝ่ายค้านอภิปรายคัดค้านอย่างหนักในวาระเร่งด่วน บรรยากาศตึงเครียดจน ต้องพักการประชุมกลางคัน เหตุควบคุมการประชุมไม่ได้ ขณะที่ประธานสภาฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ถูกถล่มยับไม่เป็นกลาง• ขณะเดียวกัน กระแสสังคมก็ปะทุอย่างฉับพลัน นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน กลุ่มศีลธรรมทางสังคม ไปจนถึงคนทั่วไป เริ่มตั้งคำถามต่อ “กฎหมายบันเทิงครบวงจร” ที่มีหัวใจเป็น “กาสิ NO” และใช้คำว่า “ครบวงจร” มาอำพราง• 9 เมษายน 2568 ถูกกำหนดเป็นวันบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาในสภา แต่สุดท้ายก็ถูก “ถอนออก” อย่างกะทันหันในวันที่ 8 เมษายน ⸻ คลื่นใต้ภูเขาน้ำแข็ง: ทักษิณ – พรรคร่วม – เสียงสะกิด ในช่วงเวลาที่รัฐบาลดูเหมือน “ถอย” แต่คลื่นการเมืองเบื้องหลังก็แรงไม่แพ้กัน มี กระแสข่าวหนาหู ว่า ทักษิณ ชินวัตร บิดานายกรัฐมนตรี มีบทบาทกดดันพรรคร่วมรัฐบาลให้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ หากไม่ยอมร่วมผลักดัน อาจ “ถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล” ข่าวลือนี้แรงพอจน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นักการเมืองอาวุโส ต้องออกมาเตือนผ่านสื่อว่า “พรรคร่วมรัฐบาลไม่ควรทนกับคนที่ไม่ให้เกียรติ” สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศ “เลื่อนพิจารณาร่างกฎหมายออกไปก่อน” โดยให้เหตุผลว่า “รัฐบาลรับฟังประชาชน” และ “ต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องด้วยใจ ไม่ใช่แค่ตามมติ” นั่นแสดงให้เห็นรอยปริร้าวในประเด็นนี้ภายในพรรคร่วมรัฐบาลหรืออาจเป็นเพียงแค่การประวิงเวลา เพื่อให้สถานการณ์คลายความร้อนแรง! ⸻ ถอยเพื่อรุกใหม่? แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเลื่อนเพื่อชี้แจงความเข้าใจ…

Read More

ในประเทศที่ใครหลายคนยอมเชื่อคนที่ดูมี คนที่ดูรวย คนที่ดูมีอำนาจแค่ขับรถหรู พูดจามั่นใจ อ้างว่ารู้จักนายกรัฐมนตรี พ่อนายกฯ ไปจนถึงเบื้องสูง…เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็น “คนที่ใคร ๆ ก็อยากรู้จัก” คดี “ไฮโซเก๊” ที่หลอกหญิงสาวหลายคน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่มันคือเรื่องจริงซ้ำ ๆ ที่บอกเราว่า สังคมไทยยังหลงใหลใน “เปลือก” จนลืมมอง “แก่น”และคนอย่างเขา—ไม่ได้แค่โกหกเก่งแต่ เข้าใจโครงสร้างของสังคมไทยอย่างถ่องแท้ชอนไชเข้าไปถึงความฟอนเฟะแห่งจิตวิญญาณที่เงินตรา อำนาจ เป็นใหญ่อยากได้ ใคร่มี ด้วยเงินคนอื่นสุดท้ายเจอของปลอม แต่กลับบอกตัวเองเป็น ”เหยื่อ?“⸻ ไฮโซเก๊ไม่ใช่คนแรก…แต่คือผลผลิตของระบบที่คลั่งเปลือก ในสังคมที่ชื่อเสียงเสมือนทุนความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจถูกมองว่าเป็น “ใบเบิกทาง”ใครพูดดจาดี มีบุคลิกเหมือนคนมีเส้น—มักได้รับความเชื่อถือมากกว่าคนธรรมดาที่พูดความจริง “ไฮโซเก๊” ไม่ได้เริ่มต้นจากเงินแต่เริ่มจาก การแสดงความเป็นคนที่ “ดูเหมือนจะมี”อ้างว่า “รู้จักนายกฯ”บอกว่า “สนิทกับเบื้องบน”แว่วว่า “จะได้เป็น รัฐมนตรีช่วยฯ เร็ว ๆ นี้”มีรถนำขบวน…และที่สำคัญ—มีบัญชีธนาคารที่โชว์ยอดเกิน 100 ล้านบาทแน่นอนว่า…ไม่น่าจะใช่ของจริงแต่แล้วไง…ใครแคร์ เพราะเห็นแค่ตัวเลขก็ตาลุกวาวแล้ว เมื่อภาพลักษณ์สร้างความจริงของเก๊ที่จัดวางดีพอ…ก็ขายได้ในประเทศนี้นี่คือความน่าเศร้า…ที่เราควรเรียนรู้มากกว่าดรามาความรักกับการกร่นด่า ”ไฮโซเก๊“⸻ ต้องพูดความจริงกันว่า…”หนังหน้า“ ของไฮโซเก๊ไม่น่าจะหลอกใครได้แต่หนังหน้าติดอำนาจต่างหาก…ที่ใคร ๆ ก็พร้อมศิโรราบโดยลืมที่จะตั้งคำถาม เรากำลังอยู่ในสังคมหลงเปลือกเราอาจจะพูดว่าเหยื่อ “ถูกหลอก”แต่ในหลายกรณี—เหยื่อบางคนอาจ “ยอมให้หลอก”เพราะหวังว่าได้แฟนรวยหวังว่าจะได้ก้าวกระโดดทางสังคมหวังว่ารักกับคนที่มีเส้น อาจเปิดโอกาสให้ชีวิตเปลี่ยน นี่ไม่ใช่การซ้ำเติมเหยื่อแต่เป็นการสะท้อนมุมมืดที่ซ่อนอยู่ในใจหลายคนคิด…หลายคนตั้งคำถาม แต่ไม่กล้าพูดเพราะในนามของ ”เหยื่อ“ จะถูกมองด้วยความ ”เห็นใจ“ เสมอ⸻ นอกจาก ”เงิน“-”อำนาจ“ ก็คือสิ่งหอมหวนการอ้างว่า “รู้จักนายกฯ” หรือ “ใกล้ชิดเบื้องบน”เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงในประเทศนี้เพราะคนจำนวนมากถูกฝังหัวมาว่าอำนาจ คือสิ่งที่ไม่ควรถูกตั้งคำถามและใครที่ใกล้ชิดกับอำนาจ…คือคนที่ควรเคารพโดยอัตโนมัติ ไฮโซเก๊จึงสามารถใช้ชื่อผู้มีอำนาจเป็น “โล่”สร้างตัวตนเทียมที่ไม่มีใครกล้าสงสัยและเมื่อระบบไม่สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้ทันหรือไม่ทันคิดที่จะตรวจสอบ“การรู้จักคนมีอำนาจ” จึงกลายเป็นทุนชนิดหนึ่งในตลาดมายาคติ ⸻ ความฟอนเฟะที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ในคดี…แต่อยู่ในโครงสร้างสังคม สังคมที่วัดคุณค่าคนจาก “ของที่ใช้”“คนที่รู้จัก”“ชื่อที่เอ่ยถึงได้”คือใบเบิกทางให้ ”ไฮโซเก๊“ ใช้เป็นสะพานในการหลอกลวง และเมื่อเราโอบรับวัฒนธรรม “ดูดีไว้ก่อน”คนที่ไม่มีของแท้ ก็เพียงแค่…ลงทุนกับการสร้างภาพ ถ้าเราเชื่อว่ารถนำขบวน = อำนาจเชื่อว่าแบรนด์เนม = ฐานะเชื่อว่าใกล้ชิดเบื้องบน = น่าไว้ใจเราก็แค่รอวันโดนหลอกอีกครั้ง ในรูปแบบใหม่เท่านั้นเอง ⸻ คำถามที่ยังค้างอยู่ ไฮโซเก๊ไม่ใช่แค่ “คนโกง”แต่คือ “กระจก”ที่สะท้อนกลับมาให้เห็นว่า สังคมเรายังบูชาภาพลักษณ์จนลืมตั้งคำถามกับความจริง และบางที…แง่มุมที่ให้เราเรียนรู้อาจไม่ใช่เพราะเขาหลอกเก่งแต่อาจเป็นเพราะคนจำนวนไม่น้อยในสังคมหลงเปลือก…อยากได้…จนหน้ามืดตามัวใช่มั้ย? เพราะฉะนั้น…ถ้าเขาคือมิจฉาชีพ—แล้วคนที่หวังเงินจากเขาในนามของความรัก…จะเรียกว่าอะไร? ⸻

Read More

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับการเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มี กาสิNo รวมอยู่ด้วยมาตลอด วันนี้ยังคงพูดถึงสาเหตุที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ขอเลื่อนร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ ไปในสมัยประชุมหน้า ทั้งที่ก่อนหน้าเร่งรีบผิดปกติ โดยนายเทพไทตั้งข้อสังเกต 7 ข้อในเรื่องนี้ว่า 1.เป็นการซื้อเวลา เพราะกระแสคัดค้านกำลังร้อนแรง และขยายผลไปทั่วทั้งประเทศ มีกลุ่มต่างๆ เปิดหน้าคัดค้านชัดเจน และม็อบคัดค้านกำลังเกิดขึ้นในต่างจังหวัด 2.ข้ออ้างเรื่องการเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาประเทศใหม่ ว่าเห็นความสำคัญของแผ่นดินไหว และกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา น่าจะเป็นข้ออ้างเพื่อแก้เกี้ยวมากกว่า 3.คือเกิดความเห็นต่างในพรรคร่วมรัฐบาล จึงเจรจากับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และได้ข้อยุติว่าให้เลื่อนไปก่อน 4.เมื่อประเมินความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วพบว่า มีหลายพรรคไม่สบายใจกับข่าวปล่อย เรื่องนายทักษิณข่มขู่ว่าพรรคร่วมรัฐบาล จะเสียหายไปถึงนายทักษิณ 5.ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดว่าสามารถรวบหัวรวบหาง ผลักดันกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ โดยไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ 6.ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว มีแนวโน้มว่าม็อบจะจุดติด และจะนำมาเป็นเงื่อนไขล้มรัฐบาล จึงถอนฟืนออกจากกองไฟก่อน รอให้กระแสคัดค้านลดลง ค่อยประเมินสถานการณ์ใหม่ 7. ถ้าถอนวันนี้รัฐบาลจะเสียหาย เป็นความพ่ายแพ้ จึงเปลี่ยนมาเป็นเลื่อนออกไปก่อน แล้วค่อยถอนออกไปในภายหลัง เพื่อหาทางลงให้กับรัฐบาลที่สวยงามกว่านี้ “มวลชนกลุ่มผู้คัดค้าน อย่าชะล่าใจเด็ดขาด ต้องเฝ้าระวังอย่างกระชั้นชิด เพราะรัฐบาลถอยแต่ไม่ได้ถอน เลื่อนแต่ไม่ได้ยกเลิกแนวความคิดเปิดกาสิNo แต่อย่างใด”

Read More

สงครามภาษีสหรัฐฯ กำลังทดสอบแพทองธาร…แต่ใครคือหัวหน้าทีมเจรจา? ใครคือผู้กุมสภาพเพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนจากผลกระทบทั้งระยะสั้น กลางและยาว? “มากกว่าสุนทรพจน์คือภาวะผู้นำ ถ้าแพทองธารกุมสภาพไม่ได้ ประเทศจะปั่นป่วนจากสงครามภาษี” — รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เมื่อรัฐบาลไทยเปิดแผนรับมือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 36% โดยเคาะ 5 มาตรการเจรจาใช้คำสวย ๆ ว่า Win-Win และยืนยันว่า “ทำเพื่อผลประโยชน์ของไทย” ไม่ใช่เพราะถูกขู่บีบ แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างอยู่คือ— ผู้นำประเทศอยู่ตรงไหนในสมการนี้? ⸻ มีแผน มีทีม แต่ไม่มีผู้นำ “ขึ้นเวที” การแถลงของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ วางภาพรวมของแนวทางเจรจาได้ดีในระดับหนึ่ง ทั้งการหาช่องทางนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มเติม, การลดกฎระเบียบซ้ำซ้อน, การป้องกันสินค้าจีนทะลักผ่านไทย และการมองหาช่องลงทุนในสหรัฐฯ แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่ปรากฏบทบาทชัดเจน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร วิเคราะห์ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ของ The Publisher ว่า “ที่ผ่านมาเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่เตรียมการไว้แล้ว แต่ตอนนี้คือเรื่องของประเทศโดยตรง เป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของแพทองธารว่าจะกุมสภาพตกลงกับทุกภาคส่วนให้เห็นตัวเลข ยุทธศาสตร์ และจุดยืนร่วมกันได้หรือไม่” ⸻ การไม่ไปอาเซียน = พลาด “แต้มต่อ“ สำคัญ ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่นายกฯ ไทยไม่เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่นายกฯ มาเลเซีย เชื้อเชิญ ทั้งที่จัดขึ้นเพื่อแสดงจุดยืนร่วมในการรับมือกับมาตรการภาษีจากสหรัฐ “เวทีอาเซียนคือ leverage สำคัญในการต่อรองกับสหรัฐฯ จีน และอินเดีย แต่ไทยกลับพลาดโอกาสนี้ไป อาจเพราะไม่มีตัวเลข ไม่มีข้อเสนอ หรือเกรงว่านายกฯ จะผิดพลาดในการเจรจา” — รศ.ดร.ปณิธาน ⸻ เตือนแล้ว…แต่รัฐบาลยังขยับช้า แม้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะชี้แจงว่าได้เตรียมการมานานกว่า 2 เดือน แต่ รศ.ดร.ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า “รัฐบาลบอกเตรียมมา 2–3 เดือน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเสนออะไร ยังไม่มีข้อสรุปภายใน ทั้งที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าไทยจะโดนภาษี 10% แต่ความจริงคือโดนไป 36% แล้ว” การขยับช้าในระดับรัฐ อาจไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่คือ “ปัญหาภาวะผู้นำ”…

Read More