- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ยืนยันแล้วว่าฝ่ายค้านไม่เห็นชอบกับร่างร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในวันพรุ่งนี้ (9เม.ย.)เหตุผลคือคือความเร่งรีบจนผิดปกติ ไม่รอการศึกษาอย่างรอบคอบ อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ พร้อมยกตัวอย่างนโยบายหาเสียงของอดีตพรรคก้าวไกลในเรื่องนี้โดยมีเงื่อนไขว่าต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ “โดยธรรมเนียมหากร่างถูกส่งมาจากคณะรัฐมนตรี และไม่ผ่านสภาฯ นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาฯ เพราะหมายความว่าไม่สามารถควบคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้แล้ว” นายปกรณ์วุฒิเตือน ทั้งนี้ประธานวิปฝ่ายค้านไม่วิจารณ์กระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร ขู่พรรคร่วมรัฐบาลหากไม่โหวตเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวจะขับพ้นรัฐบาล เพียงแต่บอกได้ยินมาว่าบางพรรคก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ทราบว่ามีการต่อรองกันในการลงมติหรือไม่ ส่วนที่มีผู้ชุมนุมมากดดันไม่เอาร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น นายปกรณ์วุฒิบอก เป็นอีกสิ่งที่รัฐบาลควรกลับไปคิดว่าจำเป็นต้องเร่งรีบผ่านกฎหมายในวาระ 1 ในวันพรุ่งนี้หรือไม่ รัฐบาลจะรับฟังเสียงของผู้ออกมาเรียกร้องมากแค่ไหน การใช้เสียงข้างมากเร่งรีบ ที่จะใช้เสียงข้างมากในสภาฯ กลบเสียงข้างนอก ซึ่งหลายครั้งก็ไม่ได้ผล บางครั้งทำให้เสียงข้างนอกดังขึ้นด้วยซ้ำ พร้อมย้ำอยากให้รัฐบาลรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ต่อต้านอย่างรุนแรงจากสังคม
โดยสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. 58 คน ทำมือเป็นสัญญลักษณ์รูปกากบาท ประกอบแถลงคัดค้านการนำร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิNo รวมอยู่ด้วยเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) โดยเห็นว่าเป็นการเร่งรัด ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง รวมถึงไม่ได้จัดทำประชามติ ทั้งที่ในกฎหมายประชามติ ระบุชัดหากเรื่องใดที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสำคัญของรัฐ หรือกิจการที่กระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน ควรจัดทำประชามติก่อน จึงถือเป็นการเพิกเฉย ต่อกฎหมาย และขาดความชอบธรรม จากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งนี้ สว.กลุ่มนี้เห็นว่าการพนันเป็นอบายมุขที่ขัดต่อหลักศีลธรรมของสังคม ส่งผลกระทบต่อเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง ทำให้เกิดปัญหาสังคม รวมถึงไม่ใช่เครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางสังคมที่สูง ไม่ใช่การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่แท้จริง นอกจากนี้อาจถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงิน และสนับสนุนธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นจึงเสนอให้หยุดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ และถอนออกจากระเบียบวาระทันที “หากพรุ่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรโหวตรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภาจะเข้าชื่อการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ชหรือศาลรัฐธรรมนูญ ในความผิดจริยธรรมต่อไป” นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ตัวแทน 58 สว.กล่าว ทั้งนี้พวกเขาอ้างว่ามี สว.ที่ คัดค้านกว่า 90% มีเพียง 5-6 คนเท่านั้นที่ยังเห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว
หลังนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นักการเมืองพรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า “ไม่เห็นใครเดินขบวนต้านบ่อนเถื่อนทั่วกรุงเลย แต่พอรัฐจะสร้างกาสิ NO นำรายได้มาพัฒนาชาติ กลับดิ้นค้านใหญ่ คุณปกป้องบ่อนเถื่อนรึเปล่า?“ ทำเอาถูกกระแสตีกลับไม่น้อย ทั้งในโพสต์ของตัวเองก็ถูกทัวร์ลงยับ โดยส่วนใหญ่แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน การปราบบ่อนเถื่อนเป็นหน้าที่ของรัฐบาล บางรายระบุการเดินขบวนเป็นสิทธิพลเมือง การปราบอบายมุข เป๋นหน้าที่ตามกฎหมาย ถามกลับไปที่รัฐบาลว่าทำหน้าที่หรือยัง และมีบางความเห็นกระทุ้งแรง ๆ ว่า คิดก่อนโพสต์ ล่าสุด รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมแนบโพสต์ “กิตติรัตน์” ระบุว่า การขจัดบ่อนเถื่อนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่หน้าที่ประชาชน ที่จะเดินขบวนต้านบ่อนเถื่อนถ้าคุณกิตติรัตน์จะนำเดินขบวนต้านรัฐบาลที่ละเลยไม่ขจัดบ่อนเถื่อนพวกเราจะร่วมด้วยครับ“
ดอนเมือง – พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมส่งพี่น้องชาวใต้กว่า 300 ชีวิต เหินฟ้ากลับบ้านในโครงการ “พาคนใต้กลับบ้าน” ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 พร้อมย้ำจะผลักดันให้เป็นกิจกรรมประจำปี ทั้งช่วงปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน บรรยากาศเช้าวันนี้ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเต็มไปด้วยความอบอุ่นและคึกคัก เมื่อพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการเดินทางมาลงทะเบียนขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน โดยเที่ยวบินในวันนี้มีทั้งหมด 4 เที่ยว จากสายการบินแอร์เอเชีย แบ่งเป็น ดอนเมือง–หาดใหญ่ 2 เที่ยว และดอนเมือง–สุราษฎร์ธานี กับดอนเมือง–นครศรีธรรมราช อย่างละ 1 เที่ยว รวมทั้งสิ้น 320 ที่นั่ง บิ๊กโจ๊กเปิดเผยว่า โครงการนี้ไม่ได้จัดเพียงครั้งเดียวแล้วเลิก แต่จะเป็น “กิจกรรมปฏิทิน” ที่จัดต่อเนื่องทุกปี ในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) จะมีพี่น้องชาวใต้อีกกว่า 300 คน เดินทางกลับบ้านผ่านรถบัสวีไอพี 7 คัน โดยนัดรวมตัวที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ถนนกาญจนาภิเษก เวลา 18:00 น. และขบวนรถจะออกพร้อมกันในเวลา 21:00 น. ซึ่งตนเองจะเดินทางไปส่งด้วยตัวเองอีกครั้ง “นอกจากเดินทางฟรี ยังมีขนม น้ำดื่ม และอาหารบริการระหว่างทาง ถือเป็นความตั้งใจของสมาคมที่จะช่วยลดภาระประชาชน เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ ค่าครองชีพสูงมาก โครงการนี้จะช่วยได้ไม่มากก็น้อย” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว จากการพูดคุยกับผู้โดยสาร หลายคนกล่าวขอบคุณโครงการที่ช่วยให้พวกเขาได้กลับไปกราบพ่อแม่ผู้สูงอายุในช่วงปีใหม่ไทย หนึ่งในผู้โดยสารกล่าวว่า หากต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเองต้องเสียเงินหลายพันบาท ทำให้มีเงินเหลือไปดูแลครอบครัวได้มากขึ้น ขณะที่ผู้โดยสารชาวมุสลิมจากจังหวัดนราธิวาส เล่าว่าถึงแม้จะลงเครื่องที่หาดใหญ่ ไม่ใช่ปลายทาง แต่ก็สามารถต่อรถกลับบ้านได้สะดวก และประหยัดเงินได้อย่างมาก ในเที่ยวบินวันนี้ ยังมีข้าราชการบางส่วนเข้าร่วมโครงการ หนึ่งในนั้นคือข้าราชการตำรวจที่เดินทางพร้อมภรรยา เขากล่าวว่า โชคดีที่ไม่ตรงกับช่วงเข้าเวร จึงได้โอกาสกลับบ้านก่อนเทศกาล และดีใจที่ได้กลับไปไหว้พ่อแม่หลังจากไม่ได้กลับมานาน สำหรับโครงการ “พาคนใต้กลับบ้าน” จัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 4 โดยเริ่มต้นครั้งแรกในช่วงโควิด-19 ด้วยการเช่ารถตู้รับผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา ก่อนจะพัฒนาเป็นโครงการใหญ่ในช่วงสงกรานต์ปี 2567 และเทศกาลปีใหม่ 2568 จนถึงครั้งล่าสุดในสงกรานต์ปีนี้ สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยืนยันว่า โครงการนี้จะเดินหน้าต่อไป…
กรณีไฮโซเก๊หลอกดาราสาวบานปลายไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการเมืองอย่างนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงยืนยันแชทที่ไฮโซเก๊แอบอ้างกับ คะน้า ริญญารัตน์ ดาราสาวว่าได้หารือกับนายกรัฐมนตรีผ่านแชทไลน์และนำไปสู่การขอให้โอนเงินค่าไวน์นั้นไม่เป็นความจริง โดยบอกแชทไลน์ดังกล่าวไม่ใช่ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นการปลอมแปลงขึ้นมา อีกทั้งในจำนวนที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่มีชื่อไฮโซเก๊คนดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งตัวแทนไปแจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์กรณีดังกล่าวแล้ว นอกจากนายกฯ ที่ถูกแอบอ้างชื่อแล้ว ยังมีแชทที่อ้างว่าเป็นผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ และแอบอ้างเบื้องสูงอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดมีการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีไฮไซเก๊คนดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามหลังตำรวจเชิญตัวไปสอบปากคำ ปรากฎว่าไฮโซเก๊กระโดดตึกจากชั้น 3 สน.โคกครามจนได้รับบาดเจ็บ
คำถามสำคัญ…ยังมีอะไรสำคัญกว่าการเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่? ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่า “ไทยหลุดวง” เพราะ “ไม่ถูกเชิญ”แต่วันนี้…ข้อมูลใหม่ทำให้ต้องคิดใหม่ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย — อันวาร์ อิบราฮิม — โทรต่อสายตรงถึงทางการไทย เพื่อเชิญนายกฯ แพทองธาร เข้าร่วมการหารือฉุกเฉินว่าด้วยการตอบโต้ “กำแพงภาษีสหรัฐฯ” ที่กระหน่ำใส่อาเซียนอย่างหนัก แต่ผู้นำไทย — นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร — เลือก “ไม่เข้าร่วม” ⸻ คำถามไม่ใช่แค่ว่า “ทำไมไม่มีไทยในสาย” แต่คือ…“ทำไมไทยปฏิเสธที่จะอยู่ในสาย?”ทั้ง ๆ ที่ผู้นำอินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ร่วมเฟรม “ไม่รู้ว่านายกฯ ตัดสินใจไม่ใช้วิธีนี้ หรือเป็นเพราะทีมงานกันนายกฯ ไม่ให้ยุ่งกับเรื่องนี้หรือไม่ หรือปกป้องนายกฯ มากเกินไป ทำให้พลาดโอกาสนี้ เพราะไม่ว่ามีภารกิจสำคัญแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับเรื่องเร่งด่วนสงครามภาษีที่ไทยถูกขึ้นภาษีถึง 36 % ภาพที่ออกมาห้าชาติค่อนข่สงทรงพลัง แต่เราพลาดไปแล้ว การรวมหลายชาติจะทำให้อำนาจต่อรองเพิ่ม ตอนนี้ยังไม่สายที่จะเข้าร่วมสิบชาติอาเซียนรับมือสงครามการค้า” เป็นการให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่วิเคราะห์กับ The Publisher ว่า นายกฯ ไทยได้พลาดโอกาสสำคัญ แต่นั่น…อาจมีความหมายน้อยกว่า “ประเทศชาติได้พลาดโอกาสสำคัญไปแล้ว”⸻หากมองความเป็นไปได้ที่ทำให้นายกฯ แพทองธาร ตัดสินใจเช่นนี้ อาจเป็นเพราะ… ประเมินสถานการณ์ต่ำ – ไม่เห็นความสำคัญของเวทีนี้• อาจมองว่าเป็นเพียงสายคุยทั่วไป ไม่ได้มีผลผูกพัน• หรือเชื่อว่าทีมไทยจะมีช่องทางอื่นที่เจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ ได้อยู่แล้ว (ซึ่งก็ยังไม่เห็นแผนที่ชัดเจน ณ ตอนนี้) ไม่พร้อมจะขึ้นสาย – หลีกเลี่ยงการแสดงภาวะผู้นำแบบสด• การเข้าร่วมวิดีโอคอลระดับผู้นำต้องมีความพร้อมทั้งเนื้อหา น้ำเสียง และบุคลิก โดยเฉพาะกับรุ่นใหญ่ระดับอันวาร์, หรือผู้นำสิงคโปร์• การปฏิเสธเข้าร่วมอาจสะท้อนว่า นายกฯ ยังไม่มั่นใจ หรือยังไม่พร้อมขึ้นสายในนามประเทศ ซึ่งหากเป็นเหตุผลข้อหลัง…นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่มันคือคำถามระดับ ภาวะผู้นำของชาติ ⸻ เพราะในสงครามเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ถ้าคุณไม่กล้าออกไปต่อรอง — คุณก็ไม่มีน้ำหนักให้ใครรับฟัง การปฏิเสธเข้าร่วมวงคุยกับผู้นำอาเซียนในยามนี้เท่ากับการทิ้งโอกาสสำคัญในการสร้าง “พันธมิตร” สร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ ทั้งที่นี่คือ ช่วงเวลาที่อาเซียนต้องการ “น้ำหนักรวม” เพื่อเจรจาในนามภูมิภาค…
ในวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าหลายประเทศ โดยประเทศไทยถูกตั้งภาษีสูงถึง 36% ส่วนสิงคโปร์อยู่ที่ 10 % ภายใต้นโยบาย “reciprocal tariff” ปิดฉากยุคโลกาภิวัฒน์แบบมีกติกา สู่ “กติกู” ของสหรัฐ? ในห้วงเวลานั้นเราได้เห็น “ภาวะผู้นำ” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่าง ไทยกับสิงคโปร์———นายกฯ ไทย : ไม่ต้องเป็นห่วง ตั้งคณะทำงาน เจรจาได้ นายกฯ แพทองธาร ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดบุรรีรัมย์ ระบุว่า “จริง ๆ ตัวเลขของเราอยู่ที่ 9% แต่เขาเอาวิธีคิดแบบใหม่ ใช้ลิมิตสูงสุดแล้วคำนวณมาเป็น 72% หารสองได้ 36%…เป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเตรียมการรองรับแล้ว ยังสามารถเจรจาได้” (ฯลฯ) คำพูดดังกล่าวแม้จะมีรายะเอียดเชิงเทคนิค แต่กับไม่มีบริบทการสื่อสารในฐานะผู้นำ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์โลก ไม่ได้สะท้อนความเร่งด่วนที่ไทยต้องเผชิญ… แถมหลังจากนั้นยังปรากฏภาพชื่นมื่นกับนักการเมืองร่วมรัฐบาล ถ่ายเซลฟี่จนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึก “จุกอก” เพราะวันเดียวกันนั้น…ไม่ได้มีแค่สงครามภาษีแต่…กรุงเทพฯ ยังมีกู้ภัยกำลังกู้ซากตึก สตง. ถล่มผู้คนภาวนาให้มีผู้รอดชีวิตแต่ภาพจากสื่อ…กลับสะท้อนบรรยากาศ “ไม่รู้ร้อนรู้หนาว” ของ “นายกฯ แพทองธาร” ⸻ ภาวะผู้นำไม่ใช่แค่การไปปรากฏตัวในพื้นที่ แต่คือการเลือก “พูดอะไร” กับประชาชน ในเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน สิงคโปร์เจอภาษี 10% แต่เตรียมพร้อมราวกับเผชิญพายุไทยเจอภาษี 36% แต่ผู้นำบอก “ไม่ต้องเป็นห่วง”ทั้งที่นักวิชาการดาหน้าประสานเสียง เตือนว่าไทยอาจสูญเสียมูลค่าการส่งออกถึง 7.7 แสนล้าน-1 ล้านล้านบาท และเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ 1% ในปีนี้! ขณะที่ใบหน้านายกฯ เปื้อนรอยยิ้มในกิจกรรมพบปะประชาชนที่บุรีรัมย์…ที่กรุงเทพฯ หน่วยกู้ภัยยังค้นหาผู้รอดชีวิตจากซากตึกถล่ม นายกฯ สิงคโปร์ : ”The risks are real, and the stakes are high“ ตัดภาพไปดูนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Lawrence Wong แถลงอย่างเป็นทางการผ่านโทรทัศน์เพื่อเตือนประชาชนของเขาอย่างจริงจังว่า “Let us not be lulled…
“ถ้าไม่แก้ใต้ดิน ไม่ชัดเจนเรื่องผลประโยชน์ ไม่ดันการท่องเที่ยวจริง และไม่ช่วยแรงงานไทย เราจะไม่เห็นด้วย”— พรรคภูมิใจไทย, 13 ส.ค.67 คำพูดนี้ไม่ใช่เสียงคัดค้านจากกลุ่มศีลธรรมจารีต หรือ NGO ฝ่ายต่อต้านกาสิโน แต่เป็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ “พรรคภูมิใจไทย” เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 จากปากของ ไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล ที่ออกมาท้วงติงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ว่า ยังไม่ตอบโจทย์ใน 4 ประเด็นใหญ่ และอาจสร้างปัญหาซ้ำซ้อนให้สังคมไทย ตัดภาพมาปี 2568 ขณะที่รัฐบาลแพทองธารเร่งผลักดันร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน แปะฉลากว่าเป็นการสร้างรายได้ เพิ่มการจ้างงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามคือ — พรรคภูมิใจไทยกลับ ไม่คัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งที่เนื้อหาร่างกฎหมาย ยังไม่ตอบแม้แต่ข้อเดียวจาก 4 ข้อที่พรรคเคยแถลงไว้ ⸻ ย้อนดู 4 ข้อกังวล ที่ภูมิใจไทยเคยยืนกรานว่า “ต้องมี” ต้องแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย – แต่ร่างกฎหมายใหม่ เห็นชัดว่าผู้เล่นพนันจะเป็นคนละกลุ่มกับที่เล่นพนันในบ่อนเถื่อน การมีกาสิโนจึงไม่ตอบโจทย์ว่าจะทำให้บ่อนผิดกฎหมายหมดไป ต้องให้รัฐ-ประชาชนได้ประโยชน์อย่างชัดเจน – แต่โมเดลรายได้ยังเป็นเพียง “คำคาดการณ์” และเปิดทางให้นายทุนรายใหญ่เท่านั้นที่เข้าแข่งขัน (ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10,000 ล้านบาท) ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากาสิ NO ดึงนักท่องเที่ยวจริง – แต่เสน่ห์หลักของไทยไม่ใช่การพนัน และไม่มีข้อมูลรองรับว่ากาสิ NO จะเหนือกว่าวัฒนธรรม-ธรรมชาติที่เรามีอยู่แล้ว และแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเพิ่มขึ้น แต่จะกลายเป็นผีพนันจากนานาชาติ อาจกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย ทำให้นักท่องเที่ยวคุณภาพลดลง ต้องอำนวยการจ้างงานแรงงานไทย – แต่ไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงาน สัดส่วนขั้นต่ำ หรือสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานไทยในร่างกฎหมาย ทั้งหมดนี้คือ “ธงที่ภูมิใจไทยเคยปัก” ไว้อย่างชัดเจนในปี 2567 แล้ววันนี้หายไปไหน? ⸻ ยอมรับเพราะอะไร? หากไม่ตอบโจทย์ แล้วทำไม “ยอมรับ” และ “ร่วมเห็นชอบ” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล? นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า อาจเพราะภูมิใจไทยเลือก อยู่ในเกมอำนาจ มากกว่ายืนหยัดในหลักการเดิม หรือเป็นพราะมี…
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงกระแสข่าวที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำชับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ให้โหวตรับหลักการในวาระแรก ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ที่จะเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) หากพบพรรคไหนแตกแถว จะพิจารณาให้ออกจากรัฐบาลทันที โดยนายเทพไทจั่วหัวไว้ว่า พรรคร่วมรัฐบาล ลูกไล่ทักษิณ? และว่าแม้ข่าวนี้นายสรวงศ์ เทียนทองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงแสดงให้เห็นว่า 1. นายทักษิณคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ สามารถบงการพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้ และนางสาวแพรทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีบารมีเพียงพอ นายทักษิณจึงต้องออกโรงมาคาดโทษ พรรคร่วมรัฐบาลด้วยตัวเอง2. เมื่อนายทักษิณออกมาข่มขู่พรรคร่วมรัฐบาล ต้องถามหาศักดิ์ศรีพรรคร่วมรัฐบาลว่า เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในฐานะนั่งร้านทางการเมือง หรืออะไหล่ทางการเมืองให้กับพรรคเพื่อไทย เมื่อเขาไม่พอใจจะสับโขกอย่างไรก็ได้ โดยไม่ได้รู้สึกว่า ถูกย่ำยีเกียรติยศศักดิ์ศรีของพรรคการเมืองเลย3. ทักษิณประเมินแล้วว่า ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสถอนทุน และสะสมทุนไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เมื่อถูกข่มขู่จะขับออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดอาการกลัวว่า จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลอีก จึงจำเป็นต้องหาเหตุผลแก้ต้ว อธิบายต่อสังคม จนยอมทิ้งมวลชนผู้ที่กำลังเคลื่อนไหวคัดค้านการเปิดกาสิโนของรัฐบาล นายเทพไทปิดท้ายด้วยว่าการผลักดันกฎหมายเปิดกาสิโนจะเป็นจุดวัดใจ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาล กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
โรงพยาบาลเอส สไปน์ เตือน ! ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลกระดูกและข้อ ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเสื่อมก่อนวัยอันควร แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและ รักษาภาวะนี้ โรคกระดูกและข้อเสื่อม เป็นภาวะที่หลายคนมักเชื่อว่าเกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเสื่อมของกระดูกและข้อก่อนวัยอันควร จากสถิติของโรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย พบว่าตลอด 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยเรื่องกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยกลางคน นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหากระดูกสันหลังเสื่อมในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่บริเวณหลังส่วนล่างเหมือนเมื่อก่อน แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน กระดูกสันหลังส่วนคอและข้อกระดูก ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ ระบุว่า หลายคนมีพฤติกรรมที่เป็นตัวเร่งให้กระดูกและข้อเสื่อมโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ นั่งทำงานเป็นเวลานานโดยไม่ขยับตัวปัจจุบัน คนส่วนใหญ่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่ลุกขึ้นขยับตัว ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ กระดูกสันหลังอ่อนแรงลง แรงกดที่หมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น และกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้นที่สำคัญ หลายคนเผลอนั่งหลังค่อม ไหล่ห่อ หรือโน้มตัวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นท่านั่งที่ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับแรงกดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยกของหนักผิดวิธีการก้มยกของหนักโดยใช้กล้ามเนื้อหลัง แทนที่จะใช้กำลังจากขา เป็นสาเหตุของภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือกดทับเส้นประสาทที่พบได้บ่อย วิธีที่ถูกต้องในการยกของคือ ให้ย่อตัวลง ใช้ขางอเข่า แล้วยกของขึ้นโดยให้หลังตรง วิธีนี้จะช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลังได้อย่างมาก พฤติกรรมที่มีแรงกระแทกสะสมในชีวิตประจำวันกิจกรรมบางอย่างอาจทำให้กระดูกสันหลังได้รับแรงกระแทกโดยไม่รู้ตัว เช่น การนั่งรถที่โช๊คอัพไม่ดี หรือการนั่งเรือเร็วที่มีแรงกระแทกสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้แรงสะสมที่ข้อต่อเพิ่มขึ้น และเร่งให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อมได้เร็วขึ้น การนั่งผิดท่าการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือคุกเข่า ทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้เร็วขึ้น การใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไป”Text Neck Syndrome” หรือภาวะกระดูกคอเสื่อมจากการก้มมองหน้าจอเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ก้มมองจอมือถือ กระดูกคอจะต้องรับน้ำหนักศีรษะมากกว่าปกติหลายเท่า หากทำบ่อยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคออ่อนล้า และนำไปสู่ภาวะกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม โรคกระดูกสันหลังสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน เช่นปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงกระดูก และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ แต่หากปรับพฤติกรรมแล้วยังมีอาการปวดเรื้อรัง การค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ โดยมี 2 แบบตามอาการ 1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ทำกายภาพบำบัด เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเสริมความแข็งแรงของหลัง การใช้ยาลดอาการอักเสบและบรรเทาอาการปวด 2.การรักษาด้วยการผ่าตัด โรงพยาบาลเอส สไปน์ มีวิธีการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก เรียกว่าเทคโนโลยี MIS (Minimally…
