- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง “เรื่องหาเสียงไม่ทำ…ดันหาทำกาสิโน มีเนื้อหาระบุว่า เรื่องกาสิโน รัฐบาลไม่เคยหาเสียง แต่ทำไมเร่งเครื่องผลักดัน ทัังที่เสียงค้านกระหึ่ม ไม่ฟังเสียงประชาชน ทำให้น่าสงสัยว่า ทำไมถึงรีบเร่งราวกับว่า ร่างกฎหมาย สถานบันเทิงครบวงจรจัดทำตาม “ข้อตกลง” ที่ทำกับใครไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ถ้ากาสิโนเป็นแค่ 10 % ของโครงการ อย่างที่รัฐบาลท่องบอกประชาชนอ้างว่าไม่ได้เน้นการพนัน เพราะมีตั้งแต่โรงแรม ห้าง สนามม้า จึงมีคำถามว่า ถ้าสิ่งอื่นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.1-2.3 แสนล้านบาท ส่วนกาสิโนเก็บภาษีได้แค่ 3 พันล้านบาทเศษต่อปี เพราะฉะนั้นจะมีหรือไม่มีกาสิโน ก็ได้ไม่ใช่หรือ? หรือจริง ๆ แล้ว “กาสิโน” ไม่ได้มีไว้เก็บภาษี แต่มีไว้ให้ ทุนบางกลุ่มเข้าไปยึดหัวหาดใช่หรือไม่ ไม่ต้องอ้างคนจะเข้าเล่นต้องมีเงินฝาก 50 ล้านนักลงทุนต้องมีทุนหมื่นล้าน อ่านเผิน ๆ เหมือนจำกัดเฉพาะคนรวย แต่กลับชวนให้คิดว่า มันเปิดทางให้ ทุนที่รู้ก่อน ล็อบบี้ได้ รอเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า กฎหมายนี้ไม่ได้เขียนเพื่อควบคุมแต่เขียนเพื่อ “จัดพื้นที่” ให้คนบางกลุ่มเข้าไปกอบโกย ภาษียังไม่ชัด รายได้ยังไม่โปร่งใส กองทุนเยียวยาสังคมไม่มี แต่สิ่งที่เขียนไว้แน่ ๆ คือ อำนาจกรรมการนโยบาย ที่นายกฯ เป็นประธาน สร้างอาณาจักรผลประโยชน์จากกาสิโนแบบไร้ตรวจสอบ ”มีคำถามก่อนจะสายว่าใครกันแน่ได้ประโยชน์ ใครเป็นเจ้าของพื้นที่ที่กำลังจะถูกกลายเป็นบ่อนถูกกฎหมาย และใครกำลังเร่งเครื่องเรื่องนี้ ทั้งที่สังคมคัดค้าน แต่เดินหน้าชนเพื่อผลประโยชน์ของใคร? “ นายเชาว์ ระบุทิ้งท้าย
ของดีมีอยู่แล้ว แต่…ไม่มีใครเล่า! คือหลักคิดที่ SEED THAILAND เล็งเห็นถึงช่องว่างที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม อย่าเพิ่งกล่าวโทษว่าทำไมคนรุ่นใหม่จึงไม่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด แต่คิดมุมกลับ…แล้วจะทำอย่างไรให้เขากลับมา? “ใครจะกลับบ้าน ไปทำอะไร ไม่มีอะไรให้ทำหรอก” คำพูดแบบนี้เรายังได้ยินกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินทางเข้าเมืองใหญ่ เพราะมองว่าบ้านเกิดไม่มีโอกาสเพียงพอสำหรับการเติบโตในชีวิตแต่ในขณะที่บ้านเรามีของดีมากมาย ทั้งภูมิปัญญา อาหาร วัฒนธรรม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ คำถามคือ…ทำไมของดีเหล่านี้ถึงไม่ทำให้คนอยากอยู่?.เมื่อบ้านไม่ใช่ที่ที่คนอยากกลับหลายชุมชนในต่างจังหวัดกำลังเผชิญกับ “ความเงียบ” ของคนรุ่นใหม่เพราะบ้านอาจไม่มีอินเทอร์เน็ตที่ดี ไม่มีงานที่ท้าทาย หรือแม้แต่ไม่มีเวทีให้คนรุ่นใหม่แสดงศักยภาพบ้านเรามีเรื่องเล่ามากมายแต่ไม่มีคนเล่าให้สนุก ไม่มีเวทีให้เล่าบ้านเรามีของดีแต่ไม่มีการออกแบบให้เข้ากับยุคสมัย ไม่มีการสร้างแบรนด์บ้านเรามีโอกาสแต่ไม่มีการเปิดทางหรือสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูก.บางที คำตอบอาจไม่ใช่เพราะบ้านเราขาดโอกาสแต่อาจเป็นเพราะบ้านเรายังไม่มีใคร “เปิดเวที” ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองได้เล่าเรื่องของตัวเองลองนึกภาพดู…ถ้าเด็กมัธยมคนหนึ่งอยากเล่าเรื่องราวของชุมชนผ่าน TikTokอยากสัมภาษณ์ยายข้างบ้านผ่าน Podcastหรืออยากตั้งเพจเล็กๆ เพื่อแชร์ภาพตลาดเช้าทุกวันแต่เขาไม่มีเครื่องมือ ไม่มีพื้นที่ หรือไม่มีใครเชียร์สุดท้าย เรื่องของบ้านเราก็เงียบไป.เราต้องเริ่มจาก การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เล่าเรื่องของบ้านตัวเองไม่ต้องรอให้โต ไม่ต้องรอให้เก่งแค่เปิดใจให้เขาได้เริ่มจากนั้น ลองมองไปยังอาชีพเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วในบ้านเราเกษตรกร? วิสาหกิจชุมชน? คนทอผ้า?.อาชีพเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องตกยุคถ้าเราเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี สร้างระบบใหม่ๆ ให้มันกลายเป็นอาชีพที่มีความภูมิใจ และมั่นคงผ้าทอที่เคยเป็นของใช้ในบ้าน อาจกลายเป็นแฟชั่นบนรันเวย์ผลผลิตจากสวนหลังบ้าน อาจกลายเป็นสินค้าพรีเมียมในโลกออนไลน์.และที่สำคัญที่สุด…เราต้องสร้างเครือข่ายของคนรุ่นใหม่ที่ “เลือกกลับบ้าน”ไม่ใช่แค่กลับไปอยู่ แต่กลับไปลงมือทำแชร์ประสบการณ์จริง ทั้งเรื่องยาก เรื่องเหนื่อยและเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าบ้านมีคุณค่าเพราะถ้าคนรุ่นใหม่เห็นว่ามีใครบางคนกำลังเริ่มต้นเหมือนกับเขาเขาจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและนั่นแหละ…คือจุดเริ่มต้นของการ “กลับมา”.ถ้าไม่มีใครเล่า “บ้านเรา” ก็จะเงียบไปเรื่อยๆสิ่งสำคัญที่สุดคือ บ้านเรายังมีของดีอีกมาก แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันเล่า ไม่ช่วยกันทำให้มันมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็จะไม่มีวันเห็นคุณค่าของมันเพราะสุดท้าย…อนาคตของบ้านเรา จะอยู่ในมือของคนที่เห็นคุณค่าของมันตั้งแต่วันนี้
เป็นมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ฉบับที่ พ.ศ…พ.ร.บ.กอช. เพื่อเปิดทางให้ กอช. ออกและจำหน่ายสลาก กอช. หรือ หวยเกษียณ ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 401 เสียง ไม่รับหลักการไม่มี พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาชั้นแปรญัตติ ก่อนหน้านี้มึ สส.อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย กอช. เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการออมเพื่อใช้หลังเกษียณ พร้อมข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาการดำเนินการหวยเกษียณ ให้มีความยืดหยุ่น โดยนำเงินออมจากหวยเกษียณมาใช้จ่ายก่อนครบกำหนดจ่ายคืนที่อายุ 60 ปี ในยามจำเป็น การกำหนดได้เงินต้นและดอกผลคืน ที่อายุ 60 ปี เป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน รวมถึงพิจารณาเรื่องผลตอบแทน หรือ เพิ่มเงินรางวัล หรือจำนวนรางวัลต่อรอบ และการนำไปลดหย่อนภาษี อีกทั้งยังให้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดการการันตีของผลตอบแทนขั้นต่ำในเงินที่ลงทุน เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจการออมเพิ่มเติม การให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อนำเงินออมหวยเกษียณไปใช้ลงทุนในกองทุน เพราะเงินที่จะได้จากการซื้อหวยเกษียณเป็นเงินจำนวนมาก เกรงว่านำไปใช้ที่ไม่โปร่งใส ไม่คุ้มค่า เหมือนเงินกองทุนอื่น ทั้งนี้นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รับข้อเสนอแนะไปหารือต่อในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนเรื่องการเพิ่มผลตอบแทนเมื่อมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นนั้น จะมีการพิมพ์สลาก 5 ล้านฉบับ มีเงินรางวัล สัปดาห์ละ 15 ล้านบาท เมื่อรวม 4 สัปดาห์เท่ากับ 60 ล้านบาท รางวัลหนึ่งปี เท่ากับ 760 ล้านบาท ซึ่งคำนวณเป็นค่าตอบแทน 6-7% ต่อการระดมเงินออม แต่หากมีความต้องการเกิน 5 ล้าน จะพิมพ์สลากเพิ่มและเพิ่มเงินรางวัล เช่นออก 10 ล้านฉบับ เงินรางวัลจะเท่ากับ 1,500 ล้านบาทเพื่อรักษาผลตอบแทนที่ 6 -7%
จากความชื่นชอบการถ่ายภาพ ถึงวันนี้กว่าเจ็ดทศวรรษบนเส้นทางศิลปะภาพถ่าย “ชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล” สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณ ทว่าชื่อเสียงกลับโดดเด่นในเวทีโลกมากกว่าบ้านเกิด ถึงเวลาที่แสงแห่งศิลปะจะส่องถึงแผ่นดินไทย ตระหนักถึงคุณค่าศิลปินผู้ควรค่าแก่การยกย่อง จากคำบอกเล่าเรื่องราว และได้สัมผัสชีวิตและภาพถ่ายของคุณชัยโรจน์ เขาเป็นผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ และศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ไม่เคยทิ้งความฝันที่จะเป็นช่างภาพ ฝึกปรือวิถีถ่ายภาพแบบ Pictorial Art จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว กวาดรางวัลน้อยใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เป็น 1 ใน 2 คนไทยที่ติดชาร์ต TOP 10 ช่างภาพระดับโลก คุณเกรซ มหาดำรงค์กุล: ลูกสาวผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อ บอกเขาเป็นผู้ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างยิ่ง จะใช้เวลาอยู่กับกล้องคู่ใจเสมอ คอยดูแลรักษา สอนการวัดแสง และถ่ายทอดเทคนิคการถ่ายภาพให้แก่ลูกๆ โดยมักจะย้ำเสมอว่า ‘ภาพหนึ่งภาพ สามารถเล่าเรื่องราวได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย’ และนี่คือแนวทางในการถ่ายภาพของคุณชัยโรจน์ รวมถึงภาพชุดสุดประทับใจคือ ภาพตามเสด็จสมเด็จพระพันปีหลวง ที่คุณชัยโรจน์เป็นหนึ่งในช่างภาพตามเสด็จ ซึ่งคุณชัยโรจน์บอกว่า “สักวันหนึ่งจะจัดนิทรรศการแสดงผลงานชุดนี้” คุณเกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ภาพชุดนี้เป็นภาพที่พ่อภูมิใจที่สุด” ด้วยความมุ่งมั่นถ่ายภาพสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี เพื่อเล่าเรื่องราว คุณชัยโรจน์ต้องฝ่าอุปสรรค เดินหน้าท้าทายความยากลำบากต่างๆ เพื่อเข้าไปให้ถึงที่ และถ่ายภาพเรื่องราวที่ทรงคุณค่าออกมา คุณอนันต์ จิรมหาสุวรรณ: สหายผู้ร่วมผจญภัยและบันทึกโลกด้วยภาพถ่ายเล่าว่า “เราบุกป่าฝ่าดง มุ่งมั่นไปข้างหน้าเพื่อตามล่าให้ได้ภาพตามที่เราต้องการ ไม่ย่อท้อ หรือหวั่นไหวต่ออุปสรรคเลย อย่างตอนลุยไปถ่ายเห็ดป่าที่เขาใหญ่ เจอทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโขลงช้าง งู ทาก แต่ทั้งหมดเพื่อให้ได้ภาพตามที่ต้องการ” ขณะที่ ดร. คมสิทธิ์ วิศิษฐ์รัศมีวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดรา ได้มองเห็นคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ในภาพถ่ายชุดเห็ดป่าของคุณชัยโรจน์ว่าสามารถแคปเจอร์ หรือบันทึกผ่านภาพถ่าย เพื่อนำมาศึกษา และเผยแพร่เป็นงานวิชาการได้ และภาพถ่าย 1 ใบอาจนำไปสู่การค้นพบอันยิ่งใหญ่ที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ “จากภาพถ่ายคุณชัยโรจน์ ผมเห็นถึงความปราณี และยอมรับในผลงานว่า ถ่ายออกมาได้สวยจริงๆ ทั้งการจัดวางองค์ประกอบ และแสง รวมถึงเห็นถึงความมุ่งมั่น เพราะการจัดองค์ประกอบเพื่อถ่ายภาพเห็ดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้เวลา และใช้ความอดทนในการเดินเสาะหาตัวอย่างที่น่าสนใจในการถ่ายภาพ“ ส่วนคุณธัช ศิวารัตน์: ช่างภาพรุ่นใหม่ ผู้ยกย่องชัยโรจน์เป็นศิลปินแห่งชาติในใจ บอกว่าภาพถ่ายของอาจารย์ชัยโรจน์ยิ่งมองยิ่งสวยงาม มีชีวิตชีวามาก ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างภาพพระที่นั่งเรือสุพรรณหงส์…
นายธนากร คมกฤส” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ในฐานะตัวแทน 100 องค์กรภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐสภาและพรรคการเมืองทุกพรรคในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญต่อการถ่วงดุลอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล ได้ใช้อำนาจปฏิเสธการรับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา “การตัดสินใจในเรื่องนี้ไม่สมควรกระทำอย่างรีบร้อน และควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยการกลัดกระดุมทีละเม็ด เดินทีละก้าวอย่างรัดกุม และตัดสินใจโดยไม่ลุแก่อำนาจและผลประโยชน์ ด้วยการให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นผู้ตัดสินใจ” นายธนากร กล่าว ทั้งนี้นายธนากรบอกว่าการที่ยื่นหนังสือก็เพราะเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง หลังจากรัฐบาลเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมี กาสิโน เป็นไฟต์บังคับอยู่อย่างเร่งรีบเร่งรัดอย่างผิดสังเกต อีกทั้งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องภัยพิบัติ และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ในขณะนี้ ด้าน นางสาวชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบอย่างรอบด้านเพียงพอ จึงไม่ควรรีบเร่งเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ยังเตรียมเสนอให้ตรวจสอบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเข้าข่ายกระทำผิดประมวลจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ด้วย จากนั้นได้ยื่นหนังสือกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อขอเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้าน ดำเนินการทุกวิถีทางที่จะยังยั้งร่างกฎหมายที่ไม่เป็นคุณต่อสังคมและประเทศชาติฉบับนี้ด้วย ด้านนายณัฐพงศ์ มองว่าการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นวาระพิเศษในการประชุมวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) ว่าเป็นเรื่องผิดปกติ และสอดรับรัฐบาลที่ต้องการเร่งรัดพิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อนปิดสมัยประชุม ทั้งที่ควรเปิดรับฟังความเห็น ความกังวลของประชาชนเองผ่านการออกเสียงประชามติ พร้อมระบุไม่อยากเห็นปัญหานี้ลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหม่ด้วย ผู้นำฝ่ายค้าน ยังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเร่งรีบเช่นนี้ และข้ออ้างว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการพนันธุรกิจสีเทาขึ้นมาถูกกฎหมายนั้น เป็นการใช้นโยบายของรัฐ ในการเอื้อประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ส่วนจะใช้วิธีการใดในการประชุมสภาฯ วันพรุ่งนี้ ต้องดูที่หน้างานอีกครั้ง แต่ยืนยันฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นกระบวนการที่เร่งรัดผิดปกติในสภา และอยากให้มีการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวประเทศ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ตึกสูงในกรุงเทพมหานครต่างก็ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง หลายอาคารมีรอยร้าว โครงสร้างแตกหัก แต่มีอยู่หนึ่งตึกใจกลางสาธรที่ยังคงตั้งตระหง่าน ไม่สะเทือน แม้ตึกร้างแห่งนี้จะตั้งอยู่มายาวนานกว่า 35 ปีนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างแล้วก็ตาม เดิมที “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ถูกวางแผนให้เป็นอาคารชุดสุดหรูขนาด 47 ชั้น จำนวน 600 ยูนิต อาคารนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ออกแบบอาคารในเครือเดียวกับสาธร ยูนีค คือ สเตท ทาวเวอร์ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เมื่อปี 2533 มีเจ้าของโครงการ คือ บริษัท สาธร ยูนีค จำกัด และได้รับการสนับสนุนเงินทุนส่วนมากจากบริษัทหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ โดยมีบริษัท สี่พระยา จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่สุดท้ายโครงการหรูนี้ก็ต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจยุคต้มยำกุ้งในปี 2540 ทำให้มีหนี้สะสมจากหลาย ๆ เจ้า ทั้งจากเจ้าหนี้เงินกู้ และเจ้าหนี้ร่วม แม้จะสร้างไม่เสร็จ แต่โครงสร้างของตัวตึกที่ได้ทีมวิศวกรมากฝีมือ บวกกับงบประมาณการสร้างที่มหาศาล ก็สามารถต้านทานแรงสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างแข็งแรง สะท้อนภาพความแข็งแกร่งอันไร้รอยขีดข่วน มีเพียง “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” เท่านั้นที่ทำให้โครงการสุดหรูต้องหยุดชะงัก กลายเป็นเพียงตึกร้าง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “สุภาพ มิ่งศิริ” ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการโพสต์ประกาศขาย ระบุ “ประกาศขาย สาธร ยูนีค ทาวเวอร์ สูง 49 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ใกล้ BTS ใกล้ห้างโรบินสัน ใกล้ รร.แชงการิล่า ใกล้ รร. โอเรียลเทล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนที่ดิน 3.19 ไร่ ยังสร้างไม่เสร็จ เจอวิกฤต IMF เสียก่อน มีสระว่ายน้ำรวมอยู่ด้วย ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว โดยสถาปนิกมือหนึ่งของไทย สถาปนิก รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ผู้พัฒนา บริษัท สาธร…
เป็นเนื้อหาในคลิปกิจกรรมของกลุ่มศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟังธรรมจากพระราชวัชรสุทธิวงศ์ หรือพระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัด ลำพูน ที่เผยแพร่ในช่อง WATCHDOG CHANNEL ซึ่งเทศน์เรื่องผู้ปกครองต้องมีราชธรรม โดยบอกคนดี และความดีจะไปบริหารการกระทำ อาชีพ ให้สร้างสรรค์ต่อตนเองและสังคม เป็นความจำเป็นมาก อย่าทิ้งธรรมะ และคำว่าธรรมะคือศีลธรรม ตอนหนึ่ง ศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สอบถามพระอาจารย์เรื่องบ่อนกาสิโน พระอาจารย์อารยวังโส เทศน์ให้ฟังว่า “นี่คือความเลวร้ายของคนคิด แค่คิดก็เลวร้าย เพราะฉะนั้นแค่คิดก็เลวร้ายแล้ว เพราะคือการทำลายโครงสร้างของศีลธรรม นี่คือความเลวร้ายของสังคมที่กำลังผันแปร การฉ้อโกง การหลอกลวง กำลัง สร้างอุบายอกุศลเกิดขึ้น เพื่อชักนำคนนำไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าถูกต้อง คนพวกนี้ไม่ควรปกครองแผ่นดิน” พระอาจารย์เทศน์ต่อด้วยว่า ราชธรรม ต้องมีอาชวะ (ซื่อตรง) มัททวะ (อ่อนโยน) ต้องซื่อตรงสุจริต ซื่อตรงไม่คิดคด ต้องตรงไม่มีอุบายหลอกลวงชาวบ้าน ต้องอ่อนโยนไม่ถือตน “ถ้าขาด 2 ข้อนี้ ราชธรรมตก ก็ไม่ควรเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน มันจบตรงนั้น มันจบตรงที่ธรรมะ” ของคุณคลิปจาก:WATCHDOG CHANNEL
กลายเป็นกระแสเร่งความร้อนแรงทางการเมืองขึ้นมาทันทีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือเรียกว่า พ.ร.บ.กาสิโน เป็นวาระพิเศษในวันที่ 3 เมษายน หลังจากมีความพยายามจากวิปรัฐบาลที่ประกาศจะผลักดันให้บรรจุเป็นวาระ และผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 เมษายน หนึ่งในผู้ที่มองว่านี่คือการลักไก่ชงกฎหมาย คืออาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ถึงขั้นเย้ยการทำงานที่รวดเร็วเช่นนี้ โดยบอกว่าผ่าน ครม. วันพฤหัสที่ 27 มีนาคม 2568 หนังสือส่งร่างกฎหมายนายกฯ ลงนาม 1 เมษายน ตกค่ำคุณวันนอร์สั่งบรรจุเป็นวาระพิเศษวันที่ 3 เมษายนทันที ไม่ชมคุณวันนอร์ แล้วจะชมใคร สส.ก็สุดอัจฉริยะ เอกสารประชุมเผยแพร่ 2 วันก่อนประชุมมี 26 หน้า 104 มาตรา เอกสารประกอบไม่น้อย ใช้เวลาอภิปรายเพียง 2 วัน จะเห็นชอบวาระหนึ่งกันเลย ขยันทำงานกันรวดเร็วแบบนี้ ประเทศคงเจริญรุ่งเรืองเป็นอารยะแน่ จงภูมิใจที่ ครม. และ สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าการเร่งบรรจุวาระพิเศษ ทำให้เกิดปฏิกิริยาจากกลุ่มคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ทันที เริ่มจากเครือข่ายเครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กร ยื่นข้อเรียกร้องคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อประธานรัฐสภาและผู้นำฝ่ายค้าน ที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดผลักดันอย่างผิดสังเกต ท่ามกลางวิกฤตภัยธรรมชาติและบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมือง เช่นเดียวกับเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท.พร้อมพันธมิตรที่ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ก็จะจัดทัพเตรียมรองเท้าผ้าใบ เดินเท้าเคลื่อนขบวนไปชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาเกียกกายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันแรกพิจารณากฎหมายฉบับนี้ด้วย
2 เมษายน 2568—วันปลดแอก หรือวันพันธนาการของโลก? “เราจะทวงคืนความยุติธรรมทางการค้าให้กับอเมริกา”คือสัญญาณจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขีดเส้นตายให้ 2 เมษายน 2568 กลายเป็นสัญญาณเปิดฉาก สงครามภาษีรอบใหม่ ที่โลกไม่อาจเมินเฉยได้ ทรัมป์เรียกวันนั้นว่า “วันปลดแอก”โดยประกาศแผน ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs)กับประเทศคู่ค้าแทบทั้งหมดของสหรัฐฯ ในอัตราเดียวกับที่ประเทศเหล่านั้นเก็บจากสินค้าอเมริกันหรืออาจขยับไปถึงการเก็บภาษีทั่วโลกแบบเหมารวม 20% นี่ไม่ใช่แค่การขึ้นภาษีแต่มันคือ แถลงการณ์ของแนวคิด “ทรัมป์เฟิร์ส”ที่ไม่ได้มองว่าโลกคือเพื่อนร่วมโต๊ะแต่มองว่าทุกประเทศคือคู่แข่งที่ต้องเอาชนะและ…สุดท้ายบนโต๊ะเจรจานั้นอาจเหลือแค่สหรัฐเพียงประเทศเดียว?⸻ปลดแอกใคร—และใครต้องรับกรรม? แม้คำว่า “อเมริกาเฟิร์ส” จะฟังดูเป็นธรรมชาติของผู้นำที่ต้องปกป้องชาติแต่นโยบายภาษีที่ออกมาในวันนี้สะท้อนว่าอเมริกากำลังปลดแอกจากความร่วมมือ แต่พันธนาการทุกประเทศมาผูกไว้กับกฎของตน เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าจีนตอบโต้ยุโรปประกาศมาตรการสวนกลับและไทย…กำลังเผชิญความเสี่ยงแบบไม่ทันตั้งตัว โลกไม่สามารถหลบอยู่ข้างเวทีได้อีกต่อไปเพราะนี่คือเวทีที่ไม่มีแสตนอินและทุกประเทศต้องเล่นบทของตัวเองแม้ไม่เคยสมัครใจขึ้นเวทีนี้ด้วยซ้ำ ⸻แล้วประชาชนอเมริกันล่ะ—ได้จริงหรือ? ทรัมป์อ้างว่าแผนนี้จะสร้างรายได้กว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีแต่หลายฝ่ายเตือนว่า นั่นอาจแลกมาด้วย• ราคาสินค้าภายในประเทศที่พุ่งสูง• ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ปั่นป่วน• การจ้างงานที่หดตัวจากแรงกดดันภาษีซ้อนภาษี ประชาชนอเมริกันอาจเริ่มตั้งคำถามว่าการขึ้นภาษีที่ชื่อว่า “ปลดแอก”จะทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงหรือแค่ เปลี่ยนผู้ที่ต้องทนทุกข์จากนโยบายนี้จากชาติอื่น…มาเป็นประชาชนของตัวเอง ⸻เกมของทรัมป์—เพื่ออเมริกาหรือเพื่ออำนาจของเขา? ทรัมป์คือคนที่ใช้ “เศรษฐกิจ” เป็นฉากหลังของ “การเมือง”ทุกการขยับ ไม่ว่าจะภาษี, การทูต, หรือการประกาศเป้าหมายใหม่มักมีจุดร่วมอยู่ที่คำถามเดียวกัน:“เขาจะได้อะไรในสนามเลือกตั้ง?” นโยบายที่เขานำเสนออาจฟังดูรักชาติแต่วิธีที่เขาใช้มันกลับเอื้อให้ เขาเป็นพระเอกอยู่กลางเวทีเสมอแม้โลกจะสั่นไหวแม้พันธมิตรจะถอยห่างแม้คนในประเทศเองจะเริ่มตั้งคำถามแต่ไม่อาจหยุด “ทรัมป์” ได้ อำนาจของทรัมป์…อาจไม่ชนะความจริงในบ้านของตัวเอง ทรัมป์กลับมามีอำนาจแล้วแต่ปัจจัยที่เขาคุมไม่ได้คือ…ค่าครองชีพของคนอเมริกัน ถ้าสินค้าแพงถ้าเงินเฟ้อกลับมาถ้าเศรษฐกิจถดถอยเสียงโห่ร้องที่เคยต้อนรับเขา…อาจกลายเป็นเสียงถอนหายใจหรือเลวร้ายกว่านั้น…อาจเป็นเสียงโห่ร้องขับไล่? เพราะความจริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ฟังคำปราศรัยแต่มันคือการเดินเข้าร้านค้า—แล้วรู้สึกว่าของแพงขึ้นทุกวัน และเมื่อประชาชนเริ่มรู้ว่า“อเมริกาเฟิร์ส” ไม่ได้แปลว่า “ฉันอยู่ดีกินดีขึ้น”กระแสในบ้านเอง…ก็อาจกลายเป็นคลื่นที่ถาโถมกลับไปยังผู้ที่อยู่กลางเวที โลกที่ไม่มีตัวแทน ย่อมไม่มีที่หลบภัย วันนี้ สหรัฐฯ เลือกแล้วเลือกเดินออกจากเวทีที่ตนเคยสร้างและสร้างกฎใหม่ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ต่อรอง แต่เมื่อหนึ่งประเทศใช้เสรีภาพกดทับประเทศอื่นคำถามคือ…นั่นยังเรียกว่าเสรีภาพได้อยู่หรือเปล่า? โลกไม่สามารถเป็นเพียงผู้ชมและประชาชนในอเมริกาเอง ก็อาจเริ่มรู้ตัวว่าพวกเขาไม่ใช่พระเอกในเรื่องนี้เสมอไป ทรัมป์ได้อำนาจคืนแต่โลกได้อะไรกลับมา?หรือสิ่งที่ทุกคนจะได้…คือบาดแผลร่วมกันที่ไม่มีใคร…แสดงแทนได้ ⸻หมายเหตุ : เรียบเรียงโดย The Publisher | วิเคราะห์–ขมวด–เขียนร่วมกับ “ทองแท่ง” (AI คู่คิดที่คอยเสิร์ฟความลึกให้ทุกมิติ)
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ หลังจากโซเชียลได้มีการแชร์ข้อมูลว่า ประเทศไทยอาจเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอีก 50 ปีข้างหลังจากรอยเลื่อนสะกาย ร้อนถึงกรมทรัพยากรธรณีต้องออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เนื่องด้วยแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติ ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถคำนวณวัน เวลา และขนาดของแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้า แม้ความเป็นจริงที่ว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวในเขตพื้นที่รอยเลื่อนสะกาด ในประเทศเมียนมาได้ แต่ก็ไม่สามารถระบุช่วงวันได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ตาม การสร้างหรือแชร์ข่าวปลอมมีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในมาตรา 14 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นผู้เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในมาตรา 14 (5) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท คิดก่อนเชื่อ และอย่าลืมเช็กข้อมูลก่อนกดแชร์ ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแผ่นดินไหวจาก กรมทรัพยากรธรณี และกรมอุตุนิยมวิทยา https://earthquake.tmd.go.th Facebook: กรมทรัพยากรธรณี
