- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เป็นการให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดภูเก็ต กรณีที่คณะรัฐมนตรี ไฟเขียว ร่างพระราชบัญญัติธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ท่ามกลางคนที่เห็นต่างและปักหลัก ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมยกระดับการชุมนุม โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันคำว่ามีกาสิโน 10% อาจมีความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของเงินลงทุนซึ่งไม่ใช่ แต่ 10% ดังกล่าวเป็นเรื่องของพื้นที่ที่จะทำทั้งหมด เช่น ทำทั้งฟลอร์หรือทั้งชั้นให้เป็นกาสิโน ส่วนเรื่องเงินเป็นการประเมินว่าเมื่อทำแล้วจะได้เงินเข้าประเทศเท่าไหร่ อย่างไร แต่ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน ต้องผ่านขั้นตอนแรกก่อน เมื่อถามย้ำว่าจะทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ยืนยันยกระดับการชุมนุมอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจ และส่งคนไปคุยในรายละเอียด เมื่อถามว่าหนึ่งในทำเลสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีที่จังหวัดภูเก็ตด้วยหรือไม่นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยัง จะดูเป็นรายพื้นที่ไปก่อน เริ่มขั้นตอนแรกก่อนถ้าเห็นประโยชน์อย่างไร จึงจะขยายต่อ
เพียงแค่วันเดียวหลังการลงมติไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ แบบผ่านฉลุย ครม.ก็ผ่านความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex ยัดไส้ “กาสิโน” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม สะเทือนไปถึง “รัฐบาล” แม้ “นายกฯ” จะโชว์ตัวเลขเศรษฐกิจสวย ๆ แต่คนจำนวนไม่น้อยเห็น “คราวซวย” ของประเทศมากกว่า ในขณะที่รัฐบาลย้ำว่า “กาสิโนเป็นเพียง 10% ของทั้งหมด” และ 90% คือโรงแรม ฮอลล์คอนเสิร์ต สวนน้ำ และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ …สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเห็นคือ “นโยบายอบายมุขที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข้ออ้างทางเศรษฐกิจ” ที่เต็มไปด้วยคำถามว่า “เศรษฐกิจของใคร?”———- กาสิโน ! ความเสี่ยงจากจีน-ม็อบไล่รัฐบาล ไม่เพียงเสียงคัดค้านในประเทศจะดังระงม แม้แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็สะกิดเตือน นายกฯ เมื่อครั้งไปเยือนจีน แพทองธารเล่าเองว่า “…ผู้นำจีนได้ให้ข้อแนะนำว่าการมีกาสิโนอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันว่า พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะของจีน และจะนำไปศึกษาเพิ่มเติม…” ก็ไม่รู้ว่านายกฯ จะตระหนักบ้างไหม? ว่า จีนห้ามประชาชนเล่นการพนันทั้งในและนอกประเทศ หาก Entertainment Complex ไทยถูกมองว่าเปิดช่อง “เล่นพนันต่างแดน” อาจส่งผลให้จีนอาจตัดไทยออกจากลิสต์ปลายทางท่องเที่ยวได้ทุกเมื่อ…แล้วท่องเที่ยวไทยที่พึ่งนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลักจะได้รับผลกระทบอย่างไร? การเมืองต่างประเทศว่าร้อน ในประเทศก็ระอุ เพราะทันทีที่ ครม.ผ่านความเห็นชอบ “กาสิโน” ม็อบหน้าทำเนียบก็นับหนึ่งขับไล่รัฐบาลทันที แม้จุดเริ่มต้นจำนวนคนอาจยังไม่มาก แต่ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน หนึ่งในแกนนำขับเคลื่อนการชุมนุม เตือนว่า “อย่าประมาทประชาชน เมื่อชนวนจุดติด ชั่วพริบตาก็มืดฟ้ามัวดิน” ——— ถอดบทเรียน…ทำไมจีน say NO’ to กาสิโน!?” รศ. ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ มีใจความโดยสรุปว่า… แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้จีนเปิดกาสิโนและพนันออนไลน์อย่างถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันเงินไหลออกนอกประเทศจากชาวจีนที่เล่นพนันในต่างแดน รวมถึงมูลค่าเดิมพันออนไลน์ที่สูงกว่า 145,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยืนยันจุดยืนไม่ส่งเสริมการพนันทุกรูปแบบ โดยให้เหตุผลว่าผลเสียทางสังคมและอาชญากรรมที่ตามมาไม่อาจชดเชยได้ด้วยรายได้ภาษี จีนจึงใช้ทั้งมาตรการปราบปรามในประเทศและกดดันประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา…
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมายและอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ถึงการทำหน้าที่ของข้าราชการในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อเตือนการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการให้พอเหมาะกับตำแหน่งหน้าที่ โดยนายนิพิฏฐ์ระบุ ปกติช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้าราชการต้องสนับสนุนข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ควรตอบเสียเอง และไม่ควรมองฝ่ายค้านเป็นฝ่ายตรงข้าม สิ่งไหนที่รัฐบาลปฏิบัติไม่ถูกต้องข้าราชการก็ไม่จำต้องปฏิบัติตาม หากข้าราชการสนองรัฐบาลจนเกินงาม เวลาเปลี่ยนรัฐบาล ข้าราชการอาจได้รับผลกระทบ แต่นั่นแหละ ช่วงที่รัฐบาลมีความเข้มแข็ง รัฐบาลก็จะใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ หากข้าราชการสนองจนไม่ดูตาม้าตาเรือ เป็นประเภท“ดีครับนาย ใช่ครับผม เหมาะสมครับท่าน” สุดท้ายข้าราชการก็อาจติดคุกติดตะรางเอาได้ พร้อมกับย้อนอดีตตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นความจริงที่ฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ข้าราชการติดคุกมากที่สุด และในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาเห็นข้าราชการทำหน้าที่จน “เกินงาม” ไปหลายกรม ไม่ว่า จะเป็นกรมที่ดิน หรือ กรมสรรพากร ฝ่ายค้านอภิปรายยังไม่ทันนั่งลงเลย กรมสรรพากร และ กรมที่ดิน ก็ออกคำชี้แจงแทนรัฐบาลแล้ว นี่“เกินงาม” ที่งามและทำได้ดี คือกรณีของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ที่ส่งข้อมูลให้รัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เป็นคนตอบเรื่องที่ดินของนิคมลำตะคอง และรัฐมนตรีก็ตอบได้ดี หมดข้อสงสัย ไม่เห็นต้องออกหนังสือชี้แจงอะไร ที่เขียนเพื่อจะเตือนว่า ข้าราชการ อย่าทำอะไรจนเกินงาม ในระบอบประชาธิปไตยฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ศัตรูของท่าน อนาคตฝ่ายค้านเขาก็อาจขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ “เอ้า!! บอกก็ได้ อธิบดีกรมที่ดิน และรองอธิบดีกรมสรรพากรสมัยคุณทักษิณ ติดคุกมาแล้ว ส่วนสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ติดคุกกันเยอะมาก เพราะสนองรัฐบาลจน “เกินงาม” เลยเส้นแบ่งของกฎหมายล้ำเข้าไปอีกข้างหนึ่ง นี่ผมก็กังวลอยู่ ไม่อยากให้มีข้าราชการติดคุกสมัยนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพราะคนในตระกูลนี้เขาใช้ข้าราชการเปลือง อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยก็แล้วกัน” นายนิพิฏฐ์สรุปตอนท้าย และเช้าวันนี้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชนที่อภิปรายตั้งคำถามการโอนหุ้นให้ครอบครัว โดยใช้ตั๋ว N/P ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะไปที่กรมสรรพากร เพื่อถามอธิบดีกรมสรรพากร ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายจงใจใช้ช่องว่างเลี่ยงภาษีหรือไม่ ถ้าไม่คนอื่นเลียนแบบ แพทองธารโมเดลเช่นนี้จะทำอย่างไร
“ผมคิดว่าทั้ง คุณภูมิธรรมและพ.ต.อ. ทวี รอด…ไม่ได้ชี้นำศาลนะ แต่ดูจากรูปการณ์มันยังไกล…แต่ถ้ามีการร้องนายกฯ ผมว่าใกล้ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเลี่ยงภาษี แต่…ใครจะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” —เป็นบทสรุปชวนคิดจาก รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่กล่าวไว้ระหว่างสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” เขาวิเคราะห์ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณีสว.92 คน ยื่นถอดถอน “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรมว.กลาโหมกับ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ข้อหาขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จากการใช้ดีเอสไอแทรกแซงการตรวจสอบการเลือกสว. นั้นเกิดจากการที่ สว. “เอาคืน” เป็นความพยายามสู้สุดฤทธิ์เพื่อ “เอาตัวรอด” เพราะเกมนี้ไม่ใช่ผลกระทบทางการเมือง แต่เดิมพันสูง กระทบถึงตัวหากต้องพ้นจากตำแหน่งสว. ส่วนฝั่งสองรัฐมนตรีที่ถูกร้องก็คง “ร้อนขึ้น” และ “คดี” น่าจะเร่งขึ้นด้วย “ร้อนขึ้นครับ และคดีจะเดินเร็วขึ้น เพื่อนำข้อมูลมาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ดำเนินการด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่กลั่นแกล้ง ควบคู่ไปกับเป้าหมายพรรคเพื่อไทยที่ไม่ต้องการให้อำนาจในสภาสูงอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่เป้าหมายของฝั่งเพื่อไทย อาจไม่ใช่เรื่องของประเทศชาติ…แต่ทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองมากกว่า” สว.กับอำนาจตั้งองค์กรอิสระ…ที่ฝ่ายการเมืองอยากควบคุม เขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสว. ในสายตาของฝ่ายการเมือง เนื่องจากมีอำนาจในการตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ “ที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน สว.ก็ลงมติไม่รับรอง เพื่อไทยอาจมองว่าอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้กลไกนี้อยู่นอกมือตัวเอง เพราะเป็นกลไกที่ชี้เป็นชี้ตายฝ่ายการเมืองได้ ” ที่ผ่านมาจะเห็นการลงมติเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากจนผิดปกติ ประชาชนก็ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนเข้าใจว่าภูมิใจไทยมีแต้มต่อมากกว่า เพราะมีสายสัมพันธ์กับสว. ศึกที่จะพยายามแชร์อำนาจไปจึงไม่น่าจะจบง่าย ๆ” แม้ในสภาฯ จะเพิ่งผ่านการลงมติไว้วางใจนายกฯ ไปอย่างชื่นมื่น แต่ศึกระหว่าง สว.สายสีน้ำเงินกับพรรคเพื่อไทยยังดำเนินอย่างเข้มข้น ไล่ตั้งแต่การตรวจสอบการฮั้วสว. สว.ย้อนกลับเอาคืน จนถึงส่งศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดถอด 2 รมต. ออกจากตำแหน่ง แต่นั่น…อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นหรือคำเตือน… ” เมื่อยื่นถอดรมต.ได้ ก็ยื่นถอดนายกฯ ได้ โดยเฉพาะปมข้อกล่าวหา ใช้ตั๋ว PN เลี่ยงภาษีรับให้ หากมีการยื่นจริง อาจถูกศาลฯ พิจารณาว่าขาดคุณสมบัติได้” ภูมิธรรม-ทวี รอด แต่ถ้ายื่นนายกฯ มีลุ้นหลุดนายกฯ สำหรับคำร้องสองรมต.นั้น สมชัยมองว่า น่าจะรอดจากการถูกถอดจากตำแหน่ง ดังจะเห็นได้จากศาลฯ…
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงเรื่องนี้หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเสนอร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวแบบใหม่ หลังจากผ่านการเปิดรับฟังความเห็นกว่า 80,000 ราย และ 80% เห็นด้วย จากนี้จะเสนอร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป นางสาวแพทองธาร ยืนยันเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ไม่เท่ากับ กาสิโน เพราะมีกาสิโนไม่เกิน 10% ขณะที่ 90% เป็นฮอลล์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ความจุ 50,000 คน indoor Stadium ขนาดใหญ่ สวนน้ำ โรงแรม ร้านอาหาร ที่จะสร้างรายได้กว่า 119,000- 238,000 ล้านบาท คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เกิดอาชีพใหม่ และทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีจากกาสิโน และธุรกิจอื่นเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ที่สำคัญมีกฎหมายควบคุม กำกับดูแลเคร่งครัด เพื่อป้องกันติดการพนัน นายกรัฐมนตรี อยากให้มองเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ในภาพใหญ่ไม่ใช่เจาะเฉพาะกาสิโน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นรัฐบาลต้องชี้แจงให้ทุกฝ่ายเข้าใจทั้งรัฐสภา และกลุ่มมวลชนต่างๆ พร้อมรับฟังความเห็น และตอบข้อสงสัยทั้งหมด ยืนยันจะสื่อสารให้เกิดความเข้าใจให้มากขึ้น เมื่อถามว่า ได้หารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องกาสิโน เพื่อเคลียร์ในแต่ละพรรคหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในสภาฯ นายกรัฐมนตรี หันไปทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และตอบว่าคุยแล้ว และผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว ก่อนแซวสื่อมวลชนว่าจะให้มีรอยร้าวพรรคร่วมอีกแล้ว “แต่ละพรรคต้องไปคุยกัน และอาจแก้ให้เกิดความเหมาะสม เราเห็นว่านี่เป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศ ถ้าดูตัวเลขพบนักท่องเที่ยวจะเพิ่ม 5-10% มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 12,000 – 39,000 ล้านบาทต่อปี และเก็บภาษีจากธุรกิจอื่น 8,000 ถึง 35,000 ล้านบาทต่อปี โดยภาษีเฉพาะกาสิโนขั้นต่ำ 3,264 ล้านบาทต่อปี จึงเป็นโอกาสของประเทศที่แท้จริง อย่าไปโฟกัสแค่เรื่องเดียว”
นายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ทีมงานต่างประเทศ อดีตพรรคก้าวไกล และเป็นบุตรชายนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวอ้างถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นการอภิปรายของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ที่รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงต่อสภาฯ โดยนายฟูอาดี้ระบุว่า เป็นกรณีที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการจัดตั้งกาสิโนในประเทศไทย และสถานทูตจีนก็พูดเรื่องนี้กับทางการไทย เพราะการเล่นการพนัน ผิดกฎหมายจีน อาจส่งผลให้จีนเปลี่ยนนโยบายโดยจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย นายฟูอาดี้บอกด้วยว่า ขณะที่ไทยก็มีแนวโน้มจำกัดการเข้าถึงกาสิโนของคนไทย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 50 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 6 เดือน คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบคือ ในบริบทของความเสี่ยงเช่นนี้ การลงทุนใน Entertainment Complex จะคุ้มค่าหรือไม่ ใครจะเข้ามาบริการ CASINO? และได้เตรียมรับมือกับผลกระทบของการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้หรือยังหากนโยบายนี้สำเร็จ
เป็นภาพที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมื่อวานนี้ กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินขึ้นไปถ่ายรูปกับ “อุ๊งอิ๊งค์” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระทั่งถูกเรียกว่า เท้ง การละคร เหมือนการอภิปรายฯ แค่การแสดงเท่านั้นวันนี้นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. พรรคประชาชน โพสต์เพื่อสื่อให้เห็นว่าภาพร่วมเฟรมของผู้นำฝ่ายค้านกับนายกฯ “อุ๊งอิ๊งค์” มีที่มา โดยนำภาพนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส. พรรคเพื่อไทย เดินมาจูงแขนนายณัฐพงษ์ ขึ้นไปถ่ายรูปกับนายกฯ แพทองธาร พร้อมระบุว่า“ขอบคุณครับที่หาภาพได้ ผมหาไม่เจอต้นตอของภาพ ข้อเท็จจริงคือด้วยความมีมารยาทของพี่เท้งที่ให้เกียรติผู้อาวุโสทางการเมืองถูกเอาไปเป็นประเด็น และผมเห็นอยู่และยังคิดว่าจะโดนเอาไปโจมตีไหม และโดนจนได้ ซึ่งทำให้ผมเรียนรู้อะไรขึ้นเยอะว่าไม่ควรไว้ใจคนพวกนี้เลยปล.เสื้อครีมที่วง ผมเองครับ”
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา และประธานอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ เปิดเผยกับ ไทยโพสต์ ถึงความคืบหน้าการสอบจริยธรรมแพทย์ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนานเกือบ 6 เดือน โดยไม่ต้องเข้าเรือนจำแม้แต่วันเดียวว่า ขณะนี้กระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงการจัดทำรายงานสรุปผลเสนอที่ประชุมใหญ่แพทยสภา ซึ่งนัดหมายไว้เบื้องต้นในวันที่ 10 เมษายนนี้ “ตอนนี้ถือว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว เหลือขั้นตอนสรุปทำรายงานและตรวจร่างรายงาน การเก็บข้อมูลครบหมดแล้ว 99.99 เปอร์เซ็นต์” ศ.นพ.อมร กล่าว พร้อมระบุว่า เวชระเบียนของโรงพยาบาลตำรวจได้ส่งข้อมูลมาในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ และอนุกรรมการฯ เห็นว่าเพียงพอต่อการพิจารณาแล้ว ทั้งนี้ แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ถูกร้องเรียน ได้เข้าชี้แจงต่ออนุกรรมการฯ ครบถ้วน เมื่อถามถึงแนวโน้มของผลสอบสวน ศ.นพ.อมรกล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะอยู่ระหว่างร่างสำนวน และต้องรอการลงมติในที่ประชุมใหญ่แพทยสภา ซึ่งอาจมีความเห็นเพิ่มเติมหรือสั่งให้สอบสวนต่อก็ได้ หากมีมติดังกล่าว ก็จะมีการขยายเวลาสอบเพิ่มอีกประมาณ 1 เดือน สำหรับข้อสงสัยว่าผลสอบจะเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่ ศ.นพ.อมร ย้ำว่า “อย่าเพิ่งคาดเดา แต่ยืนยันว่าอนุกรรมการฯ ทำตามเอกสารข้อมูลเท่าที่จะสอบสวนได้ตามมาตรฐานจริยธรรมทางการแพทย์ ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล มีหลักฐานชัดเจน และพร้อมชี้แจงต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา” ในประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การรักษานายทักษิณมีความผิดปกติหรือไม่ ศ.นพ.อมร ระบุว่า เท่าที่พิจารณาเอกสารการรักษา พบว่าเป็นไปตามกระบวนการทางการแพทย์อย่างถูกต้อง แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้ เพราะไม่เหมาะสมที่จะพูดล่วงหน้าก่อนเข้าที่ประชุมใหญ่แพทยสภา “เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน รอวันที่ 10 เมษา แล้วกัน วันนั้นมาคุยกันอีก” ศ.นพ.อมร กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่าการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นการหลีกเลี่ยงการรับโทษจำคุก ทำให้แพทยสภาตั้งอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมขึ้นตรวจสอบบทบาทของแพทย์ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าผลการสอบสวนจะเป็นที่จับตามองจากสาธารณชนอย่างมาก (ขอบคุณข้อมูล : ไทยโพสต์)
บ้านคือที่พักของคนธรรมดา แต่สำหรับเศรษฐี…บ้านอาจหมายถึง “เครื่องมือเลี่ยงภาษี” ที่ถูกกฎหมาย ⸻ ทำไมถึงพูดแบบนั้น เราเห็นรัฐบาลพยายามออกกลไกลลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเครื่องมือที่เรียกว่า “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” มาตั้งแต่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” เริ่มใช้จริงใน “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์” แต่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ผลที่ได้ลัพธ์ “ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด” ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: เก็บจริง แต่ไม่แตะคนรวย ประเทศไทยเริ่มใช้ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 อย่างเป็นทางการในปี 2563 โดยมีเป้าหมายเพื่อ: กระตุ้นการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดการกักตุนทรัพย์สิน กระจายฐานภาษีจาก “คนมีทรัพย์” มากกว่าการเก็บ VAT จากคนจน แต่ในทางปฏิบัติ… ระบบกลับเต็มไปด้วย ช่องว่าง เช่น ยกเว้น บ้านหลังแรก มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท 【1】 ยกเว้น “วัด โรงเรียน มูลนิธิ” ที่ใช้ในกิจกรรมเพื่อสาธารณะ มีอัตราภาษีต่ำมากสำหรับบ้านอยู่อาศัยที่จดทะเบียนชื่อบุคคลธรรมดา ผลคือ เศรษฐีไทยแทบไม่ต้องจ่ายภาษีที่ดินเลย แม้จะครอบครองอสังหาฯ หลายหลัง เพราะสามารถหลบเลี่ยงซอยราคาบ้านให้ต่ำกว่าเกณฑ์ คงเหลือเพียงคฤหาสน์ที่อาจเข้าช่องทางนี้ เลี่ยงภาษีได้อย่างไร…ในแบบคนมีบ้านหลายหลัง ตัวอย่างวิธีการเลี่ยงภาษีที่ดินแบบถูกกฎหมายที่มักใช้กัน แบ่งบ้านให้คนในครอบครัวคนละหลัง (ถือชื่อคนละคน) ตั้งบริษัทครอบครัวเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ โอนบ้านเข้า “มูลนิธิ” ที่ไม่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย 【2】 จดทะเบียนบ้านร้างว่า “อยู่อาศัย” เพื่อลดอัตราภาษีจาก “ที่รกร้าง” ทั้งหมดนี้…ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำไม่ได้เลยถ้าคุณไม่มีที่ปรึกษา–ไม่มีมูลนิธิ–ไม่มีโครงสร้างบริษัท และเอาจริง ๆ …มันอาจไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ามีสำนึกต่อส่วนรวม ซึ่งน่าเสียดายว่า “หายากเต็มที” ตัวอย่างบ้านในนามมูลนิธิ: ความเป็นเจ้าของที่มองไม่เห็น มีรายงานจากอดีตนักข่าว–สื่อออนไลน์บางแห่ง เปิดเผยว่า “บ้านพักของตระกูลชินวัตร” หลังหนึ่งในเขตจตุจักร เคยอยู่ในชื่อของมูลนิธิชินวัตร 【3】 แม้ไม่อาจยืนยันเจตนา แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้มูลนิธิในการถือครองทรัพย์สิน คือหนึ่งในวิธีที่ “อยู่เหนือระบบภาษี” อย่างถูกกฎหมาย กรณีนี้นอกจากสะท้อนให้เห็นกลวิธีในการเลี่ยงภาษีผ่องถ่ายระหว่างบ้านกับมูลนิธิแล้ว…ยังเห็นอะไรคุ้น ๆ อีกมั้ย… “ชินวัตร” อีกแล้ว นั่นอาจหมายถึงว่า พวกเขามองวิธีการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ “ใคร ๆ ก็ทำกัน” ไม่ได้โกงเพราะถูกกฎหมาย…
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน ที่หยิบยกประเด็นที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โอนหุ้นให้กับครอบครัวโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และไม่เสียภาษี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา วันนี้ยังตามขยี้ต่อโดยบอกตามกฎหมายแบบตรงไปตรงมา หากเจ้าของกิจการที่เป็นพ่อแม่ ต้องการโอนหุ้นของบริษัทให้กับลูก ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ลูกที่เป็นผู้รับ จะต้องจ่าย “ภาษีการรับให้” ในอัตรา 5% เขายังระบุ การที่ใช้กลวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย ให้พ่อแม่ โดยอ้างว่าไม่ใช่การรับให้ แต่เป็นการซื้อหุ้นแบบซื้อเชื่อ ที่ไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายเงินกันเมื่อไหร่ ช่องว่างทางกฎหมายที่เรียกว่า “แพทองธารโมเดล” นี้ จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมสรรพากรอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าแพรทองธารโมเดลถูกกฎหมาย ประชาชนที่กำลังจะโอนหุ้น โอนทรัพย์สิน โอนที่ดินให้กับลูก ลูกที่เป็นผู้รับให้ จะได้ใช้วิธีการนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี อาจทำให้กรมสรรพากร ไม่สามารถจัดเก็บภาษีการรับให้ได้อีกเลย นายวิโรจน์ยืนยัน แพทองธารโมเดล เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ก็เพราะว่า หลายคนที่บอกว่า ใครๆเขาก็ทำกัน แต่เราไม่แปลกใจเหรอครับว่า คนที่เขาทำแบบนี้กันไม่มีคนกล้าแสดงตัวเลย และการใช้ตั๋ว PN เพื่อเปลี่ยน จากการรับให้ ให้เป็นการซื้อหุ้น โดยที่ไม่มีกำหนดการจ่ายเงิน ไม่มีดอกเบี้ย แบบนี้ ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีการรับให้ได้ ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ประเทศชาติมีแต่เสียผลประโยชน์ “อะไรที่เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ที่มีผู้แสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี หากพบช่องว่างสิ่งที่ควรทำคือเร่งรัดออกกฎหมาย หรือหามาตรการปิดช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียแก่รัฐ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีใช้ช่องว่างทางกฎหมายนั้น ในการตักตวงหาผลประโยชน์เสียเอง” นายวิโรจน์กล่าวตอนท้าย
