- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ประโยคเด็ด “ศึกซักฟอกครั้งนี้ จะลอกคราบ ‘แพทองธาร’ และ ‘ทักษิณ’ ไปพร้อมกัน” “ถ้าออกเหรียญคริปโต ‘ทักษิณคอยน์’ จริง ผมไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อถือ” “สภาฯ ไม่ใช่เครื่องจักร! การอภิปรายข้ามวันคือมายาภาพของประสิทธิภาพจอมปลอม” “หลังซักฟอก เธออาจเมคโจ๊ก… หรือเละเป็นโจ๊ก… หรือกลายเป็นตัวโจ๊กเอง” “โอกาสที่นายกฯ คนนี้จะยืนยาว… เหลืออยู่น้อยเต็มที” เปิดศึกซักฟอก 24 มี.ค.: เป้าใหญ่ไม่ได้มีแค่ ‘อิ๊งค์’ แต่ลามถึง ‘พ่อ’ รศ.ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักรัฐศาสตร์จากนิด้า วิเคราะห์ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 24 มีนาคมนี้ จะเป็นมากกว่าการซักถามต่อนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพราะเบื้องหลังคือเงาของทักษิณที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ จะมีการลอกคราบในหลายมิติ ตั้งแต่ขาดภาวะผู้นำ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ยอมให้บุคคลในครอบครัวครอบงำ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการลอกคราบ “ทักษิณ” ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นตัวละครหลักที่มีบทบาทมากกว่าลูกสาวนายกฯ “บทบาทของทักษิณมีมากกว่านายกฯ เสียอีก สื่อยังสนใจทักษิณมากกว่าลูกสาว เพราะมีข่าวด้านนโยบาย ส่วนแพทองธารขยันเป็นข่าวเรื่องเสื้อผ้า หน้าผม แต่ในเชิงสาระไม่มีเลย” “ทักษิณคอยน์” หรือฝันลอย ๆ ? ขายฝันล้างหนี้ แต่ฝากหนี้ไว้ให้ประเทศ อาจารย์พิชาย ชำแหละนโยบาย “ซื้อหนี้ประชาชน” ที่ทักษิณพูดไว้ จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่า จะเอาเงินมาจากไหน และใครจะซื้อหนี้ “ต้องเป็นเอกชนที่ ‘ฉลาดน้อย’ ถึงจะไปซื้อตามแนวคิดนี้” “หรือจะสร้างเงินจากอากาศแบบทรัมป์? ออกเหรียญคริปโต ‘ทักษิณคอยน์’ ? ถ้าทำจริงก็คงเละ เพราะเครดิตทักษิณเทียบทรัมป์ไม่ได้เลย” เขาชี้ว่านี่เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” ที่หวังคะแนนนิยม แต่ทิ้งแผลไว้ให้ประเทศต้องตามเก็บเยียวยาในภายหลัง ฝ่ายค้านแบ่ง 3 ชุดล้อม ‘อิ๊งค์’ : ชี้เป้า-เชื่อมพ่อ-สาวถึงทีม อาจารย์พิชาย เชื่อว่าฝ่ายค้านเตรียมแผนไว้ 3 ระดับ เจาะตรงนายกฯ ต้องให้ตอบเอง เชื่อมโยงนายกฯ…
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยกับ “The Publisher” ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า “มีหมัดเด็ดเยอะมาก มีหลายเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดเผยในสื่อสาธารณะมาก่อน ถือเป็นจุดตายของตัวนายกฯ ให้ประชาชนติดตามการอภิปรายฯ ที่จะเกิดขึ้น อาจจะดึกหรือถึงเช้าตีห้าครึ่ง ก็ต้องบอกว่าถ้าไม่ชมจะพลาดโอกาส แต่ถ้าพลาดจริง ๆ ก็สามารถติดตามย้อนหลังได้ “เราต้องกระจายข้อมูล หมัดน็อก หมัดเด็ด เพื่อให้มีคนดูอยู่ตลอดเวลา การเอาหมัดน็อกไปไว้ช่วงดึก ๆ คนอาจจะน้อย องครักษ์อาจเข้านอนแล้ว ดึกมากอาจมึนฟังไม่รู้เรื่อง ประท้วงไม่ทัน เราอาจจะได้เปรียบ (หัวเราะ) แม้ในช่วงดึกหรือเช้า นายกฯจะไม่อยู่ฟังแล้วก็ตาม” นายกฯ Work-Life Balance-สส.ลูกเล็กอดหลับอดนอน ศิริกัญญา เชื่อว่า นายกฯ คงไม่ได้อยู่ฟังตลอด โดยเฉพาะช่วงดึกและเช้า เพราะนายกฯ มี Work-Life Balance ที่ฝ่ายค้านและเจ้าหน้าที่สภาฯ ไม่มี ทั้ง ๆ ที่สส.หลายคนก็มีลูกยังเล็ก เช่น รังสิมันต์ โรม ลูกเล็กมาก (หัวเราะ) จึงต้องขอให้ช่วยเห็นใจกันด้วย มันไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องอัดทุกอย่างให้จบภายในสองวัน ไหน ๆ การประชุมครม.ก็เลื่อนได้ ทำไมไม่ให้อภิปรายฯ สามวัน มันก็อธิบายได้ยาก ไม่ให้เกียรติสภาฯ และฝ่ายค้านในการทำหน้าที่ตรวจสอบเท่าไหร่ ซักฟอกลอกคราบทั้งนายกฯ-คนในครอบครัว สำหรับหมัดน็อกพุ่งตรงไปที่จุดตายนายกฯ ยังขออุบไว้ก่อน แต่ในการอภิปรายฯ ครั้งนี้จะลอกคราบทั้งนายกฯ ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่จะถูกน็อคคาสภา และมีบุคคลในครอบครัว ที่เกี่ยวพันกับการตัดสินใจของนายกฯ ในการบริหารประเทศด้วย “ศึกซักฟอกครั้งนี้จะลอกคราบได้อย่างหมดจดจริง ๆ จะปลดเปลื้องให้ประชาชนได้เห็นเลยว่า เกิดอะไรขึ้นกับการที่ต้องแลกประเทศเพื่อให้ครอบครัว ๆ หนึ่งได้ประโยชน์” นายกฯ บอกไม่มีใครเอาประเทศไปแลกกับดีล? นี่แหละ! ด้วยความที่นายกฯ โนสน โนแคร์แบบนี้ก็เลยไม่รู้ตัวว่าสุดท้ายคนที่เขาต้องเสียผลประโยชน์ของประเทศไปเป็นอย่างไร เพราะในหัวมีแต่เรื่องครอบครัวของตัวเอง
วันที่ 21 มีนาคม 2568 – การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าอาจสะดุด เนื่องจากพบปัญหาในญัตติของฝ่ายค้าน สืบเนื่องจากการที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขีดฆ่าชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ และแก้เป็น ‘บุคคลในครอบครัว’ พร้อมเซ็นกำกับ แก้ไขญัตติไม่ถูกต้อง เสี่ยงกระทบการอภิปราย มีรายงานว่า ตามข้อบังคับการประชุม การแก้ไขดังกล่าวไม่สามารถทำได้ ต้องเสนอญัตติใหม่พร้อมรายชื่อสมาชิกที่ลงนามรับรอง อย่างไรก็ตาม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้บรรจุญัตตินี้ในวาระแล้ว หากเดินหน้าอภิปรายตามกำหนด อาจเกิดปัญหาทางข้อบังคับ บทเรียนจากอดีต: สับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีนี้คล้ายกับเหตุการณ์ในอดีต เมื่อครั้งนายอุดมเดช รัตนเสถียร กับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา สับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยไม่มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อรับรอง จนเป็นคดีความต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้ว่าคดีนี้ศาลฎีกาฯ จะพิพากษายกฟ้องก็ตาม แนวทางแก้ไข: ถอนญัตติหรือเสนอใหม่ ขณะนี้ ฝ่ายกฎหมายของสภากำลังพิจารณาหาทางออก หนึ่งในแนวทางคือให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อน แล้วให้ฝ่ายค้านเสนอญัตติใหม่ ซึ่งอาจทำให้การอภิปรายในสัปดาห์หน้าต้องเลื่อนออกไป
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 มีรายงานว่า “สระมรกต” สัญลักษณ์ใจกลางอาคารรัฐสภาไทย กำลังจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องสมุดและพื้นที่ทำงานร่วม (co-working space) ด้วยงบประมาณ 150 ล้านบาท เหตุผลหลักที่ถูกอ้างถึงคือปัญหายุงรบกวนและการรั่วซึมของสระ จากสระน้ำสู่ห้องสมุด: การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น? นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ระบุว่า การปรับปรุงนี้จะช่วยแก้ปัญหายุงและการรั่วซึม รวมถึงเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ โดยจะสูบน้ำออก ปูพื้นใหม่ และสร้างห้องกระจกสำหรับห้องสมุดและพื้นที่ทำงานร่วม งบประมาณ 150 ล้านบาท: ความคุ้มค่าหรือการใช้จ่ายเกินจำเป็น? การใช้งบประมาณ 150 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นในการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน ห้องสมุดและ Co-Working Space: แฟชั่นหรือความจำเป็น? การสร้างห้องสมุดและพื้นที่ทำงานร่วมในอาคารรัฐสภาอาจถูกมองว่าเป็นการตามกระแสแฟชั่นของการทำงานยุคใหม่ แต่ควรพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ และมีความจำเป็นเพียงใดสำหรับข้าราชการและผู้มาติดต่อ การตัดสินใจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การปรับปรุง “สระมรกต” เป็นห้องสมุดและพื้นที่ทำงานร่วมด้วยงบประมาณ 150 ล้านบาท ควรถูกพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน
เป็นกรณีที่เกษตรกรชาวประมงชุมนุมประท้วงที่รัฐบาลไม่จริงจังกับการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่กลับมาระบาดหนัก และไม่สามารถหาผู้นำเข้ามารับผิดชอบได้ จนนำมาเทประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่มีภาพนายกฯ พาลูกๆ เดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก วันนี้ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำผู้บริหารกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง และอธิบดีกรมประมงแถลงข่าวการแก้วิกฤตปลาหมอคางดำ…ทางรอดระบบนิเวศไทย ซึ่งเริ่มจากรายงานผลปฏิบัติการที่ผ่านมาว่าควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง 3,702,038 กิโลกรัม แหล่งน้ำธรรมชาติ 1,380,073 กิโลกรัม พร้อมกับปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแปรรูปปลาหมอคางดำ รวมกว่า 3,702,038 กิโลกรัม พร้อมสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายในพื้นที่กันชน สร้างความรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ พัฒนางานวิจัยทำหมันปลาหมอคางดำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ ทั้งนี้ยืนยันว่า มีขั้นตอนดำเนินการตรวจสอบ ควบคุมและกำจัด และป้องกันการหลุดรอดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับในพื้นที่สำรวจทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และจากข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จะเร่งเพิ่มความเข้มข้นดำเนินการกำจัดต่อไป ล่าสุดนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้สำนักงบประมาณ จัดสรรงบประมาณอีก 98,457,100 บาทให้กรมประมงอย่างเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนการรับซื้อปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกจากแหล่งน้ำ 3 ล้านกิโลกรัม รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือ และปลานักล่าในการกำจัดปลาหมอคางดำ และนำไปแปรรูป เพื่อควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ กรมประมงจะกำหนดจุดรับซื้อไว้แล้วในเบื้องต้น 86 จุด และเตรียมประกาศรับสมัครจุดรับซื้อเพิ่มเติม คาดจะแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศต่อไป
“มาเป็นหนี้เสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าอดเข้าโครงการล้างหนี้”“ถ้าบอกไม่ต้องใช้เงินรัฐบาลเลย มันโกหกชัด ๆ!”“เสียงด่าจากคนเคยเชียร์ จะดังกว่าเสียงด่าจากคนไม่เคยเชียร์”“ซื้อหนี้ประชาชน คิดไม่ครบ พูดก่อน เป็นอีกหนึ่งโครงการ “ชิงสุกก่อนห่าม” เป็นวรรคทองส่วนหนึ่งจากคำวิจารณ์ตรงประเด็นของ ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ให้ไว้กับ The Publisher ผ่านรายการ The Publisher ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” จากแนวคิดซื้อหนี้ประชาชน เพื่อล้างหนี้เครดิตบูโร ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเธอมองว่าเป็นการปลุกความหวังประชาชนเพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง โดยไม่คิดให้รอบด้าน “ที่บอกว่าไม่ใช้งบประมาณเลย ก็โกหกชัด ๆ ” พูดก่อนคิด-คิดไม่ครบ-ชิงสุกก่อนห่าม ศิริกัญญา ชำแหละโครงการแบบละเอียด โดยอิงจากคำยอมรับของ พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง ที่ออกมายืนยันเองว่า การซื้อหนี้อาจเลี่ยงใช้งบประมาณไม่ได้ และต้องคัดกรองเฉพาะหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาทจากกว่า 3 ล้านบัญชี ซึ่งหลายบัญชีตามตัวไม่ได้แล้ว เป็นกลุ่มหนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ ไม่มีความหวังจะจ่ายคืน “คนที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย อาจทำตัวให้เป็นหนี้เสีย เพื่อให้ได้เข้าโครงการ เหมือนรอบก่อน ‘คุณสู้ เราช่วย’ ที่คนพลาดสิทธิ์เพราะยังไม่เป็น NPL” — ศิริกัญญายกตัวอย่างความเสี่ยงของแรงจูงใจผิด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงิน “เป็นโครงการชิงสุกก่อนห่าม คล้ายดิจิทัลวอลเล็ต ที่สร้างความหวังเพื่อเรียกคะแนนเสียงมากกว่าจะคิดรอบด้านและคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา” ดีลนี้ใครได้ประโยชน์? ประชาชนหรือแบงก์ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร ออกมายอมรับว่าต้องใช้งบประมาณรัฐแน่ และจะจำกัดแค่ “หนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท” ซึ่งมีอยู่กว่า 3 ล้านบัญชี ซึ่งศิริกัญญา มองว่า หนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือ “หนี้สิ้นหวัง” เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ลูกหนี้หลายรายตามตัวไม่ได้ เป็นหนี้เสียโดยสมบูรณ์แล้ว “ซื้อหนี้เหล่านี้ ไม่ได้ปลดหนี้ แต่แค่ย้ายหนี้ไปอีกเจ้าหนึ่ง แล้วต้องผ่อนต่อเหมือนเดิม” เธอยังชี้ให้เห็นผลประโยชน์ของแบงก์ที่จะได้กำไรทันที “หนี้ที่ตั้งสำรองไว้เต็มร้อย พอขายออก แบงก์ไม่ต้องตั้งสำรองอีก กลายเป็นกำไรทันที แบงก์สบาย รัฐอาจต้องรับความเสี่ยงแทน เพราะสุดท้ายบริษัทที่จะไปซื้อหนี้ ก็คงเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์กึ่งรัฐวิสาหกิจ…
ในเวทีเสวนาเรื่อง “แนวทางการบูรณาการความร่วมมือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ซึ่งมีตัวแทนจากองค์กรอิสระร่วมเสวนา มีการยกตัวอย่างเกี่ยวกับการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยนายภานุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือ กสม.ที่ระบุถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ กรณีนักโทษชั้น 14 ซึ่งตนเองเคยเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงรู้ขั้นตอนการส่งตัวนักโทษไปรักษาพยาบาลนอกเรือนจำ แต่กรณีนี้พบความผิดปกติตั้งแต่การส่งตัวจากเรือนจำไปโรงพยาบาลตำรวจ นายภานุวัฒน์ระบุด้วยว่าจนถึงวันนี้ กสม. ยังไม่ได้ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจว่าป่วยจริงแบบที่อ้างหรือไม่ ก่อนที่จะหันไปถามตัวแทน ป.ป.ช. ซึ่งกำลังตรวจสอบเรื่องนี้ว่าได้รับข้อมูลจาก 2 หน่วยงานหรือยัง ก็ได้รับคำตอบว่ายังไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนี่คือปัญหาที่ทำให้องค์กรตรวจสอบไม่สามารถสอบสวนได้อย่างสุดทาง เพราะแม้แต่หน่วยงานรัฐยังอ้างเหตุไม่ส่งข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่ามีการใช้อำนาจโดยทุจริตหรือไม่ ทั้งนี้ 5 องค์กรอิสระบนเวทีเสวนา คือ ป.ป.ช.,สตง.,ผู้ตรวจการแผ่นดิน, กกต. ,และ กสม. พร้อมที่จะยกระดับความร่วมมือในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้กระทำการทุจริตเข้มข้นมากขึ้นทั้งเรื่องการยึดทรัพย์ เสนอห้ามลดโทษผู้กระทำการทุจริตเด็ดขาด
รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามแรงถึงพรรคภูมิใจไทยและหัวหน้าพรรคอย่าง อนุทิน ชาญวีรกุล กรณี ยังไม่เดินหน้าผลักดันนโยบายโซลาร์เซลล์บนหลังคา ตามที่หาเสียงไว้เมื่อเลือกตั้งปี 2566 ทั้งที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งดูแลทั้ง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มาเกือบ 2 ปีแล้ว “หาเสียงไว้ว่าจะลดค่าไฟด้วยโซลาร์ฟรีบนหลังคา ช่วยชาวบ้านหลังละ 450 บาทต่อเดือน แต่ผ่านมาเกือบครึ่งเทอมของรัฐบาล ก็ยังไม่มีวี่แวว จะเริ่มพูดแล้วทำ…กี่โมง?” 2 วิธีง่าย ๆ ที่รัฐมนตรีทำได้เลย – แต่ยังไม่ทำ รสนา ชี้ว่า หากรัฐมนตรีมหาดไทยต้องการ “พูดแล้วทำ” จริง ก็สามารถใช้อำนาจที่มี สั่งการได้ทันที 2 แนวทาง เพื่อให้ชาวบ้านที่ลงทุนติดโซลาร์เอง ได้ลดค่าไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ เปิดทาง Net Meteringให้ประชาชนสามารถ “ฝากไฟฟ้า” ที่ผลิตได้จากโซลาร์บนหลังคา เข้าระบบสายส่ง แล้วหักลบกับปริมาณการใช้ไฟในแต่ละเดือน เช่น ถ้าผลิตได้ 100 หน่วย ใช้ไป 200 หน่วย ก็จ่ายแค่ส่วนเกิน 100 หน่วยเท่านั้น “นโยบายนี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท ขอแค่รัฐมนตรีสั่ง กฟน.และกฟภ.ให้ดำเนินการเท่านั้นเอง” เปิดทาง Net Billingให้ กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาของประชาชน ที่ติดตั้งขนาด 5-10 กิโลวัตต์ ตามราคาที่รัฐกำหนด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้เสริมจากพลังงานสะอาด รสนาระบุว่า เธอเคยพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกฟภ. ซึ่งเห็นด้วยว่าการรับซื้อไฟจากประชาชนในพื้นที่ดีกว่าซื้อจากโรงไฟฟ้าที่ห่างไกล เพราะช่วยลดการสูญเสียไฟฟ้าระหว่างทาง และช่วยลดปัญหาไฟตกไฟดับได้ด้วย “แต่สุดท้ายกฟภ.จะทำหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ‘นโยบาย’ ซึ่งรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด” พูดแล้วทำ VS พูดแล้วเงียบ | ไม่อยากให้เปลี่ยนเป็น “พรรคพูดแล้วไม่ทำ” รสนา เปรียบเทียบว่า สมัยที่นายอนุทินเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข สามารถผลักดันนโยบายกัญชาเสรีได้ ตรงกับที่หาเสียงไว้ แต่ในกรณีโซลาร์…
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวคิดของภาครัฐในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC – Asset Management Company) เพื่อ ซื้อหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะหนี้อุปโภค-บริโภคจากระบบ เครดิตบูโร ถือเป็นการสะท้อนความตระหนักถึงปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2567 พบว่า NPL (หนี้เสียที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป) ของภาคประชาชนในเครดิตบูโรมีจำนวนสูงถึง 9.59 ล้านบัญชี มูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เรื้อรังมาตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา “AMC จะช่วยให้ระบบการเงินไทยลดภาระหนี้เสีย แยกหนี้เสียออกจากงบดุลของธนาคาร ทำให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้คล่องขึ้น” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดนี้จะดูเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ยังมีคำถามว่า AMC ที่กำลังจะตั้งขึ้น จะสามารถบริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? และจะเป็นการแก้ปัญหายั่งยืน หรือแค่การยื้อเวลาให้ระบบการเงินเดินหน้าต่อไป? เปรียบเทียบวิกฤตปี 2540 กับปัจจุบัน: AMC ครั้งนี้ต่างจากอดีตอย่างไร? กรณี AMC ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับไทย เพราะเคยมีแนวทางนี้มาแล้วหลัง วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่ทำให้ หนี้เสียพุ่งสูงถึง 52.3% ของสินเชื่อรวม (คิดเป็น 2.5 ล้านล้านบาทในปี 2542) ปี 2540-2541 มีการตั้ง AMC เอกชนและภาครัฐกว่า 10 แห่ง เพื่อแยกหนี้เสียจากธนาคารออกไป ปี 2544 มีการจัดตั้ง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (TAMC) ซื้อหนี้เสียกว่า 7.8 แสนล้านบาท จากสถาบันการเงิน เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการอ่อนค่าของเงินบาท ส่งเสริมการส่งออกและเงินลงทุนจากต่างชาติ ทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวจากหนี้เสียได้ง่ายกว่า ความแตกต่างของวิกฤติครั้งนี้ คือปี 2540 เป็นวิกฤตภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันเป็น วิกฤตหนี้ภาคประชาชน ในปี 2540 รัฐใช้ TAMC ซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์ แต่ครั้งนี้เน้นซื้อหนี้รายย่อย ตลาดการบริหารหนี้วันนี้ซับซ้อนกว่า เพราะ มี AMC…
ฐิติวัฒน์ กลีบมาลาย แกนนำชาวนาภาคกลาง เผยเสียงสะท้อนสุดสิ้นหวังของชาวนาคนหนึ่งที่เมื่อวาน (20มี.ค.68) เอาข้าวไปขายแต่ถูกกดราคาเหลือเพียงแค่ 4,400 บาทต่อตันเท่านั้น ถึงกับท้อแท้ปรับทุกข์ผ่านทางไลน์กับเขาว่า “ถ้ามีข่าวชาวนาฆ่าตัวตายเพราะราคาตกต่ำละ” ซึ่งเขาก็ทำได้เพียงแค่ปลอบใจว่า “อย่าไปคิด เราต้องสู้กับมัน” นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความคับแค้นของชาวนา จนทำให้เริ่มหารือกันว่า 24 มีนาคมนี้ อาจเดินทางไปสภาฯ ฟังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลตอบไม่ได้ว่า จะแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างไร การเคลื่อนไหวครั้งนี้ อาจยกระดับจากการเรียกร้องเป็นการขับไล่รัฐบาลแทน! ราคาข้าวตกต่ำ แต่ต้นทุนสูงขึ้น! ชาวนากำลังถูกบีบให้จนลง ฐิติวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนของชาวนาเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ราคาปุ๋ยเคมีและสารเคมีเกษตรเพิ่มขึ้น ค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่านาที่แพงขึ้นต่อเนื่อง และล่าสุดยังมีค่าเผาตอซังข้าวเพิ่มเข้ามาด้วย แต่ราคาข้าวเปลือกกลับตกต่ำ จาก 6 พันกว่าบาทที่ว่าแย่แล้วตอนนี้ร่วงไปเหลือสี่พันกว่าบาทในบางพื้นที่แล้ว “เกี่ยวมาไม่ได้เงิน แต่ได้หนี้ ใช้หนี้แล้วก็ไม่เหลืออะไรเลย ที่เหลือก็อาจยังเป็นหนี้ที่ใช้ไม่หมดเพราะรายได้ไม่พอ” ชาวนาต้องการอะไรจากรัฐบาล? เขาบอกว่า สิ่งที่ชาวนาต้องการไม่ใช่การอุดหนุนเงินตลอดเวลา แต่ควรมีมาตรการประกันราคาข้าวที่เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้พ่อค้าคนกลางกดราคาต้องลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ควบคุมราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และค่าเช่านา ที่สูงขึ้นจนชาวนาขาดทุน มีมาตรการช่วยชาวนาเป็นรูปธรรม “ไม่ใช่สับขาหลอกไปวัน ๆ ”
