- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
สถาบันยุวทัศน์ฯ จับมือหน่วยงานภาครัฐ เปิดผลสำรวจเฝ้าระวังเว็บไซต์พนันปี 2567 ชวนชมสดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “พนันออนไลน์…สุดท้ายคือหายนะ” 6 มิถุนายนนี้ ปัญหาการพนันออนไลน์ยังคงเป็นภัยคุกคามสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและหาแนวทางป้องกัน สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดเผยผลการเฝ้าระวังเว็บไซต์พนัน ปี 2567 พร้อมกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “พนันออนไลน์…สุดท้ายคือหายนะ” กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องเพชรบุรี โรงแรมเอเชียกรุงเทพ ถนนพญาไท กรุงเทพฯภายในงาน ท่านจะได้พบกับ: การแถลงข่าวเปิดเผยผลการเฝ้าระวังเว็บไซต์พนัน ปี 2567 โดย คุณสุรเชษฐ์ โพธิ์แสง รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย การเสวนาหัวข้อ “พนันออนไลน์…สุดท้ายคือหายนะ” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ คุณฮาซีม เถาวัลย์ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย คุณขวัญชนก วุฒิกุล อดีตคอมเมนเตเตอร์รายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คุณธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ดำเนินรายการโดย คุณศศิภา เศษบุบผา กิจกรรมมอบข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจัดทำโดยเด็กและเยาวชน สำหรับผู้ที่สนใจแต่ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ด้วยตนเอง สามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live Youth Club เด็กมีภูมิ: https://www.facebook.com/profile.php?id=61559484540334 มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านภัยพนันออนไลน์ เพื่ออนาคตที่ดีของเยาวชนไทย!
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังขนาดใหญ่ 3 แห่งในย่านบางแค กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายและเก็บสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า พบเสื้อผ้าและสิ่งของอื่น ๆ กว่าแสนชิ้น มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาล ปฏิบัติการครั้งนี้ นำโดย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองคดีทรัพย์สินทางปัญญาและกองปฏิบัติการพิเศษ โดยมีหมายค้นจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จากการตรวจค้น พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าของแบรนด์ดังหลายแบรนด์ อาทิ ซานริโอ (Sanrio) และดิสนีย์ (Disney) ซึ่งประกอบด้วยสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เสื้อผ้า เครื่องเขียน ของเล่น ฯลฯ เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ถึง 5 คันในการขนย้ายของกลางกลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อทำการตรวจสอบและคัดแยกอย่างละเอียด โดยคาดว่าจะมีสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไม่น้อยกว่า 50,000 – 100,000 ชิ้น กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ และปกป้องผู้บริโภคจากการใช้สินค้าปลอมทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษขอความร่วมมือประชาชนในการแจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1202 (โทรฟรีทั่วประเทศ)
วันนี้ 5 ก.พ. 68 ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปธ.กรรมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมเป็นสักขีพยาน ปิดจุดตัดไฟ 5 จุด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ดังนี้ จุดที่ 1 จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณพรมแดนบ้านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ถึงเมืองพญาตองซู รัฐมอญ สาธารณณัฐแห่งสหภาพเมียนมาจุดที่ 2 จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านเหมืองแดง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ถึงเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจุดที่ 3 จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแม่สาย เขตแดนประเทศไทยฝั่งประเทศไทย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจุดที่ 4 จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประเทศไทย ถึงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจุดที่ 5 จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านห้วยม่วง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประเทศไทย ถึงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยงสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นผู้ปิดในจุดสุดท้าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า การดำเนินการในวันนี้เป็นไปตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติและรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชชยชัย ถ้านายรัฐมนตรีสามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาติดตามสืบสวนสอบสวนว่ามีการกระทำผิดการไฟฟ้าหากมีก็ขอให้มีการตัดซึ่งในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ได้ติดครมนั้นมาก็ออกหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ เมื่อถามว่าที่การดำเนินการล่าช้าเป็นเพราะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่ได้โยนกันไปโยนกันมา เพียงแต่ว่ามันมีขั้นตอน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีหน้าที่ในการจ่ายไฟ แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการประเมินว่ามีผลต่อความมั่นคงของประเทศหรือมีผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถประเมินเองได้แล้วหารือต่อไป พร้อมเน้นย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องของการเมืองแต่อย่างใด แต่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง การรับเข้าสั่งการจากรัฐบาลก็คือสายนโยบายไม่มีเรื่องการเมืองไม่มีการทำเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชัดเจนว่าได้มียืนยันตั้งแต่วันแรกที่เป็นประเด็น ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่มีข้อที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเชื่อว่าเป็นข้อสั่งการที่ถูกต้องตามกฏหมายก็จะดำเนินการทันที ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ววันนี้ ข้อสั่งการมาเมื่อคืนนี้สั่งการให้ดำเนินการตัดจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่เวลา 09:00 น. เป็นต้นไป ทางทีมงานก็ตัดกระแสไฟฟ้าได้เลยไม่ต้องรอ การงดจ่ายไฟทั้ง 5 จุด ระงับไป ประมาณ 20 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าเงิน…
กลายเป็นกระแสไวรัลที่ทำเอาวงการแพทย์สั่นสะเทือน เมื่อมีผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งทำคอนเทนต์ “แจกสูตรเครื่องดื่มกันท้อง” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง โดยนำ “โคล่าผสมกับเครื่องดื่มชูกำลัง” พร้อมอ้างสรรพคุณว่าสูตรนี้ ทานหลังกินยาคุมฉุกเฉินและทานติดต่อกันอีก 3-5 วัน จะทำให้โอกาสท้องแทบไม่มีเลย หรือสูตร “ชาเขียวผสมกับกาแฟ” มีสรรพคุณว่า ใครกลัวท้องต้องลองสูตรนี้ 5-7 วันหลังทานยาคุมฉุกเฉิน และ “โคล่าผสมกับโซดา” มีสรรพคุณช่วยให้ฮอร์โมนแปรปรวน ควรทานแค่เดือนละครั้ง ครั้งละ 7 วันติดกัน สำหรับคนไม่อยากมีลูก หลังโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เอาไว้หนาหู ชาวเน็ตท่านหนึ่งถึงกับแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นนี้ว่า “ถุงยางวางอยู่หน้าเคาท์เตอร์แท้ ๆ” ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มันไม่ใช่การเผยแพร่สูตรการผสมเครื่องดื่มแบบมั่วซั่วเพียงเท่านั้น แต่มันยังถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ ลงโลกอินเทอร์เน็ต หากผู้เสพสื่อขาดวิจารณญาณหรือขาดความตะหนักรู้ อาจเข้าใจผิดและนำไปใช้ได้ ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดย อ.เจษฎา มองว่า “ถ้าจะเสียเงินซื้อเครื่องดื่มพวกนี้ ผมว่าซื้อถุงยางอนามัยดีกว่าครับ ถูกกว่า มั่นใจกว่า ส่วน ‘ยาคุมฉุกเฉิน’ นั้น สามารถคุมกำเนิดได้จริง แต่ก็ไม่ได้จะ 100% และมีผลข้างเคียงด้วย” สำหรับ “ยาคุมฉุกเฉิน” ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นกล่อง โดย 1 กล่องจะมี 1 แผง แต่ละแผงมียาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด โดยในแต่ละเม็ดประกอบไปด้วยยาที่เป็นฮอร์โมนขนาดสูง ลีโวนอร์เจสเตรล (levonorgestrel)วิธีการรับประทานที่ถูกต้อง คือ รับประทานเม็ดแรกให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์แบบที่ไม่ได้ป้องกัน อย่างน้อยที่สุดคือไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง และรับประทานเม็ดที่ 2 หลังจากเม็ดที่ 1 ภายใน 12 ชั่วโมง และไม่แนะนำให้รับประทานยาเกิน 4 เม็ด หรือ 2 กล่องต่อเดือน ยาคุมฉุกเฉินอาจมีผลข้างเคียงการทานฮอร์โมนในปริมาณที่สูงมาก ผู้ใช้บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ และบ่อยครั้งจะทำให้ประจำเดือนมาเร็วหรือช้าลงได้ มีอาการปวดท้อง เจ็บคัดเต้านม มีเลือดออกกะปริบกะปรอยหรือมีเลือดออกมากระหว่างเดือน ยาคุมฉุกเฉินไม่ได้มีผลต่อการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ วิธีป้องกันโรคติดต่อ…
ปฏิบัติการตัดไฟฟ้าเมียนมา 5 จุด เพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง ท่ามกลางความสับสนและโยนความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานภาครัฐ จนชาวเน็ตถาม “จะตัดกี่โมง” แต่ทุกอย่างกลับได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว แบบพลิกหน้ามือเป็นฝ่าเท้า ก่อนนายกฯ เยือนจีนเพียงแค่วันเดียว และการตัดไฟฟ้าก็เป็นวันเดียวกับที่นายกฯ เดินทางไปจีน ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน คือวันนี้ (5 ก.พ.68) โดยมีกำหนดการอยู่ที่จีนถึง 8 ก.พ.68 The Publisher ชวนทุกคนไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่ปฏิบัติการครั้งนี้ รวมถึงวิเคราะห์สัญญาณจากจีน และอนาคตของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลังจากการตัดไฟฟ้ากันหน่อย ไทม์ไลน์ความสับสน : กว่าจะถึงวันตัดไฟ มิถุนายน 2566 : กฟภ. เคยตัดไฟเมียนมา 2 จุด บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เม.ย.-พ.ค.2567 : มีมติครม.และข้อสั่งการของนายกฯ เศรษฐา ให้มท. (กฟภ.-กปภ.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดไฟฟ้า-น้ำประปา แต่ไม่มีการดำเนินการ ต้นปี 2568 : ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง มีการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เกิดกรณี “ชิงชิง” นักแสดงชาวจีนตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน ทำให้เกิดการตื่นตัวทั้งในไทยและทางการจีน กุมภาพันธ์ 2568 : ม.ค.-ต้น ก.พ. : เสียงเรียกร้องการตัดไฟฟ้าเมียนมาเพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงโยนความรับผิดชอบกันไปมา ไม่มีความชัดเจนในการตัดสินใจ ปลาย ม.ค.-ปัจจุบัน : หลิว จงอี ผู้ช่วยคัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางไทย พบตร.ชั้นผู้ใหญ่ และ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ-รมว.กลาโหม วันที่ 4 ก.พ. 4 กุมภาพันธ์ : นายกฯ สั่งการให้ตัดไฟฟ้า 5 จุดในเมียนมา จากนั้นมีการประชุม สมช. สั่งตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และห้ามส่งน้ำมันไปเมียนมา 5 กุมภาพันธ์: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการตัดไฟฟ้าตามคำสั่ง…
กระทรวงการต่างประเทศยืนยัน เร่งช่วยเหลือ 4 ลูกเรือไทยที่ถูกคุมตัวในเมียนมาอย่างเต็มที่ เผยผู้แทนญาติได้เข้าเยี่ยมแล้ว พร้อมเปิดช่องทางให้ญาติที่ต้องการเข้าเยี่ยมสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาเน้นย้ำถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือลูกเรือประมงไทย 4 คน ที่ยังคงถูกทางการเมียนมาควบคุมตัวอยู่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ เพื่อให้การช่วยเหลือลูกเรือประมงทั้ง 4 คนเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดนายรัศม์ กล่าวว่า การดำเนินการช่วยเหลือต้องอาศัยการเจรจาทางการทูตที่แนบเนียน รวมถึงเวลาและความอดทนเช่นเดียวกับกรณีการปล่อยตัวประกันชาวไทยในกาซาที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไม่เคยละเลยการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนคนไทย นอกจากนี้ นายรัศม์ ยังกล่าวถึงกรณีที่การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวว่า ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหรือกระทรวงเพิกเฉย แต่ในทางกลับกัน การทำงานผ่านสื่อในบางกรณีอาจเป็นการสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายเมียนมา และทำให้การปล่อยตัวลูกเรือเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น จึงขอวิงวอนให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศจะไม่ลดละความพยายามในการเจรจาเพื่อนำมาซึ่งอิสรภาพของลูกเรือประมงไทยทั้ง 4 คน สำหรับญาติของลูกเรือที่แสดงความเป็นห่วงนั้น นายรัศม์ ยืนยันว่ารัฐบาลเข้าใจถึงความรู้สึกดังกล่าวดี และหากญาติท่านใดที่นอกเหนือจากผู้แทนญาติที่ได้เข้าเยี่ยมลูกเรือไปก่อนหน้านี้ มีความประสงค์จะเข้าเยี่ยมลูกเรืออีก สามารถติดต่อได้ที่กรมการกงสุล หรือ Hotline หมายเลข 0 2572 8442 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรัฐบาลพร้อมที่จะประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ตลอดเวลา ด้านนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงถึงการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศต่อกรณีลูกเรือประมงไทยทั้ง 4 คนว่า มีการดำเนินการใน 2 ด้าน ได้แก่ การดำเนินการทางการเมือง และการดำเนินการด้านกงสุล โดยยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด เพื่อผลักดันให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวลูกเรือโดยเร็วที่สุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า การคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ รวมถึงสวัสดิภาพของคนไทย ถือเป็นหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศ และเนื่องจากกรณีนี้มีความละเอียดอ่อนในภาพรวมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ จึงต้องอาศัยความอดทนและแนบเนียนตามแนวปฏิบัติทางการทูต โดยกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป การออกมาชี้แจงของตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ปธ.กมธ.ทหาร สภาฯ ลงพื้นที่เมื่อหลายวันก่อน และวิจารณ์ผ่าน The Publisher ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” อย่างเผ็ดร้อนถึงการทำงานของ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ว่าทำงานหยาบ ไม่มีความตั้งใจ จริงใจ ใส่ใจ ในการช่วยเหลือ 4 ลูกเรือประมง พร้อมตั้งคำถาม “ถ้าเป็นพ่อแม่คุณ จะทำแบบนี้หรือไม่” รวมถึงเห็นว่านายมาริษ ไม่เหมาะแม้แต่จะเป็น…
สำนักข่าวอิศราเปิดประเด็นร้อน หลังพบข้อมูลน่าสงสัยเกี่ยวกับการเงินของบริษัท สิงห์เมืองอุทัย 9 จำกัด ซึ่งมีนายอนันต์ ปาทาน สามีของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าของ ก่อนที่จะโอนหุ้นให้นางสาวอลิษา ปาทาน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2567 จากการตรวจสอบงบการเงินของบริษัทรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566 พบว่า มีเงินให้กู้ยืมระยะยาวแก่ “บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน” จำนวน 39.3 ล้านบาท โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและเงื่อนไขในการจ่ายคืนอย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่นางสาวซาบีดาและนายอนันต์ยื่นต่อ ป.ป.ช. กลับไม่พบรายการหนี้สิน “เงินกู้ยืม” จำนวน 39.3 ล้านบาทดังกล่าวแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวมีข้อสงสัยมากมาย อาทิ เงินกู้ยืม 39.3 ล้านบาท หายไปไหน? ทำไมไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.? “บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน” คือใคร? บริษัทปล่อยกู้ให้กรรมการบริษัทเองหรือไม่? หากเป็นการกู้ยืมจริง เหตุใดจึงไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน?สำนักข่าวอิศราระบุว่า กรณีนี้เป็นปริศนาที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและสามีควรให้ความกระจ่างแก่สังคม รวมถึง ป.ป.ช. เองก็ควรเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ (ขอบคุณข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ กรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกแห่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของศาลในการรักษาความยุติธรรมและปกป้องประเทศชาติ ในจดหมายดังกล่าว ได้อ้างอิงถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้” เพื่อสื่อถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ของศาลในการเป็นที่พึ่งของประชาชน พร้อมเน้นย้ำถึงอำนาจและหน้าที่ของสถาบันตุลาการในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และรักษาความยุติธรรม หลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐของชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการปราบปรามและกำจัดอำนาจบริหารที่ฉ้อฉล คดโกงประเทศชาติและประชาชน และประเด็นสำคัญทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการพักโทษหรือทุเลาโทษ โดยเน้นย้ำถึงความชอบธรรมของศาลในการใช้อำนาจดังกล่าว และเตือนถึงการก้าวก่ายหรือละเมิดอำนาจอันชอบธรรมของสถาบันตุลาการ อีกทั้งยังได้ยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ศาลฎีกาได้ยืนยันอำนาจของศาลในการพิจารณาพักโทษหรือทุเลาโทษ และเรียกร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ท้ายจดหมาย อาจารย์อานนท์ ได้แสดงความเคารพและให้กำลังใจแก่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เข้มแข็ง รักษากฎหมาย เพื่อให้ประชาชนมีที่พึ่ง และประเทศชาติมั่นคงสถาพรสืบไป ก่อนหน้านี้มีประชาชนทำเรื่องถึงประธานศาลฎีกา ขอให้แก้ไขประเด็นสาธารณะ กรณี “ทักษิณ” ชั้น 14 ป่วยทิพย์ ที่มีขบวนการช่วยเหลือจนไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว ด้วยการใช้อำนาจในการบริหารงานด้านราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นอำนาจขององค์กรฝ่ายบริหารเพียงองค์กรเดียว อาจเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไปล้มล้างอำนาจฝ่ายตุลาการที่ทำหน้าที่พิพากษาลงโทษ แต่ผู้ต้องโทษกลับไม่ได้รับโทษ จึงเห็นว่าการบังคับโทษต้องใช้กฎหมายสองฉบับต่อเนื่องกันคือ กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 และ ป.วิอาญา มาตรา 246 ที่บัญญัติว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อน จนกว่าเหตุอันควรทุเลาจะหมดไป ในกรณีเมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก ดังนั้นก่อนที่จะส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุก ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ-อาญา มาตรา 246 วรรคหนึ่ง จะต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งด้วย ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาสุขภาพทางกายของจำเลยหรือผู้ต้องขังที่จะสามารถร้องขอต่อศาลได้ จะต้องมีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่าถึงขั้นจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกได้ เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจึงจะสามารถส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้ การส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำที่ห้องพิเศษ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนในทุกสาขาอาชีพอย่างต่อเนื่องตลอดมา นอกจากการกล่าวถึงเรื่องการหลีกเลี่ยงหรือล้มล้างอำนาจอธิปไตยขององค์กรฝ่ายตุลาการ ที่ปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แล้ว ประชาชนในแวดวงต่าง ๆ ยังได้แสดงความเห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การกระทำตนเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมายของบุคคลบางคน การละเลยของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และการเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนต่าง ๆ ต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา อันกระทบถึงความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และทำลายหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประมุขฝ่ายตุลาการคือประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารองค์กรผู้ทรงอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ (ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาคดี)…
อย. เผย ไทยไม่พบน้ำอัดลมโค้กรุ่นมีปัญหาที่ถูกเรียกคืนในยุโรป ย้ำผลิตภัณฑ์ในไทยปลอดภัย พร้อมแจงสาเหตุการปนเปื้อนของสารคลอเรต และแหล่งนำเข้าส่วนใหญ่ของไทย ภก.เลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวการเรียกคืนผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมของบริษัทโคคา-โคลาในยุโรป เนื่องจากพบสารคลอเรตเกินมาตรฐาน และข้อกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบสารดังกล่าวในประเทศไทยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตนำเข้าของ อย. พบว่า ไม่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมรุ่นที่มีปัญหาซึ่งผลิตจากโรงงานในเบลเยียมเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมที่ได้รับอนุญาตนำเข้าในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ลาว สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่แหล่งผลิตที่มีปัญหาคลอเรตและถูกเรียกคืนในยุโรป ขอให้ผู้บริโภคไม่ต้องวิตกกังวลภก.เลิศชาย กล่าวต่อว่า สารคลอเรต ที่พบปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่มนั้น เกิดจากการใช้น้ำที่มีการใช้คลอรีน คลอรีนไดออกไซด์ หรือ ไฮโปคลอไรท์ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อการฆ่าเชื้อ ก่อนหน้านี้ อย. ได้เร่งรัดและผลักดันการออกกฎหมายเพื่อกำหนดค่ามาตรฐานสารคลอเรตในน้ำบริโภครวมถึงน้ำที่ใช้ในการผลิตอาหาร และเครื่องดื่มซึ่งรวมถึงน้ำอัดลม ไม่เกิน 0.7 mg/L โดยอ้างอิงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งร่างประกาศดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยมีมาตรฐาน ความปลอดภัยเทียบเท่าสากล และที่ผ่านมาขอยืนยันว่า อย. มีการตรวจสอบ เฝ้าระวังความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอย่างเข้มงวด ขอให้ประชาชนวางใจ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยจะถูกกำกับดูแล และสุ่มตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
หลังเกิดไวรัลแชร์ต่อโพสต์ของ “หมอเบียร์” พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ รพ.แม่สอด ความว่า “ผู้บริหารบอกว่าให้หมอเบียร์รับตรวจเคสวัณโรคกับเอชไอวีในศูนย์อพยพ เพราะ รพช. ไม่สามารถดูแลได้ จะให้รถโรงพยาบาลไปรับคนไข้เอามาให้ตรวจที่แม่สอด โดยไม่ดูภาระงานที่ทำอยู่ตอนนี้เลย ไม่ผิดคาดนะ ที่จะเป็นแบบนี้ เบียร์คิดมาหลายวันแล้ว… ให้เวลาอีกครึ่งวัน ถ้าผู้บริหารยังไม่เปลี่ยนแนวคิด จะไปเขียนใบลาออกราชการวันนี้แหละ อายุราชการ 20 ปีก็อุทิศตนมามากพอละ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ไม่ทำเพื่อผู้อื่น บอกอยู่ตลอดว่าศูนย์อพยพเป็นเรื่องของประเทศไทย ไม่ใช่สาธารณสุขท้องถิ่น คนไทยชายแดนเสียประโยชน์มาเยอะแล้ว ได้รับบริการช้า เสียเวลารอนาน ยังต้องแบ่งหมอของพวกเขาไปให้คนอื่นอีกหรอ ส่วนกลางโน่นต้องมาจัดการ” เธอย้ำด้วยว่า “เรื่องของการจัดการค่ายผู้อพยพไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องระดับชาติ เป็นเรื่องการจัดการของรัฐบาล การแก้ไขกฎหมาย การผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศเดิม” ทำเอาชาวเน็ตว้าวุ่นแสดงความเห็นกันจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เห็นใจหมอชายแดนที่ต้องรับภาระหนัก และตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะทำตัวเป็น “ม้าอารี” ที่สุดท้ายอาจลำบากเพราะกลายเป็น “เตี้ยอุ้มค่อม” ไปถึงเมื่อไหร่ ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการจัดการอย่างไร รัฐบาลมีมาตรการอะไรมารองรับ หลัง “ทรัมป์” ประกาศนโยบายไม่ให้เงินช่วยเหลืออีกต่อไป จนต้องปิดรพ.สนามค่ายผู้ลี้ภัย และเปิดระบบดูแลผู้ป่วยในส่วนโรงพยาบาลของไทย 5 แห่งไปทดแทน ประกอบด้วย รพ.อุ้มผาง ดูแลศูนย์พักพิงนุโพ รพ.พบพระ ดูแลศูนย์พักพิงอุ้มเปี้ยม รพ.ท่าสองยาง รพ.แม่ระมาด และรพ.แม่สอด ดูแลศูนย์พักพิงแม่หละ โดยรพ.แม่สอด จะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้กับทุกโรงพยาบาล The Publisher ได้พูดคุยกับ คุณหมอธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผอ.รพ.ท่าสองยาง หนึ่งในห้าโรงพยาบาล ที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยในที่มีอาการทั่วไป รวมถึงการทำคลอดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุถึงปัญหาภาระงานที่ล้นเกินในบางโรงพยาบาลว่า อาจแก้ปัญหาด้วยการที่จะมีระบบคัดกรองบางโรคอาจไม่ต้องให้แพทย์ตรวจเอง ซึ่งจะต้องมีการส่งต่อที่เหมาะสม และกระจายงานอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้มีการส่งต่อผิด เว้นแต่มีเคสหนักจึงจะส่งมาที่โรงพยาบาลท่าสองยาง ปัจจุบันมีเคสที่ต้องแอดมิทโรงพยาบาล 10 กว่าราย เมื่ออาการดีขึ้นก็ส่งกลับ สถานการณ์ก็ยังไม่ถือว่าตึงตัวมาก ประเทศไทยคงต้องมาดูแลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงชายแดนเกี่ยวกับสุขภาพที่อาจกระทบกับคนไทยด้วย ถ้าจะแก้คงต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ของเมียนมาดูแลคนของเขาเอง และเราก็สนับสนุนในส่วนที่เขาขาด เช่น ยา เวชภัณฑ์ งบประมาณบางส่วน เพราะลำพังบุคลากรของเราก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ตอนนี้เราก็ต้องแบกรับทั้งคนไข้ที่มาคลอด คนไข้หนัก และคนไข้ที่ต้องรับยาวัณโรค ยาต้านไวรัส HIV…
