Author: Writer Publisher

“ผู้นำเรายังไม่กล้าทุบฮุน เซน อาจจะกลัวคลิปหลุดเพิ่ม แต่ถ้าไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน กัมพูชาจะรุกล้ำเราหนักขึ้นเพราะคิดว่าเราอ่อนแอ”—รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ———— ศึกชายแดนที่ยังยืดเยื้อ แม้รัฐบาลจะบอกว่า “ดีขึ้น” แม้พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม จะตอบกระทู้ฝ่ายค้านในสภาฯ ด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “มีสัญญาณที่ดีขึ้น” จากการติดต่อเพื่อนำไปสู่การเจรจาระดับทวิภาคี ซึ่งเดิมกัมพูชาปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แต่รศ.ดร.ปณิธานกลับมองว่านั่นเป็นเพียงคำพูดจากฝ่ายไทยที่ยังไม่สะท้อนความจริงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในขณะที่รัฐบาลไทยพยายามแสดงภาพสงบ ฮุน เซน ยังคงโจมตีไทยผ่านโซเชียลอย่างต่อเนื่อง “สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการเชิงรุกคือแข็งกร้าวกับฮุน เซนที่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาชาติก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ เพื่อให้ฮุน เซนต้องลดความถี่ในการโพสต์ลง” ⸻ แยกฮุน เซน–ฮุน มาเนต: ยุทธศาสตร์แบ่งรุก–รับที่ไทยยังไม่ใช้ รศ.ดร.ปณิธานเสนอว่า รัฐบาลไทยควรปรับยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน โดยแยกท่าทีต่อ “ฮุน เซน” กับ “ฮุน มาเนต” อย่างเด็ดขาด “แข็งกร้าวกับฮุน เซน แต่สามารถเจรจากับฮุน มาเนต จะช่วยลดทอนความแปรปรวนตรงนี้ได้ คนไทยอาจสบายใจขึ้น” อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ผู้นำไทยยังลังเลไม่กล้าเผชิญหน้าฮุน เซน อาจเป็นเพราะกลัวข้อมูลหรือคลิปที่พาดพิงบุคคลสำคัญจะถูกปล่อยออกมาเพิ่มเติม ⸻ สงครามประสาทเชิงเศรษฐกิจ: ใครยืนระยะได้นานกว่ากัน ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องอธิปไตย แต่โยงถึงปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะฝั่งกัมพูชาที่เดือดร้อนจากการจำกัดการเปิด–ปิดด่าน “ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาจะยังยืดเยื้อไปอีก วัดกันที่ใครยืนระยะได้นานกว่ากัน…แต่ไทยน่าจะยืนระยะได้ดีกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการเร่งให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็ว” แต่อาจารย์ปณิธานเตือนว่า ไทยไม่ควรแสดงท่าทีอ่อนข้อ เพราะจะเป็นช่องให้กัมพูชารุกคืบมากขึ้น ⸻ กลาโหมตั้งรับเกินไป – ยังไม่ใช่ “ยุทธศาสตร์ได้เปรียบ” แม้การชี้แจงของรมช.กลาโหมจะทำให้สาธารณะเข้าใจท่าทีของรัฐบาลมากขึ้น แต่ในมุมมองของนักวิชาการด้านความมั่นคง กลับยังเห็นว่าไทยยังตั้งรับอยู่มาก “ทั้งหมดยังคงเป็นการตั้งรับ ไม่ได้มีมาตรการที่จะทำให้ไทยได้เปรียบมากกว่าที่เป็นอยู่ และยังพูดถึงว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ชาวกัมพูชาได้รับผล กระทบ ซึ่งอาจทำให้มีข้อจำกัดในการสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาเพิ่มขึ้น” ⸻ กรณีกระสุนจากสหรัฐฯ – ส่งสัญญาณอ่อนแอโดยไม่รู้ตัว ในสภาฯ ผู้นำฝ่ายค้านเปิดเผยว่ากองทัพไทยเคยขอสนับสนุนกระสุนจากสหรัฐฯ แต่รัฐบาลกลับแตะเบรกเรื่องนี้ ซึ่งรศ.ดร.ปณิธานมองว่า หากจริง ก็เป็นความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ “เราควรขอการสนับสนุนจากหลายประเทศ…ในยามวิกฤตมีความจำเป็นที่ต้องขอการสนับสนุน ถ้าไปห้ามหรือชะลออาจทำให้กัมพูชามองว่าเราไม่ตั้งใจใช้กำลังกดดันเขา จะทำให้เขารุกเข้ามาอีกเพราะเห็นว่าเราอ่อนแอ” ⸻ เรือดำน้ำจีน–กำลังพลไทย: เกมสมดุลมหาอำนาจ ท่ามกลางภาวะอ่อนไหว ไทยมีความชัดเจนเรื่องจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนที่ค้างคามานาน ซึ่งอาจารย์ปณิธานมองว่า เป็นการส่งสัญญาณเชิงสมดุลกับการขอสนับสนุนด้านกำลังจากสหรัฐฯ ได้…

Read More

เป็นตอนหนึ่งระหว่างที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม ประชุมผู้บริหารกระทรวง โดยระบุเรื่องการคืนวัตถุโบราณ 20 ชิ้นให้กับกัมพูชา ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คืนวัตถุโบราณไปแล้ว 23 รายการ หลังตรวจสอบแล้วจากจำนวน 43 ชิ้น ที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2513 และวันที่ 21 พ.ค.2567 มติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เห็นชอบให้ส่งมอบวัตถุโบราณ 20 รายการ หลังกรมศิลปากรและคณะผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าวัตถุโบราณดังกล่าวมีต้นกำเนิดในกัมพูชา ทั้งนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณของกรมศิลปากร ซึ่งได้รับรายงานว่าไม่เพียงพอ และไม่ได้เป็นเรื่องด่วนจึงไม่สามารถของบฯ กลางได้ “อย่างไรก็ต้องขอทบทวนในเรื่องนี้อีกครั้ง อาจจะต้องส่งเรื่องของบประมาณของกระทรวงและรายงานต่อ ครม. เพื่อทราบเป็นขั้นตอนต่อไป ในการหาหน่วยงานมาหางบประมาณในการจัดส่งคืน และทบทวนเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสม ส่วนที่เหลืออยู่ยังไม่ส่งคืน” ส่วนเรื่องโบราณสถานในกลุ่มปราสาทตาเมือน ขอยืนยันว่าอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยที่มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน พ.ศ. 2505 ในส่วนของพื้นที่อื่นๆได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่าจะเร่งดำเนินการในการรักษาไว้ ซึ่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของไทยเช่นกัน นางสาวแพทองธาร ยังเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลุกปั่นเรื่องที่ว่าตนเองส่งคืนวัตถุโบราณไปแล้ว ทั้งที่ไม่เป็นความจริง และทำให้เกิดผลเสียผลกระทบต่อตนเอง ทั้งที่ปกติการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนเป็นนายกฯ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ แต่เรื่องนี้ต้องดำเนินคดีทางกฎหมาย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ควบรมววัฒนธรรม#สำนึกผู้นำ#ทบทวนคืนวัตถุโบราณ#ปราสาทตาเมือนธมของไทย

Read More

“ตอนนี้ดิฉันได้พักทำหน้าที่นายกฯ แต่ก็มีโอกาสได้ทำหน้าที่รมว.วัฒนธรรมอย่างเต็มที่… ขออนุญาตฝากเนื้อฝากตัวที่กระทรวงนี้ด้วย ร้านอาหารร้านไหนอร่อย แนะนำกันมาได้เลย ได้ทานหลายมื้อแน่นอน” — แพทองธาร ชินวัตร, 4 กรกฎาคม 2568 วันแรกในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของ แพทองธาร ชินวัตร มาพร้อมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และประโยคเชิงบวก แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมเสียงวิพากษ์และข้อกังขาของสังคมถึงสถานะและบทบาทของเธอภายใต้สถานการณ์ “พักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี” ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ว่า “ชิลไปไหม? – ยังไม่รู้สึกรู้สากับปัญหาที่เกิดขึ้นเลยหรือ?” ———- น้ำเสียงแบบ Soft แต่สังคมยังตั้งคำถามแบบ Hard แม้การแสดงออกของเธอจะไม่ผิดไปจากกรอบของรัฐมนตรีใหม่ที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับข้าราชการ แต่การพูดถึง “พลังยังเหลืออีกเยอะ” และ “ได้ทานหลายมื้อแน่นอน” ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี — กลับทำให้ภาพลักษณ์ดู “โนสน โนแคร์” ต่อข้อเรียกร้องของสังคม ที่สำคัญคือ “ไม่มีถ้อยแถลงชัดเจน” ต่อบทบาทใหม่ในเชิงนโยบาย ไม่มีการอธิบายกรอบคิดด้านวัฒนธรรม หรือแนวทางการใช้ Soft Power ที่สะท้อนมุมคิดเชิงสาระอย่างเป็นระบบที่หนักแน่นและมีวิสัยทัศน์ ให้สมกับที่อ้างว่าต้องการเข้ามาผลักดัน ————- พักจาก “นายกฯ” แต่ไม่พักจากอำนาจ? ประโยคที่ว่า “ตอนนี้ดิฉันได้พักทำหน้าที่นายกฯ แต่ก็มีโอกาสได้ทำหน้าที่รมว.วัฒนธรรมอย่างเต็มที่” อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในเชิงนิติรัฐคือประเด็นถกเถียงใหญ่ เพราะคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ “นายกรัฐมนตรี” ก็จริง — แต่การที่ “นายกรัฐมนตรีที่ถูกพักงาน” ยังนั่งควบอีกกระทรวง และออกหน้าสื่อราวกับไม่มีวิกฤตทางการเมืองใด ๆ อยู่เบื้องหลัง กลับยิ่งเน้นให้เห็นว่า ไม่มีความพยายามคลี่คลายข้อกังขาทางสังคมอย่างจริงจัง และยังผูกปมใหม่ที่อาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมาด้วย ———- การเมืองแบบวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมแบบการเมือง? คำว่า “วัฒนธรรม” มีน้ำหนักมากกว่าการแนะนำร้านอาหารหรือฝากเนื้อฝากตัวให้เจ้าหน้าที่แนะนำเมนูเด็ด วัฒนธรรมคือภาพสะท้อนจิตวิญญาณสังคม คือรากฐานของอัตลักษณ์ และควรเป็นพื้นที่สร้างความปรองดองในภาวะเปราะบางของชาติ แต่วันแรกของแพทองธารในกระทรวงนี้กลับเต็มไปด้วยโทน “ผู้นำใหม่ที่มาเริ่มงาน” มากกว่า “ผู้นำที่ถูกตั้งคำถามในวิกฤตความชอบธรรม” ⸻ วัฒนธรรมของการสื่อสาร หรือการสื่อสารแบบวัฒนธรรม? การพูดถึง “พลังที่ยังเหลืออีกเยอะ” อาจเป็นจริง แต่การเมืองไทยขณะนี้ไม่ต้องการแค่พลังงาน — หากต้องการ “สำนึก” และ “ความรับผิดชอบ” ต่อสาธารณะด้วย วันแรกของแพทองธารในฐานะ รมว.วัฒนธรรม…

Read More

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ⸻ ไต่สวนพยานฝ่ายราชทัณฑ์ 5 ปาก วันนี้ศาลได้ไต่สวนพยานรวม 5 ปาก ประกอบด้วยแพทย์เวร ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ พยาบาลเวร และเจ้าหน้าที่จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการตรวจร่างกาย รับตัว ดูแล และประสานส่งตัวนายทักษิณออกไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ การไต่สวนใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยมีการสอบถามประเด็นเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย การพิจารณาว่าเกินศักยภาพเรือนจำหรือไม่ การตัดสินใจเลือกโรงพยาบาล และขั้นตอนการส่งตัว ⸻ ศาลขอ “งดเผยแพร่คำเบิกความ” ป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน ศาลมีคำสั่งตามที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความทักษิณ ยื่นคำขอ ให้สั่งงดเผยแพร่คำเบิกความของพยานทั้งบุคคลและเอกสาร ต่อสาธารณะในลักษณะคำต่อคำ โดยให้เหตุผลว่า อาจทำให้พยานปากอื่นทราบข้อเท็จจริงล่วงหน้า และอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการไต่สวน รวมถึงอาจถูกนำไปวิเคราะห์สร้างความสับสนแก่สังคม ⸻ นัดสอบแพทย์ รพ.ตำรวจ – แพทยสภาเตรียมส่งผู้เชี่ยวชาญ ศาลเปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมราชทัณฑ์ แพทยสภา กสม. และผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลแล้ว การไต่สวนครั้งถัดไปจะมีขึ้นวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. และมีหมายเรียกแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ 2 รายเข้าเบิกความในวันที่ 18 กรกฎาคม จากนั้น วันที่ 25 กรกฎาคม แพทยสภาจะส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นประกอบคดี #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณชินวัตร#ชั้น14#ศาลไต่สวนปมชั้น14#วิญญัติชาติมนตรี

Read More

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเข้าฟังการไต่สวนคดีกรณีการเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า ของดให้รายละเอียดเกี่ยวกับการไต่สวนพยาน เนื่องจากศาลมีข้อกำชับชัดเจนว่า คำเบิกความ ข้อเท็จจริง ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลสุขภาพของจำเลย ขอให้งดเว้นการเปิดเผยต่อสาธารณะ ในวันนี้มีการไต่สวนพยานจำนวน 5 ปาก และมีการพิจารณาเอกสารหลายส่วนเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลได้ออกหมายเรียกพยานเพิ่มอีก 2 ปากในวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และจะมีการนัดไต่สวนเพิ่มเติมในวันที่ 8, 15, 18 และ 25 กรกฎาคมนี้ ⸻ ทนายยอมรับเป็นผู้เสนอขอศาลจำกัดการเผยแพร่ นายวิญญัติกล่าวว่า ตนเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้งดการนำเสนอรายละเอียดการไต่สวน เพราะก่อนหน้านี้มีการนำข้อมูลในคดีไปวิเคราะห์หรือแสดงความคิดเห็นในที่ต่างๆ แม้คดียังอยู่ระหว่างไต่สวน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสน โดยศาลจึงมีคำสั่งให้งดเว้นการเผยแพร่ลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับการจำกัดผู้เข้าฟังการพิจารณานั้น ศาลเห็นว่ายังไม่ควรใช้มาตรการนี้ สื่อมวลชนและประชาชนยังสามารถเข้าฟังได้ตามปกติ แต่สามารถยื่นคำร้องกรณีเฉพาะเพื่อให้ศาลพิจารณาได้เป็นนัดๆ ไป ⸻ หวั่นการแสดงความเห็นกระทบพยาน–ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทนายความของนายทักษิณยังกล่าวว่า การแสดงความเห็นทางคดีของหลายฝ่ายอาจทำให้เกิดความสับสน และส่งผลกระทบต่อพยานปากอื่นที่ยังไม่ได้เข้าไต่สวน ซึ่งอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และอาจกระทบต่อการรับรู้ข้อเท็จจริงของศาล ทั้งนี้ ตนมีข้อกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ⸻ ทักษิณไม่แสดงความกังวลต่อคดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้รายงานการไต่สวนต่อทักษิณแล้วหรือไม่ นายวิญญัติระบุว่า ได้แจ้งต่อผู้ใกล้ชิดของนายทักษิณแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความเห็นใดๆ ส่วนคำถามว่านายทักษิณมีความกังวลต่อคดีหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า เท่าที่ได้ทำงานใกล้ชิด ท่านไม่ได้แสดงความกังวล เนื่องจากเป็นการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่สามารถเลือกเองได้ว่าจะไปไหนอย่างไร รวมถึงกรณีที่ป่วยก็ไม่สามารถเลือกได้เองว่าจะไปรักษาที่โรงพยาบาลใด #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณชินวัตร#ชั้น14#ศาลไต่สวนปมชั้น14#วิญญัติชาติมนตรี

Read More

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้ภาษาไทยของตนในโซเชียลมีเดียว่า ขอยอมรับอย่างซื่อตรงว่า มีความผิดพลาดในการสะกดคำจริง โดยบางครั้งใช้การพิมพ์ด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือ และโพสต์ข้อความไปแล้ว ก่อนจะมารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไป 2–3 ชั่วโมง ซึ่งตนยอมรับในความผิดพลาดดังกล่าวด้วยความจริงใจ รมช.ศึกษาฯ ระบุว่า เมื่อดำรงตำแหน่งนี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการปรับปรุง และยืนยันว่าหลังจากนี้จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีก เพราะตนเองต้องการเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า มีปัญหาด้านสุขภาพที่อาจส่งผลให้การออกเสียงควบกล้ำไม่ชัดเจน แต่ตนก็จะพยายามอย่างเต็มที่ สำหรับบทบาทในกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยรายละเอียดเชิงนโยบายกับรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงฯ และจะเข้ากระทรวงพร้อมกันในวันที่ 8 กรกฎาคม โดยในอดีตเคยทำงานด้านนโยบายการศึกษามาแล้ว ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย ทั้งในเรื่องการลดค่าสอบ TCAS และโครงการด้านสุขภาพจิต ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในโครงการที่ตนจะสานต่อ เช่น การเยียวยาใจครู และฟื้นฟูใจเด็ก รมช.ศึกษาฯ ยังกล่าวด้วยว่า แม้ตนจะเคยเป็นอาจารย์ แต่คนเป็นอาจารย์ก็ผิดพลาดได้ และไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ยอมรับในข้อผิดพลาดเรื่องการสะกดคำที่ไม่ถูกต้องตามหลัก ซึ่งบางครั้งเกิดจากการพิมพ์อย่างรวดเร็วโดยไม่ตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่าพร้อมจะแก้ไข และจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก “ไม่ใช่ว่าครูบาอาจารย์ผิดไม่ได้เลย แต่ถ้าผิดแล้วรู้ว่าผิด แล้วจะแก้ไขหรือไม่ จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่ — ตนรับสองข้อคือ ผิดแล้วแก้ และจะทำให้ดีขึ้น” ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พรรคเพื่อไทย#ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม#หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก#ประชุมครมนัดพิเศษ#ครมแพทองธาร2#รัฐบาลแพทองธาร#รมชศธ#ลิณธิภรณ์วริณวัชรโรจน์#ถวายสัตย์ฯ#คำไทย

Read More

4 กรกฎาคม 2567 — นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความตอบโต้ปฏิกิริยาของผู้สนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อจุดยืนของพรรคประชาชน โดยตั้งคำถามว่า ปฏิกิริยาดังกล่าว “มาจากความไม่เข้าใจในจุดยืนของพรรคประชาชน หรือมาจากความต้องการจะประกาศล่วงหน้าว่าไม่พร้อมยอมรับ ‘เงื่อนไข’ ของเรา?” พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ย้ำว่า เป็นสิทธิของผู้สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยที่จะวิพากษ์จุดยืนของพรรคประชาชนในการเสนอทางออกประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนก็มีสิทธิ “ขออนุญาตงง” กับข้อวิจารณ์เหล่านั้นเช่นกัน ⸻ 1. รัฐบาลไร้เสถียรภาพตั้งแต่เปิดสภา นายพริษฐ์ชี้ว่า ข้อกล่าวหาว่าข้อเสนอของพรรคประชาชนจะไม่ส่งเสริม “เสถียรภาพ” เป็นเรื่องย้อนแย้ง เพราะเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภานัดแรก รัฐบาลเองกลับไม่สามารถรักษาองค์ประชุมให้ครบได้ ทำให้ประชุมต้องยุติกลางคัน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีเสถียรภาพอย่างที่กล่าวอ้าง ⸻ 2. ไม่ต้องมีการเลือกนายกฯ ใหม่ หากยุบสภาตามข้อเสนอ ต่อกรณีที่บางฝ่ายไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของพรรคประชาชนเรื่องการเลือกนายกฯ คนใหม่ นายพริษฐ์ระบุว่า ถ้ารัฐบาลตอบรับข้อเสนอของพรรคในการยุบสภา จะไม่มีความจำเป็นต้องเลือกนายกฯ ใหม่ในสภา และพรรคประชาชนก็จะไม่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวเลย ⸻ 3. ไม่ได้ล็อกตัวบุคคล แต่ยึดหลัก “เงื่อนไขเพื่อเปลี่ยนผ่าน” นายพริษฐ์ยืนยันว่า พรรคไม่ได้เจาะจงตัวบุคคลใดในการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่พิจารณาจากเงื่อนไขสำคัญ คือ (1) ผู้เสนอตัวต้องยอมรับการเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่มุ่งสู่การยุบสภา (2) พร้อมดำเนินภารกิจจำเป็นระหว่างทาง เช่น การเห็นชอบให้จัดประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญควบคู่การเลือกตั้ง เขาตั้งข้อสังเกตว่า บางคนอาจไม่ได้เข้าใจผิดในจุดยืนของพรรคจริง ๆ แต่เพียงต้องการประกาศต่อสาธารณะว่า “นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะไม่มีวันยอมรับเงื่อนไขนั้น” ⸻ 4. พรรคไม่มองข้ามปัญหาเลือก ส.ว. สำหรับข้อกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมองปัญหา “คดีโกงเลือก ส.ว.” เป็นเรื่องเล็ก นายพริษฐ์โต้ว่า พรรคติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และยืนยันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมระบุว่า หากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่านี่คือปัญหาใหญ่ พรรคหวังว่าเมื่อพรรคประชาชนเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยุติอำนาจ ส.ว. ในการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนวาระดังกล่าวอย่างจริงจัง ⸻ “ประชาธิปไตยไม่ใช่การอุ้มรัฐบาลให้อยู่ครบวาระ” ตอนท้าย นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ทางออกของประชาธิปไตยมีได้หลายรูปแบบ จึงไม่ควรมีใครผูกขาดความคิดว่า “การรักษาประชาธิปไตย” หมายถึงการประคับประคองรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้อยู่จนครบวาระเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่ารัฐบาลจะผลักดันวาระประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สำนึกผู้นำ #ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม #หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก #สภาล่ม #ครมแพทองธาร2…

Read More

“รัฐบาลหอย” มีแต่เปลือก “ไม่มีพลัง” รัฐบาลแพทองธาร 2 ไม่ได้บริหารประเทศอย่างมั่นคง แต่บริหารความเสี่ยงรายวัน ต้องลุ้นทุกสัปดาห์ในสภาฯ ว่า “จะครบองค์ประชุมไหม” และต้องยืมมือพรรคร่วม–พรรคเล็ก–พรรคฝ่ายค้านบางส่วน…แบบวันต่อวัน ครองอำนาจเหมือนเปลือกหอยใหญ่ แต่ไร้กล้ามเนื้อขับเคลื่อน หนีการนับองค์ประชุม ถอนกฎหมายตัวเอง กลัวพรรคร่วมโหวตสวนยิ่งกว่ากลัวฝ่ายค้าน แล้วแบบนี้…จะมีสมาธิบริหารประเทศ หรือต้องนั่งหวาดหวั่นจะถูกใครเปิด “ฝาหอย?” ⸻ “เสียงปริ่มน้ำ” ที่ทำให้รัฐมนตรีต้องสวมบท “พนักงานเช็กชื่อ” รัฐบาลแพทองธาร 2 หลังการปรับครม. ไม่เพียงแต่อ่อนในด้านภาพลักษณ์–นโยบาย แต่ยังอ่อนแม้กระทั่งใน “จำนวนเสียง” ที่ควบคุมได้จริงในสภาฯ แม้มีเสียงรัฐบาลแบบนับรวมจะอยู่ที่ 260 เสียง แต่เมื่อหักลบ “ส.ส.ที่ต้องไปนั่งทำงานใน ครม.” และ “ส.ส.พรรคร่วมที่ไม่ขึ้นตรงต่อคำสั่งแกนนำ” กลับพบว่าเสียงเกินครึ่งในสภามีอยู่จริงแค่ “ปลายเปลือกหอย” นั่นทำให้ต้องเร่ง “ชิงปิดประชุม” เพื่อหนีองค์ประชุมล่ม ตั้งแต่นัดเปิดสภาวันแรก 3 ก.ค. — กลายเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลอาจอยู่ต่อได้…แต่ไม่ได้หมายความว่า “จะเดินหน้าไปไหนได้ไกล” ⸻ พรรคเล็ก-เสียงใหญ่ สส. 3 คน ยังได้ 1 รมต. เมื่อพรรคที่มี ส.ส. 3 คน ได้รัฐมนตรีช่วย 1 ตำแหน่ง เท่ากับ 1 เสียง = 1/3 รัฐมนตรี? นี่คือ “การแจกตำแหน่งเพื่อซื้อความอยู่รอดของรัฐบาล” ใช่หรือไม่? • พรรคชาติพัฒนา (3 ส.ส.) ได้ “เทวัญ ลิปตพัลลภ” เป็น รมช.ศึกษาธิการ • ส.ส.จากไทยสร้างไทย (3 คน) ดัน “ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์” ลูกชายของฐากร (สส.บัญชีรายชื่อ) ขึ้นเป็น รมช.พาณิชย์ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจึงไม่ใช่ การตั้งคนที่เหมาะสมกับงาน แต่เป็น การใช้ตำแหน่งซื้ออำนาจเสียงในสภา เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกน็อกกลางคัน ⸻…

Read More

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แถลงผ่านหนังสือแจ้งการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อทั้งนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ดร.สุชัชวีร์กล่าวขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคทุกท่าน สำหรับโอกาสอันทรงคุณค่าที่ได้ร่วมงานกับพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่เป็นสมาชิกพรรค ได้รับเกียรติและประสบการณ์อันล้ำค่า ซึ่งหล่อหลอมให้ตนเติบโตขึ้นทั้งในด้านความคิดและจิตใจ สำหรับเหตุผลในการลาออกครั้งนี้ ดร.สุชัชวีร์ระบุว่า ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้ง แต่เกิดจากอุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาตลอดว่า “การศึกษา คือ รากฐานที่มั่นคงที่สุดของการพัฒนาประเทศ” พร้อมระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน และมุ่งมั่นที่จะอุทิศศักยภาพทั้งหมดเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทย ให้เป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ในแถลงการณ์ยังระบุว่า ในฐานะนักวิชาการ นักบริหาร วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.สุชัชวีร์มีความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะ ประสบการณ์ และองค์ความรู้ทั้งหมดมาสานต่อภารกิจนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ดร.สุชัชวีร์ยังคงยึดมั่นใน “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” และจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา และร่วมสร้างสรรค์การเมืองไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม ท้ายแถลงการณ์ระบุว่า “เรามาร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวใหม่ ไปด้วยกันนะครับ” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พรรคประชาธิปัตย์#พรรคร่วมรัฐบาล#สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์#ดรเอ้โบกมือลาปชป#ปชปเลือดไหล

Read More

ในโลกของการสื่อสารสาธารณะ คำพูดหรือข้อความหนึ่งบรรจุไว้ด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ต่อเนื้อหาที่สื่อออกไป แต่ยังสะท้อนถึงบุคลิก ความละเอียดรอบคอบ และความน่าเชื่อถือของผู้พูดโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ—ผู้นำที่ควรเป็นต้นแบบของการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง กรณี ดร.หญิง ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ ถูกขุดโพสต์บนโลกออนไลน์ ที่เต็มไปด้วยคำผิด เช่น – ปฎิบัติ ที่ถูกคือ ปฏิบัติ – ส.ส. ที่ถูกคือ สส. – รวมถึงคำลงท้ายสุภาพที่ใช้สลับผิดอย่าง “ค่ะ” และ “คะ” จนรถทัวร์ลงฉ่ำ กระทั่งเจ้าตัวนั่งไม่ติดต้องออกโรงชี้แจงอ้างว่า “เป็นผลมาจากการใช้ระบบพูดแทนการพิมพ์ (speech-to-text) ซึ่งทำให้เกิดการแปลงคำผิดเพี้ยน” ———————— ความผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม ข้อผิดพลาดในลักษณะนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการใช้ระบบพูดแทนการพิมพ์จริง เนื่องจากคำที่ผิดหลายคำมีลักษณะของ “เสียงใกล้เคียง” แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าผิดเพราะอะไร คำถามสำคัญกว่าคือแล้วเหตุใดจึงปล่อยให้ข้อความผิดพลาดนั้นหลุดออกสู่สาธารณะ โดยไม่มีการตรวจทวน? ———————– ความคาดหวังต่อผู้นำด้านการศึกษา ตำแหน่ง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ใช่แค่ผู้บริหารนโยบายการเรียนการสอน แต่ยังแบกรับความคาดหวังทางวัฒนธรรมและคุณค่า – คุณภาพทางภาษา – การเป็นแบบอย่างในการใช้คำพูด – ความละเอียดถี่ถ้วนในการสื่อสาร หากความผิดพลาดระดับนี้เกิดขึ้นจาก “ครูภาษาไทย” ในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง คงมีการตั้งคำถามไม่น้อย แล้วเหตุใดบุคคลระดับนโยบายจึงไม่ถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน? การอ้างเทคโนโลยีเป็นต้นเหตุ ยิ่งสะท้อนความเข้าใจผิดในระดับผู้นำว่าความรับผิดชอบจบลงแค่ที่ต้นทางทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้นำควรเป็นคนสุดท้ายที่“อ่านทวน ตรวจสอบ และยืนยันว่าเนื้อหานั้นสมบูรณ์ก่อนส่งออกไป” —————————- ข้อเสนอ: ความกล้ายอมรับผิด สำคัญกว่าคำแก้ตัว ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ระบบพูดแทนการพิมพ์จะผิด แต่น่าเสียดายที่การใช้ระบบนี้ถูกอ้างเป็นเกราะกำบังความบกพร่องของคนระดับรมช.ศึกษาธิการ ทั้งที่คำชี้แจงควรจะเป็น : “ขออภัยที่โพสต์มีคำผิดจำนวนมาก ดิฉันจะระมัดระวังและตรวจสอบก่อนโพสต์ทุกครั้งในอนาคต” สั้น ง่าย ตรงไปตรงมา และทรงพลังกว่าคำอธิบายทางเทคนิคใด ๆ เทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่เคยปลดภาระความรับผิดชอบในการสื่อสาร ผู้นำด้านการศึกษาคือผู้ที่ควรแสดงให้เห็นว่า “คำพูดมีน้ำหนัก และต้องแม่นยำ” — ไม่ใช่เพราะประชาชนจับผิด แต่เพราะประเทศนี้ต้องการแบบอย่างที่ดี เพราะคำผิดในโพสต์สาธารณะ บ่งบอกถึงความไม่ละเอียดรอบคอบ ที่ไม่อาจโทษใคร นอกจากตัวเอง #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #พรรคเพื่อไทย #ควบเก้าอี้รมววัฒนธรรม #หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก #ประชุมครมนัดพิเศษ #ครมแพทองธาร2 #รัฐบาลแพทองธาร #รมชศธ #ลิณธิภรณ์วริณวัชรโรจน์ #ถวายสัตย์ฯ #คำไทย

Read More