Author: Writer Publisher

“ติดคุกไม่สนุกนะ! ขาออกอาจไม่เดินออก…แต่นอนออก” คมสัน โพธิคง นักวิชาการกฎหมาย เตือนตรงถึงคนที่คิดบิดกฎหมายจนวิปริต ช่วย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ต้องจ่ายชดใช้ทุจริตระบายข้าวจีทูจี 10,028 ล้านบาท———เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” “ทักษิณพูดเรื่องจริยธรรม…ผมไม่เข้าใจ!” นี่คืออีกหนึ่งประโยคเด็ดที่ อาจารย์คมสัน โพธิคง นักวิชาการด้านกฎหมาย ถึงกับอุทานออกมาอย่างตรงไปตรงมา กลางรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเพิ่งพ้นโทษคดีทุจริต ได้รับการเปิดเวทีให้แสดงบทบาทคล้ายการมอบนโยบายให้กับหน่วยงานราชการ การสัมภาษณ์ครั้งนี้ อาจารย์คมสันได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของการกระทำดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลของนายทักษิณที่โรงพยาบาลตำรวจ และแนวคิดการหักกลบลบหนี้คดีจำนำข้าว เมื่อ “บุคคลภายนอก” กลายเป็น “ผู้มอบนโยบาย”: คำถามถึงความเหมาะสมอาจารย์คมสันเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเปิดเวทีราชการให้ นายทักษิณ ที่ยังคงมีคดีความติดตัว “ไม่เคยมีการเชิญบุคคลภายนอกไปปาฐกถาในการประชุมส่วนราชการมาก่อน ต้องถามถึงความเหมาะสม ยิ่งคนที่ไปพูดเป็นผู้ที่ยังมีคดีความติดตัว” เขายังชี้ชัดว่า การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อจริยธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีที่เข้าไป ผู้มีอำนาจที่ รมต.ยังต้อง “ซูฮก” “ซูฮก ต้อนรับเป็นพิเศษอย่างกับคนๆ นี้เป็นบุคคลสำคัญ ทั้งที่เคยเป็นคนต้องโทษ ผมคิดว่าไม่มีความเหมาะสม พฤติกรรมทักษิณทำให้คนที่ไปเกี่ยวข้องจะมีความคาบเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเกือบทั้งหมด” สิ่งที่อาจารย์คมสันไม่เข้าใจที่สุดคือ เหตุใดนายทักษิณจึงกลับมากล่าวถึงเรื่องจริยธรรม และไปกล่าวหาว่าแพทยสภาไม่มีจริยธรรม ทั้งที่พฤติกรรมที่ผ่านมานั้นตรงกันข้าม ปม “ใบสั่ง” แพทยสภา: ใครคือผู้มีส่วนได้เสีย?อาจารย์คมสันได้ขยายความต่อถึงกรณีการลงโทษทางจริยธรรม 3 แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของนายทักษิณที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยแพทยสภา โดยมองว่านายทักษิณพยายามทุกวิถีทางที่จะเปลี่ยนแปลงมติแพทยสภา “มีการใช้คำพูดว่าสมศักดิ์ต้องคิดเยอะๆ บางคนอาจมองเป็นคำเตือนแต่ผมคิดว่าเป็นใบสั่งอยากให้คุณสมศักดิ์รีบๆ ทำ จะได้เข้าข้อกฎหมายซะที” สมศักดิ์ไม่เป็นกลางมีสภาพร้ายแรงในการพิจารณาทางปกครอง เขาชี้ให้เห็นถึงประเด็นความไม่เป็นกลางของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่ามีสภาพร้ายแรงตามมาตรา 16 ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าออกกฎกระทรวงเอื้อนายทักษิณตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเมื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ยังคงใช้อำนาจในฐานะสภานายกพิเศษในประเด็นที่มีส่วนได้เสียกับนายทักษิณโดยตรง เพราะเป็นคนพรรคเดียวกัน และมีนายกฯ ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร “เป็นภาพที่เห็นชัดว่าจะเป็นกลางไม่ได้ เป็นคนพรรคเดียวกันเคยเป็นรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงทำให้ออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้ และจะพิจารณาวีโต้มติแพทยสภาที่อาจส่งผลต่อสำนวนคดีที่ศาลฎีกากำลังนัดไต่สวนปมชั้น 14 จึงขาดความเป็นกลางที่จะพิจารณาเรื่องนี้” อาจารย์คมสันกล่าว พร้อมเรียกร้องให้นักร้องไปร้องต่อ ป.ป.ช. ทันทีที่มีการวีโต้มติแพทยสภา แม้แต่กรรมการที่นายสมศักดิ์ตั้งขึ้นก็ยังมีทนายความของอดีตกลุ่มนายทักษิณอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความเป็นกลาง…

Read More

“ผมไม่หนี ไม่กลัว ไม่เลิกตรวจสอบนักการเมือง” ดร.ณฐพร โตประยูรเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง”ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร”——-“ผมไม่ฟ้องหรอก…คนอ่อนด้อยทางสติปัญญา” นี่คือคำกล่าวอันดุเดือดของ ดร.ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เปิดกลางรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ถ้า DSI ไม่จับ ดร.ณฐพร จะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาจับเอง การสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือถึง DSI ให้นำตัว ดร.ณฐพร ส่งฟ้องคดีฟอกเงินจากการขายที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน 477 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีที่ ดร.ณฐพร ยืนยันว่าต่อสู้มานานนับ 10 ปี และไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี 10 ปีในวังวนคดี: ความจริงที่ถูกปิดบังดร.ณฐพร เริ่มต้นเล่าถึงคดีที่ยืดเยื้อมานานว่า “เป็นคดีที่ต่อสู้มานาวนานนับ 10 ปี” โดยเขายอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิบสี่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เน้นย้ำว่า ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงการไปพบพนักงานอัยการ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสาขาของคดีหลักที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนายศุภชัย ฐานฉ้อโกงไปแล้ว ทำให้คดีสาขาจึงชะลอรอศาลฎีกาพิจารณา รวมถึงตัวเขาเองก็ได้มีการประสานกับทั้ง DSI และอัยการมาโดยตลอด “ล่าสุดอยู่ ๆ มีหนังสืออัยการมาซึ่งผมก็ยื่นขอความเป็นธรรมขอให้ชะลอการฟ้องไปก่อน DSI ก็ทำหน้าที่ถูกต้อง” ดร.ณฐพร กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีข่าวว่าจะมีการเล่นงานเขาให้อัยการฟ้องคดีโดยที่ไม่ให้ประกันตัว ซึ่งเขาไม่คิดว่าเป็นไปได้ เพราะเขาไม่ได้หนี และเป็นคดีที่มีหลักฐานว่ารับเงินมาเพราะร่วมเป็นนายหน้าขายที่ดิน มีสัญญานายหน้าชัดเจน เมื่อ “อนุทิน” รุกคืบ: คำตอบที่เจ็บแสบประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือคำกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ระบุว่าถ้า DSI ไม่จับ ดร.ณฐพร จะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาจับ ซึ่ง ดร.ณฐพร ตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนว่า “เป็นข่าวที่สร้างความเสื่อมเสียให้ผม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าถูกหมายจับทั้งที่ไม่เป็นความจริง ถ้าเล่นแบบนี้ก็ไม่ว่าอะไร มีคนถามว่าจะฟ้องอนุทินมั้ย ผมไม่ฟ้องเพราะเป็นคนอ่อนด้อยทางสติปัญญา อัยการให้ DSI ออกหมายนำตัวไปให้อัยการส่งฟ้องไม่ใช่หมายจับให้ไปดำเนินคดี โต ๆ กันแล้วเอาแบบตรงไปตรงมา” นอกจากนี้ ดร.ณฐพร ยังกล่าวต่อไปว่า “เดี๋ยวผมก็จะไปเร่งรัดคดีของอนุทินที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. รวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ…

Read More

หนุนเข้มจริยธรรมวิชาชีพ – ไม่ปล่อยให้วิชาชีพถูกบิดเบือน แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สนับสนุนมติแพทยสภาในการควบคุมพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พร้อมเน้นย้ำว่า การดำเนินงานต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ⸻ ชี้ชัดต้องตรวจสอบจริงจัง – แต่ต้องยึดหลักยุติธรรม แถลงการณ์ระบุว่า สมาคมฯ สนับสนุนให้สมาชิกประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องตามจริยธรรม และสนับสนุนการดำเนินงานของแพทยสภาในการควบคุมความประพฤติของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเข้มงวดตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 โดยเน้นว่า การทำหน้าที่ของคณะผู้บริหารแพทยสภา คณะอนุกรรมการ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ตั้งอยู่บนหลักการแสวงหาข้อเท็จจริง โปร่งใส และไม่ถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก และให้กำลังใจในการยืนหยัดทำหน้าที่หาข้อเท็จจริงด้านการแพทย์และกฎหมายการแพทย์ ยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงใด ๆ จนได้รับการพิจารณาเป็นมติแพทยสภาที่มีความยุติธรรมต่อแพทย์และประชาชน การออกแถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง ทักษิณ ชินวัตร ตั้งคำถามถึงจริยธรรมของแพทยสภาในการลงมติฟันสามแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของทักษิณที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

Read More

เพจเฟซบุ๊กกองทัพอากาศไทย โพสต์ภาพการฝึกเตรียมพร้อมของเครื่องบินรบ F-5THของฝูงบิน 211 กองบิน 21 (อุบลราชธานี) โดยระบุข้อความว่า F-5TH พญาอินทรี แห่งอุบลราชธานี ฝึกเตรียมพร้อมรบ หากเกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคง ฝูงบิน 211 กองบิน 21 (อุบลราชธานี) ดำเนินการฝึกบินยุทธวิธีการรบทางอากาศ และการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากมีสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย ทั้งนี้การฝึกเตรียมพร้อมรบของฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี เกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเกิดเหตุทหารไทยยิงปะทะกับทหารกัมพูชาบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากที่ทหารกัมพูชา รุกล้ำพื้นที่ เนิน 745 ช่องบก ในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยพบการสร้างฐานที่มั่น ขุดคูเลท สนามเพลาะ เตรียมตั้งฐาน พร้อมเสริมกำลังเกือบร้อยนาย ก่อนที่จะเจรจาของผู้บัญชาการทหารในพื้นที่จนยอมถอนกำลังออกนอกพื้นที่ทั้ง 2 ฝ่าย ขณะที่สถานการณ์ฝั่งตะวันตกด้านอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมากองทัพอากาศ ส่งเครื่องบินรบ F-16MLU 2 ลำขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบิน Yak-130 ของเมียนมาที่รุกล้ำน่านฟ้า พร้อมติด#ปกป้องน่านฟ้าตะวันตก #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#กองทัพบก#กัมพูชา#ชายแดนไทยกัมพูชา#ทหารไทย#รักษาชายแดน

Read More

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 กองทัพบก โดย พลตรี วินัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงชี้แจงกรณีเหตุการณ์ประทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ด้าน จ.อุบลราชธานี โดยระบุว่า เป็นกรณีทหารกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่ทับซ้อนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการหารือระหว่างสองประเทศ 📍 สรุปเหตุการณ์: เวลา 05.30 น. ของวันที่ 28 พ.ค. 2568 หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้รับรายงานว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อ้างสิทธิ์ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง เจ้าหน้าที่ไทยได้เข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางปกติ แต่ส่วนระวังเหตุของกัมพูชาเข้าใจผิดและเริ่มใช้อาวุธ จึงเกิดการตอบโต้กัน พลตรีทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา โทรศัพท์ประสานกับพ.อ. บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติ โดยทั้งสองได้ตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ ✅ ยืนยันไม่มีผู้บาดเจ็บ–เสียชีวิต โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย และสถานการณ์โดยรวมอยู่ในความสงบ ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อจัดการกรณีอ้างสิทธิในพื้นที่และกำหนดแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติอย่างสันติ ตามข้อตกลงที่มีอยู่ เ “กองทัพบกยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อไป” – ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก

Read More

เป็นคดีที่อัยการมีคำสั่งฟ้องนายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.อุปกิต ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สนับสนุนหรือช่วยเหลือ หรือสมคบกันกระทำผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฯ รวม 6 ฐานความผิด โดยศาลอาญา รัชดาภิเษก มีมติว่าไม่มีความผิดเกี่ยวกับฟอกเงิน และยาเสพติด จากเหตุพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าร่วมกันฟอกเงินในประเทศ และนอกประเทศ รวมทั้งไม่ได้สมคบกับผู้ค้ายาเสพติดในประเทศและนอกประเทศ คดีนี้ สว.อุปกิต ถูกกล่าวหาพัวพันกับขบวนการยาเสพติดและการฟอกเงินกับนายทุนมินลัต ชาวเมียนมา ที่ถูกตำรวจไทยจับกรณีเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด และฟอกเงิน ซึ่งอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีความเห็นสั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม สว.อุปกิต ได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณา โดยมีหลักทรัพย์ประกันเป็นจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข มีคำสั่งห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต.มีมติไล่ออกผู้พิพากษา 3 ราย หนึ่งในนั้นนายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ระบุเป็นผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนหมายจับอดีต สว.คนหนึ่ง

Read More

เมื่อคลิปเด็กชายวัย 4 ขวบดูดบุหรี่ใต้สะพานพระราม 8 ถูกแชร์ว่อนในโลกออนไลน์ สังคมสะเทือนใจแทบจะในทันที—เด็กวัยอนุบาลคนหนึ่งพ่นควันบุหรี่ออกจากปากอย่างชำนาญ ข้างๆ มีความเห็นของผู้โพสต์ว่า“ทั้งพ่อทั้งแม่ดูดบุหรี่ ลูกเห็นมันก็ทำตาม” ไม่นานนัก ทีมงาน “กัน จอมพลัง” พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และตำรวจ สน.ชนะสงคราม เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบเด็กอยู่กับพ่อแม่จริงในบริเวณใต้สะพาน พ่อแม่ให้ข้อมูลว่าไม่รู้ว่าใครจุดบุหรี่ให้ลูก และยินยอมให้ พม. รับเด็กไปดูแลชั่วคราวเพื่อจัดระบบชีวิต ก่อนพ่อแม่จะรับกลับคืนในภายหลัง พื้นที่เสี่ยง… ครอบครัวเปราะบาง… และการเห็นเฉพาะเวลามีคลิป กรณีนี้สะท้อนปัญหาซ้ำซาก:เรามักเห็นเด็กเปราะบางเมื่อมีคนแชร์คลิป แต่ก่อนหน้านั้นเขาอยู่ตรงนั้นมานาน—แค่ไม่มีใครหันมอง ใต้สะพานพระราม 8 ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ของปัญหา ที่นั่นมีทั้งวัยรุ่นมั่วสุม คนเร่ร่อน ครอบครัวยากจน และเด็กที่เติบโตท่ามกลางพฤติกรรมเสี่ยง นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ “แปลก” แต่คือ “ความปกติที่ไม่ควรปกติ” ระบบดูแลเด็กต้องลึกกว่าแค่การตอบสนอง ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก และมีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ที่เป็นหน่วยงานหลักด้านนี้—นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่กรมฯ จะขยับจากการตอบสนองเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบที่มองเห็นก่อนเกิดปัญหา ที่ผ่านมา กรมกิจการเด็กฯ มีภารกิจในการดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางและดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็กไร้ที่พึ่ง เด็กตกหล่น หรือเด็กที่อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่าง ๆ แต่หากจะต่อยอดจากการช่วยเหลือรายกรณี ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ นี่อาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเสริมบทบาทของกรมฯ ให้เป็นผู้ออกแบบกลไกเชิงรุก ที่ปกป้องเด็กได้แม้ในพื้นที่ที่รัฐยังเข้าไม่ถึง เสริมบทบาทกรมกิจการเด็กฯ ในฐานะผู้ออกแบบระบบดูแลเด็กเชิงป้องกัน จัดทีม “ครอบครัวเปราะบางเชิงพื้นที่” ทำงานร่วมกับ อปท., มูลนิธิ, อาสาสมัคร พัฒนาระบบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงถาวร เช่น ใต้สะพาน วงเวียน ตลาดกลางคืน เปิดช่องทางแจ้งเหตุแบบเข้าถึงง่าย (Line, QR code, แอปฯ) ที่คนไม่ต้องกลัวหรือมีพิธีการ สื่อสารสาธารณะต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนจากการซ้ำเติมพ่อแม่ เป็นการเสริมพลังและสร้างโอกาสฟื้นตัว ออกแบบ “แผนฟื้นฟูครอบครัว” สำหรับเคสที่พร้อมเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ช่วยครั้งเดียว แต่ช่วยให้ชีวิตเดินต่อได้ เหตุการณ์นี้อาจดูเหมือนเล็ก แต่ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง นี่คือชีวิตที่เขารู้จัก นี่คือพื้นที่ที่เขาเติบโตการที่กรม พม. และภาคีภายนอกเข้ามาได้ทันเวลา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าระบบสามารถเข้าไปก่อนกล้องโทรศัพท์มือถือ เราอาจช่วยเด็กได้มากกว่านี้อีกหลายคนเพราะใต้สะพานมีเด็ก… และใต้ระบบ ต้องไม่มีรูรั่วอีกต่อไป

Read More

Salvation Army: องค์กรการกุศลต้นแบบจากออสเตรเลีย ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. โพสต์ข้อคิดจากการเดินทางเยือนออสเตรเลีย โดยกล่าวถึง Salvation Army ว่าเป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้พิการ ผู้สูงอายุ และคนยากไร้ “Salvation Army เป็นองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ และคนยากไร้ มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย” Salvos Store: ร้านขายของบริจาคเพื่อสังคม – เรียบง่ายแต่ยั่งยืน สิ่งของที่ได้รับบริจาค ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของใช้ หรือเครื่องประดับ จะถูกนำมาขายที่ร้าน Salvos Store โดยไม่มีต้นทุนจัดการสูง เนื่องจากใช้อาสาสมัครเป็นหลัก รายได้ทั้งหมดนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือผู้เปราะบาง เช่น การจัดหาอาหาร น้ำดื่ม หรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ “เป็นร้านเรียบง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการจัดการ พนักงานหลายคนเป็นอาสาสมัครที่ต้องการทำงานเพื่อสังคม” สะท้อนถึงประเทศไทย: ยังขาดระบบรองรับภาคสังคม แม้ในไทยจะมีองค์กรภาคประชาชน เช่น มูลนิธิกระจกเงา ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่ยังมีจำนวนน้อย และขาดกลไกสนับสนุนที่เป็นระบบจากภาครัฐ “ประเทศไทยยังต้องการหน่วยงานแบบนี้อีกมาก” กนกเสนอ: ปรับระบบสวัสดิการ เปิดทางภาคสังคมมีบทบาทร่วม ศ.ดร.กนก ชี้ว่า รัฐไม่สามารถแบกรับภาระงานสวัสดิการเพียงลำพังได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องกำหนดนโยบายใหม่ที่เปิดทางให้ภาคสังคมเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง “รัฐบาลไม่สามารถรับภาระด้านสวัสดิการได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนในสังคมต้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน” “ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลต้องกำหนดนโยบายและระบบบริหารจัดการงานสวัสดิการใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและสถานะทางการคลังของประเทศ” “ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องเข้าใจหลักคิดและปัญหางานสวัสดิการของรัฐและสังคม เพื่อสนับสนุนออกพระราชบัญญัติที่เอื้อต่อการปรับระบบสวัสดิการที่พึ่งรัฐเป็นหลักไปสู่การให้ภาคสังคมเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย” บทบาท พม.: เชื่อมประสานและค้ำประกันความโปร่งใส เขายังเน้นย้ำบทบาทของกระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมประสาน และค้ำประกันมาตรฐานองค์กรการกุศล เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน “ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเชื่อมประสานและรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะความโปร่งใสขององค์กรการกุศล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในประสิทธิภาพและเป้าหมายของงานที่ทำ” “สวัสดีจากเมือง Sydney ประเทศออสเตรเลีย ครับ” 📌 ต้นทางโพสต์: Facebook: Kanok Wongtrangan #SalvationArmy #ระบบสวัสดิการ #SalvosStore #กนกวงษ์ตระหง่าน #สังคมสงเคราะห์ร่วมสร้าง

Read More

แพทย์เชียงใหม่รุ่น 15 หนุนมติแพทยสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2568 – กลุ่มแพทย์เชียงใหม่ รุ่น 15 ออกแถลงการณ์สนับสนุนมติของคณะกรรมการแพทยสภา ที่ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ลงโทษแพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักโทษชั้น 14 ที่อยู่ในการควบคุมของโรงพยาบาลตำรวจ โดยมติดังกล่าวประกอบด้วย การว่ากล่าวตักเตือน 1 ราย และการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมชั่วคราวอีก 2 ราย กลุ่มแพทย์ฯ ระบุว่า การลงโทษนี้สะท้อนถึงความกล้าหาญของแพทยสภาในการรักษาหลักจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมและวงการแพทย์ กังวลการแทรกแซงทางการเมือง กลุ่มแพทย์ฯ แสดงความกังวลต่อกระแสข่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษ อาจใช้สิทธิ์วีโต้เพื่อล้มมติเดิมของคณะกรรมการ หากเกิดการวีโต้จริง จะต้องมีการลงมติใหม่ โดยต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 47 จาก 70 เสียง จึงจะสามารถยืนยันมติเดิมได้ กลุ่มแพทย์ฯ จึงขอเรียกร้องให้กรรมการทุกท่านยืนหยัดในมติเดิม และไม่ยอมให้อิทธิพลใด ๆ มาแทรกแซงหลักการแห่งวิชาชีพ “เนื่องจากมีข่าวลือว่ามีการล็อบบี้คณะกรรมการแพทยสภาบางคน ทำให้เกิดความวิตกจากแพทย์และคนทั่วไปที่ติดตามเรื่องนี้ ถ้ามติออกมาค้านกับมติเดิมอาจทำให้เกิดความแตกแยกในวงการแพทย์ และเกียรติยศศักดิ์ศรีของสภาวิชาชีพ” ศิษย์เก่าแพทย์ทั่วประเทศร่วมลงชื่อหนุนมติ นอกจากนี้ยังมีแถลงการณ์ของศิษย์เก่าแพทย์จากหลายสถาบัน เช่น ศิริราช รุ่น 82 และรามา 7 ล่าสุดยังมีแถลงการณ์จากแพทย์รามา 1-2 รวมถึงแพทย์ทั่วประเทศกว่า 70 รายชื่อ ที่ร่วมแสดงจุดยืนสนับสนุนแพทยสภา และเรียกร้องให้ผดุงความยุติธรรม จริยธรรมและความถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแพทย์ไทยทั่วประเทศ

Read More

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กระแสข่าวที่ระบุว่า นายณฐพร (สงวนนามสกุล) หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฟอกเงินการขายที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่า 477 ล้านบาท ยังไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่คดีมีคำสั่งฟ้องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยยืนยันว่า คดียังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และยังไม่หมดอายุความ กรณีนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกตรวจสอบในคดี “ฮั้วโหวต ส.ว.”ออกมาเปิดเผยเอกสารของอัยการ ที่เร่งรัดให้ DSI ติดตามตัวนายณฐพร โตประยูร เพื่อดำเนินคดีก่อนหมดอายุความ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นความพยายามเอาคืนทางการเมือง หลังจากที่นายณฐพร เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณายุบพรรคภูมิใจไทย จากกรณี ส.ว. เลือกกันเองโดยมีการฮั้วผลประโยชน์ ย้อนคดีฟอกเงินคลองจั่น สำหรับคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับนายณฐพร เป็นคดีพิเศษที่ 42/2559 โดย DSI กล่าวหานายศุภชัย กับพวกรวม 14 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดย DSI ได้สอบสวนและสรุปสำนวนเสนออัยการเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด โดยบางรายได้ถูกดำเนินคดีต่อศาลและมีการสืบพยานไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นายณฐพร ไม่มาตามนัดหมายของอัยการหลายครั้ง ทำให้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 อัยการมีหนังสือให้ DSI ติดตามตัวมาดำเนินคดีภายในอายุความ 15 ปี หลังจากนั้น DSI ออกหมายเรียก 3 ครั้ง และในวันที่ 2 เมษายน 2568 นายณฐพร ได้ส่งหนังสือแจ้งว่าได้ไปรายงานตัวกับอัยการแล้ว พร้อมแนบสำเนาคำร้องขอเลื่อนนัดฟ้อง โดยระบุว่ากำลังยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ต่อมา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 สำนักงานอัยการคดีพิเศษมีหนังสือขอให้ DSI ดำเนินการติดตามตัวอีกครั้ง โดยได้มีการนัดหมายให้นายณฐพร มาพบภายในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ หากไม่มา DSI จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป DSI…

Read More