- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
การกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องผิด หากใช้ภายใต้กรอบวินัยที่เข้มงวดและมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลแพทองธาร–เศรษฐา คือการกู้เงินมหาศาล เพื่อการแจกจ่ายในนามประชานิยม โดยที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจไม่ตอบสนอง ⸻ งบประมาณขาดดุลพุ่งต่อเนื่อง กู้แล้วกู้อีก รัฐบาลเพื่อไทยได้จัดทำงบประมาณปี 2567–2569 โดยมีขาดดุลรวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 3 ปี• ปี 2567: ขาดดุล 805,000 ล้านบาท (หลังเพิ่มงบกลางพิเศษ)• ปี 2568: ขาดดุล 860,000 ล้านบาท• ปี 2569: ขาดดุล 860,000 ล้านบาท นี่คือการกู้เงินปีละไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาทขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาด — ปี 2568 คาดโตเพียง 2.6%–2.8% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายที่ “แพทองธาร” เคยประกาศตอนหาเสียงภายในหนึ่งปีดันจีดีพี 5% แบบครึ่งต่อครึ่ง และ…มีแนวโน้มว่าจีดีพีอาจหลุด 2 % ไปอยู่ที่ 1.8% ตามที่ IMF ประเมิน หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น ในขณะที่…พื้นที่การคลังของประเทศเหลือน้อยเต็มทีอันเป็นผลมาจาก 2 ปี รัฐบาลเพื่อไทย 3 ปีงบประมาณก่อหนี้เพิ่ม…เติมรายได้ “ไม่ไหว” ⸻ ใช้เงินเพื่อการเมืองอย่างเพลิดเพลิน แต่ทำเศรษฐกิจติดหล่ม เมื่อพิจารณาการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เช่น โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท หรือแผนแจกเงินรูปแบบต่าง ๆจะพบว่าเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้ถูกวางเป้าหมายไปยังการเพิ่มผลิตภาพ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างการเติบโตในระยะยาว สิ่งที่ได้ คือ “อัดฉีดชั่วคราว” เพื่อหวังผลทางการเมือง แต่ไม่ได้สร้างศักยภาพใหม่ให้เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และหนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 90% ของ GDP ซ้ำเติมให้การบริโภคไม่สามารถขยายตัวได้แม้จะอัดเงินเข้าไป ⸻ ประเทศเผชิญภัยสงครามการค้า แต่พื้นที่การคลังแทบไม่เหลือ เมื่อรัฐบาลประกาศแผนเตรียมกู้เงินเพิ่ม อีก 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับสงครามการค้าระลอกใหม่ขณะที่หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 64% ของ GDP และมีแนวโน้มแตะ 70% ในปี…
นับตั้งแต่วินาทีที่ตึก สตง.ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่ไกลถึงประเทศเมียนมา ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อซากตึกได้ทับร่างคนงานนับร้อยชีวิตที่กำลังปฏิบัติงานอยู่เบื้องล่าง เหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ ถึงวันนี้ล่วงเลยมา 30 วันแล้ว ทีมกู้ภัยยังคงปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง เพื่อค้นหาอีก 31 ผู้สูญหายที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังพบผู้เสียชีวิตแล้ว 63 ราย วันนี้ทีมกู้ภัยยังมุ่งค้นหาในพื้นที่ชั้นใต้ดินทั้ง 4 ชั้น ซึ่งคาดว่าเป็นบริเวณที่มีผู้ติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก และที่ยังเป็นคำถามกึกก้องในใจครอบครัวผู้สูญเสีย และคนไทยทุกคนคือ ผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือใคร เพราะคดีในมือตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยังคงดำเนินอยู่ในขั้นการสืบสวนสอบสวน ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร การออกแบบ การก่อสร้าง และการอนุมัติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การพังทลายในครั้งนี้ ล่าสุดวันนี้ทางDSI ตำรวจ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เปิดตู้คอนเทนเนอร์ 24 ตู้ ที่เก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี จากนั้นพรุ่งนี้เรียกวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารประมาณ 40 คน เข้ามาให้ปากคำ โดยจะเริ่มกระบวนการสอบสวน ก่อนขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการก่อสร้าง เช่น การถือหุ้นโดยอำพราง (นอมินี) การฮั้วประมูล การปลอมแปลงเอกสาร และการแก้ไขแบบต่อไป ถึงตรงนี้นอกจากคดีนอมินีที่เพิ่งแจ้งข้อกล่าวหานักลงทุนชาวจีน และคนไทยอีก 3 คนที่ดูคืบหน้าที่สุดแล้ว ยังมีอีกหลายปมที่ยังคงควาญหาหลักฐานทั้งเรื่อง การแก้ไขแบบอาคารถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะแก้แบบปล่องลิฟต์ เรื่องบริษัทผู้รับเหมาโครงการที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักตามกฎหมาย รวมถึง สตง. ที่ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทในการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารของตนเอง และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลและให้ความร่วมมือในการสอบสวน สุดท้ายข้อสังเกตถึงการทุจริตในหลายขั้นตอนของโครงการ หนึ่งเดือนผ่านไป ประชาชนต่างคาดหวังว่าการสอบสวน จะนำไปสู่การเปิดเผยความจริง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต เพราะบทเรียนราคาแพงนี้ สำหรับสังคมไทยไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป แต่ดูเหมือนความหวังยังไกลเกินเอื้อม
คนสูงอายุพุ่ง — รายได้ครอบครัวไม่พอเลี้ยงดู ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” อย่างเต็มตัวแล้ว ปัจจุบันทุก 4–5 คนในสังคมจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ส่งผลให้ภาระการดูแลตกหนักเกินกว่าที่คนวัยทำงานจะรับไหว รายได้ในครอบครัวส่วนใหญ่ไม่สามารถดูแลทั้งปู่ย่า ตายาย และพ่อแม่ได้ครบถ้วน โดยเฉพาะในชนบทที่มักมีผู้สูงวัยถูกทอดทิ้งอย่างไม่ตั้งใจ ⸻ วิกฤตในครอบครัว — เมื่อรายได้ไม่พอ ปัญหาสังคมตามมา ศ.ดร.กนก ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในหลายครอบครัว หากลูกหลานมีภาระดูแลครอบครัวของตนเองแล้ว ยังต้องเผชิญปัญหาลูกหลานบางส่วนติดยาเสพติดหรือการพนัน จนก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์เหล่านี้พบเห็นได้ทุกภาคของประเทศ และปรากฏอยู่ตามสื่อสาธารณะอยู่เสมอ ⸻ นิคมสร้างตนเอง — โมเดลสร้างรายได้ผู้สูงวัย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวง พม. ได้เร่งดำเนินโครงการ “นิคมสร้างตนเอง” ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนฐานราก โดยเน้น “พาทำ” ไม่ใช่แค่สอน หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ นิคมสร้างตนเองกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งดำเนินการมากว่าหนึ่งปี และเพิ่งเปิดโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรบนพื้นที่ 500 ไร่ สนับสนุนโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ⸻ ตัวอย่างความสำเร็จ — ป้าต้อยและลุงแป๊ะ• ป้าต้อย: จากอดีตแรงงานไร่อ้อย สู่เจ้าของบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด 12 บ่อ มีรายได้เฉลี่ย 8,000–10,000 บาทต่อเดือน เลี้ยงจิ้งหรีดที่ใต้ถุนบ้าน ไม่ต้องตากแดดกลางไร่อ้อยอีกต่อไป• ลุงแป๊ะ: ทำเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 10 ไร่ ปลูกกล้วย ขนุน มะกรูด หน่อไม้ฝรั่ง ด้วยระบบน้ำจากแผงโซลาร์เซลล์และน้ำบาดาล สร้างรายได้เดือนละ 10,000–20,000 บาท ดูแลแม่อายุใกล้ 90 ปีได้อย่างมีศักดิ์ศรี ⸻ พม.วางแนวทาง “พาทำ” เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว โครงการนิคมสร้างตนเองไม่ได้หยุดแค่การสอนความรู้ แต่ลงมือพาทำจนสำเร็จ เพื่อสร้างรายได้จริงให้ประชาชน มีความเชื่อมั่นว่าทุกคนมีศักยภาพดูแลตนเองและครอบครัวได้ เมื่อมีโอกาสและเครื่องมือที่เหมาะสม “รอยยิ้มและแววตาแห่งความสุขของประชาชนฐานรากในชนบท คือความสำเร็จของกระทรวง พม.…
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจาก ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ สมชาย แสวงการ อดีตสว. รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย และ นิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญเอาผิด ครม.แพทองธารยกชุด ฐานฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 จากกรณีปรับลดงบชำระหนี้ 5 ธนาคารรัฐ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปไว้ใน “งบกลาง” เพื่อทำโครงการแจกเงินหมื่น “ดิจิทัลวอลเล็ต” มาตรา 144 : สกัด “ภัยต่อวินัยการคลัง” ในโครงสร้างรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 144 ถูกวางขึ้นอย่างละเอียดรัดกุมเพื่อ ห้าม ส.ส., กมธ., หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแก้ไข เปลี่ยนแปลงงบประมาณ โดยมิใช่ในทาง “ลดหรือตัดทอน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายที่เป็นหนี้ตามกฎหมาย — เช่น เงินใช้หนี้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ — ต้องคงอยู่ตามสัญญาและข้อผูกพัน เหตุผลสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดข้อห้ามนี้ไว้ ก็เพื่อ รักษาความเชื่อมั่นทางการคลังปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้รัฐบาลใด ๆ เอาเงินที่ต้องชำระหนี้มาแจกเพื่อหวังผลการเมืองระยะสั้น ⸻ รัฐบาลเศรษฐา – แพทองธาร กับงบดิจิทัลวอลเล็ต ในกรณีปัจจุบัน• รัฐบาลเศรษฐา ปรับลดงบฯ ใช้หนี้กว่า 35,000 ล้านบาทซึ่งเดิมเป็นงบส่งใช้หนี้เงินกู้ของธนาคารรัฐ 5 แห่ง (ที่มีข้อผูกพันทางกฎหมายการเงินการคลัง)• เงินส่วนนี้ถูก โยกมาเป็น “งบกลาง” เพื่อกันไว้สำหรับโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต จากนั้น• รัฐบาลแพทองธาร เข้ารับช่วงต่อ โดยเบิกจ่ายเงินจริงจากงบกลางก้อนนี้เดินหน้าแจกเงินหมื่นบาทแก่ประชาชนตามแผน ⸻ ทำไมการโยกงบฯ แบบนี้ถึง “อันตราย” ต่อระบบงบประมาณ? ทำลายวินัยการเงินการคลังอย่างรุนแรง• หนี้ที่รัฐกู้มา มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องมีการกันงบฯ ชำระคืนตามเวลา• การเอาเงินก้อนนี้มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น แม้จะชั่วคราว แต่ถือว่า ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายการเงินการคลัง กระทบความน่าเชื่อถือทางการเงินของรัฐ• หากมีการตรวจพบ (ทั้งภายในประเทศหรือต่างประเทศ) ว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยการเงินการคลังอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศอาจถูกปรับลด•…
เปิดข้อมูลโดยสำนักข่าวอิศรา ต่อยอดโดย ThePublisher “โตไวผิดปกติ” ไม่ใช่แค่คำชมในโลกธุรกิจ หากแต่มักเป็น “สัญญาณเตือน” เมื่อมันเกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนงำทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีล่าสุดของ กันต์ธีร์ ศุภมงคลชัย หรือที่รู้จักกันในนาม “กัน จอมพลัง” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ถูก สำนักข่าวอิศรา เปิดเผยข้อมูลว่า– ธุรกิจในเครือของเขา ขยายตัวรวดเร็วในสาย จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล (หวย) และ ธุรกิจรักษาความปลอดภัย (รปภ.)– รายได้รวมเกือบ 60 ล้านบาท ภายในเวลาไม่นาน แต่ที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถาม คือ– สถานที่จดทะเบียนบริษัทไปตรงกับที่อยู่เก่าของ ธรรมนัส พรหมเผ่า นักการเมืองชื่อดัง– มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของธรรมนัส ทั้งทางตรงและทางอ้อม– และที่สำคัญที่สุด รายได้ธุรกิจพุ่งขึ้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ธรรมนัสกุมอำนาจทางการเมืองสูงสุด———-โตเพราะธุรกิจ หรือโตเพราะการเมือง? ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “หวย” และ “รปภ.” เป็นสองวงการที่ “เงินสดหมุนเวียนสูง” และ “ตรวจสอบยาก” โดยเฉพาะเมื่อมี “เส้นสายทางการเมือง” หนุนหลัง การขยายตัวอย่างรวดเร็วในสองสายธุรกิจนี้ จึงตั้งคำถามว่า: – เป็นการโตจากความสามารถทางธุรกิจจริง ๆ หรือโตจากการได้รับอภิสิทธิ์ที่ไม่เปิดเผย?– มีการเอื้อประโยชน์จากเครือข่ายอำนาจหรือไม่?————— นักเคลื่อนไหวที่พึ่งพาการเมือง: ความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือ น่าเป็นห่วง เมื่อบทบาท “นักเคลื่อนไหว” ซึ่งควรเป็นพลังตรวจสอบรัฐ อาจกลายเป็น เครื่องมือใหม่ของอำนาจ หากนักเคลื่อนไหวบางราย มีความเชื่อมโยงแนบแน่นกับการเมือง อาจกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการ “กินรวบ” ทั้งด้านธุรกิจและอำนาจ ถูกตั้งคำถามได้ว่าบทบาทการเคลื่อนไหวอาจกลายเป็นแค่ “หน้าฉาก” เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง หาผลประโยชน์ส่วนตัว ความน่าเชื่อถือของภาคประชาชน ในการต่อสู้เพื่อความโปร่งใส อาจถูกกัดกร่อน และตั้งคำถามว่า มีใครใช้การเคลื่อนไหวเป็น “ใบเบิกทาง” ไปสู่ผลประโยชน์แฝงหรือไม่—————-หนึ่งเหตุการณ์ หลายบทบาท: ปูทางสู่เครือข่ายอำนาจ ย้อนกลับไปตอนเกิดเหตุรถปาดกันในพื้นที่ธัญบุรี:– “พีช PM” บุตรชายของ “นายกเบี้ยว” (บ้านใหญ่ธัญบุรี) คือผู้ก่อเหตุ– “กัน จอมพลัง” เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยประสานงาน ทั้งไกล่เกลี่ย และหาทางเยียวยาผู้เสียหาย– แต่แทนที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากผู้ก่อเหตุโดยตรง กลับมีการนำเงินส่วนหนึ่งจาก มูลนิธิ…
ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตัวแทนภาค และตัวแทนสาขา และสมาชิกพรรค เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง โดย พล.อ.ประวิตร ประกาศจุดยืนทางการเมืองของพรรคพรรคพลังประชารัฐ คือพรรค “อนุรักษ์นิยมทันสมัย” ที่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะยึดมั่นและปกป้องสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ อนุรักษ์และสืบสาน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และ ค่านิยมอันดีงามของชาติ ก่อนที่ประชุมจะเห็นชอบการดำเนินกิจการ งบการเงินของพรรค และเห็นชอบตราสัญลักษณ์พรรคและความหมายของพรรคพลังประชารัฐตราใหม่ มีลักษณะดังนี้ คำว่า “พรรค” อยู่บนกึ่งกลางด้านในของเครื่องหมายพรรคการเมือง เหนือตัวอักษรคำว่า”พลังประชารัฐ” โดยมี คำว่า “พลัง” เป็นสีเขียว คำว่า “ประชา” เป็นสีน้ำเงิน คำว่า “รัฐ” เป็นสีแดง อยู่ภายในวงล้อพลวัต ที่มี 3 แถบสี เป็นสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว บนพื้นสีขาว #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#พลังประชารัฐ#บิ๊กป้อม#ฝ่ายค้าน
สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คนวัยหนุ่ม-สาว หรือวัยทำงานในประเทศจีน เลือกที่จะเข้าร้านนวดแผนไทยที่เปิดให้บริการในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น อย่างที่ร้านนวดแผนไทยสาขาในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน จะมีคนวัยทำงานที่อยู่ไม่ไกลใช้บริการหลังเลิกงาน เป็น หนึ่งในวิธีผ่อนคลายความเครียดที่โปรดปราน รวมถึงยังได้ลิ้มรสชาติของหวานขึ้นชื่ออย่างข้าวเหนียวมะม่วงด้วย ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งเสียงดนตรีและกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย ทั้งนี้แพลตฟอร์มจำหน่ายคูปองออนไลน์ สามารถซื้อคอร์สนวดแผนไทยหนึ่งชั่วโมงได้ในราคาไม่ถึง 100 หยวน (ราว 460 บาท) ประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบไทยที่คุ้มค่าเช่นนี้ได้ดึงดูดบรรดาพนักงานออฟฟิศวัยหนุ่มสาวจากย่านใกล้เคียงให้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ร้านนวดเพื่อการบำบัดรักษาในลักษณะนี้ได้กลายเป็นตัวเลือกการดูแลสุขภาพยอดนิยมของคนหนุ่มสาวในเมืองหลายแห่ง ในวันทำงาน หลายคนหาเวลาว่างมาผ่อนคลายด้วยการนวด ส่วนในช่วงเดินทางท่องเที่ยวยิ่งโหยหาการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เช่น การทำสปาผ่อนคลายในรีสอร์ตบนเกาะ เข้าคอร์สทำสมาธิที่จังหวัดเชียงใหม่นานหนึ่งสัปดาห์ หรือการลองเล่นโยคะบนภูเขาที่เนปาล นักท่องเที่ยววัยหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเริ่มผสมผสานแนวคิดการดูแลสุขภาพเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยว เกิดเป็นกระแส “การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ” แฟ้มภาพซินหัว : การนวดแผนไทย ในงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน) #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#นวดแผนไทย#ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
เป็นผลการสำรวจความเห็นของประชาชนของ “นิด้าโพล” เรื่อง “กาสิโน…จุดแตกหักเพื่อไทย – ภูมิใจไทย ?” ที่สำรวจวันที่ 21-23 เมษายน 2568 จากจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เริ่มจากถามถึงการให้ความสำคัญของประชาชนระหว่าง “สถานบันเทิงครบวงจร” หรือ “กาสิโน” พบว่าร้อยละ 45.73 ไม่ให้ความสำคัญใด ๆ เลย รองลงมา 27.24 ให้ความสำคัญเท่า ๆ กันในข้อมูล ทั้งเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรและกาสิโน ร้อยละ 19.47 ให้ความสำคัญกับข้อมูลเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรมากกว่า และ 7.56 ให้ความสำคัญกับข้อมูลเรื่องกาสิโนมากกว่า เมื่อถามว่าร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หากไม่มี “กาสิNo” จะผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร พบว่าร้อยละ 46.18 ระบุไม่ผ่าน รองลงมา 32.67 ระบุว่า ผ่าน ส่วน 19.01 ระบุเป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. โดยไม่มี “กาสิโน” และเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า “จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน” พบว่าร้อยละ 35.80 ระบุเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ขณะที่ร้อยละ 29.08 ระบุเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อต่อรองทางการเมือง 27.63 เห็นว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล พรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 22.44 ระบุว่า แค่ประกาศตามกระแสสังคม แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามมติพรรค ร้อยละ 20.38 ระบุพรรคเพื่อไทยจะหาทางผลักดันให้เกิดสถานบันเทิงครบวงจรที่มี “กาสิโน” ได้ และ 17.40 ระบุมีแนวโน้มสูงว่าสถานบันเทิงครบวงจรที่มี “กาสิโน” จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ขณะที่มูลนิธิรณรงค์หยุดการพนัน ซึ่งอาสารวบรวม 5 หมื่นรายชื่อผู้แสดงความจำนงขอให้ทำประชามติ “กาสิNo – พนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” ล่าสุดขยายเวลาเพิ่มเติมในการลงชื่อแสดงความจำนงให้ถึง 6 หมื่นคน หลังจากยอดลงชื่อเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยเปิดลงชื่อได้ที่หอศิลป์ กทม.จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณ#เพื่อไทย#กาสิโน#กาสิโนถูกกฎหมาย#ภูมิใจไทย#เนวินชิดชอบ#ภูมิใจไทย
นายทักษิณ ชินวัตร พ่อของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี พูดถึงข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีว่าต้องแล้วแต่นายกฯ ที่กำลังพิจารณาว่าจะต้องทำเช่นไร เป็นเรื่องของนายกฯ เมื่อถามว่าจะปรับในส่วนของพรรคเพื่อไทยก่อนหรือไม่ เรื่องนี้นายทักษิณบอกไหนๆจะปรับ ก็ต้องปรับทีเดียว และเมื่อถามว่าจะปรับครม.โดยปรับพรรคภูมิใจไทยออกไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ เรื่องนี้ทำเอานายทักษิณ ยืนยันว่า “ไม่มี ไม่เคยคิดว่าจะให้ใครออกไปเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีความคิดตรงนั้น” ส่วนกระแสข่าวดึงพรรคพลังประชารัฐ ร่วมรัฐบาลมีแนวโน้มหรือไม่ นายทักษิณบอกยังไม่ได้คิดเรื่องที่จะดึงใครไม่ดึงใคร เพราะรัฐบาลคงมองว่าที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว อาจจะปรับตำแหน่งมากกว่า เพราะรัฐบาลเสียงเยอะอยู่แล้ว ส่วนกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนและออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากไม่เคยถูกจำคุกตามคำพิพากษาและถูกส่งตัวไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจโดยมิชอบ โดยศาลฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะรับคำร้องหรือไม่ในวันที่ 30 เมษายนนี้ นายทักษิณบอกไม่ได้กังวลอะไร ทุกอย่างก็ว่าไปตามกระบวนการ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#ปรับครม#ภูมิใจไทย#ทักษิณชินวัตร#ชั้น14โรงพยาบาลตำรวจ
หลังเป็นดรามาบนโลกออนไลน์จากภาพที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นอนหลับในห้องพักโรงพยาบาลหลังป่วยเป็นไข้ ซึ่งถ่ายโดยสามีของนายกรัฐมนตรี และมีแคปชันทำนองไม่ห่วงตัวเองทำงานจนล้มป่วย แต่มีชาวโซเชียลแห่คอมเมนต์ว่านอนหลับทำไมถึงใส่แว่นตา บางคนบอกให้ระวังอันตรายถ้านอนทับแว่น เรื่องนี้นางสาวแพทองธาร ออกมาชี้แจงทั้งเรื่องอาการป่วย และใส่แว่นตานอนหลับในไอจีของตัวเองว่า ขอบคุณทุกท่านที่ห่วงทั้งเรื่องสุขภาพ ที่ตอนนี้ดีขึ้นมาก หมอบอกมีภาวะขาดน้ำ และอากาศร้อนมาก รวมทั้งพักผ่อนน้อย หายใจไม่เต็มที่ “ส่วนท่านที่ห่วงเรื่องแว่น เพลียมาก หลับไปทั้งแว่นเลยค่ะ แต่ไม่แตกใดๆ นะคะ เพราะคุณปอ เอาออกให้เรียบร้อยค่า ขอบคุณสามีมา ณ ที่นี้ค่ะ” ขณะที่นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก บอกเรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นตั้งแต่ต้น แต่มีคนจับผิด และนำไปปลุกปั่นให้เป็นประเด็น จึงขอเสริมประเด็นที่นายกฯ ชี้แจงว่า หลังจากเพลียและเผลอหลับไปจากนั้นสามีจึงถอดให้ พร้อมระบุการใส่แว่นนอนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเผลอหลับกันได้ และหากตั้งใจค้นหาเหมือนจับผิด ก็คงได้เห็นภาพที่บุคคลอื่นๆที่ใส่แว่นนอนปรากฏอยู่ตามอินเตอร์เน็ต “พรรคพวก” เดียวกันกับคนที่นำเรื่องแว่นมาโจมตีนายกฯ จึงต้องตั้งคำถามกลับว่า การนำเรื่องหยุมหยิมเช่นการใส่แว่นนอนมาเป็นประเด็นกล่าวหาว่าท่าน “สร้างภาพ” หรือ “ป่วยไม่จริง” จริงๆแล้วมุ่งหวังอะไร? แล้วมันเป็นเรื่องที่ “แปลก” จริงไหม? หรือเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ถูกนำมาตีฟูหาช่องโจมตีเพียงเพราะคนในรูปนั้นชื่อแพทองธาร..? #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธารชินวัตร#นอนหลับใส่แว่น
