Author: Writer Publisher

”เรามีไทยเทาเต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่ผู้มีอำนาจ แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเงินสำรองฯ จะไม่ถูกใช้ผิดทาง หรือไม่มีการโกงเกิดขึ้น“-ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI ในขณะที่สงครามภาษีโลกกำลังเดือด รมว.คลังของไทยนัดหารือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวางแผนปรับพอร์ตการลงทุนเงินสำรองระหว่างประเทศ ท่ามกลางข้อสงสัยจากสาธารณะว่า รัฐบาลเล็งใช้เงินก้อนนี้เพื่อ ”อัดฉีดสภาพคล่อง“ แบบที่นายทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอหรือไม่ ดร.สมชัย ก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ในรายการ ”เที่ยงเปรี้ยงปร้าง“ ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร“ ด้วยเช่นเดียวกัน ”การหารือระหว่าง รมว.คลังกับแบงก์ชาติเรื่องเงินสำรองฯ มันแปลก ๆ เพราะตามกฎหมาย เงินสำรองฯ อยู่ในอำนาจแบงก์ชาติ กระทรวงการคลังไม่มีสิทธิไปสั่งการเลย“ หรือมีวาระซ่อนอยู่? ดร.สมชัย ชี้ว่า การที่กระทรวงการคลังออกสื่อมาแสดงบทบาทเรื่องเงินสำรองฯ อาจไม่ได้หวังแค่หารือเท่านั้น ”อาจเป็นการเปิดเวทีไว้ก่อน แล้วค่อยแทรกวาระอื่นเข้ามาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีความพยายามดึงเงินสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้หลายครั้งแล้ว“ เขาเตือนว่าเงินสำรองฯ ไม่ใช่ของรัฐ แต่เป็นผลจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่คนส่งออก ถือดอลลาร์แล้วแปรมาเป็นเงินบาทกับแบงก์ชาติ แล้วแบงก์ชาติก็นำดอลลาร์ไปลงทุนต่อ “เงินนี้ไม่ใช่ของฟรี ถ้าเอาไปใช้แล้วเศรษฐกิจแย่ เงินสำรองฯ จะไหลออกเร็วมาก เพราะไหลเข้ามาน้อยกว่า และถ้าเจ้าของเงินต้องการถอนคืน แต่เราจ่ายคืนไม่ได้ จะนำไปสู่วิฤตความเชื่อมั่น” เงินสำรองฯ ใช้ได้แต่ต้องโปร่งใสสูงสุด “เงินสำรองไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้เลย แต่ต้องมีเงื่อนไขชัดเจน ใช้กับเรื่องจำเป็น เช่น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือช่วยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า” โดยสิ่งที่ ดร.สมชัย เป็นห่วงที่สุดคือ ธรรมาภิบาลของรัฐบาล ”ผมห่วงธรรมาภิบาลรัฐบาล เพราะอาจนำไปใช้กับโครงการประชานิยม หรือตั้งกองทุนที่มีการโกงได้ ตัวอย่างมีทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเราก็มีไทยเทาเต็มไปหมด ตั้งแต่ระดับผู้มีอำนาจ ทำให้คนจำนวนมากไม่ไว้ใจว่านักการเมืองจะใช้ถูกทางหรือไม่ จะมีการคดโกงหรือเปล่า?“ คาดแบงก์ชาติผ่อนคลายนโยบายการเงิน สำหรับบทบาทแบงก์ชาติในสงครามการค้า ก็น่าจะต้องมีการปรับนโยบายด้านการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่จะมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ความไม่แน่นอน และจีดีพีที่ประเมินว่าอาจหดเหลือแค่ 1% ไม่ใช่แค่ปีนี้แต่อาจหมายถึงปีถัดไปที่จีดีพีจะลงเยอะ แจกเงิน QE เหวี่ยงแห…ไม่ตอบโจทย์ ต่อข้อเสนอบางฝ่าย เช่น การทำ QE หรือการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ดร.สมชัย แย้งว่า ”สภาพคล่องไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาคือกระจายไม่ถึงฐานราก SME แข่งขันไม่ได้ ถ้าเพิ่มสภาพคล่องไป เงินก็ไปกองอยู่ที่แบงก์ ไม่ปล่อยกู้ เพราะกลัวเป็นหนี้เสีย…

Read More

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤชุลมุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ถึงผลกระทบต่อภาคการเงิน หลังสหรัฐอเมริกาออกมาตรการภาษี ซึ่งก่อนการหารือนายพิชัยบอกตอนนี้ตลาดเงินไทยค่อนข้างนิ่ง มีศูนย์กลางการบริหารที่ ธปท. ขณะที่ไม่ได้ขายดอลลาร์ออกไป แปลว่ายังคงมีความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และยังคงให้เป็นไปตามกลไกปกติ ส่วนจะมีการให้ ธปท.นำเงินสำรองออกมาใช้หรือไม่นั้น นายพิชัยยืนยันไม่ได้อยู่ในความคิด เพราะเงินสำรองนั้นเป็นแบ็กอัพสภาพคล่องการนำเข้าและส่งออก หากจะดำเนินการใด ๆ รัฐบาลจะทำผ่านการเพิ่มงบประมาณมากกว่า ทั้งนี้ หลังจากที่สหรัฐฯ มีมาตรการภาษีดังกล่าว ทำให้ทุกฝ่ายหยุดรอความชัดเจน รวมถึงการปล่อยสินเชื่อ เหมือนนาฬิกาหยุดเดิน เครื่องเดินไม่เต็มสูบ หลายๆ อย่างมีปัญหาเหมือนหยุดชั่วคราว จึงต้องรอกันต่อไป

Read More

“แม้ยังไม่รู้สาเหตุหลักคืออะไร แต่ที่รู้แน่ ๆ คือ “มันไม่ปกติ” เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ของ ศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” โดยชวนสังคมโฟกัสไปที่ ”ผนังปล่องลิฟต์ที่ลดความหนาลง 5 เซนติเมตร กำลังของปูนในการรับน้ำหนัก รายละเอียดการเสริมเหล็กในปล่องลิฟต์ ตำแหน่งของปล่องลิฟต์ และคุณภาพตัวต่อเหล็ก“ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุให้ตึก สตง.ถล่ม “ผนังปล่องลิฟต์” จุดเริ่มของหายนะ ศ.อมร ยืนยันว่า ข้อมูลในวงการวิศวกรรมตอนนี้ค่อนข้างชัดว่าจุดเริ่มต้นของการถล่มคือผนังปล่องลิฟต์ด้านหลังของอาคารและนั่นคือจุดที่ “ไม่ควรพัง” มากที่สุด เพราะตามหลักการออกแบบปล่องลิฟต์ต้องแข็งแรง รับแรงได้มาก และเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักสำคัญ “ปล่องลิฟต์ควรเป็นส่วนที่แข็งที่สุด แต่กลับกลายเป็นจุดที่พังก่อน” คำถามใหญ่จึงย้อนกลับไปที่ขั้นตอน ออกแบบผนังปล่องลิฟต์ต้องผ่านการจำลองแรงจากแผ่นดินไหว ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ และเลือกความหนาเหล็ก ปริมาณเหล็ก คอนกรีตตามสเปกที่รับแรงได้ แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงจากผู้ออกแบบ ⸻ลด 5 เซนฯ แต่สะเทือนทั้งอาคาร จากเอกสารที่ สตง. ส่งให้กรรมาธิการฯ พบว่ามีการ “แก้แบบ” ลดความหนาผนังปล่องลิฟต์จาก 30 เซนติเมตร เหลือ 25 เซนฯ เฉพาะบางจุด แม้จะแค่บริเวณ “โถงทางเดิน” เพื่อให้ได้ความกว้างตามกฎหมาย แต่ ศ.อมร ย้ำว่า การลดนี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแน่นอน คำถามต่อไปคือใครเป็นคนอนุมัติให้แก้แบบ? และผู้ออกแบบเดิมรับทราบหรือไม่?ในเอกสารกลับพบลายเซ็นของวิศวกรคนหนึ่ง ซึ่งออกมาบอกว่า “ถูกปลอม” “คนคุมงานไม่มีสิทธิ์อนุมัติแบบ…แล้วใครเซ็นให้ผ่าน?” ศ.อมรย้ำว่า “การแก้แบบไม่ใช่หน้าที่ของวิศวกรควบคุมงาน แต่เป็นเรื่องที่ต้องย้อนไปให้ผู้ออกแบบเดิมพิจารณา” ถ้ามีการอนุมัติโดยที่คนออกแบบไม่รู้…มันคือปัญหาทางจริยธรรมและกฎหมาย ⸻ระบบเดินเอกสารอีรุงตุงนัง…วงการสั่นสะเทือน หลังมีการตรวจสอบ ข้อมูลเริ่มปรากฏมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มีการปลอมลายเซ็นในเอกสารราชการ คนควบคุมงานเซ็นแทนผู้ออกแบบ วิศวกรอ้างว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีชื่อเขาในเอกสาร ไม่เคยมีส่วนร่วมกับโครงการนี้ ล้วนเป็นคำถามที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างทั้งสิ้น ”ในเอกสารมีลายเซ็นของวิศวกรในฐานะผู้ควบคุมงาน ยิ่งงงไปใหญ่ว่าทำไมมาเป็นผู้ควบคุมงานและวิศวกรคนนี้ยังบอกถูกปลอมลายเซ็นอีก จึงเป็นเรื่องที่อีรุงตุงนังไปหมด และความจริงคนควบคุมงานก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบ เพราะการแก้ไขแบบต้องย้อนไปให้ผู้ออกแบบเดิม แต่ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าผู้ออกแบบเดิมอยู่ตรงไหนในกระบวนการนี้“ ศ.อมร สรุปแบบยังงุนงงกับระบบที่เกิดขึ้น คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ตึกพังเพราะอะไร” แต่ต้องถามว่าเกิดปัญหาอะไรกับระบบควบคุมมาตรฐานงานก่อสร้างไทย…? “เรื่องนี้ไม่มีใครไม่รู้…เพราะเป็นเอกสารขออนุมัติของทางราชการ” เขาย้ำว่า ต้องขุดให้ถึงรากของระบบที่อนุญาตให้ “การปลอมชื่อ…

Read More

เป็นเรื่องราวที่ทำเอาใครหลาย ๆ คนช็อกไปตาม ๆ กัน หลังผู้ใช้เฟซบุ๊ก “อา เฉินนน.” โพสต์เรื่องราวสุดสะเทือนใจแต่สะท้อนอีกแง่มุมของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่ความจนมันบีบให้ “คนบางกลุ่ม” ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อปากท้องของตัวเอง โดยไม่ได้คิดเลยว่าการกระทำนั้นมันจะสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่นและส่งผลเสียต่อตนเองมากแค่ไหน ผลพวงเหล่านั้นก็มาจากการขาดคนอบรมบ่มนิสัยและปลูกฝังไปในทิศทางที่ถูกที่ควร โดยระบุข้อความว่า “มีพ่อแม่และมีลูกเมื่อพร้อม #สมัยนี้โลกมันไปไวมาก สำหรับการมีลูกทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังอายุน้อยหรือยังไม่พร้อมที่จะมี ขนาดที่ตัวเองยังเป็นลูกของพ่อแม่ยังไม่ดีเลย จะมีวุฒิภาวะสอนลูกได้ยังไง การมีลูกทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่พร้อม ผลสุดท้ายคือ พ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องมาเลี้ยงดูแทน เพราะตัวเองต้องทำงาน หรือปล่อยให้ญาติเลี้ยงแล้วตัวเองไม่สนใจ ยังใช้ชีวิตสนุกและยังคิดไม่ได้ในวัยที่ยังไม่พร้อมที่จะมีและยังไม่บรรลุนิติภาวะอันควร #ถ้าผมบอกว่าน้อง ๆ เหล่านี้รวมตัวกันตั้งกลุ่มไล่งัดรถมอไซค์ตาม BTS และ MRT เพื่อเอาทรัพย์สินที่อยู่ในรถ คุณจะเชื่อไหม อายุของน้อง พึ่งจะ 5 ขวบเองเรียกได้ว่า เป็นวัยที่อายุน้อยกว่าเยาวชนอีก ตอนที่ผมไปสอบถามตำรวจคุณเชื่อไหม ว่าผมตกใจมาก กับสิ่งที่ตำรวจพูด น้องยังอายุน้อยมาก แต่รวมตัวกันทำเรื่องแบบนี้แล้ว คือโลกสมัยนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด น้องพึ่งเรียนอยู่อนุบาล แต่มีความคิดริที่จะทำเรื่องแบบนี้แล้ว เรียกง่ายๆว่ารุ่นลูกผมอีก ผมก็ตกใจและใจหายอยู่พอสมควร เพราะน้อง ๆ เหล่านี้ผมเจอบ่อย และได้กล่าวตักเตือน ว่าอย่ามาเล่นใกล้น้ำนะลูก เดี๋ยวจะตกน้ำเป็นอะไรไปแล้วไม่มีคนช่วยหรือช่วยไม่ทัน โดยที่คิดว่าน้อง ๆ ยังเด็กและอาจจะมาเล่นกันตามภาษาเด็ก ไม่คิดว่าน้องจะทำแบบนี้ สงสารน้อง ๆ มาก ไม่คิดว่าน้องจะเกิดมาโดยมีครอบครัวแบบนี้ เพราะเด็กคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์ ส่วนใครที่มีลูกเมื่อยังไม่พร้อม การมีลูกมันดีไหม สำหรับผมมันดีกว่าการไปทำแท้งแน่นอน แต่การที่มีแล้วคุณควรเอาใจใส่เค้าสักนิด น้อง ๆ มันก็คือลูกของคุณ หมามันยังรักลูกของมัน ถ้าคุณไม่สอนไม่ดูแลและใครจะมาสอนมาดูแลลูกของคุณ ลูกมันคืออนาคตของคุณเมื่อคุณแก่ตัวไป ถ้าน้อง ๆ ไม่ได้รับคำสอนและการปลูกฝังที่ดีน้อง ๆอาจจะก้าวขาไปในทางที่ผิด และที่สำคัญพ่อแม่ของน้องอาจจะเป็นคนสอนให้ทำเพราะเอาเงินไปซื้อยาเสพติด ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ส.ภ บางขุนเทียน ที่มาดูแลครับ ผมก็ฝากแชร์ด้วยนะครับถ้าไม่อยากให้โลกเราโหดร้ายไปมากกว่านี้”

Read More

กระบี่ – การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลคลองพนพัฒนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ กำลังเผชิญคำถามร้อนแรง หลังผู้สมัครหมายเลข 1 นายสันติสุข เกกินะ มีชื่อปรากฏใน สำนวนคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกับ “กำนันจุก” หรือ นายมนูญ เกกินะ พี่ชายของเขา ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกและแผ้วถางป่าคลองพนและป่าบากันรวมกว่า 21 ไร่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 สำนวนคดีของหน่วยงานด้านป่าไม้ระบุถึง การสนับสนุนทางธุรการและภาคสนาม จากบุคคลใกล้ชิดของกำนันมนูญ โดยพบชื่อของ นายสันติสุข ในฐานะผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการดำเนินการบางส่วน ก่อนที่พื้นที่จะถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะผิดกฎหมาย ⸻ โครงสร้างเครือญาติ–อำนาจท้องถิ่น: ช่องว่างที่ควรถูกตรวจสอบ ข้อมูลจากแหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า ตระกูล “เกกินะ” มีบทบาทสำคัญในการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน โดยนายมนูญดำรงตำแหน่ง “กำนัน” หลายสมัย มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับชาติ และมีบทบาทในข้อพิพาทด้านที่ดินหลายกรณีที่ผ่านมา ขณะที่นายสันติสุขเป็นอดีตข้าราชการท้องถิ่นซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งนายกฯ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แม้ยังไม่มีหมายเรียกหรือคำสั่งฟ้องนายสันติสุขโดยตรง แต่ การปรากฏชื่อในสำนวนสอบสวนเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าของพี่ชาย ทำให้เกิดคำถามถึง ความเหมาะสมในการรับตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีอำนาจบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรในพื้นที่ ⸻กฎหมายเปิดช่อง…แต่ประชาชนควรรู้ก่อนใช้สิทธิ ตามกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้สมัครจะขาดคุณสมบัติต่อเมื่อมี คำพิพากษาถึงที่สุด เท่านั้นและนั่นคือปัญหา—เพราะหากมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดว่าผิด ระหว่างที่ผู้สมัครได้รับเลือกและดำรงตำแหน่งแล้ว ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้เกิด ความสูญเปล่าทางงบประมาณ ยกตัวอย่างให้เห็นกันชัด ๆ จากกรณีล่าสุดของ สมชาย เล่งหลัก สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งภายหลังถูกศาลฎีกาพิพากษาว่าทุจริตเลือกตั้ง แม้ไม่ต้องจัดเลือกตั้งใหม่เพราะระบบ ส.ว. มีรายชื่อสำรอง แต่ในระดับท้องถิ่น “ไม่มีสำรอง” — หากถูกพิพากษาระหว่างดำรงตำแหน่ง เทศบาลต้องจัดเลือกตั้งใหม่โดยอัตโนมัติ ⸻ การเลือกตั้งไม่ใช่แค่ “ชนะตามกฎหมาย” แต่ต้อง “ชนะใจประชาชนด้วยจริยธรรม” ในพื้นที่ที่มีปัญหาบุกรุกป่าเรื้อรังอย่างคลองพนพัฒนา การมีผู้สมัครที่อยู่ในเครือญาติกับจำเลยคดีบุกรุกป่า และยังปรากฏชื่อในสำนวนสอบสวน แม้ไม่มีคำตัดสินทางกฎหมาย ก็อาจ เป็นสัญญาณอันตรายต่อความโปร่งใสในการบริหารงานท้องถิ่น บางครั้งสังคมเราก็อ้าง “กฎหมาย” จนลืม “สำนึก”แต่ที่ควรตกผลึกคือ “ประชาชนมีสิทธิรู้ข้อมูลให้ครบ”ก่อนลงคะแนนเสียง อ้างอิงข้อมูลการจับกุมคดีจากข่าว ไทยรัฐออนไลน์ ชุดสืบกระบี่บุกจับ กำนันจุก จ้างแบ็กโฮไถรุกที่ป่าโกงกาง 21 ไร่ (24 ก.ค.67)

Read More

เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถอดมาจากแบบแปลนในตึก สตง.2 พ้นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน พร้อมข้อสงสัยว่าใช้งบประมาณ เพื่อจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของ เครื่องใช้หรูหราเกินความจำเป็น และแพงเกินจริงหรือไม่ หลังถูกขุดคุ้ยเรื่องเก้าอี้นั่งตัวละเกือบ 1 แสนบาท รวมถึงห้องจัดเลี้ยงและเครื่องเสียง 100 ล้านบาทมาแล้ว เพจ CSI LA เปิดข้อมูลเพิ่มมีทั้ง “โรงหนังส่วนตัว” 200 ที่นั่ง โดยบอกจากแปลนตึก สตง.มีห้องและเก้าอี้เรียงแถวคล้ายโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ รองรับผู้ชมกว่า 200 ที่นั่ง พร้อมคำถามนี่คืองบประมาณเพื่อประชาชน หรือเพื่อความสบายของผู้มีอำนาจ? มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสแต่กลับมี “ความฟุ่มเฟือย” ซ่อนอยู่ในงบของตัวเอง? นอกจากนี้ยังเจาะการจัดซื้อ ที่ตั้งข้อสังเกตุว่าแพงเกินจริงหรือไม่ อย่างเครื่องปั่นไฟ 1600 kVA เครื่องละ 7.25 ล้านบาทรวม 2 เครื่อง 14.5 ล้านบาท และคิดค่าติดตั้งอีก 200,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 5.3 – 6 ล้านบาท หรือแพงเกินจริง 1.26 ล้านบาทต่อเครื่อง และการจัดซื้อ “โทรศัพท์แบบ Analog” 2,000 เครื่อง? เครื่องละ 6,800 บาท รวม 13.6 ล้านบาท ราคาจริง 1,659 บาท ส่วนต่างรวม 10.2 ล้านบาท ยังบวกระบบควบคุมโทรศัพท์สำหรับ Staff อีก 1 ชุด ราคา 11.8 ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จ 25.4 ล้านบาท ทั้งหมดปิดท้ายด้วยคำถามถึงความจำเป็น ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณของหน่วยงานที่ตรวจสอบความโปร่งใสการใช้เงินภาครัฐ แต่กลับใช้เงินประชาชนเช่นนี้ ทั้งที่สามารถตรวจสอบราคาจัดซื้อจัดจ้างได้

Read More

“ไทยควรบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ อย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว” — พิชัย ชุณหวชิร, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ⸻จากคำพูดสั้น ๆ สู่คำถามใหญ่ของประเทศ ถ้อยแถลงของพิชัย ชุณหวชิร ดูเผิน ๆ เป็นเพียงความห่วงใยต่อระบบเศรษฐกิจในยุคที่โลกปั่นป่วนจากนโยบาย “ทรัมป์เฟิร์ส” ของสหรัฐอเมริกา แต่หากพิจารณาให้ลึก นี่อาจเป็นสัญญาณบางอย่าง — สัญญาณที่ชี้ว่า รัฐบาลกำลังขยับเข้าใกล้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากกว่าที่เคย โดยเฉพาะเมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวในบริบทของการ “หารืออย่างเป็นทางการ” ระหว่างกระทรวงการคลังและธปท. ในวันที่ 16–17 เมษายนนี้ ว่าด้วย แนวทางการจัดการพอร์ตการลงทุนของเงินสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่ในพันธบัตรสหรัฐฯ ⸻เงินสำรองระหว่างประเทศ…คือ “สมบัติของชาติ” ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 7 ล้านล้านบาทส่วนหนึ่งของเงินก้อนนี้ถูกนำไปถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรักษาความมั่นคง เสถียรภาพ และสภาพคล่องในระบบการเงิน การถือพันธบัตรอเมริกันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่อาจหมายถึง “การวางสมบัติของประเทศไว้ในมือคนอื่น” ⸻ เมื่อโลกเปลี่ยน…แต่เกมยังตั้งโดยอเมริกา สหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง บวกกับการเรียกคืนทุนกลับบ้านเพื่อฟื้นเศรษฐกิจชาติอย่างเข้มข้น ในโลกเช่นนี้• พันธบัตรสหรัฐฯ ที่เคย “มั่นคง” อาจกลายเป็น “กับดัก”• ค่าเงินดอลลาร์ที่ผันผวน คือความเสี่ยงต่อเงินสำรอง• และประเทศเล็กที่ถือหนี้ของสหรัฐฯ มาก อาจกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยไม่ทันตั้งตัว ⸻“หารือ” เพื่อเตรียมรับมือ หรือเปิดประตูสู่การควบคุม? คำว่า “หารือ” ฟังดูเป็นกลางและเป็นทางการ แต่หากย้อนดูท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ก็ต้องตั้งคำถามว่า… “นี่คือการหารือ…หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแทรกแซงนโยบายการเงิน?” เพราะที่ผ่านมา• พรรคเพื่อไทยเคยวิจารณ์ธปท. หลายครั้งว่าดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกับรัฐบาล• รมว.คลังเองเคยเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย หรือถึงขั้นให้นำเงินสำรอง 1 ล้านล้านบาทมาปล่อยสินเชื่อ และในบริบทนี้ คำว่า “บริหารจัดการพอร์ตการลงทุน” อาจแปลได้หลายอย่าง — ตั้งแต่การ ขอความเห็น ไปจนถึงการ กดดันให้เปลี่ยนแนวคิด ⸻ เกมการเงินที่เราไม่เคยเข้าไปคุม…หรือกำลังจะเริ่มเข้าไปครอบ? หากรัฐบาลกำลังมองว่า “เงินสำรองคือทรัพยากรที่ควรใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน”คำถามคือ…จะใช้อย่างไร?ใครควรมีอำนาจในการตัดสินใจ?และเรามีระบบถ่วงดุลที่ดีพอแล้วหรือยัง? ในประเทศที่โครงสร้างอำนาจเปราะบาง และการใช้นโยบายการเงินไม่ควรผูกโยงกับเกมการเมืองการที่ฝ่ายบริหารเปิดประตูเชื้อเชิญแบงก์ชาติเข้าร่วมประชุมจึงอาจไม่ใช่แค่ “การหารือ”มองแง่ดี…ปรับจูนกันเพื่อรวมพลังสู้สงครามการค้ามองแง่ร้าย…อาจซุกซ่อนความพยายาม “ทลายแนวกันไฟสุดท้าย” ของระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งรัฐบาลเพื่อไทย…จ้องตาเป็นมันมานานแล้วเพียงแต่ไม่เคยสบช่อง…เพราะสังคมยังไม่เคยคลายเกลียวให้ ⸻ เราเป็นเจ้าหนี้เขา…แต่เขาเป็นเจ้ามือของโลก…

Read More

อาคารถล่มคือจุดจบของโครงสร้างแต่วันนี้…สิ่งที่สั่นสะเทือนยิ่งกว่า คือ “โครงสร้างการตรวจสอบ” ที่ถล่มตามไปด้วย ⸻ ชื่อในเอกสาร กับวิศวกรที่ไม่เคยรู้ตัว วันที่ 15 เมษายน 2568 — DSI เรียกประชุมคดีพิเศษกรณีตึก สตง. มูลค่า 2,136 ล้านบาทถล่มท่ามกลางการติดตามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมปรากฏหลักฐานใหม่ที่ทำให้ทั้งคดีสะเทือน: วิศวกร “นายสมเกียรติฯ” ซึ่งมีชื่อในเอกสารว่าเป็นผู้ควบคุมงานได้แจ้งความยืนยันว่า “ไม่เคยรู้เรื่อง — ไม่เคยควบคุมงาน — ถูกปลอมลายเซ็น” คำถามคือ…ถ้าเอกสารแต่งตั้งวิศวกรควบคุมเป็นของปลอม — แล้วใครควบคุมการก่อสร้างจริง?ถ้าไม่มีผู้ควบคุมงานตัวจริงตั้งแต่แรก — แล้วปล่อยให้ตึกนี้ผ่านทุกขั้นตอนมาได้อย่างไร?การตรวจสอบต้องหละหลวมขนาดไหน…จึงปรากฏข้อเท็จจริงแบบนี้ได้? ⸻ ควบคุมงาน หรือควบคุมกระดาษ? หน้าที่ของ “วิศวกรควบคุมงาน”คือการรับผิดชอบความปลอดภัย ความถูกต้อง และความมั่นคงของอาคารที่ก่อสร้างแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีตึก สตง. คือ• เอกสารแจ้งเปลี่ยนแบบมีชื่อวิศวกรรับรอง• แต่เจ้าตัวไม่เคยเห็นแบบ ไม่เคยถูกจ้าง และไม่เคยรู้ว่ามีชื่ออยู่ในนั้น ลายเซ็นที่หายไป อาจไม่ใช่แค่ปัญหาของปลอมแต่มันคือ “ใบอนุญาตความปลอดภัย” ที่หายไปทั้งโครงการ ⸻ ถ้าไม่มีวิศวกรควบคุม แล้ว 2,000 ล้านผ่านระบบตรวจสอบมาได้ยังไง? โครงการรัฐไม่ควรเดินหน้าได้โดยไม่มีคนควบคุมงานจริงคำถามต่อไปที่ DSI ต้องตอบคือ:• ใครจัดหาชื่อวิศวกรมาใส่ในเอกสาร?• มีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้รับเหมากับใครหรือไม่?• หน่วยงานผู้ว่าจ้างตรวจสอบเอกสารเหล่านี้อย่างไร?• มีโครงการอื่นที่ใช้วิธีนี้อีกหรือไม่? ถ้า 2,000 ล้านใช้แค่ลายเซ็นปลอมเป็นใบเบิกทางประเทศนี้คงไม่ได้เสียแค่ตึก…แต่เสียระบบที่เรียกว่า “ความโปร่งใส” ⸻ตึกพังจากแรงสั่นสะเทือนแต่ระบบรัฐ…พังเพราะไร้มาตรฐาน ถ้าวิศวกรไม่รู้ว่าตัวเองถูกใช้ชื่อถ้าสตง.ไม่รู้ว่าใครควบคุมงานจริงถ้ากรรมการตรวจรับไม่รู้ว่าเอกสารปลอมแล้วสุดท้าย…ใครรู้บ้างว่ารัฐใช้งบ 2,000 ล้านไปกับอะไร? ตึกที่ไม่จำเป็นต้องหรูหราขนาดนี้แต่ที่ต้องหรูหรา…เพราะมีเงินทอนใช่หรือไม่?นี่คือเรื่องคาใจประชาชน ที่ต้องหาคำตอบให้ได้⸻ ถ้าอาคารนี้ไม่มีผู้ควบคุมงานตัวจริงแล้วประเทศนี้…ยังมีคนควบคุมความรับผิดชอบจริง ๆ อยู่ไหม?

Read More

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 สิงคโปร์ประกาศยุบสภาพร้อมกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568ทั้งที่รัฐสภาชุดปัจจุบันยังเหลือวาระอีกเกือบ 3 เดือน การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะแรงกดดันแต่เป็นการแสดงจุดยืนว่า ผู้นำรุ่นใหม่พร้อมแล้วและประเทศนี้ ไม่รอจนศรัทธาหมด แล้วค่อยขอเสียงใหม่ไม่ต้องรอขัดแย้ง…แก่งแย่ง แล้วค่อยคลานไปหาประชาชน ⸻ ยุบก่อน เพื่อให้ผู้นำใหม่ “สร้างเวทีของตัวเอง” หลังการส่งไม้ต่อจาก ลี เซียนลุง สู่ ลอว์เรนซ์ หว่อง เมื่อกลางปี 2024หว่องได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงการยุบสภาครั้งนี้จึงเป็นการขอฉันทามติจากประชาชนในฐานะ “ผู้นำคนใหม่ของยุค” “เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและไม่มั่นคง…นั่นคือเหตุผลที่ผมเรียกการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้ เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ได้ตัดสินใจเลือกทีมที่จะนำพาประเทศของเรา”— ลอว์เรนซ์ หว่อง, 15 เม.ย. 2025 ⸻ ทำไมไม่อยู่ต่อให้ครบวาระ? อาจมีคำถามว่าก็อีกแค่สามเดือนทำไมไม่อยู่ให้ครบวาระ?ซึ่งอาจพิจารณาได้ดังนี้…หากรอให้ครบ 5 ปี (กรกฎาคม 2025)รัฐบาลจะต้องอยู่ในสถานะ “รักษาการ” ระหว่างรอจัดเลือกตั้งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน และความไม่แน่นอนด้านการค้ากำลังก่อตัว ลอว์เรนซ์ หว่องเลือก “ยุบก่อนเพื่อรีเฟรชศรัทธา”จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่มีพลังเต็ม พร้อมรับมือกับแรงกระแทก ⸻ สัญญาณความมั่นใจจากเศรษฐกิจสิงคโปร์• GDP ไตรมาส 4 ปี 2024 โต 4.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า• ทั้งปี 2024 โตเฉลี่ย 4.0% สูงสุดในรอบ 3 ปี• Fitch Ratings ยืนยันอันดับเครดิตสิงคโปร์ที่ AAA แนวโน้ม “มั่นคง” เศรษฐกิจดี–เสถียรภาพสูง–ความมั่นใจมาจังหวะนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการขออำนาจใหม่จากประชาชน ⸻ พร้อมก่อนศึกใหญ่จะมา เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาสู่อำนาจ พร้อมเปิดเกมภาษีประเทศในอาเซียนโดนหางเลขกันถ้วนหน้าสิงคโปร์คือประเทศแรกในอาเซียนที่ออกมาแสดงความพร้อมต่อสงครามครั้งนี้อย่างเป็นทางการไม่ตอบโต้ใคร…แต่ประกาศอย่าง “อหังการ์”สิงคโปร์ พร้อมรบทุกท่า อย่างมีสง่าราศรี “การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่ระหว่างพรรคการเมืองแต่เป็นสิงคโปร์กับโลก”— ลอว์เรนซ์ หว่อง ⸻ บทเรียนจากสิงคโปร์: เมื่อผู้นำกล้า “ยุบสภาฯ”• กล้าสื่อสารเอง ไม่ใช้ตัวแทน• กล้าเสี่ยงเพื่อรีเฟรชความชอบธรรม• กล้ารับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็ว ด้วยอำนาจที่ได้มาใหม่…

Read More

แผ่นดินไหวที่กระบี่ กับเสียงเตือนที่ไม่มีใครได้ยิน 14 เมษายน 2568 – จังหวัดกระบี่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.4 ที่ อ.ลำทับ ความลึก 3 กิโลเมตรแรงสั่นเบาจนหลายคนไม่รู้สึก แต่สิ่งที่คนรู้สึกได้ทันทีคือ…“นี่มันตรงกับคำทำนายหมอปลาย!” คำทำนายที่ออกอากาศในรายการ “แฉ” ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า พูดถึง“จังหวัด ก.ไก่ แถวปลาย ๆ…ที่อาจเกิดแผ่นดินแยก น้ำทะลักจากใต้ดิน ไม่เกินสิงหาคม”ประโยคที่ล่องลอยคลุมเครือเหล่านั้น กลับดังขึ้นในหัวผู้คนเมื่อข่าวแผ่นดินไหวปรากฏบนหน้าจอมือถือ — แต่ไม่ใช่ผ่านระบบเตือนภัยของรัฐ ⸻ “ระบบเตือนภัย” ที่แพ้ “พรายกระซิบ” มีคนโพสต์ถามในโซเชียลว่า “ชาวกระบี่ได้ข้อความ Cellular Broadcast กันไหม?”คอมเมนต์ยอดฮิตกลับกลายเป็น… “ไม่มีครับ แต่ได้ทราบจากหมอปลายล่วงหน้าแล้ว” ฟังดูเหมือนเรื่องขำ แต่จริง ๆ คือเรื่องขำไม่ออกเรามีระบบเตือนภัยที่พัฒนาแล้ว — แต่ไม่มีใครได้ยินในขณะที่ “เสียงจากอีกภพ” กลับเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า ถ้าประชาชนต้องอ้างคำเตือนจากหมอดู เพื่อให้รู้ว่าจะเกิดภัยคำถามไม่ควรอยู่ที่หมอแม่นหรือไม่แต่ควรถามว่า…รัฐหายไปไหนในวันที่ประชาชนต้องการเสียงจากรัฐ ⸻ระวังคำทำนายที่ “แม่นเพราะกว้าง” ไม่ใช่แม่นเพราะจริง คำทำนายของหมอปลายพูดถึง “จังหวัด ก.ไก่ แถวปลาย ๆ”ซึ่งในประเทศไทยมีจังหวัด ก.ไก่ อยู่ถึง 5 จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร และกรุงเทพฯ เมื่อพูดกว้างขนาดนี้ การเกิดเหตุการณ์บางอย่างในบางพื้นที่ย่อมมีโอกาส “ถูก” ได้โดยไม่ต้องพึ่งพลังลี้ลับอะไรเลย เพราะความคลุมเครือคือหัวใจของคำทำนายที่ “ดูเหมือนแม่น”และความบังเอิญก็เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อได้ในสังคมที่ไร้คำอธิบายจากรัฐ ศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา ย้ำชัดว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดสนับสนุนคำทำนายนี้แม้กระบี่จะอยู่ใกล้รอยเลื่อนสุมาตรา แต่โอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซ้ำแบบปี 2547 ยังถือว่าน้อยมากและที่สำคัญคือ “ไม่มีใครในโลกสามารถบอกวันเวลาเกิดภัยได้ล่วงหน้า” อย่างแม่นยำแบบนั้น ⸻ อย่ากลัวแผ่นดินไหว…แต่ควรกลัว “รัฐที่ไม่สื่อสาร” ประชาชนไทยไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะแผ่นดินไหวแต่เพราะ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ• โทรศัพท์ไม่ได้รับข้อความเตือน• ไม่มีแผนอพยพเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก คนชรา ผู้พิการ• ไม่มีการซ้อมรับมือหรือให้ความรู้เชิงปฏิบัติ• และรัฐ…เงียบเกินไป สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนใต้ดินแต่คือความนิ่งเฉยเหนือพื้นดินภายใต้การใช้อำนาจของ “พรรคเพื่อไทย” ⸻ระหว่างหมอดู กับรัฐ…ใครควร “แม่น” กว่ากันแน่? คำว่า “แม่น” ไม่ควรถูกใช้กับคำทำนายที่คลุมเครือแต่ควรใช้กับระบบเตือนภัยที่เชื่อถือได้…

Read More