- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
ในวันที่ประเทศไทยเผชิญ “แรงกระแทกระดับโลก”จากสงครามภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เล่นหนักใส่เอเชีย—นี่ควรจะเป็น “เวทีสร้างภาวะผู้นำ” ของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรแต่กลับกลายเป็น “จังหวะทอง” ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ประกาศต่อสื่อว่า… “พร้อมไปเจรจากับทรัมป์ด้วยตัวเอง ถ้ามีโอกาส” ⸻ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “พ่อพูดแทนลูก” แต่มันคืออีกครั้ง…ที่สะท้อนว่า ใครคือตัวจริงในเกมอำนาจ หลังจากนายกฯไทยเมินสายด่วนผู้นำอาเซียน(ซึ่งมีทั้ง มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)แม้ประธานอาเซียนจะโทรเชิญด้วยตัวเอง ผู้พ่อกลับแสดงบทบาทผนึกอาเซียนเจรจา “ทรัมป์”บอกกำหนดการเสร็จสรรพ ประธานอาเซียนจะมาไทย 17 เม.ย.แต่…ลูกสาวที่นั่งเก้าอี้นายกฯ ยังเงียบกริบ เป็นอีกครั้งที่ภาพความเป็นนายกฯ ของแพทองธารถูกฉีกทึ้ง…ด้วยน้ำมือผู้เป็น “พ่อ”แล้วคนไทย…ควรมองเรื่องนี้อย่างไร?⸻ รักลูกแบบไหน…ถึงออกมาทุกครั้งที่ลูกควรได้แสดงบทบาท? สงครามการค้าไม่ใช่แค่เรื่องภาษีแต่มันคือ บททดสอบระดับผู้นำที่ต้องใช้ทั้งสติ เชาวน์ และจังหวะในการกำกับนโยบาย เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่สังคมไทยได้เห็นคือ…• ลูกได้เป็นนายกฯ แต่พูดน้อยกว่าพ่อ• ทีมรัฐตั้งโต๊ะช้า แต่พ่อชิงให้สัมภาษณ์ก่อน• สื่อรอคำตอบจากรัฐ แต่ได้คำชัดจากบิดาผู้นำที่ไม่มีตำแหน่ง เมื่อพื้นที่สาธารณะยังมีแค่เสียงพ่อแล้วประชาชนจะมีศรัทธาในผู้นำได้อย่างไร? ⸻ เรากำลังเสียอะไร?• เสียโอกาสในการยกระดับบทบาทไทยในเวทีอาเซียน• เสียโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่เจรจาอย่างสหรัฐ• และที่น่าเสียดายที่สุด…คือเสียโอกาสที่นายกฯ แพทองธาร จะยืนอย่างสง่างามในฐานะผู้นำประเทศ เพราะยังไม่ทันได้แสดงภาวะผู้นำ—บทพูดก็ถูก “พ่อ” แย่งไปหมดแล้ว ⸻ จะให้โลกมองไทยอย่างไร? ถ้านายกฯ แสดงวิสัยทัศน์น้อยกว่าคนที่ไม่มีตำแหน่งถ้าเวทีระดับโลกจดจำได้แค่ว่า “แพทองธาร ลูกสาวทักษิณ”แล้วจะภาคภูมิใจกับ อันดับที่ 29 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลกติดอันดับที่ 3 เอเชีย ของ “นิตสาร Forbes” ไปเพื่ออะไร?ในเมื่อเป็นได้แค่ “ผู้นำไร้อันดับในประเทศไทย!” ประชาชนไม่ได้เสียศรัทธาเพราะนายกฯ อ่อนหัดแต่เพราะมี ”พ่อเจนจัด“ จนทำให้ลูกสาวกลายเป็น ”เด็กอมมือ“ ⸻ สงครามการค้า…ควรเป็นเวทีพิสูจน์ “ภาวะผู้นำของลูก”ไม่ใช่เวที “แย่งไมค์ของพ่อ” ⸻
“ถ้ารัฐบาลหวังแค่ 3,000 ล้านจากกาสิNO ผมมีวิธีอื่นที่จะเพิ่มจีดีพีให้ประเทศ 20,000 ล้านต่อปี โดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตลูกหลานกับวงพนัน” — ผศ.ประสาท มีแต้ม, อนุกรรมการด้านพลังงาน สภาผู้บริโภค ในขณะที่รัฐบาลเดินหน้าดัน “Entertainment Complex” พร้อมบ่อนถูกกฎหมาย หวังจะเก็บภาษีจากกาสิNO ราวปีละ 3,000 ล้านบาท มีคนคนหนึ่งลุกขึ้นพูดเสียงดังชัดว่า… มีทางที่ดีกว่านั้น และได้มากกว่านั้น ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ไม่ได้เพียงแค่ “ไม่เห็นด้วย” กับกาสิNO แต่เขาเสนอ “ทางเลือกที่ดีกว่า” ด้วยเหตุผล เศรษฐศาสตร์ และข้อมูลเชิงเปรียบเทียบระดับโลกที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า…แล้วทำไมรัฐบาลไม่เลือกทางนี้? ⸻ แดดไทยดีกว่าอังกฤษ แต่เรากลับผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์บนหลังคาบ้านน้อยกว่าเขาหลายเท่า รัฐบาลอังกฤษโดยพรรคแรงงานซึ่งเข้าบริหารประเทศพร้อม ๆ กับรัฐบาลแพทองธารเพิ่งประกาศแผนใหญ่ ส่งเสริมการติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาให้ได้ 1.5 ล้านหลังใน 5 ปี ขณะที่ไทย…ยังตั้งกฎหยุมหยิม จนประชาชนติดไม่ได้ “อังกฤษผลิตไฟจากแผงโซลาเซลล์ได้ประมาณ 900-1,000 หน่วย/กิโลวัตต์ต่อปี แต่ไทยได้ 1,400-1,500 หน่วย เพราะแดดเราดีกว่าเขาเยอะมาก ค่าแรงเราก็ถูก ช่างฝีมือเราก็มี แล้วทำไมเรากลับติดตั้งน้อยกว่าเขาหลายเท่า?” คำตอบสั้น ๆ จากอาจารย์คือ:“เพราะผู้ค้าก๊าซกับเจ้าของโรงไฟฟ้า…ใหญ่กว่ารัฐบาล”ฟังแล้วสะเทือนซางไหมล่ะ?⸻ ถ้าใช้พลังงานสะอาด = ลดนำเข้า = เพิ่ม GDP ถ้าใช้แสงแดดผลิตไฟฟ้าเท่ากับลดการนำเจ้าก๊าซธรรมชาติ แต่ละปีเราใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวประมาณ 4 แสนล้านบาท (ประมาณ 2.2%ของจีดีพี) หากเราลดการนำเข้าก็เท่ากับเพิ่มจีดีพีนั่นเอง อาจารย์ประสาท ชวนคิดต่อว่า… รัฐบาลอยากได้เงิน? ลองคิดแบบนี้:• ไทย นำเข้าพลังงานปีละ 2 ล้านล้านบาท• ถ้าแค่ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติแล้วผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้าน 1.5 ล้านหลัง หลังละ 3กิโลวัตต์ ก็สามารถลดก๊าซคิดเป็นมุลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท/ปี• เงินจำนวนนี้มากกว่า 6 เท่า ของรายได้จากภาษีกาสิNO ที่รัฐบาลหวังจะได้ และที่สำคัญ… ไม่ต้องแลกกับสังคมที่ลูกหลานเสี่ยงกับอบายมุข ⸻อุปสรรคอยู่ที่นโยบายของรัฐบาล…
“เปลี่ยนผ่านอาชีพชาวไร่ยาสูบ….สู่รายได้ที่ยั่งยืน”คือบทสรุปใจความสำคัญของบทความโดย ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ (15 เม.ย. 2568) ที่เล่าถึงเรื่องราวของชาวไร่ยาสูบในนครศรีธรรมราช ผู้ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกใบยา—ซึ่งรายได้ลดลงทุกปี—มาปลูกทุเรียนแทนผลลัพธ์คือรายได้พุ่งจากหลักแสน เป็นหลักล้านต่อปี บทความนี้ไม่ได้มีดีแค่ชี้ให้เห็น “ทางรอดของคน ๆ หนึ่ง”แต่มันเปิดคำถามใหญ่ให้ประเทศนี้ว่าเราจะยังพึ่งการอุดหนุนเกษตรแบบเดิม ๆ ได้อีกนานแค่ไหน? ⸻ ตลาดยาสูบ…ไม่ใช่พื้นที่แห่งอนาคตอีกต่อไป จากข้อมูลที่ ศ.นพ.ประกิต ยกมา• ชาวไร่ยาสูบไทยประสบปัญหาต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งบุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า และการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้บุหรี่ต่างชาติ• ต้นทุนการปลูกสูงขึ้น เพราะค่าครองชีพ ค่าแรงเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทบุหรี่หันไปซื้อใบยาสูบจากต่างประเทศที่ถูกกว่า• ปรากฏการณ์เดียวกันเคยเกิดในมาเลเซีย (ปี 2553–2555) บริษัทบุหรี่เลิกซื้อใบยาในประเทศ รัฐบาลมหาเธร์จึงเร่งสร้างทางเลือกให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพ โดยใช้ภาษีบุหรี่หนุนโครงการปลูกปอ (Kenaf) ซึ่งให้ผลตอบแทนและเสถียรภาพในอุตสาหกรรมมากกว่า• ปัจจุบันมาเลเซียเหลือชาวไร่ยาสูบเพียง 100 ราย จากเดิมกว่า 23,000 ราย ขณะที่ไทย…ยังแก้เฉพาะหน้า เยียวยาปีต่อปี หลายปีที่ผ่านมา ชาวไร่เรียกร้องให้รัฐ “ช่วยเหลือ”และรัฐก็ตอบสนองด้วย “งบกลาง”แต่ไม่เคยมีการวางนโยบายระยะยาวเพื่อ “เปลี่ยนผ่าน” อาชีพจริงจังอย่างมาเลเซีย ⸻ แล้ววันนี้…โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก การกลับมาของทรัมป์ และนโยบาย “America First” กำลังทำให้กติกาการค้าโลกเสียสมดุล• การอุดหนุนเกษตรกรแบบแฝงอาจถูกตั้งข้อหาเป็น การบิดเบือนตลาด• ประเทศที่ยังฝากความมั่นคงทางเศรษฐกิจไว้กับ “สินค้าเกษตรที่หมดอนาคต” จะเสี่ยงเป็นเป้าการโจมตีทางการค้า• ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มลงทุนใน “การเปลี่ยนผ่าน” — ไทยกลับยังยึดกับการเยียวยาเฉพาะหน้า ⸻ ปรับตัววันนี้…ยังทันหรือไม่? สิ่งที่เกิดในนครศรีธรรมราช อาจเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆแต่หากรัฐรู้จัก “หยิบขึ้นมาขยาย” มันอาจกลายเป็นนโยบายระดับประเทศ• ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจใหม่• การใช้กลไกภาษีสินค้าเสพติดมาเป็นทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน• หรือแม้แต่การประเมินพื้นที่เสี่ยงสูงเพื่อวางแผนลดการพึ่งพายาสูบอย่างเป็นระบบ เพราะในโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะปั่นป่วนทางการค้าการฝากอนาคตไว้กับพืชที่ตลาดหดตัว…เท่ากับเดินถอยหลัง ⸻ บางทีบทเรียนจากไร่เล็ก ๆ ในภาคใต้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอนาคตเกษตรไทย—ถ้าเราเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เรื่องของคน ๆ เดียว แต่ต้องเริ่มจาก “วิสัยทัศน์ของรัฐ” ทั้งระบบ ขอบคุณข้อมูลจาก บทความ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงปักหลักวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า ยังเป็นศึกระหว่างคู่พ่อ-ลูกตระกูลชินวัตร กับชิดชอบ โดยจับปรากฎการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง กรณีร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิNo รวมอยู่ด้วย โดยบอกตอนนี้ ระหว่างคู่พ่อ-ลูก นางสาวแพรทองธาร นายทักษิณ ชินวัตร กับคู่พ่อ-ลูก นายไชยชนก นายเนวิน ชิดชอบ เป็นสงครามตัวแทนที่ลูกอยู่เบื้องหน้า มีพ่อสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเชื่อว่าความขัดแย้งในครั้งนี้ มีเดิมพันทางการเมืองอย่างแน่นอน เหตุผลที่นายเทพไทอ้างเช่นนี้ เพราะลูกของทั้ง 2 คน มีตำแหน่งใหญ่ในพรรค คือหนึ่งหัวหน้าพรรค เพื่อไทย อีกหนึ่งคือเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายใหญ่ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย อีกคนเป็นลูกชายคนโตครูใหญ่ ผู้นำจิตวิญญาณภาคภูมิใจไทย ทั้งคู่ยังเป็นคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมเป็นผู้นำทางการเมือง เลือกตั้งครั้งหน้าถ้านางสาวแพทองธาร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ผลักดันให้นายไชยชนกเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน เพราะพ่อตั้งความหวังให้ลูกเป็นผู้นำทางการเมืองในอนาคต ทำให้ทั้งสองพรรคต้องช่วงชิง สส.ให้มากที่สุด เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าทั้งนายทักษิณและนายเนวิน ไม่ยอมให้ลูกของตัวเองถูกกระทำทางการเมืองอย่างแน่นอน และนายทักษิณจะไม่ยอมให้ลูกสาวถูกฉีกหน้ากลางสภาฯ เชื่อว่าแค้นนี้ต้องชำระ เพียงแต่ในวันนี้นายทักษิณมีที่ยืนทางการเมืองไม่แข็งแรง จึงจำเป็นต้องอดทน เก็บอาการแบบหวานอมขมกลืน และประนีประนอมอำนาจให้มากที่สุด แต่เชื่อว่าจะมีการเอาคืนอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#เที่ยงเปรี้ยงปร้าง#รัฐบาลแพทองธาร#ทักษิณ#เพื่อไทย#กาสิโน#กาสิโนถูกกฎหมาย#ภูมิใจไทย#เนวินชิดชอบ
2,000 ล้าน ไร้วิศวกรควบคุมงาน?DSI เร่งสอบ “ลายเซ็นปลอม”วิศวกรโผล่แจ้งความไม่เคยควบคุมงานตึก สตง. ⸻วันนี้ (15 เม.ย.68) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางไปยังห้องประชุมกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 32/2568 กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ในการประชุมร่วมกับ ร.ต.อ. สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี DSI หัวหน้าชุดสอบสวน และ พ.ต.ท. วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภครมว.ยุติธรรมได้สั่งการชัดเจนว่า นอกจากความผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ยังต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานข้ามหน่วยงานเพื่อตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า ตึกถล่มเพราะอะไร? ใครควบคุมงานจริง? ⸻ พยานวิศวกรปากเอกโผล่แจ้งความ ลั่น “ไม่เคยควบคุมงาน – ถูกปลอมลายเซ็น“ ประเด็นร้อนกลางที่ประชุม DSI คือกรณีนายสมเกียรติฯ ซึ่งถูกระบุชื่อเป็น “ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง”ในเอกสารขอแก้แบบของอาคาร สตง. ปรากฏว่า นายสมเกียรติฯ ได้เข้าแจ้งความกับ สน.วังทองหลางยืนยันว่า ไม่เคยเป็นวิศวกรที่ปรึกษา และไม่เคยควบคุมงานในโครงการดังกล่าว พร้อมระบุว่า ลายมือชื่อในเอกสารเป็นของปลอมเรื่องนี้ทำให้ DSI ต้องเร่งสอบสวนว่า เอกสารแต่งตั้งผู้ควบคุมงานเป็นของปลอมตั้งแต่ต้นหรือไม่ และหากไม่มีผู้ควบคุมงานตัวจริง โครงการนี้มีการควบคุมงานจริงหรือไม่? ⸻ เปิดแนวสอบสวนต่อเนื่อง – ลุยพื้นที่จริงเก็บหลักฐาน พันตำรวจเอกทวี ระบุเพิ่มเติมว่า อาจลงพื้นที่ตรวจสอบตึกถล่มด้วยตนเองในวันที่ 16 เมษายน เวลา 10.00 น. เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และร่วมสังเกตการณ์กับวิศวกร จากกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะเริ่มเข้าสำรวจซากอาคารอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อประเมินชิ้นส่วนโครงสร้างและจัดเก็บพยานหลักฐานทั้งหมด
“ลอว์เรนซ์ หว่อง” ขอเสียงประชาชน ก่อนเจอศึกใหญ่สงครามภาษี รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศยุบสภาวันนี้ (15 เม.ย. 2568)แม้ยังเหลือวาระอีกกว่า 3 เดือนแต่นายกฯ ลอว์เรนซ์ หว่อง เลือก “ขออำนาจใหม่”เพื่อรีเฟรชความชอบธรรม ก่อนเผชิญพายุเศรษฐกิจจากสงครามภาษีของทรัมป์ นี่ไม่ใช่ “การถอย” แต่คือ “การรุก”เพื่อให้รัฐบาลใหม่มีพลังเต็ม พร้อมรับมือทั้งวิกฤตภายนอกและแรงสั่นสะเทือนในภูมิภาค รัฐบาลที่มั่นใจ…จะไม่รอจนศรัทธาหมดแต่จะขอเสียงใหม่…ตอนที่ประชาชนยังฟัง #สิงคโปร์เลือกตั้ง#LawrenceWong#สงครามภาษี#ThePublisherTH ดูน้อยลง
ภายใต้ซากปรักหักพังของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมา ยังคงมีการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาผู้สูญหายและนำร่างผู้เสียชีวิตกว่าร้อยชีวิตออกมา ท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ของผู้รอคอย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การหาสาเหตุของการพังทลาย และผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ กลับดูเหมือนความสนใจของรัฐบาล ความมุ่งมั่นที่จะนำความจริงมาเปิดเผยนั้นดูเหมือนจะลดน้อยถอยลง เหลือเพียงความพยายามของสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจยังคงขุดคุ้ยและตั้งคำถามอย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางความเงียบงันจากภาครัฐ ข้อมูลและความเห็นอันน่าสนใจจาก ศ. กิตติคุณ ดร. วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิต และวุฒิวิศวกร ได้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน ภายใต้ชื่อ “8 วินาทีวิกฤต กลไกการถล่มตึก 30 ชั้น จนราบเป็นขนมชั้น” การวิเคราะห์นี้ได้นำคลิปวิดีโอเหตุการณ์ตึกถล่ม 3 คลิปมาซิงค์ภาพและฉายภาพช้า เพื่อชี้ให้เห็นถึงลำดับเหตุการณ์เสี้ยววินาทีของการพังทลาย และระบุถึงจุดที่คาดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การถล่มแบบ “แพนเค้ก” หรือการทรุดตัวซ้อนทับกันของแต่ละชั้นอย่างรวดเร็ว ศ. กิตติคุณ ดร. วรศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์วิบัติของอาคาร สตง. ครั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่มีความกังวลว่าการสอบสวนอาจหลงประเด็น ไปมุ่งเน้นที่รายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการถล่ม สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วนคือ อาคารถล่มลงมาเป็นชั้นๆ ภายในเวลาเพียง 8 วินาทีได้อย่างไร? 8 วินาทีที่แทบจะไม่มีโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในอาคารได้หลบหนี การวิบัติในลักษณะนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างยิ่งในหลักการออกแบบและก่อสร้างอาคารสูง เพราะกลไกการถล่มเกิดจากการ บิดตัวของอาคาร โดยที่โครงสร้างส่วนล่างสุดของอาคารไม่สามารถรับแรงบิดได้ ส่งผลให้เกิดการทรุดตัวลงมาด้วยแรงทำลายล้างอันมหาศาลจากน้ำหนักของตัวอาคารเอง จากข้อสันนิษฐานของ ดร.วรศักดิ์ จุดเริ่มต้นของการถล่มอาจมาจากการที่อาคาร สตง. มีการออกแบบที่ไม่สมมาตร โดยเฉพาะตำแหน่งของปล่องลิฟต์ที่ค่อนไปด้านหลัง เมื่อเกิดแผ่นดินไหว อาคารจึงเกิดการโยกตัว และส่งผลให้ปล่องลิฟต์และเสาถูกบิดอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง กำแพงปล่องลิฟต์ ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของอาคารเกิดการพังทลายลง ทำให้โครงสร้างอาคารส่วนบนเหมือนลอยตัวชั่วขณะ และด้วยแรงโน้มถ่วง อาคารทั้งหลังจึงร่วงลงมาในแนวดิ่ง ทับถมกันในลักษณะของขนมชั้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากภาพที่แสดงให้เห็นเสาค้ำยันคู่ที่รับน้ำหนักด้านล่างถูกเฉือนขาดพร้อมกัน ข้อสันนิษฐานนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการ ออกแบบและการแก้ไขแบบอาคาร และนำไปสู่ความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการ ปลอมลายเซ็นของวุฒิวิศวกร ที่อนุมัติให้มีการแก้ไขแปลนอาคาร โดยเฉพาะในส่วนของปล่องลิฟต์ (Core lift) และผนังรับแรงเฉือน (Core Wall) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการต้านทานแรงลมในอาคารสูง ข้อมูลทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจช่วยให้คณะกรรมการสอบสวนสามารถเข้าใกล้ความจริงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ การหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น ซึ่งประชาชนยังคงรอคอยคำตอบที่ชัดเจน ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ให้คำตอบต่อโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมายเช่นนี้ ความจริงที่ล่าช้า ย่อมหมายถึงความยุติธรรมที่ถูกลดทอนลงไปทุกขณะ #ตึกถล่ม #สตง…
แผ่นดินไหว…เขย่าสติไทย แล้วสติผู้นำ…อยู่ไหน? เมื่อบ้านสะเทือน…แต่รัฐยังนิ่ง เมื่อพื้นดินสั่น…แต่หัวใจผู้นำยังไม่ขยับ วันที่ 14 เมษายน 2568 ขณะที่ประชาชนในกระบี่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 3.5 ริกเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ลึกเพียง 2 กิโลเมตร — ตื้นพอจะทำให้คนตื่นตระหนก แต่ขณะเดียวกัน ที่เชียงใหม่… นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศ กำลังสาดน้ำสงกรานต์กับครอบครัว ไม่มีท่าที…ไม่มีถ้อยคำ…ไม่มีสัญญาณจากผู้กุมบังเหียนชาติ ว่ารับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วแบบนี้…ใครควร “ตื่นตัว”? ⸻ อย่าชินกับแผ่นดินไหวเล็ก ๆ จนลืมว่ามันเป็น “คำเตือนใหญ่” ใครบางคนอาจพูดว่า… “แค่ 3.5 เอง ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย” แต่ในโลกของแผ่นดินไหว ตัวเลขไม่ใช่ทุกอย่าง “ความลึก” “จุดศูนย์กลาง” และ “ความเปราะบางของพื้นที่” ต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญ และกระบี่…อยู่ในแนวรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ซึ่งเป็นรอยเลื่อน “มีพลัง” ที่นักธรณีวิทยาระบุว่า ยังอาจขยับได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในเมียนมา ยังส่งแรงสะเทือนถึงกรุงเทพฯ มีคนตาย มีตึกถล่ม และมีรอยร้าวกลางเมือง ถ้าสิ่งนี้ยังไม่เรียกว่า “เสียงเตือน” เราจะรอให้เมืองไหน “ถล่ม” ก่อน จึงจะฟัง? ⸻ อาคารสร้างใหม่ปี 50 ต้องรองรับแผ่นดินไหว…แล้วไง? ใช่…เรามี พ.ร.บ.ควบคุมอาคารที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2550 อาคารใหม่ต้องออกแบบให้รับมือกับแผ่นดินไหว แต่… ใครเช็กคุณภาพการก่อสร้าง? ใครตรวจสอบว่าแบบที่ยื่นกับแบบที่สร้างตรงกันหรือเปล่า? ใครฟันธงได้ว่า “รองรับแผ่นดินไหว” หมายถึงแค่ “เขียนไว้ในกระดาษ” หรือ “เอาอยู่จริง”? เราไม่เคยรู้เลย…จนวันหนึ่งมัน “เอาไม่อยู่” ⸻ ระบบเตือนภัย ที่สั่นไม่ใช่ SMS แต่เป็นแผ่นดิน! จากแผ่นดินไหวเมียนมา ระบบเตือนภัยของไทย…แจ้งเตือนมาช้าจนเหตุการณ์สงบค่อยโผล่ แถมยังไม่มีการสื่อสารในเชิงเตรียมพร้อมให้ประชาชนเลยว่า “ถ้ามีแผ่นดินไหวอีก…ต้องทำอย่างไร?” เราสั่น…เพราะไม่รู้ แต่รัฐรู้…แล้วยังไม่สั่น ประชาชนหนีเอาตัวรอด ส่วนรัฐบาลพยายาม “หนีความรับผิดชอบ?” ประเทศที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายถึงไม่มีภัย แต่หมายถึง…
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย หรือ ACT บอกกับ The Publisher ถึงการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.โดยผู้ว่า สตง.และคณะผู้บริหารหลังเทศกาลสงกรานต์เกี่ยวกับกรณีเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงไขข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตึก และการใช้งบประมาณที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย โดย ดร.มานะ บอกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบ รวมถึง สตง.ส่วนความผิด เรื่องคดีก็ต้องว่ากันตามหลักฐานและกฎหมาย และต้องรอฟังว่าผู้บริหารจะแถลงว่าอย่างไร “สิ่งที่เราอยากเห็น คือ พูดความจริง ครับ เอาข้อมูลต่างๆ มาบอกกับประชาชน อะไรผิดพลาดมาก ผิดพลาดน้อย และขอให้ขอโทษประชาชน บอกว่าในวันข้างหน้าจะทําอย่างไร เรื่องที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องบอกกับประชาชนว่าจะมีการพัฒนาระบบตัวเองยังไง” ดร.มานะหวังจะเห็นในการแถลงข่าวที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ #ตึกถล่ม#สตง#ใครรับผิดชอบ#ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ภาษีประชาชน
กรณีเกิดแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.5 ความลึก 2 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เมื่อเวลา 14.27 น. วันนี้ โดยประชาชนในพื้นที่รับความรู้สึกสั่นไหวนั้น เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานการทำงานกับนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนายศรณ์ รักรงค์ นายอำเภอเหนือคลอง ทำการสำรวจตรวจสอบ เบื้องต้น พบว่า แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล สนามบินนานาชาติกระบี่ ไม่มีรายงานความเสียหาย การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารบ้านเรือนประชาชน อย่างไรก็ตามได้กำชับ ปภ. โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประสานข้อมูลกับจังหวัดกระบี่และทุก ๆ จังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ ให้ติดตามสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป ขณะที่ในโซเชียลฯ ชาวกระบี่ต่างชี้ให้เห็นถึงความเสียหายในอาคารหลายจุด ขณะที่โรงพยาบาลกระบี่ได้รับผลกระทบเฉพาะอาคารเก่า แต่เสาอาคารฉุกเฉินไม่แตกร้าว ไม่มีผู้บาดเจ็บ ขณะเดียวกันก็สอบถามชาวกระบี่ที่ประสบเหตุว่าได้รับ SMS แจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมาและได้รับผลกระทบในประเทศไทยเป็นวงกว้าง กระทั่งรัฐบาลบอกจะมี SMS แจ้งเตือนภัยประชาชนทันทีที่เกิดเหตุ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แผ่นดินไหว#กระบี่แผ่นดินไหว#ไม่มีsms
