- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
“….คงอยู่ไม่ถึงตี 5 ครึ่งแน่นอน ก็ต้องกลับไปนอนบ้าง” เมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องข้อหาดีลแลกประเทศ “ประเทศจะถูกแลกกับอะไร ไม่มี จะถามว่าจริงไหมได้ยังไง ใครเขาจะไปแลกประเทศ มันไม่ใช่อยู่แล้ว ตระกูลชินวัตรได้อะไร …ได้คุณพ่อกลับมา เป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดไป? ทำอะไรมันก็เป็นดีลแลกหมด มันต้องใช้เหตุผลด้วย อย่าใช้แต่อารมณ์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กับกลยุทธ์ที่ใช้ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ล่าสุดพรรคเพื่อไทยตีกรอบเวลาการอภิปรายให้ฝ่ายค้าน 28 ชั่วโมง รัฐบาล 7 ชั่วโมงภายใน 2 วัน ทำให้วันแรกต้องลากยาวไปถึงตี 5 ครึ่ง ทั้งที่เกิดขีดจำกัดของคนอย่างที่ “อุ๊งอิ๊งค์” ก็บอกเองว่าอยู่ไม่ถึงตี 5 ครึ่ง ต้องกลับไปนอนบ้าง ฝ่ายค้าน ประธานที่ประชุม ทีมงานผู้ที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนก็เช่นกัน ทั้งที่ควรได้รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายก็ทำไม่ได้เต็มศักยภาพ รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า มองว่าการจัดสรรเวลาแบบบีบคั้น ทั้งต่อร่างกายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และต่อโอกาสรับรู้ของสาธารณะ สะท้อนว่า 1. นายกรัฐมนตรี ละเลยคุณภาพชีวิตของข้าราชการและผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย 2. เป็นการ กีดกันสาธารณชนจากกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐทางอ้อม แม้จะอ้างว่าเปิดเผย 3. สะท้อน วัฒนธรรมอำนาจนิยม และการเมืองที่ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ มากกว่าคุณค่าของคนในระบบ อีกประเด็นที่ “อุ๊งอิ๊งค์” ถูกวิจารณ์เช่นกันก็คือเรื่อง “ดีลแลกประเทศ ชินวัตรได้อะไร” ที่ล่าสุดนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ “อุ๊งอิ๊งค์” รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าตระกูลชินวัตรได้อะไร ไม่ใช่การ ได้นายทักษิณกลับมาเรื่องเดียว แต่การกลับมาของนายทักษิณเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากจริง เพราะ 1.ได้นายทักษิณกลับมา แบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว อยู่เหนือกฎหมาย เป็นอภิสิทธิ์ชน 2.พรรคเพื่อไทยได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่เป็นพรรคอันดับ 2 จากดีลลับกับฝ่ายอนุรักษนิยม 3.คนในครอบครัวชินวัตรได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล 4.นายทักษิณได้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ 5.รอปิดดีลนำคนในตระกูลชินวัตร…
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกโรงเบรกโครงการ แจกเงินดิจิทัลเฟสต่อไป ชี้ผลลัพธ์จากเฟส 1-2 ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวัง เตือนภาระการคลังจะทำเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลากยาวถึง 4 ปี พร้อมแนะให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางใช้งบประมาณ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไปสู่การลงทุนระยะยาว เช่น พัฒนาทักษะแรงงาน ระบบอินเทอร์เน็ตฟรี และเศรษฐกิจสีเขียว แจกเงินดิจิทัล ไม่ได้ผลจริง – หยุดก่อนซ้ำเติมเศรษฐกิจ ดร.สมชัย แสดงความกังวลต่อโครงการแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ที่เตรียมแจกให้กับ กลุ่มเยาวชนอายุ 16-20 ปี โดยมองว่าผลลัพธ์อาจดีกว่าเฟสก่อนหน้าเพราะเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้มากนัก แต่ก็ยังไม่น่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน “รัฐบาลควรเลิกเน้นมาตรการแจกเงินระยะสั้น แล้วหันมาสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เช่น การอัพสกิลแรงงาน ซึ่งจะให้ผลในระยะยาวมากกว่า” ดร.สมชัยกล่าว พร้อมเสนอว่า หากยังแจกเงินดิจิทัล ควรกำหนดให้ใช้เพื่อการศึกษา อัพสกิล รีสกิล รัฐบาลควรยอมรับว่าเฟส 1-2 ไม่ได้ผลตามที่คาด และทบทวนแผนงานทั้งหมด “ตอนที่หาเสียง รัฐบาลเคยบอกว่าเงินดิจิทัลจะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ถ้าเห็นแล้วว่าไม่ได้ผล ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ” หยุดแจกเงินสุรุ่ยสุร่าย – แนะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแทน ดร.สมชัย เตือนว่า รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง เพราะภาคการคลังกำลังอ่อนแอ การใช้เงินหลายแสนล้านบาทไปกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจทำให้ ประเทศเสียโอกาสพัฒนาในด้านที่จำเป็นกว่า โดยควรนำงบไปพัฒนา ระบบอินเทอร์เน็ตฟรีทั่วประเทศ – เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและสร้างรายได้ อัพสกิลแรงงาน-รีสกิลให้ทันตลาด – ลดปัญหาว่างงานและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ หรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล – ยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล “ประเทศไทยมีอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่มากมาย รัฐควรลงทุนให้พวกเขาได้พัฒนา ไม่ใช่เอาเงินไปแจกแบบไร้ทิศทาง” เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหนัก – ต้องรับมือความท้าทายระดับโลก นอกจากปัญหาภายในประเทศ สมชัยยังเตือนว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งมีแนวโน้มปะทุรุนแรงขึ้นในยุค ทรัมป์ 2.0 ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย เศรษฐกิจโลกชะลอตัว คาดการณ์ได้ว่าสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในอนาคตอันใกล้ ขณะที่สงครามยูเครน-รัสเซีย จะดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กระทบภาคการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง “ถ้าไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยอาจซบเซายาวถึง 4…
คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ นำโดย รังสิมันต์ โรม ประชุมหารือถึง ปัญหาการฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซี, แก๊งคอลเซ็นเตอร์, บัญชีม้า และซิมม้า ที่กำลังเป็นภัยต่อสังคมไทย หนึ่งในมาตรการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “การอายัดธุรกรรมในแพลตฟอร์มคริปโตเป็นเวลา 2-3 วัน” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเงินที่ถูกฉ้อโกงได้ทันก่อนจะไหลออกไปสู่บัญชีต่างประเทศ ฟังดูเป็นแนวคิดที่ดี แต่มัน เป็นไปได้จริงแค่ไหน? หรือเป็นเพียงอีกหนึ่ง นโยบายขายฝัน ที่อาจใช้ไม่ได้จริง การอายัดธุรกรรมคริปโต – คำพูดสวยหรู แต่ปฏิบัติจริงยาก “70% ของเงินที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ถูกโอนไปยังคริปโต” เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์พัฒนาไปไกลกว่าที่กฎหมายไทยจะตามทัน การอายัดธุรกรรมคริปโต 2-3 วัน ฟังดูดี แต่ขัดกับธรรมชาติของคริปโต คริปโตเคอร์เรนซีมีจุดเด่นที่ “ไร้ศูนย์กลาง” (Decentralized) ไม่มีหน่วยงานไหนสามารถควบคุมการทำธุรกรรมได้ และต้องไม่ลืมว่าการทำธุรกรรมในบล็อกเชน ไม่สามารถย้อนกลับหรือระงับได้ แม้ว่ารัฐบาลจะสั่งให้แพลตฟอร์มคริปโตในไทย (เช่น Bitkub หรือ Zipmex) ให้ความร่วมมือ แต่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Binance, Coinbase หรือ OKX อาจไม่ปฏิบัติตาม ไทยไม่มี Crypto Wallet ของรัฐ – แล้วจะอายัดเงินไว้ที่ไหน? ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีระบบสำหรับจัดเก็บเงินของกลางในรูปแบบคริปโต แม้ว่า ปปง. และหน่วยงานรัฐจะเริ่มศึกษาวิธีอายัดคริปโต แต่ก็ยังไม่มีกลไกที่เป็นรูปธรรม ถ้าอายัดเงินได้จริง รัฐบาลจะจัดการกับเงินที่อายัดไว้อย่างไร? จะนำไปเก็บที่ไหน? จะคืนผู้เสียหายอย่างไร? คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ ไล่จับปลาด้วยมือเปล่า? บัญชีม้าเป็นเครื่องมือหลักของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งถูกใช้เป็น ตัวกลางในการฟอกเงินก่อนจะไหลไปสู่คริปโต แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถ อายัดบัญชีม้าได้เร็วขึ้น แต่ขบวนการเหล่านี้ก็ปรับตัวเร็วกว่า โดยการเปลี่ยนไปใช้ บัญชีม้าในคริปโตแทน หากแพลตฟอร์มคริปโตอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เช่น Bitkub รัฐอาจสามารถขอข้อมูลและระงับบัญชีต้องสงสัยได้ แต่ปัญหาคือ แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่อาชญากรนิยมใช้ เช่น Binance, OKX, KuCoin นั้น ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย แม้แต่สหรัฐฯ ยังเจอปัญหาในการอายัดบัญชีของผู้ก่ออาชญากรรมในคริปโต แล้วไทยจะทำได้จริงแค่ไหน? การฟอกเงินผ่านคริปโตเป็นปัญหาระดับโลก – ไม่ใช่แค่เรื่องของไทย ในหลายประเทศ เช่น…
แนวคิดให้รัฐหรือเอกชนเข้ามาซื้อหนี้เสียของประชาชน กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ โดยมีทั้งข้อเสนอจากภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดการหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะซื้อ? แล้วผลกระทบระยะยาวจะเป็นอย่างไร? รัฐจะซื้อหนี้ประชาชนจริงหรือ? แนวคิดนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นหลังจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้รัฐหรือเอกชนเข้ามาซื้อหนี้เสียของประชาชนจากธนาคาร เพื่อลดภาระหนี้สิน และช่วยให้ลูกหนี้กลับมาฟื้นตัวทางการเงิน ขณะที่ กระทรวงการคลัง เด้งรับพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ทันที โดยกลุ่มที่จะเข้าไปช่วยแก้ไขจะเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้เสียมีมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 35% ของหนี้เสียทั้งระบบ 1.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่า 4 แสนล้านบาท คำถามคือ… จะเอาเงินจากไหน? เมื่อทักษิณ ประกาศว่า “ไม่ใช้เงินรัฐแม้แต่บาทเดียว” ตัวเลือกที่เป็นไปได้ ถ้ารัฐซื้อหนี้เอง อาจค้ำประกันหนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้เอกชนที่จะเข้าซื้อหนี้ จากนั้นให้บริษัทเอกชนเข้ามาซื้อหนี้ แล้วบริหารเองตามกลไกตลาด ถามว่า…แล้วเอกชนจะได้อะไร ในเมื่อ “ทักษิณ” บอกด้วยว่า “…ให้ประชาชนค่อย ๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโร เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำมาหากินใหม่” แบบนี้…เอกชนจะได้อะไร? หรือมีใครสนใจจะทำการกุศล? ธีรนันท์ ศรีหงส์ สวนแซ่บ “ใครเสนอแนวคิดควักเงินซื้อหนี้เอง” ธีรนันท์ ศรีหงส์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “การเข้ามาซื้อหนี้สินที่มีปัญหาของประชาชน โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินนั้น ทำได้ครับ ทำไม่ยากด้วย…ก็แค่ให้ ท่านที่มีความเชื่อมั่นในทีมของท่าน เอาเงินส่วนตัวท่านเองมาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้วไปขอใบอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากนั้นระดมเงินส่วนตัวจากเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องของท่านมาซื้อหนี้จากสถาบันการเงิน และท่านจะได้กำไรจากการลงทุนนั้นด้วย เพราะท่านเชื่อว่าท่านทำได้โดยไม่เกิดความเสียหาย ทำได้ทันทีเลย ไม่ต้องประกาศเป็นนโยบายรัฐบาลแต่อย่างใด” เรียกว่า…เป็นความเห็นพุ่งตรงไปที่” ทักษิณ “แม้ไม่เอ่ยชื่อ คนอ่านก็รู้ว่าหมายถึงใคร? ได้อย่างแสบสันจริง ๆ ผลกระทบที่ต้องระวัง: คนจ่ายหนี้จะหยุดจ่าย รอรัฐมาช่วย? หนึ่งใน ข้อกังวลสำคัญ ของมาตรการซื้อหนี้เสีย คือ Moral Hazard หรือ พฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบทางการเงิน ถ้ามีการซื้อหนี้เสีย อาจเกิดพฤติกรรมหยุดจ่ายหนี้โดยเจตนา เพราะรอให้รัฐช่วยล้างหนี้แทน ปัจจุบัน หลายคนพยายามจ่ายหนี้ต่อ เพราะกลัวติดเครดิตบูโร (Blacklist) แต่ถ้ารัฐส่งสัญญาณว่า…
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับข่าวดีสองเด้ง หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และกระทรวงการคลังมีมติขยายระยะเวลาลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองบ้านออกไปอีก นับเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยและนักลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ เด้งแรก! แบงก์ชาติคลาย LTV เพิ่มโอกาสกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศ ผ่อนคลายเกณฑ์ Loan-to-Value (LTV) ซึ่งเป็นสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน สำหรับการซื้อบ้านหลังที่สองและหลังที่สาม โดยมีการ ขยายสัดส่วนวงเงินกู้เป็น 100% ในบางกรณี จากเดิมที่มีการกำหนดเพดานไว้ที่ 70-90% ผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ซื้อบ้าน-ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาฯ ผู้ซื้อบ้านหลังแรก –มีโอกาสกู้เงินได้เต็มมูลค่าบ้านโดยไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์สูง ส่วนผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่สอง สามารถใช้มาตรการนี้เพื่อขยายการลงทุน หรือซื้อบ้านใหม่โดยใช้สินเชื่อที่ผ่อนคลายกว่าเดิม ขณะที่นักลงทุนอสังหาฯ เพิ่มโอกาสใช้สินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินเพื่อปล่อยเช่า หรือทำกำไรจากตลาดได้ ทั้งสองมาตรการนี้ยังช่วยกระตุ้นการซื้อขายบ้านและคอนโด ให้คึกคักขึ้น ทำให้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแข่งขันกันมากขึ้น เพราะธนาคารต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดลูกค้า และช่วยเร่งการระบายสต็อกโครงการอสังหาฯ ที่มีอยู่เดิม เด้งสอง! คลังต่ออายุลดค่าธรรมเนียม โอน-จดจำนอง กระทรวงการคลังเตรียมเคาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัว โดยมีรายละเอียดมาตรการลดค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมการโอน – ลดจาก 2% เหลือ 0.01% ส่วนค่าจดจำนอง – ลดจาก 1% เหลือ 0.01% บนเงื่อนไขใช้กับ ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุม ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง และใช้ได้กับ บุคคลธรรมดาเท่านั้น มาตรการดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายวันโอนบ้านมหาศาล เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท เดิมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน 60,000 บาท และค่าจดจำนอง 30,000 บาท แต่เมื่อใช้มาตรการนี้ จะจ่ายเพียง 300 บาท + 300 บาท เท่านั้น! จูงใจให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน ตัดสินใจเร็วขึ้น อีกทั้งยังกระตุ้นยอดขายบ้านระดับกลาง-ล่าง ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่มาตรการนี้ยังต้องรอคลังให้ความชัดเจนภายในหนึ่งเดือน “โอกาสทอง” ของคนซื้อบ้าน – ควรตัดสินใจตอนนี้! เมื่อ สองมาตรการใหญ่มาบรรจบกัน ทั้ง การคลาย LTV…
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรรับทราบรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีการอภิปรายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน เน้นย้ำถึง อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชนไทย รวมถึงผลกระทบด้านความมั่นคงของชาติ เสียงสนับสนุนจากทุกฝ่าย ชี้บุหรี่ไฟฟ้าคือภัยคุกคามเยาวชนไทย ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปในทิศทางที่ดี โดย ส.ส.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล, ส.ส.ทศพร เสรีรัตน์, อ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา และ อ.ชยนันท์ สิทธิ์บุศย์ ต่างแสดงความคิดเห็นที่หนักแน่น โดยเฉพาะ ส.ส.แพทย์ 2 ท่าน ที่อภิปรายได้อย่างจับใจ “ผมได้โทรศัพท์ขอบคุณทุกท่าน รวมถึง อ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ และ ส.ส.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ซึ่งคอยให้คำแนะนำพวกเราอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการรณรงค์ครั้งนี้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว นอกจากนี้ ศ.นพ.ประกิตยังระบุว่า ส.ส.วรรณรัตน์ ให้เครดิตกับเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมรณรงค์ จนทำให้สังคมตื่นตัว และส่งผลให้การอภิปรายในสภาเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เดินหน้าผลักดันนโยบาย หวังนายกฯ “อุ๊งอิ๊ง” จริงจังกับการแก้ปัญหา จากนี้ไป เครือข่ายภาคประชาชนต้อง สนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ในการติดตามนโยบายที่เคยให้ไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะการปราบปรามการค้าบุหรี่ไฟฟ้า การให้ความรู้แก่ครู ผู้ปกครอง เด็ก และเยาวชน และการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหากฎหมายเพื่อบังคับใช้ห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังต้อง ช่วยเหลือผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้เลิกสูบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งยังสามารถเลิกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ พร้อมสนับสนุนให้คนไทยทุกวัยเลิกบุหรี่ทุกประเภท “สงครามยังไม่จบ!” บริษัทบุหรี่เดินเกมล้มกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า ศ.นพ.ประกิต เตือนว่า ฝ่ายธุรกิจบุหรี่ยังคงพยายามผลักดันให้ยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ผ่านอิทธิพลของเงินทุนมหาศาล และการใช้กลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อล่อลวงเด็กและเยาวชนให้ติดบุหรี่ไฟฟ้า “นี่คือสงครามแย่งชิงเยาวชนไทย! พวกเขามีอาวุธที่ชื่อ ‘ปีศาจนิโคติน’ ที่ทำให้ลูกหลานเราติด และเลิกยาก” แต่ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมและวิชาชีพสาธารณสุขไทยจะไม่ยอมแพ้ “เรารักลูกหลาน รักประเทศชาติ และจะไม่ท้อถอยในการปกป้องเด็กไทยจากการตกเป็นทาสของนิโคติน! ขอบคุณทุกคนที่ร่วมต่อสู้ เราจะเดินหน้าต่อไป!” ท้ายที่สุด ศ.นพ.ประกิต ขอบคุณภาคีร่วมอุดมการณ์ทุกท่าน ที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า
เชียงใหม่ – สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงจำนวน 2 ราย หลังพบพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการขยายถนนหมายเลข 1359 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. และ ปปท. เดินหน้าปราบโกง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 นายสุทธิพล เฉลิมสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปปป.), สำนักงาน ปปท. และสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 ได้ร่วมปฏิบัติการจับกุม เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง สังกัดสำนักงานทางหลวงที่ 1 (เชียงใหม่) จำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่ที่ถูกจับกุมถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรม เรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนที่ต้องการขอคืนพื้นที่บุกรุกในโครงการขยายถนนหมายเลข 1359 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีพฤติกรรมทุจริต เรียกผลประโยชน์ แลกคืนพื้นที่โครงการถนน โดยผู้ต้องหารายแรก ถูกจับกุมหลังพบว่ามีพฤติกรรมเรียกรับหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ส่วนผู้ต้องหารายที่สอง มีพฤติกรรมสนับสนุนให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ทั้งสองรายถูกตั้งข้อกล่าวหาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานรัฐที่เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป.ป.ช. ย้ำ! ประชาชนร้องเรียนปัญหาทุจริตได้ ป.ป.ช. จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการดังกล่าว จึงดำเนินการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุมครั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ย้ำว่า ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตผ่านศูนย์ข้อมูล ป.ป.ช. สายด่วน 1205 หรือเว็บไซต์ www.nacc.go.th อย่างไรก็ตามผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาลฯ ต่อไป
“มาตรการรัฐไม่มี มีแต่เพิ่มภาระให้ชาวนา เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยกระดับความเคลื่อนไหว ไปหน้าสภาฯ ฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรก็ต้องขับไล่รัฐบาล” เป็นเสียงของ ฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย แกนนำชาวนาภาคกลาง สะท้อนความเดือดร้อนที่กำลังปะทุหนักขึ้นทุกวัน เขาเปิดใจกับ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงปัญหาราคาข้า่วที่ยังตกต่ำอย่างต่อเนื่อง “ล่าสุดราคาข้าวเหลือไม่ถึงหกพันบาท บางพื้นที่ตกไปเหลือแค่ 5,300 บาทต่อตันเท่านั้น ชาวนาจะตายกันอยู่แล้ว เพราะทุนอยู่ที่ 6,500-7,000 บาท ราคาตกลงจนน่ากลัวมาก” เขาชี้ว่า ความไม่แน่นอนของภาครัฐ และการขาดความเชื่อมั่นของโรงสี ทำให้บางแห่งหยุดซื้อ เป็นสาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ชาวนาต้องเผชิญปัญหาหลายด้านซ้ำซ้อน นอกจากรัฐไร้มาตรการช่วยเหลือแล้ว ยังออกมาตรการห้ามเผาตอซังข้าว ทำให้มีต้องจ่ายค่าอัดฟางเพิ่มขึ้นไร่ละ 100 บาท ประจวบกับเวลากระชั้นชิด หากเตรียมที่นาไม่ทันก่อนพฤษภาคม จะปลูกข้าวรอบใหม่ไม่ได้ และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว กันยายนน้ำจากเขื่อนจะถูกปล่อยลงทุ่งเพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ “ราคาข้าวลงรายวัน 2-300 บาท ซึ่งเราไม่ไหวแล้ว ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป เราอาจนัดกันเผาตอซังข้าวพร้อมกันในวันที่ 1 เมษายน และนั่นจะยิ่งเป็นปัญหา เราก็ไม่ได้อยากให้เกิดปัญหา PM2.5 แต่เราถูกบีบจนไม่มีทางเลือก“ นายกฯ อยู่ข้างชาวนาฯ หรือ อยู่บนหัวชาวนา? แกนนำชาวนาภาคกลาง สะท้อนปัญหาด้วยว่า เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติทราบปัญหา แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจต้องรอฝ่ายนโยบาย ซึ่งรัฐบาลก็ได้แต่สับขาหลอกชาวนา ไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจัง “นายกฯ บอกอยู่ข้างชาวนา ผมก็สงสัยว่าอยู่ข้างไหน ข้างหน้า ด้านข้าง ข้างหลัง หรืออยู่บนหัวชาวนา เพราะเรารู้สึกว่าถูกกดหัวอยู่ทุกวัน ไม่มีมาตรการช่วยเหลือ สนใจแต่แจกเงินดิจิทัล เราเคลื่อนมาตั้งแต่เดือนมกราคม ตอนนั้นข้าวยังไม่แต่งตัวเลย แต่รัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลย ทำให้ชาวนาเดือดร้อนหนัก ตอนนี้ทุกคนใกล้ระเบิด แล้ว” เขาระบายอย่างคับข้องใจ พร้อมคาดการณ์ว่า ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเมษายน ผลผลิตจะออกมามากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ราคาข้าวตกต่ำลงอีก ตัวเลขที่รัฐบาลอ้างว่าได้ 8,000 กว่าบาท ชดเชยอีกไร่ละพัน ถามว่าเอาตรงไหนมาคิด เพราะความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เนื่องจากชาวนาเกี่ยวสดความชื้นจะมากกว่า 15 % อยู่แล้ว เราขอให้แทรกแซงที่ 11,000…
“รัฐบาลชุดนี้ติด ร. การเมืองระหว่างประเทศ ไม่ออกหมัด ถูกต้อนจนมุม เสียสมดุลอำนาจ” -รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ถึงภารกิจของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ-รมว.กลาโหม ที่นำคณะเยือนจีนเพื่อพบชาวอุยกูร์และครอบครัวที่ถูกส่งตัวกลับจีน “มันช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้ระดับหนึ่ง เพราะเราเห็นว่าบางครอบครัวได้บัตรประชาชน มีที่อยู่และบางส่วนได้รับเงินชดเชยจากทางการจีน แต่ยังไม่ครบ ต้องสอบถามให้ได้ทั้งหมด 40คน รวมถึง 109 คนที่ถูกส่งกลับจีนไปก่อนหน้านี้ด้วย” หมายความว่าภาพออกมาดีแล้ว แต่ยังไม่พอ? “ใช่ เพราะยังไม่ครบทุกคน” — มีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครเป็นกลุ่มที่จีนเฝ้าระวังพิเศษ และใครเป็นผู้ลี้ภัยจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเราต้องคุยกับจีนให้ชัด ภายในหนึ่งเดือนที่ตัวแทนไทยจะกลับไปอีกครั้ง แต่ปัญหาคือ ความโปร่งใส “คนอาจมองว่าเป็นการจัดฉากก็ไม่แปลก เพราะแน่นอนว่ามีการเตรียมการ ครอบครัวที่อยู่ในระบบได้รับการสนับสนุนจากทางการจีนอยู่แล้ว” จีนเปลี่ยนไปแค่ไหน? “แต่จีนก็เปลี่ยนไปเยอะในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา และเปิดเผยให้คนเข้าไปตรวจสอบในสถานที่ที่ในอดีตต่างประเทศบอกว่าเป็นที่กักกันหรือสถานที่คุมขัง ซึ่งสำนักข่าวหลายแห่งก็ไปดูมาแล้ว พบว่ามีการเปลี่ยนระบบจากสถานที่กักกันเป็นสถานที่เยี่ยมชมแทน แต่อื่น ๆ ที่เราอยากไปดูในพื้นที่ที่ลึกกว่านี้ ก็ยังต้องเจรจากับจีนเพราะมณฑลซินเจียงเป็นเขตปกครองตัวเองที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยถึงสามเท่า แต่ไม่อยู่เหนือความสามารถของจีนสมัยใหม่ที่จะปูทางให้เราไปตรวจสอบประมาณสองร้อยกว่าครอบครัว เพื่อจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันกับสหภาพยุโรป และสหรัฐที่กำลังจะตัดสินใจเรื่องกำแพงภาษี เพื่อลดแรงกดดัน มีความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ทางการไทยต้องเจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในจีน มากกว่าระดับรมช.ที่เป็นสมาชิกลำดับที่ไม่สูงมากในพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน จึงต้องระวังเพราะเขาอาจไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะมีคนไม่กี่คนในจีนที่มีอำนาจตัดสินใจให้เราได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่า ต้องเจรจาระหว่างผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศ จีนซัพพอร์ตไทยเต็มที่…แต่ใช่ว่าจะเป็นผลดี! การที่จีนแสดงจุดยืนแข็งกร้าวว่า “อเมริกาและยุโรปไม่มีสิทธิแทรกแซงกิจการของจีนและไทย” เป็นประเด็นที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า “มันดูไม่ดีเท่าไหร่สำหรับเรา ยุโรปและสหรัฐมองว่าไทยกำลังตกอยู่ใต้อิทธิพลจีน การแถลงแทนไทยแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในทางการทูต ถือว่า ไม่ควรทำ เราต้องกระซิบบอกจีน ว่าการพูดแทนไทยแบบนี้อาจทำให้เราลำบากเพราะมันจะตอกย้ำว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลจีนจริง เราอาจเป็นประเทศเล็ก แต่เราไม่ควรเล็กในสายตาจีน จีนเคยให้เกียรติเรา และเราควรเรียกร้องให้จีนปฏิบัติกับเราอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ในฐานะ “พี่เบิ้ม” ที่มีไทยอยู่ภายใต้กำกับ และเราก็ต้องไม่ให้ใครมากำกับดูแลเราในลักษณะที่เราไม่เป็นไทแก่ตัวเอง” มันอยู่ในภาวะที่ไทยเสียสมดุลไปหรือไม่? “ใช่ ไทยเสียสมดุล และมันเกิดขึ้นเร็วมาก สหรัฐเองก็ใช้วิธีหวือหวา ไทยต้องปรับตัวให้ทัน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของไทยมีศักยภาพสูง แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพวกเขาเลย ฝ่ายการเมืองต้องปลดล็อก ให้คนเหล่านี้ทำงานอย่างเต็มที่ การเมืองต้องไม่เป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศทั้งหมด ต้องให้มืออาชีพไปเจรจากับจีนว่า อย่าทำตัวเป็น ‘พี่เบิ้ม’…
ระยอง – เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 2 ภายใต้การอำนวยการของ นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ นายวัฒนชัย ส้มมี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 2 ได้นำกำลังเข้าจับกุม นายสงวน (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้านค้ารายหนึ่งในจังหวัดระยอง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ที่ จ.1/2568 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 นายสงวน ถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด โดยการทำเอกสารใบเสนอราคายางมะตอยถุงสำเร็จรูปราคาเกินจริง เสนอต่อเทศบาลตำบลเนินพระ จนทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 58,500 บาท โดยข้อกล่าวหาประกอบด้วย• ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91• ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ จัดทำเอกสารใบเสนอราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป และเข้าเป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลเนินพระ ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 2 ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายสงวน อาศัยอยู่บริเวณ ถนนกรอกยายชา ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และมีพฤติการณ์เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาทำสวน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลแน่ชัด จึงได้วางแผนเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย จนสามารถพบตัวนายสงวน และทำการจับกุมตัวโดยแสดงหมายจับพร้อมอ่านสิทธิทางกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ ซึ่ง นายสงวนยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อน จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินการตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ก่อนนำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองระยอง และควบคุมตัวส่ง สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 เพื่อดำเนินคดีต่อไป “ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”
