Author: Writer Publisher

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมาย และอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับการลงมติไม่เห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอคือ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และนายชาตรี อรรจนานันท์ โดยในข้อความระบุว่า อำนาจตรวจสอบ ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ (ด้วย) ติดตามข่าว สว.มีมติไม่เห็นชอบ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ ชาตรี อรรจนานันท์“ ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่บุคคลทั้งสอง ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน การที่ สว.ไม่เลือกทั้งสองคน ถือเป็นเรื่องใหญ่ และที่ใหญ่ไปกว่านั้น คือในครั้งต่อไป สว.จะหาใครที่มีคุณสมบัติและมีความรู้ความสามารถให้เท่ากับทั้งสองท่านนี้ เป็นเรื่องยาก หากเป็นไปตามข่าว ว่า ผู้ที่ให้กำเนิด สว. อยากได้อดีตผู้ว่าฯ กับ อดีตอธิบดีกรมทางหลวง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าคุณสมบัติอดีตผู้ว่าฯ กับ อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ยังห่างชั้นจาก ศ.ดร.ศิริพรรณ และท่านทูตชาตรี หลายช่วงตัว “เผลอๆ กรรมการสรรหาท่านถอดใจ เลือกคนขับรถนักการเมือง มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะยุ่งกันไปใหญ่ แต่คงพอใจผู้ให้กำเนิด (ฮั้ว) สว.” นายนิพิฏฐ์ระบุในช่วงท้าย

Read More

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ได้โพสต์เฟสบุ๊ก “Surapol Opasatien” เปิดข้อมูลสถานการณ์หนี้สินของไทย ณ มกราคม 2568 ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังแนวทางแก้ไข หนี้ครัวเรือนแตะ 16.3 ล้านล้านบาท หนี้เสียพุ่ง 1.22 ล้านล้านบาท เขาหยิบยกข้อมูลจากสถาบันวิจัยป๋วย ที่นำข้อมูลสถิติที่ไม่มีตัวตนจากเครดิตบูโรจำนวนกว่า 27 ล้านลูกหนี้ ไปแยกแยะสุขภาพทางการเงินจากภาระหนี้สินแล้วนำไปนำเสนอในงานสัมนาวิชาการ ของธนาคารกลางปีที่แล้ว ข้อมูลมันบอกว่า ในระบบการเงินของเราเวลานี้มีคนที่มีสุขภาพทางการเงินในระดับดี ซึ่งน่าจะพอยื่นกู้ได้เพียง 25% ที่เหลือก็ดูจะมีเงื่อนไขที่ดูจะยากในการได้รับอนุมัติตามมาตรฐานสินเชื่อในปัจจุบันที่เข้มถึงเข้มมาก ขณะที่สินเชื่อในระบบที่มีการส่งข้อมูลมาที่เครดิตบูโรทุกเดือน ตัวเลขคือ 13.6 ล้านล้านบาท ถ้าบวกเพิ่มด้วยหนี้ที่สหกรณ์ออมปล่อยกู้สมาชิกและกยศ.และอื่น ๆ ก็จะไปอยู่ที่ 16.3ล้านล้านบาทที่เราเรียกว่าหนี้ครัวเรือน การเติบโตของหนี้ของบุคคลธรรมดาในระบบเท่ากับ -0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (yoy) หมายถึงสินเชื่อรายย่อยมันแทบไม่ขยับ เราจึงเห็นการบ่นทั่วแผ่นดินว่ากู้ไม่ได้ กู้ไม่ผ่าน อัตราการปฏิเสธการให้สินเชื่ออยู่ในระดับที่สูง สะท้อนถึงการหดตัวของสินเชื่อรายย่อย, SMEs. รายละเอียดหนี้ที่น่ากังวล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ให้ข้อมูลเจาะลงไปอีกว่า มีหนี้เสีย (NPLs) 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็นจำนวนทุกประเภทสินเชื่อ 9.5 ล้านบัญชี,หนี้กำลังจะเสีย (SMs) 5.8 แสนล้านบาท,หนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษหรือหนี้ SM.จำนวน 1.9ล้านบัญชี,หนี้ที่ปรับโครงสร้าง (TDRs) 1 ล้านล้านบาท หรือ 3.7 ล้านบัญชี ต่อมาคือหนี้ที่เริ่มค้างชำระหรือเริ่มมีปัญหาแต่ยังไม่เกิน 90 วันซึ่งมีการรีบเร่งเอามาทำการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันหรือทำ DR. เพื่อให้กลับมาเป็นหนี้ปกติ เริ่มเก็บข้อมูลเดือนเมษายน 2567 ตอนนี้ยอดสะสมเท่ากับ 9.2แสนล้านบาทจำนวน 1.7 ล้านบัญชี ” ด้วยตัวเลขหนี้ที่มีลักษณะต่างๆ ข้างต้น ด้วยจำนวนมูลหนี้เป็นบาท ด้วยจำนวนที่นับเป็นบัญชีแล้ว เรามีปัญหาระดับที่อาจเรียกว่าวิกฤติได้นะครับ การฟื้นตัวของรายได้ไม่มากพอ ไม่ทั่วถึง ยังมาไม่เต็มที่และไม่เหมือนเดิม” หนี้พุ่ง แต่สินเชื่อไม่โต ปชช.กู้ไม่ผ่านชนกำแพง 3 ด้าน สุรพล ชี้ถึงปัญหาที่ทำให้กู้เงินไม่ได้ว่าจะติดกำแพงอายุ…

Read More

บทความต่างประเทศนำเสนอเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของการรับประทานอาหาร และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เมื่ออาหารที่เรากินสามารถส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางประเภทได้ การทานอาหารที่มีพลังงาน และไขมันสูงอาจทำให้เกิดภาวะอ้วน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด การทานอาหารที่หลากหลาย และมีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารไขมันสูงและไฟเบอร์ต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งมดลูก การลดการดื่มแอลกอฮอล์และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดได้ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลายชนิด แม้ว่าการรับประทานอาหารจะส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง แต่ก็มีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่บ่งชี้ว่าอาหารพิเศษสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งที่มีอยู่ได้ อาหารและความเสี่ยงของมะเร็ง: การทานอาหารที่สมดุล รวมถึงอาหารจากกลุ่มอาหารทั้ง 5 กลุ่ม ช่วยรักษาสุขภาพและลดความเสี่ยงจากมะเร็ง อาหารจากกลุ่มทั้ง 5 ได้แก่ ผลไม้ ผัก เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนมหรือทางเลือกที่มีไขมันต่ำ ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว ซึ่งจะให้สารอาหารสำคัญ เช่น โปรตีน ไฟเบอร์ และวิตามิน ปัจจัยการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อความเสี่ยงของมะเร็ง: ปัจจัยการใช้ชีวิตอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การสัมผัสแสงแดด และการออกกำลังกาย ล้วนมีผลต่อความเสี่ยงของมะเร็ง ถึงแม้ว่าอาหารบางประเภทอาจส่งผลต่อความเสี่ยงของมะเร็ง แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าอาหารบางชนิดสามารถทำให้เกิดหรือรักษามะเร็งได้ ธัญพืชและการป้องกันมะเร็ง: การทานธัญพืชและพืชตระกูลถั่วช่วยป้องกันมะเร็งได้ โดยเฉพาะธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และถั่วเลนทิล การทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลขัดสีสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ เนื้อสัตว์และมะเร็ง: มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า การทานเนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น เบคอน ไส้กรอก และแฮม) จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ การทานเนื้อแดงควรจำกัดไว้ไม่เกิน 500 กรัมของเนื้อที่ปรุงสุกต่อสัปดาห์ ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือว่าการกินเนื้อสัตว์แปรรูปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ กองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก (WCRF) แนะนำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูป ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่ผ่านการถนอมอาหารด้วยการหมัก เกลือ รมควัน หรือเติมสารกันบูด เช่น ฮอทดอก แฮม เบคอน ไส้กรอกบางชนิด และเบอร์เกอร์ นอกจากนี้ เนื้อแดงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ด้วย WCRF แนะนำให้บุคคล โดยเฉพาะผู้ชาย ลดการรับประทานเนื้อแดงลง และแนะนำให้จำกัดปริมาณเนื้อแดงสดที่รับประทานให้ไม่เกิน 500 กรัมของเนื้อแดงที่ปรุงสุกแล้ว (หรือเนื้อดิบ 700 กรัม) ต่อสัปดาห์ งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าการรับประทานเนื้อไหม้หรือเนื้อเกรียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง…

Read More

จากกรณีเพจดังไลฟ์สดวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนั้น ด.ต.ศุภมิตร ผบ.หมู่งานจราจร สภ.พรหมบุรี ปฏิบัติหน้าที่ตั้งกล้องจับความเร็วรถยนต์ กระทั่ง ด.ต.ศุภมิตร เกิดอาการชักเกร็ง และหมดสติต่อหน้าไลฟ์สด จนชายคนที่ไลฟ์สดต้องเข้าช่วยเหลือและเรียกหน่วยกู้ภัยเพื่อนำตัว ด.ต.ศุภมิตร ส่งโรงพยาบาล เบื้องต้นอาการปลอดภัยดีแต่ยังคงต้องรักษาตัวและติดตามอาการต่อไป โดยแพทย์ได้ให้การวินิจฉัยอาการของ ด.ต.ศุภมิตร ว่า ด้วยอากาศร้อน จึงเกิดอาการเครียด ร่างกายชักเกร็ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองบวม ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ปี 2567 ของระบบรายงานฐานข้อมูลสุขภาพ (HDC) พบว่า เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็ง จากข้อมูล พบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 358,062 คน และเสียชีวิตสูงถึง 39,086 คน “โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ Stroke ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่องในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ซึ่งในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับชนิด ความรุนแรง และระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการ ยิ่งเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไร ความพิการและอัตราการเสียชีวิตจะลดลงมากเท่านั้น โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน หากพบความผิดปกติ เช่น อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก เวียนหัว บ้านหมุน เดินลำบาก ไปจนถึงขั้นปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน ตามัว เห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ไม่เข้าใจคำพูด อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดสมองได้ ซึ่ง ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ , ลิ้นหัวใจผิดปกติ พฤติกรรมการสูงบุหรี่และดื่มสุราจัด รวมถึงอายุที่มากขึ้น ก็นับเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้นสามรถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เลี่ยงรส หวานจัด มัน และเค็ม ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โรคหลอดเลือดสมอง แม้จะเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้เฉียบพลัน…

Read More

วิทยา กุลสมบูรณ์ มูลนิธิเภสัชชนบท เตือนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนอาจลุกลามในไทย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอังกฤษ หลังพบว่า เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน แต่เริ่มต้นด้วยบุหรี่ไฟฟ้า จะได้รับปริมาณนิโคตินในระดับสูงจากการพัฟฟ์ต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ภาวะติดนิโคตินรุนแรงโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ที่จะช่วยลดการเสพติด อังกฤษเผชิญวิกฤติ เด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าสูงจนต้องเปิดคลินิกบำบัด แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่มี ระบบสาธารณสุขที่ก้าวหน้า แต่กลับต้องเผชิญกับ อัตราการติดบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่ต้องมีการ ตั้งคลินิกเฉพาะทางสำหรับเด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้า เกิดอะไรขึ้น? บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กได้รับนิโคตินในปริมาณสูง โดยไม่มีข้อจำกัดในการเสพติด เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะเข้าใจผิดว่าอันตรายน้อย การสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่มีจังหวะพัก เหมือนบุหรี่มวน ทำให้สามารถพัฟฟ์ต่อเนื่องและได้รับนิโคตินเกินขนาด วิทยา กุลสมบูรณ์ เตือน: บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เด็กติดนิโคตินหนักกว่าบุหรี่มวน “แม้ว่าจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณนิโคตินที่ร่างกายได้รับจากบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับบุหรี่มวน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน แต่เริ่มต้นด้วยบุหรี่ไฟฟ้า จะได้รับปริมาณนิโคตินในระดับสูงจากการพัฟฟ์ต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะติดนิโคตินรุนแรงโดยที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ที่จะช่วยลดการเสพติด” ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่มวน บุหรี่มวน ต้องออกไปสูบข้างนอก มีช่วงหยุดพักระหว่างมวน ต้องจุดไฟใหม่ทุกครั้ง แต่ บุหรี่ไฟฟ้า พัฟฟ์ต่อเนื่องได้ทั้งวัน ไม่มีช่วงหยุด ไม่ต้องออกไปข้างนอก…ผลลัพธ์คือ เยาวชนเสี่ยงได้รับนิโคตินเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว ไทยควรรับมืออย่างไร ก่อนจะต้องเปิดคลินิกรักษาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าเหมือนอังกฤษ? กรณีของอังกฤษถือเป็น “สัญญาณเตือน” ที่ไทยต้องตระหนัก เพราะ บุหรี่ไฟฟ้ากำลังแพร่หลายในหมู่เยาวชนไทย และหากไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด อาจทำให้ไทยต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน เร่งให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย เพิ่มมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย หยุดการลักลอบจำหน่ายให้เยาวชน และตรวจสอบช่องทางออนไลน์ ที่เป็นแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้าหลักในปัจจุบัน หากไม่เร่งแก้ไข ไทยอาจต้องเผชิญกับคลื่นลูกใหม่ของการเสพติดนิโคตินในเยาวชน และอาจต้องตั้งคลินิกบำบัดเหมือนที่อังกฤษกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ช่วยกันแชร์บทความนี้ เพื่อเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทย!

Read More

เป็นการรายงานข่าวของคณะสื่อมวลชนที่ติดตามทั้งคณะของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะของพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่แยกกันเดินทางเยี่ยมชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน หลังถูกกักตัวในไทยนานกว่า 10 ปี โดยในส่วนของชาวอุยกูร์ที่คณะนายภูมิธรรมไปพบมี 2 ครอบครัว ซึ่งได้ออกมารอต้อนรับ พร้อมทักทายด้วยความยินดี และว่าได้เดินทางกลับมา 20 กว่าวันแล้วมีความสุขดี ก่อนพานายภูมิธรรมและคณะเข้าเยี่ยมชมบ้านพัก และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามพูดคุย ชาวอุยกูร์ผู้นี้บอกว่า การได้กลับมาบ้านรู้สึกดี ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี 10 กว่าปีที่จากไป บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก ได้รับสวัสดิการจากทางการจีน รวมถึงเงินชดเชยในช่วงที่ถูกกักตัว เมื่อนายภูมิธรรมถามว่า ทำไมถึงเดินทางไปประเทศไทย ได้รับคำตอบว่ามีผู้ชักชวนหลอกว่าถ้าไปต่างประเทศชีวิตจะดีกว่าอยู่ที่นี่ พร้อมข่มขู่ว่าถ้ากลับจีนอาจไม่ปลอดภัย แต่พอไปแล้วรู้สึกเสียใจ รู้แล้วว่าความสุขอยู่ที่บ้าน และก่อนกลับมาก็กังวลว่าจะถูกคุมตัว แต่เมื่อกลับมาแล้วปลอดภัย กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มาทำงานเป็นพ่อครัวในร้านอาหารของน้องสาว พร้อมกับได้ขอชื่นชมรัฐบาลอีกด้วย ทั้งนี้ ชายชาวอุยกูร์ ได้โชว์บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ที่ได้รับจากเขตปกครองตนเองซินเจียงกอุยกูร์ และจะได้รับเงินชดเชยด้วย ทำให้รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง รัฐบาลตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วที่ส่งคืนชาวอุยกูร์ กลับสู่ครอบครัวอย่างมีความสุข ขณะที่นายภูมิธรรมขอโทษชาวอุยกูร์ที่ต้องถูกกักตัวในไทยเป็นเวลานาน โดยย้ำไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่มีประเทศที่ 3 ขอรับตัวไป ขณะเดียวกันทางการจีนยืนยันความปลอดภัยของชาวอุยกูร์ที่เดินทางกลับ ทำให้ไทยมั่นใจ และเมื่อถูกถามถึงจดหมายร้องขอความช่วยเหลือชายชาวอุยกูร์ยืนยันว่า “ไม่เคย” เขียนจดหมายดังกล่าว และช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีประเทศที่ 3 หรือองค์กรใดเข้ามาช่วยเหลือ ตลอดการเยี่ยมเยียนทั้งสองครอบครัวมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และจบลงด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก เพราะคิดว่าคงต้องตายอยู่ที่เมืองไทย

Read More

ภาพบรรดารัฐมนตรีรวมถึงนายกฯ ท่อนบนใส่สูททางการ ท่อนล่างใส่กางเกงลายจังหวัด หวังดันซอฟพาวเวอร์ตามไอเดีย “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ผู้นำเจน Y เอาจริง ๆ ทำให้ผู้คนหัวเราะขบขันก่อนต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะเป็นตลกร้ายที่ไม่ควรขำ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องชวนหัว แต่เป็นเรื่องชวนคิดถึง “มันสมอง” ผู้นำประเทศว่า “คิดได้ไง” ยังไม่เท่า “กล้าทำเนอะ” “ซอฟต์พาวเวอร์” เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ต้องทำให้คนอยากเลียนแบบ ไม่ใช่เป็นเทรนด์ที่บังคับให้ทำ และสิ่งที่เกิดขึ้นจากการโปรโมตกางเกงลายจังหวัดของ” อิ๊งค์ “มันยิ่งทำให้คนไม่อยากใส่กางเกงลายจังหวัด หรือคุณเห็นแล้วอยากใส่…? จาก “Soft Power” สู่ “Forced Power” – เข้าใจแต่ไม่อิน แนวคิดของ กางเกงลายจังหวัด นั้นเป็นความคิดที่ดีในทางทฤษฎี เพราะมันเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้ แต่ปัญหาคือ มันถูกดันมาในบริบทที่ผิด และวิธีการนำเสนอที่ทำให้คนรู้สึกแปลกแยกแทนที่จะอิน กางเกงลายจังหวัดไม่ใช่ปัญหา – แต่ใส่กับสูทคือปัญหาใหญ่ การพยายามทำให้ลายกางเกงกลายเป็น “แฟชั่นแห่งชาติ” เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การบังคับให้มันไปอยู่ในกรอบของ ชุดทางการ โดยใส่กับสูท กลับเป็นการดึงอัตลักษณ์ดั้งเดิมไปอยู่ในบริบทที่ขัดแย้งกันเอง กางเกงลายเหล่านี้มีความเป็นลำลองสูง และเป็นเสน่ห์ที่ควรนำเสนอให้คนใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การ “จัดฉากให้ดูเหมือนเป็นแฟชั่นที่เข้ากับสูท ทั้งที่มันดูแปลกและตลก” กางเกงลายจังหวัดควรมีเรื่องเล่าของจังหวัด ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงเป็นคนจังหวัดไหนอยากใส่กางเกงลายนั้น คนไปเที่ยวอยากใส่เพราะอยากแสดงว่าฉันมาถึงที่แล้ว กางเกงลายจังหวัดควรเป็น “เรื่องเล่า” ที่เชื่อมโยงกับผู้คน Soft Power ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือเรื่องราวที่ทำให้มันมีคุณค่ากางเกงลายจังหวัดควรมี Storytelling ว่าทำไมลายเหล่านี้ถึงสำคัญ มีที่มาอย่างไร ใครเป็นผู้ออกแบบ แรงบันดาลใจมาจากอะไร ถ้าทำให้กางเกงแต่ละลายกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดได้จริง คนจะอยากใส่เอง เช่น คนเชียงใหม่อยากใส่ลายดอกเอื้อง คนภูเก็ตอยากใส่ลายย่าหยา หรือคนไปเที่ยวอยากใส่เพื่อบอกว่า “ฉันมาถึงที่นี่แล้ว!” ไม่มีใครอยากใส่ เพราะมันถูก “บังคับให้แมส” ถ้าจะทำให้กางเกงลายจังหวัดได้รับความนิยมจริงๆ ต้องเริ่มจากการให้คนรู้สึกว่า “อยากใส่เอง” ไม่ใช่การทำให้เป็นเหมือนเครื่องแบบที่ต้องใส่เพื่อแสดงตัวว่าร่วมโปรโมต เทียบกับกรณี “เสื้อมัดย้อม” หรือ “ผ้าไหมไทย” ที่เคยได้รับความนิยม พวกมันดังขึ้นมาเอง เพราะมันดูดีเมื่ออยู่ในบริบทที่ใช่ ไม่ใช่เพราะมีใครสั่งให้คนใส่ Soft Power ควร “ดึงดูด” ไม่ใช่ “กำหนด”…

Read More

ศึกซักฟอกกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับประเด็นสำคัญที่สังคมจับตามอง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาซ้ำซากในทุกครั้งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ ข้อถกเถียงเรื่องเวลา ทั้งที่ความจริงสิ่งที่ประชาชนต้องการคือ “สาระของเนื้อหา” ที่ควรถูกตั้งคำถามว่ามันมากพอหรือไม่ ฝ่ายค้านและรัฐบาลใช้เวลาถึงสองสัปดาห์ กว่าจะลงตัวที่กรอบเวลาการประชุมให้ฝ่ายค้านมีเวลารวมกัน 28 ชั่วโมง (17 ชั่วโมงในวันที่ 24 มีนาคม และ 11 ชั่วโมงในวันที่ 25 มีนาคม) ลดลงไปสองชั่วโมงจากที่เคยขอไว้ 30 ชั่วโมง ประเด็นที่สำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงคือ “เวลานี้ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?” เวลาเยอะ…แต่ใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเปล่า? ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรามักเห็นสองสิ่งเกิดขึ้น ฝ่ายค้านโจมตีเต็มที่ แต่บางครั้งขาดหลักฐานชัดเจน รัฐบาลใช้เวลาสวนกลับ แต่มักเน้นเกมการเมืองมากกว่าชี้แจงข้อกล่าวหา เมื่อดูจากการจัดสรรเวลา ฝ่ายค้านมีเวลาอภิปรายมากกว่ารัฐบาล แต่ถ้าหากเนื้อหาที่นำเสนอเป็นเพียง วาทกรรม หรือ การขยายประเด็นทางการเมือง มากกว่าการชี้ให้เห็นปัญหาที่แท้จริง ประชาชนก็อาจตั้งคำถามว่า “นี่คือการซักฟอก หรือเป็นเพียงแค่สงครามวาทกรรม?” ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองแม้จะมีเวลาน้อยกว่า แต่ควรใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ การตั้งรับเชิงการเมือง แต่ต้องชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยข้อมูลที่แน่นหนา มิฉะนั้น การอภิปรายก็จะกลายเป็นเพียงเกมที่ทุกฝ่ายพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตน มากกว่าการแสวงหาความจริง “เวลา” อาจไม่ใช่ปัญหา แต่ “เจตนา” ต่างหากที่สำคัญ ในการซักฟอกครั้งนี้ มีกฎเกณฑ์เรื่อง ห้ามนำเวลาของอีกฝ่ายมารวม ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะทำให้การอภิปรายมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเป็นเพียงการกำหนดกรอบที่ทำให้เนื้อหาถูกตัดจบกลางคัน ในอดีต เราเคยเห็นการอภิปรายที่จบลงโดยประชาชนยังรู้สึก “ไม่ได้คำตอบอะไรที่ชัดเจน” , ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นโอกาสของฝ่ายค้านที่จะ พิสูจน์ว่ามีข้อมูลแน่นพอจะเขย่ารัฐบาล และเป็นโอกาสของรัฐบาลที่จะ พิสูจน์ว่ามีความโปร่งใสพอจะตอบทุกข้อกล่าวหา ถ้าเนื้อหาดี เวลาไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเนื้อหาว่างเปล่า ต่อให้มีเวลาเป็นร้อยชั่วโมง มันก็จะเป็นแค่เสียงสะท้อนทางการเมือง ที่สุดท้ายประชาชนก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี

Read More

“ทำอย่างไรจะให้หนี้สินคนไทยหมด เพราะวันนี้หนี้ครัวเรือนเยอะเหลือเกิน จึงคิดกันว่าจะซื้อหนี้ทั้งหมด โดยการซื้อหนี้ของประชาชนออกจากระบบธนาคารดีหรือไม่ แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวนแล้วให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกจากเครดิตบูโรให้หมด ให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องทำมาหากินใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท เพราะตนสามารถให้เอกชนลงทุน” — ทักษิณ ชินวัตร, เวทีปราศรัยที่พิษณุโลก 17 มี.ค.68 คำพูดของ ทักษิณ ชินวัตร บิดานายกฯ กลายเป็น จุดเริ่มต้นของแผน “ซื้อหนี้ประชาชน” ที่รัฐบาลเพื่อไทยกำลังผลักดัน และเพียงไม่นาน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ทันที โดยบอกว่า “เป็นไปได้” ไม่เพียงแค่นั้น พรรคเพื่อไทยยัง ออกโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ ชูภาพของพิชัย และทักษิณ เคียงข้างกัน พร้อมข้อความ “ซื้อหนี้ประชาชน Good Bank-Bad Bank ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน” ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทักษิณมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายนี้ คำถามสำคัญคือ นี่เป็นแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลจริงๆ หรือเป็นแนวคิดที่ทักษิณขับเคลื่อนเอง? “ซื้อหนี้ประชาชน” หรือ “มัดตัวเองอยู่ใต้เงาทักษิณ” ? การที่พรรคเพื่อไทย เลือกใช้ภาพทักษิณและพิชัยคู่กัน ในโปสเตอร์ ไม่เพียงสะท้อนแนวคิด “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ที่ถูกใช้เป็นจุดขายในอดีต แต่ในปัจจุบันมันกลับ กลายเป็นข้อครหาว่า ทักษิณยังคงเป็น “ผู้กุมอำนาจตัวจริง” ในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลลูกสาว “แพทองธาร” หายไปจากโปสเตอร์ ตามโครงสร้างอำนาจ แพทองธาร ชินวัตร ควรเป็นผู้นำทางนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่โปสเตอร์ชุดนี้กลับ ไม่มีภาพของเธอเลย กลายเป็นว่า “ทักษิณ” กับ “พิชัย” กำลังเป็นคนชี้นำนโยบายใหญ่ แทนที่นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำว่า แม้ ทักษิณ จะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ คำพูดเกี่ยวกับนโยบายการเงินและเศรษฐกิจทุกครั้ง ล้วนได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากรัฐบาล ราวกับว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินตามแนวทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วหรือไม่? ก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยพยายามนำเสนอว่า “แพทองธารคือผู้นำรุ่นใหม่” และพรรคสามารถขับเคลื่อนเองได้ แต่โปสเตอร์นี้กลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม ว่าทักษิณยังคงเป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ “Good Bank – Bad Bank” ใช้ได้จริง หรือแค่สร้างภาพ?…

Read More

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายหนัก ดัชนี SET ดิ่ง 16% ตั้งแต่ต้นปี 2025 จนสำนักข่าว บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงาน แย่ที่สุดในโลก จาก 92 ดัชนีที่ติดตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าการไหลออกของทุนต่างชาติกว่า 1.4 แสนล้านบาท เป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นที่ถดถอยของนักลงทุน การร่วงลงของตลาดทุนไม่ได้เป็นแค่ปัญหาระยะสั้น แต่มันคือสัญญาณของ “ความล้มเหลวทางโครงสร้าง” ที่รัฐบาลแพทองธารต้องเร่งแก้ไข แต่คำถามคือ… รัฐบาลตอบสนองได้เท่าทันหรือยัง? บลูมเบิร์กชี้ไทยแย่สุดในโลก – นักลงทุนเทขายไม่หยุด จากข้อมูลของ บลูมเบิร์ก ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ – นโยบายที่ยังไร้ทิศทางทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น หนี้ภาคครัวเรือนสูงลิ่ว – คนไทยเผชิญภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การไหลออกของทุนต่างชาติ – นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดลดลง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก – ทำให้ความน่าสนใจของตลาดไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย สถานการณ์นี้บ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยไม่เพียงขาดเสถียรภาพ แต่ยังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคด้วย รัฐบาลแพทองธารขยับ – แต่เท่าทันหรือไม่? เมื่อเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพิ่งขยับ เรียกประชุมหน่วยงานสำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ ประกอบด้วย ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำชับให้ใช้กฎหมายเด็ดขาด ปราบปรามพฤติกรรมปั่นหุ้นและสร้างเสถียรภาพให้ตลาด ผลักดันกองทุน Thai ESG Extra เพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าตลาด พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน แต่… นโยบายเหล่านี้เพียงพอหรือไม่? เพราะดูเหมือนจะเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาชั่วคราว โดยยังไม่แตะโครงสร้างสำคัญที่เป็นปัญหาของตลาดทุนไทย ดร.นณริฏ เตือน: แจกเพลิน ระวัง “ตายเพราะหนี้บัตรเครดิต” ก่อนหน้านี้ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ให้สัมภาษณ์ผ่าน The Publisher ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยพยายามใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีกับนักลงทุนใน กองทุน Thai ESG…

Read More