Author: Writer Publisher

เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI ที่เคลื่อนไหวกรณีการระบาดของปลาหมอคางดำ กระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสาเหตุการระบาดและทำลายระบบนิเวศ ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์ท่าทีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับกรณีดังกล่าว ที่เห็นว่าเมินเฉยต่อปัญหาการกลับมาระบาดอีกครั้ง โดยระบุรัฐบาลนี้ยืนอยู่ข้างทุนผูกขาด เหยียบย่ำเกษตรกรรายย่อย ไม่ใส่ใจไยดีระบบนิเวศ หลังไม่ออกมารับหนังสือร้องเรียน จนตัวแทนพรรคฝ่ายค้านมารับเรื่องแทน รวมถึงนายกฯ “อุ๊งอิ๊งค์” มีเวลาพาลูกวิ่งเล่น แต่ไม่มีเวลามารับหนังสือ นอกจากนี้ยังระบุถึงกรณีที่อธิบดีกรมประมงชี้แจงกับเกษตรกรที่ชุมนุมว่า ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏพยานและหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า การแพร่ระบาดเกิดจากแหล่งใด ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ รวมถึงช่วงเช้าที่ผ่านมาได้โพสต์ข้อความ “ด่วน! นายกสมาคมประมงแสมสารยืนยัน #ปลาหมอคางดำ ระบาดชายฝั่งทะเล #แสมสาร #สัตหีบ #ชลบุรี เป็นวงกว้าง #ปลากระบอก หาย โดยเชื่อว่าแหล่งเพาะอยู่บริเวณน้ำกร่อย ก่อนกระจายตามชายฝั่งทะเล จนมีผลกระทบต่อปลากระบอกที่อยู่บริเวณชายฝั่ง จากนั้นเป็นภาพและข้อความ “สองภาพที่แตกต่างในวันเดียวกัน” เป็นภาพในทำเนียบรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านรับช่อดอกไม้และกระเช้าของขวัญจากนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย อีกภาพเป็นนอกทำเนียบรัฐบาลในเวลาใกล้เคียงกัน ชาวประมงรายย่อย 19 จังหวัดมาขอพบเพื่อให้แก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ทำลายอาชีพและสร้างหายนะระบบนิเวศครั้งใหญ่ของประเทศ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขับไล่และขู่ดำเนินคดีหากไม่ออกห่างจากทำเนียบฯ “ชาวประมงในภาพแรกเป็นนักธุรกิจประมงพันล้าน ส่วนชาวประมงในภาพล่างเป็นชาวบ้านที่กำลังล่มสลายจากปลาหมอคางดำ ช่างเป็นสองภาพที่แตกต่างจริงๆ” ทั้งนี้ใต้โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าไปคอมเมนต์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ละเลยปัญหาดังกล่าว ทำให้กลับมาระบาดอีกครั้ง

Read More

การที่วุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติ ไม่ให้ความเห็นชอบ ศาสตราจารย์ ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ ชาตรี อรรจนานันท์ ให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติหรือความเหมาะสมเพียงอย่างเดียว แต่อาจสะท้อนให้เห็นถึง เกมอำนาจ ที่กำลังเริ่มขึ้นระหว่าง สองขั้วอำนาจหลัก ที่ยังคงกำหนดทิศทางประเทศ ผลโหวตที่ไม่ใช่แค่ “ความไม่เห็นชอบ” แม้จะมี ส.ว. จำนวนมากออกมาอภิปราย สนับสนุน ทั้งสองคน โดยยกย่องทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เหมาะสม แต่สุดท้ายกลับพบว่า มติที่ออกมาแตกต่างจากเสียงในห้องอภิปรายอย่างชัดเจน สิริพรรณ นกสวน สวัสดี เห็นชอบ: 43 เสียง ไม่เห็นชอบ: 136 เสียง งดออกเสียง: 7 เสียง ไม่ลงคะแนน: 1 เสียง ชาตรี อรรจนานันท์ เห็นชอบ: 47 เสียง ไม่เห็นชอบ: 115 เสียง งดออกเสียง: 22 เสียง ไม่ลงคะแนน: 3 เสียง คำถามสำคัญคือ ทำไมคนที่ได้รับการเสนอชื่อผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างถูกต้อง จึงไม่ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ? เกมอำนาจระหว่าง “แดง” และ “น้ำเงิน” ที่ซ่อนอยู่ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างอำนาจของประเทศ เพราะเป็นศาลที่สามารถ ชี้ขาดคดีความทางการเมือง กำหนดชะตานักการเมือง และพรรคการเมือง ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยต่างก็เข้าใจอย่างลึกซึ้ง พรรคเพื่อไทย มีนายกฯ 3 คน หลุดจากตำแหน่ง เพราะพฤติกรรมผิดกฎหมาย จนถูกศาลฯ ชี้ขาดให้พ้นนายกฯ ประกอบด้วย สมัคร สุนทรเวช รับเงินเดือนจากเอกชนในรายการ “ชิมไปบ่นไป” ,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เอื้อเครือญาติ พล.ต.อ. เพรียวพันธุ์ ดามาพงษ์ เป็น ผบ.ตร. และล่าสุด เศรษฐา…

Read More

“ชีวิตทักษิณเหมือนอยู่บนเส้นด้าย ทำให้เครียดเพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเอง” เป็นส่วนหนึ่งจากคำสัมภาษณ์ของ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร โดยถอดรหัสคำปราศรัยของ ทักษิณ ชินวัตร ที่พิษณุโลก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พร้อมวิเคราะห์เกมการเมืองและบทบาททักษิณว่า “ยังทำตัวเป็นคนสองบุคลิก ปากบอกให้สามัคคีแต่กล่าวหาคนเห็นต่างว่าเห่าหอน ไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างของความสามัคคีที่ดีซึ่งต้องมีความยุติธรรม แต่ทักษิณกลับไม่ยอมรับโทษ เมื่อไม่มีความยุติธรรม ความสามัคคีย่อมไม่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ทักษิณควรจะรู้ดีที่สุด” ถามหาสามัคคี ”ต้องไปติดคุก” ให้เกิดความยุติธรรมก่อน จตุพร ยังตั้งข้อสังเกตถึงคำกล่าวของทักษิณที่ยังคงพาดพิงอ้างถึงพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทำให้เขาได้กลับประเทศไทย แต่กลับไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม และสำนึกผิดตามที่ขอพระราชทานอภัยลดโทษกลับอ้างแต่วรรคท้ายที่ว่าจะนำความรู้ความสามารถมารับใช้บ้านเมือง “เขาให้ติดคุกก่อน และบอกว่าจะมาเลี้ยงหลาน แต่ทุกอย่างที่เดินคือการเมือง ถามว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ประชาชนรู้สึกแต่ทักษิณจะรู้สึกหรือไม่ การไปพบพี่น้องเสื้อแดง ผมมองแววตาคนเสื้อแดงแล้ว ทุกอย่างไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะพวกเขาต่อสู้ตายเป็นร้อยบาดเจ็บหลายพัน แต่ทักษิณทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามงานที่พิษณุโลกก็ไม่ต่างอะไรกับการจัดอีเวนต์ที่ปราศจากจิตวิญญาณ โกหกกลบคำโกหก กลยุทธ์ถนัดของทักษิณ ในการปราศรัยครั้งล่าสุด มีการพูดถึงการล้างหนี้เครดิตบูโรให้เอกชนซื้อหนี้จากธนาคาร ถามว่าจะหาเอกชนมาจากที่ไหน? เพียงแต่ไปตัดหนี้มาจากธนาคารแล้วก็มาค้ากำไรต่อ “เป็นคำพูดที่เลื่อนลอย ทักษิณต้องไปบอกลูกสาวให้ทำตามนโยบายที่หาเสียงให้ครบก่อนแล้วค่อยคิดทำอย่างอื่น สิ่งที่ทักษิณทำตอนนี้คือการสร้างฝันใหม่เป็นทฤษฎีการเมือง โกหกเพื่อกลบเรื่องโกหกเก่าที่ทำไม่ได้ จึงต้องขายฝันสิ่งใหม่ ให้คนลืมเรื่องเก่าที่เคยรับปากไว้ ขายฝันใหม่ให้คนไทยลืมสิ่งที่แพทองธารประกาศไว้ต่อประชาชนแล้วยังทำไม่ได้” ไม่กินไวน์ด้วย เพราะยังทำลายประเทศ เมื่อถามว่า ทักษิณบอกคำย่อ สทร. ถ้าคนที่ไม่ชอบจะแปลว่า เสือกทุกเรื่อง เหมือนที่เขาเคยให้คำจำกัดความไว้ แต่ถ้าคนที่รักเขาจะแปลว่า “สุดที่รัก” สำหรับจตุพรแปลว่าอะไร? เขาตอบทันทีว่า ก็แปลว่า “เสือกทุกเรื่อง” เหมือนที่ทักษิณให้คำจำกัดความเอาไว้ ส่วนที่มีการชวนไปกินไวน์ก็ขอบอกว่า “ถ้าไม่หยุดกาสิโน พนันออนไลน์ ผลประโยชน์ไทยกัมพูชา ให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ระบบเงินตรา แลนด์บริดจ์ซุกที่ 3 แสนไร่ให้ต่างชาติเช่า 99 ปี มันดื่มไวน์ก็ไม่จบเพราะมีเรื่องฉิบหายวายวอดรออยู่ วันนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง การวิจารณ์ระหว่างผมกับทักษิณเป็นเรื่องบ้านเมือง ว่าลูกในฐานะนายกฯ และทักษิณในฐานะ สทร.ยังเดินหน้ากาสิโนทั้งที่ประเทศเราเคยพังเพราะเรื่องนี้มาแล้ว มันจะคุยกันได้อย่างไร มันเป็นเรื่องชาติบ้านเมือง เรื่องส่วนตัวระหว่างผมกับทักษิณจบไปนานแล้ว” ”ทักษิณ“ ชีวิตเหมือนแขวนบนเส้นด้าย…

Read More

เป็นการบุกทลายศูนย์กระจายบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กระทั่งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงกับลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและแถลงข่าวด้วยตัวเอง โดยนายกฯ โพสต์ข้อความระบุเป็นการบุกค้นทำลายสถานที่จัดเก็บบุหรี่ไฟฟ้า ณ ศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ต้นตอการกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ มูลค่ารวม 130 ล้านบาท หลังจากนี้ ของกลางทั้งหมด เตรียมส่งเข้าไปในการดูแลของกรมศุลกากร และตำรวจจะส่งเรื่องไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจเส้นทางการเงิน ดำเนินการยึดทรัพย์ และขยายผลจับกุมไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกันทำงานของทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร DSI ปปง. ประชาชนที่ร่วมกันแจ้งเบาะแส และ สื่อมวลชนที่ร่วมกันทำข่าวขยายผล นอกจากนี้ นายกฯ เน้นย้ำให้ทางกรมศุลกากรมีมาตรการ ที่เข้มงวดขึ้นในการตรวจสอบการสำแดงสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ต่างๆ ตามด่านศุลกากร ให้มีความถูกต้อง และรัดกุมยิ่งขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้ จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก หากพบว่ามีการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป “รัฐบาลเอาจริงค่ะ และเราจะไม่หยุดแค่นี้ ทุกหน่วยงานจะยังดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป จากนี้การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนจะไม่ง่ายดาย ยาเสพติดก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอย่างเข้มข้น ตัดวงจรยาเสพติดที่เป็นทุกข์ใหญ่ของคนไทยค่ะ” นางสาวแพทองธารระบุ #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#แพทองธาร#ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า#แพทองธารชินวัตร#เพื่อไทย#รัฐบาลเพื่อไทย#บุหรี่ไฟฟ้า

Read More

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีส่งทีมกฎหมายยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. และนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในข้อหาหมิ่นประมาทจากกรณีกล่าวพาดพิงเรื่องการใช้งบลงทุนซื้อตึก SKYY9 สมัยที่นายสุชาติดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน โดยเรียกค่าเสียหายรวมทั้งสองรายเป็นเงิน 50 ล้านบาท “เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่ฟ้องเพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผมและครอบครัว ล่าสุดพ่อแม่ผมก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ต้องมาสอบถามผมด้วยความเป็นห่วง” นายสุชาติกล่าว เตรียมลุย ป.ป.ช. ต่อ นายสุชาติยืนยันว่า หากศาลรับฟ้อง ก็จะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรมของสอง ส.ส.พรรคประชาชนต่อไป คล้ายกับที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เคยดำเนินการกับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ มาก่อนหน้านี้ เตือนนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่าให้ข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ นายสุชาติระบุว่า การเป็นบุคคลสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ แต่การกล่าวหาใครในพื้นที่สาธารณะต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง “ถ้าจะกล่าวหาใคร ต้องมั่นใจว่ารู้จริง ไม่ใช่มาให้ข้อมูลผิดๆ แบบนี้ นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องมีมาตรฐาน ไม่เช่นนั้นเด็กรุ่นหลังจะมองอาชีพนี้อย่างไร” ส่วนที่มีข่าวว่า น.ส.รักชนก ไปขอข้อมูลจากนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาตินั้น นายสุชาติยืนยันว่า ได้สอบถามนางศิริวรรณแล้ว พบว่าไม่มีการให้ข้อมูลใดๆ กับน.ส.รักชนก ลั่น “คนแบบนี้เกินเยียวยา” เมื่อถูกถามว่าการฟ้องครั้งนี้เป็นการปิดปากหรือไม่ นายสุชาติกล่าวชัดเจนว่า “ศาลคือที่พึ่งของผู้บริสุทธิ์ ถ้าไม่ให้ศาลตัดสิน แล้วใครจะตัดสิน ความจริงก็ต้องปรากฏในที่สุด” ส่วนกรณีที่หากคู่กรณีจะขอขมา นายสุชาติกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “คนแบบนี้มันเกินเยียวยาไปแล้ว สังคมยอมรับไม่ได้ ผมไม่ใช่คนที่จะยอมให้คนแบบนี้มาขอโทษง่ายๆ แน่นอน” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#สุชาติชมกลิ่น#ฟ้องหมิ่น#พรรคประชาชน#SKYY9#การเมืองไทย

Read More

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างชมกิจกรรมภายในตึกบัญชาการ 1 ก่อนเข้าประชุม ครม.ประจำสัปดาห์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณีสหรัฐอเมริกา จำกัดวีซ่าของเจ้าหน้าที่ของรัฐของไทย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งอุยกูร์กลับจีน ว่ามีชื่อของนายกฯ ด้วยหรือไม่ โดยนางสาวแพทองธาร ถามกลับว่า “มีไหมคะ” ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า มีรายชื่อนายกฯ อยู่ด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวย้ำว่า “ยังไม่มีและยังไม่ทราบ” เมื่อถามว่านายกฯ ต้องไปพูดคุยทำความเข้าใจกับสหรัฐฯ หรือไม่ นายกฯ บอกเรื่องของข้อมูลให้กระทรวงการต่างประเทศ ช่วยอธิบายเพราะเราไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสหรัฐฯ จ่อแบนประเทศไทย จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง นายกรัฐมนตรีบอกเดี๋ยวก็ต้องคุยกัน ไม่ได้หนักหนาอะไร ถ้าคุยกันก็จะโอเค #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#ข่าวการเมือง#แพทองธาร#รัฐบาลแพทองธาร

Read More

“ผิดหลักการเป็นไปไม่ได้ บริษัทไหนจะซื้อหนี้เสียโดยไม่ได้ประโยชน์ทางธุรกิจ” เป็นบทวิพากษ์จากปากนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้เอกชนซื้อหนี้เสียจากระบบธนาคาร โดยที่รัฐไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ล้างหนี้เครดิตบูโร “แนวคิดผิดหลัก-เป็นไปไม่ได้” “ผมว่าเป็นแนวคิดที่ผิดหลักการอย่างแท้จริง ที่บอกว่าจะให้เอกชนซื้อหนี้โดยรัฐไม่ต้องเสียเงินเลย บริษัทไหนจะซื้อ เพราะไม่มีประโยชน์ทางธุรกิจ หรือจะมีเอกชนสายบุญมาทำเช่นนั้นจริงๆ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้” นายธีระชัยกล่าว ถ้าเอกชนจะซื้อทำได้ทันที แต่รอมาสิบปีไม่เคยเกิดจริง นายธีระชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย กลไกตลาดก็จะไม่เดินหน้า เพราะการซื้อหนี้เสียโดยเอกชนล้วนเป็นการเจรจาระหว่างแบงก์และเอกชน ซึ่งติดปัญหามาตลอด เนื่องจากฝั่งธนาคารไม่ต้องการขายเพราะไม่อยากตัดขาดทุนทันที ส่วนฝั่งเอกชนก็ไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ “ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วไม่เคยเกิดจริง คนขายไม่อยากตัดขาดทุน คนซื้อก็ไม่เห็นความคุ้มค่า เกิดได้แต่ในคำพูดแต่ในทางปฏิบัติเกิดไม่ได้จริง จะเกิดได้จริงมีทางเดียวคือรัฐต้องหนุนหลัง ซึ่งหากรัฐเข้าไปหนุนหลังจริง หนี้สาธารณะก็จะทะลุเพดานทันที จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวง และเกิดข้อถกเถียงในสังคมว่าจะเข้าท่าหรือไม่ แต่ผมดูแล้วคิดว่าทำไม่ได้” เตือน “เชื่อมโยงเงินดิจิทัล” ยิ่งเสี่ยงหนัก นายธีระชัยวิเคราะห์ต่อว่า ข้อเสนอของทักษิณอาจเป็นการเชื่อมโยงระหว่างการซื้อหนี้และระบบเงินดิจิทัล “หากทักษิณจะโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันจริง ความเสี่ยงที่ตามมาคือรัฐบาลต้องเข้ามาหนุนหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนี้สาธารณะจะพุ่งขึ้นแบบฉับพลัน เศรษฐกิจอาจไปกันใหญ่ ความน่าเชื่อถือในสายตาต่างชาติหมดลง” เศรษฐกิจไทย “ตัว K ขาลง “ต้องแก้จริงจัง นายธีระชัย ยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะ “ตัว K ขาลง” รายได้ประชาชนส่วนใหญ่ยังตกต่ำ “เศรษฐกิจแบบนี้ควรรีบแก้หนี้ครัวเรือนแบบจริงจัง ไม่ใช่เดินหน้าแต่เมกะโพรเจกต์ เพราะสุดท้ายแล้วผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่ ต้องแฮร์คัท ลดหนี้อย่างแท้จริง และเอากำไรสะสมของแบงก์มาช่วยประชาชน เพิ่มผู้เล่นในระบบธนาคาร เพื่อให้มีการแข่งขันบีบให้แบงก์พาณิชย์ต้องหาลูกค้าระดับล่างเพิ่มขึ้น ค้ำประกันลูกหนี้ที่มีการกู้ใหม่ทำโครงการที่มีนวัตกรรมในสัดส่วนที่สูงขึ้น ควบคู่กับการหารายได้ กระตุ้นให้มีการลงทุนในภาคเอกชน ต้องทำเป็นวงจรใหญ่” เตือนเตรียมรับมือ “กำแพงภาษีทรัมป์” อดีตรมว.คลัง ชี้ด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลยังแก้เศรษฐกิจไม่ได้ อาจเป็นเพราะไม่ต้องการไปแตะประโยชน์ของนายทุนพรรค จึงไม่เขยื้อนในส่วนนี้ ทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังกระจุกอยู่ด้านบน การแก้หนี้ระดับล่างทำได้ยาก “ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจจะซบเซาทั้งระบบ กำลังซื้อหดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งในอนาคตไทยก็น่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเกินดุลการค้าสหรัฐอยู่ในอันดับ 10 ของโลก…

Read More

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมจากอุบัติเหตุ โครงสร้างคานสะพานถล่ม ในโครงการทางพิเศษ พระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 10 ราย เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าประเทศไทยยังคงมี ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว ได้ออกหนังสือชี้แจงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 โดยระบุว่า บริษัทจะรับผิดชอบค่าเสียหายและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันว่าได้สั่งระงับงานก่อสร้างชั่วคราวเพื่อทบทวนมาตรการความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แค่การเยียวยาไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่สังคมไทยต้องการคือ การเอาผิดทางกฎหมายต่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เพื่อให้เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำ แม้นายกฯ แพทองธาร จะออกแอ๊กชัน สั่งเข้มเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง แต่ด้วยกลไกที่เป็นอยู่ไม่ได้เอื้อต่อการดำเนินการเช่นนั้น คำสั่งดังกล่าวจึงยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะปฏิบัติได้จริง เนื่องจากเริ่มต้นโดยให้หน่วยงานสอบกันเอง ไม่มีคนกลางที่เป็นมืออาชีพเข้าไปเพื่อถอดบทเรียนอย่างจริงจัง นั่นจึงทำให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างและอดีตอธิการบดีสจล. ได้ออกมาวิจารณ์ระบบความปลอดภัยของประเทศไทยว่า “ไทยไม่เคยถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเลย” และเขายังไม่มีความหวังมากนักต่อสิ่งที่นายกฯ ได้สั่งการไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เขาเน้นย้ำว่าหากประเทศไทยไม่มีกฎหมายด้าน ความปลอดภัยสาธารณะที่เข้มแข็ง เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงได้เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันร่างกฎหมายความปลอดภัยสาธารณะเข้าสู่รัฐสภา โดยร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ได้ที่ thaipublicsafety.org ” เราเสนอกฎหมายความปลอดภัยสาธารณะฉบับประชาชน เพื่อให้เกิดหน่วยงานกลาง ในการตรวจสอบทุกเหตุ ซึ่งจะทำให้มีเจ้าภาพในการรับร้องเรียน ติดตามผล แก้ปัญหา ตรวจสอบอุบัติภัยแทนหน่วยงานที่เกิดเหตุ เพื่อลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ทำหน้าที่เหมือน “นิติเวชของวงการวิศวกรรม ที่ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ตำรวจและอัยการดำเนินคดี คนทำผิดจะได้เข็ดหลาบจำ เพราะถ้ามีการลงโทษจริงจังเหมือนต่างประเทศ บริษัทเหล่านั้นอาจถึงขั้นล้มละลายได้เลย” ดร.เอ้ มั่นใจว่านี่คือแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพื่อหยุดโศกนาฏกรรมไม่ให้เกิดซ้ำอีก บริษัทอิตาเลียนไทย แถลงชี้แจง: หยุดงาน 7 วัน เยียวยาผู้เสียหาย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาโครงการ ได้ส่งจดหมายชี้แจงถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ระบุว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง…

Read More

จดหมายสองฉบับจาก พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ส่งถึง มาดามแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซำ) นายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในในวงการฟุตบอลไทย แม้ว่าทั้งสองฉบับจะถูกมองว่าเป็นการโต้กลับโดยตรงต่อข้อกล่าวหาของมาดามแป้งเกี่ยวกับปัญหาการบริหารของสมาคมฯ ในอดีต แต่จดหมายของสมยศกลับไม่มีการชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ หนี้สินของสมาคมฯ กว่า 360 ล้านบาท, เงินเดือน 32 ล้านบาทที่ยังไม่ได้คืน และหนี้จากฟีฟ่า ที่เป็นภาระตกค้างของสมาคมฯ จดหมายฉบับแรก: ขอหลักฐานเงินเดือน แต่เลี่ยงตอบหนี้สิน จดหมายฉบับแรกของ พล.ต.อ. สมยศ ถูกเผยแพร่ หลังจากที่มาดามแป้งเปิดเผยว่าตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่ง สมยศได้รับเงินเดือนเดือนละ 1 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32 ล้านบาท โดยระบุว่าตนไม่เคยได้รับเงินเดือนดังกล่าว หรือหากได้รับแล้วก็มีการบริจาคคืนให้กับสมาคมฯ พร้อมกับขอให้สมาคมฯ ส่งหลักฐานการจ่ายเงินเดือนให้กับเขา เพื่อยืนยันว่าเขาเคยได้รับเงินเดือนจริง แต่ไม่ได้กล่าวถึงหนี้สินที่สมาคมฯ ต้องแบกรับจากการบริหารของเขา และไม่มีการพูดถึงปัญหาทางการเงินของสมาคมฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเป็นนายกสมาคมฯ จดหมายนี้ สะท้อนแนวทางการตั้งรับของสมยศ ที่เลือกโฟกัสไปที่ประเด็นการเงินส่วนตัว มากกว่าการตอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของสมาคมฯ จดหมายฉบับที่สอง: ท้าฟ้อง แต่ยังไม่ตอบปัญหาหนี้ 360 ล้าน หลังจากนั้น พล.ต.อ. สมยศ ส่งจดหมายฉบับที่สองเพื่อปกป้องตัวเองอีกครั้ง โดยจุดสำคัญของจดหมายฉบับนี้อยู่ที่ เขาท้าทายให้ฟ้องร้องหากคิดว่าเขาทำผิด โดยระบุว่าหากเห็นว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมาย ให้ดำเนินคดีเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ยังคงไม่กล่าวถึงหนี้ 360 ล้านบาทจากคดีความกับบริษัท สยามสปอร์ต ที่ทำให้สมาคมฯ ต้องรับภาระค่าเสียหายจำนวนมาก ไม่มีการพูดถึงหนี้จากฟีฟ่า ที่สมาคมฯ ต้องจ่ายคืนเป็นระยะเวลา 10 ปี หลีกเลี่ยงการพูดถึงแนวทางบริหารในอดีต ที่นำไปสู่ปัญหาทางการเงินที่สมาคมฯ กำลังเผชิญอยู่จนอาจถึงขั้นล้มละลาย จุดที่น่าสังเกตคือ พล.ต.อ. สมยศ ไม่ได้ใช้จดหมายนี้เพื่ออธิบายปัญหาการบริหารงานในอดีตของตน แต่ใช้เพื่อปกป้องตัวเองจากข้อกล่าวหามากกว่า แม้จะมีการกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรม แต่กลับ ไม่ได้ให้ข้อมูลหรือหลักฐานที่สนับสนุนว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเงินของสมาคมฯ ถอดรหัสจดหมายสองฉบับ ตั้งรับทางกฎหมาย จดหมายแรก มุ่งไปที่เรื่องเงินเดือนของตัวเอง ส่วนจดหมายที่สอง มุ่งไปที่การปกป้องตัวเองและท้าฟ้อง ไม่มีจดหมายฉบับไหนที่กล่าวถึงการบริหารงานในอดีต หรือการชี้แจงหนี้สินของสมาคมฯ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับปัญหาการบริหาร พล.ต.อ. สมยศ ไม่ได้พูดถึงหนี้สิน 360 ล้านบาท…

Read More

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงและผลักดันมาตลอดตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะเป้าหมายการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง การขับเคลื่อนของเพื่อไทยกลับถูกตั้งคำถามถึงความจริงจังและความสามารถในการนำพากระบวนการนี้ไปจนสำเร็จ ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมือง พรรคประชาชนเป็นหนึ่งในพรรคที่เดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่กลับต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรคที่ซับซ้อน โดยมีพรรคภูมิใจไทยและวุฒิสภาเป็นตัวแปรสำคัญ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ ต้องเผชิญกับแรงต้านจากหลายฝ่าย จนในที่สุด รัฐสภาลงมติ 303 ต่อ 151 เสียง เห็นชอบให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน เพราะหมายความว่า กระบวนการไม่ได้เดินไปข้างหน้าในทันที แต่ต้องรอการชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน คำถามสำคัญที่ตามมาคือ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นเพียงทางออกที่ทำให้เพื่อไทยสามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากประชาชนได้ชั่วคราว? ย้อนดูเบื้องหลังรัฐสภาล่มสองครั้ง ก่อนมติผ่านฉลุย ก่อนที่เรื่องนี้จะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ การเสนอให้ศาลพิจารณาประเด็นนี้เคยเผชิญอุปสรรคสำคัญมาแล้ว จนรัฐสภาล่มถึงสองครั้ง เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ทำให้กระบวนการต้องหยุดชะงัก เมื่อเพื่อไทยถูกภูมิใจไทยหักในสภาฯ ด้วยการวอล์กเอาต์จากการประชุม ทำให้เดินต่อส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตามแผน เกมนอกสภาฯ ก็เริ่มต้นขึ้น หนึ่งในประเด็นร้อนคือ กรณีสนามกอล์ฟของครอบครัว อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย ซัดกันหนักโดยมี ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรมว.เกษตรฯ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ขณะเดียวกัน ก็มีการใช้ DSI เข้าไปสอบสวนกรณีการฮั้วกันของ ส.ว. ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีการยืนยันเสียงแข็งว่า DSI ทำตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษของผู้สมัคร สว. แต่ก็หนีไม่พ้นข้อครหาตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ต่อมาไม่นาน ภาพการพบกันระหว่าง เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล และ ทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าตามมาด้วยกระแสข่าวลือว่า “เขาดีลกันจบแล้ว” และไม่นานหลังจากนั้น คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติ รับพิจารณาเฉพาะคดีฟอกเงิน แต่ไม่รับพิจารณาคดีเกี่ยวกับฮั้ว ส.ว. หรืออั้งยี่ซ่องโจร ในเวลาเดียวกัน ประเด็นสนามกอล์ฟของอนุทินก็ค่อย ๆ เงียบหายไป และเมื่อกลับเข้าสู่การประชุมรัฐสภาอีกครั้ง ภูมิใจไทยที่เคยวอล์กเอาต์ กลับเข้าห้องประชุม และร่วมโหวต คราวนี้องค์ประชุมครบ มติผ่านไปได้อย่างง่ายดาย นี่จึงนำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่า “ดีลบ้านจันทร์ส่องหล้า” ได้สะท้อนผลลัพธ์มาถึงการเมืองในสภาหรือไม่? เกมเพื่อไทย—โยนศาล รธน. เพื่อถอย? การที่มติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย อาจสะท้อนถึงกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทยในการถอยอย่างมีชั้นเชิง แทนที่จะเดินหน้าผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ การปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด อาจเป็นแผนที่ทำให้เพื่อไทยสามารถปัดความรับผิดชอบได้หากไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ…

Read More