Author: Writer Publisher

“ผมก็มี 1 สิทธิ เท่ากับทุกคน”— พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อแรงงานส่วนใหญ่บอกว่า “ไม่ต้องการปฏิทิน”รัฐมนตรีแรงงานกลับตอบว่า: “ผมไม่เถียงว่าผลสำรวจออกมาว่า มีผู้ที่ไม่ต้องการกว่า 60%แต่คนที่ยังต้องการทำปฏิทินอีกกว่ากว่า 30% ไม่มีจิตใจหรือคุณจะเอาคน 60 คน มาบังคับคนอีกกว่า 30 คนเป็นผม ผมก็ไม่ยอม เพราะผมก็ถือว่า มีสิทธิของผม 1 สิทธิเท่ากันกับทุกคน” ฟังผิวเผิน… เหมือนพูดเรื่อง “สิทธิที่เท่าเทียม”แต่ในความเป็นจริง นี่คือการ ปฏิเสธเสียงข้างมาก ที่เรียกร้องให้ยุติโครงการที่ใช้งบประมาณปีละหลายสิบล้านบาทจากกองทุนที่แรงงานเป็นคนจ่าย ⸻ 10 ปี ใช้งบ 597 ล้าน – ยกเลิกไม่ได้ เพราะอะไร? ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจเปิดเผยว่าโครงการผลิต “ปฏิทินประกันสังคม” ใช้งบรวมเกือบ 600 ล้านบาทในรอบ 10 ปีโดยเฉลี่ย ปีละ 50–75 ล้านบาทปี 2561 สูงสุดถึงกว่า 100 ล้านบาท ใน 6 จาก 10 ปี ผู้รับจ้างคือ “ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด”และเกือบทุกปีใช้วิธีจัดจ้างแบบ “เฉพาะเจาะจง” คำถามคือ:ถ้าไม่มีผลประโยชน์แฝงซ่อนอยู่ ทำไมจึงยกเลิกไม่ได้?ถ้าไม่มีข้อผูกพันทางการเมืองหรือการจัดสรรผลประโยชน์ ทำไมถึงต้องยืนกราน? ⸻ ปฏิทินที่แรงงานไม่ต้องการ — แต่รัฐมนตรีปกป้องสุดตัว ที่ผ่านมาเคยมีปฏิทินหลุดไปขายออนไลน์เคยมีเสียงท้วงถึงความโปร่งใสของงบจัดซื้อเคยมีการขอให้ปรับโครงการให้คุ้มค่าแต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และเมื่อรัฐมนตรีพูดว่า “ผมก็มี 1 สิทธิ”คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เขามีสิทธิไหม”แต่คือ…“ใครกันแน่ควรเป็นคนมีสิทธิจริง ๆ ในการกำหนดอนาคตของกองทุนประกันสังคม?”

Read More

หลังมีความกังวลงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ไม่เพียงพอและเสี่ยงล่มสลายภายใน 3 ปีนั้น ทันตแพทย์ อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. และโฆษก สปสช. ย้ำกับประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก และยืนยันว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ไม่อยู่ในความเสี่ยงล่มสลาย แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด แต่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย มีการพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของระบบ ส่วนประเด็นอัตราจ่ายผู้ป่วยใน 7,100 บาทต่อ AdjRw นั้น สปสช. ได้นำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการกองทุนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ยืนยันอัตราจ่ายผู้ป่วยในที่ 8,350 บาทต่อ AdjRw และ สปสช. จะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมต่อไป ดังนั้นไม่มีการปรับลดอัตราจ่ายผู้ป่วยในเหลือ 7,100 บาทต่อ AdjRw อย่างแน่นอน รวมถึงหากมีงบประมาณเหลือ สปสช.ก็จัดสรรเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลทั้งหมด ส่วนที่เสนอให้ สปสช. ปรับเพิ่มอัตราจ่ายผู้ป่วยในนั้น โฆษก สปสช. ระบุการเสนอของบประมาณแต่ละปี สปสช. ต้องทำข้อเสนอตัวเลขและมีฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานรองรับ ดังนั้นการจะเพิ่มเป็นอัตราเท่าไหรจึงจะเหมาะสมกับต้นทุนของโรงพยาบาล และไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ ต้องศึกษาและต้องเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่นี้ จึงเสนอที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลางมาศึกษาอัตราจ่ายที่เหมาะสมสำหรับกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ เพื่อคำนวณเป็นอัตราจ่ายที่เหมาะสมในการให้บริการต่อไป “สำนักงบประมาณ และ สปสช. ยินดีเข้าไปดูโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาการเบิกจ่าย จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการบันทึกตัวเลขทางบัญชีไม่ถูกต้องประมาณ 7,000 ล้านบาท หากแก้ไขตรงนี้ก็จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องของโรงพยาบาลได้” ทพ.อรรถพร กล่าว #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#สปสช#บัตรทอง#หลักประกัยสุขภาพ#30บาทรักษาทุกโรค – – – – – – – – – – – – – – – – – – ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://thepublisherth.com

Read More

หลังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหม 10,028 ล้านบาท เกิดการสู้กลับจากพรรคเพื่อไทย กล่าวหา–โจมตี–ตั้งคำถามต่อความยุติธรรม “ถูกปล้นความยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า” “นโยบายเพื่อชาวนา กลับถูกลงโทษ” ฯลฯ แต่ในขณะที่วาทกรรมเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำต่อเนื่อง งบประมาณแผ่นดินก็ยังคงต้องจ่ายหนี้จากนโยบายนี้ต่อไปอีกหลายปี — โครงการจำนำข้าวยุคยิ่งลักษณ์ ยังเป็นภาระข้ามทศวรรษ จากเอกสารงบประมาณรายจ่ายปี 2569 พบว่า รัฐบาลต้องกันงบประมาณ อีก 136,532 ล้านบาท ตลอด 5 ปี (2568–2572) เพื่อใช้ชำระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการระหว่างปี 2554–2557 เฉพาะในปี 2569 เพียงปีเดียว งบจ่ายหนี้จำนำข้าวมีมูลค่า 27,935 ล้านบาท ส่วนข้อมูลจาก ธ.ก.ส. ณ สิ้นมีนาคม 2567 ระบุว่า ยังมีหนี้คงค้างจากโครงการจำนำข้าวอยู่ถึง 173,215.98 ล้านบาท ที่รัฐบาลต้องชำระแทนตามคำรับรองและการค้ำประกัน — โครงการ 5 ฤดูกาล ใช้เงินเกือบ 9.77 แสนล้านบาท ผลตอบแทนไม่ใช่ราคาข้าวสูง แต่คือหนี้มหาศาล โครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดำเนินต่อเนื่อง 5 ฤดูกาล ใช้เงินไป 976,591 ล้านบาท รับซื้อข้าวเปลือกกว่า 54.35 ล้านตัน แต่กลับเต็มไปด้วยปัญหาการระบาย–สต๊อกล้น–และช่องว่างให้ทุจริต — จะปกป้องยิ่งลักษณ์…โดยไม่เห็นหัวคนที่จ่ายหนี้อยู่ทุกปีได้อย่างไร? ใครที่ยังเชื่อว่าโครงการนี้ “ไม่มีความเสียหาย” ควรเปิดงบประมาณปี 2569 ดูอีกครั้ง เพราะเบื้องหลังคำว่า “นโยบายเพื่อประชาชน” คือภาระที่รัฐต้องแบกรับข้ามรัฐบาล และ คนไทยต้องจ่ายต่อแบบข้ามทศวรรษ โดยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา รัฐบาลทยอยจ่ายหนี้ทั้งต้นและดอกให้ ธกส.อย่างต่อเนื่อง รายงานของสำนักบริหารหนี้สาธารณะรุบุว่า ภายในปี 2567 มีการชำระหนี้โครงการจำนำข้าวไปแล้วราว 4 แสนล้านบาท และนับจากนี้ไปจนถึงปี 2572 คนไทยยังต้องแบกหนี้ต่อไปอีกเกือบ 1.4 แสนล้านบาท คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ยิ่งลักษณ์ได้รับความยุติธรรมหรือไม่” แต่คือ… ยุติธรรมหรือไม่ที่คนทั้งประเทศต้องจ่ายหนี้แทนโดยไม่มีสิทธิเลือก

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — วันที่ 12 มิถุนายนนี้ อาจกลายเป็นอีกวันประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์ไทย เมื่อแพทยสภาต้องลงมติชี้ขาดคดีที่สะเทือนความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ — กรณีแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษา ทักษิณ ชินวัตร และสำหรับ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์​จุฬาฯ มองว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหมอ แต่คือเส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “อำนาจการเมือง” “อยากเรียกร้องให้ประชาสังคม และประชาชนทุกภาคส่วนมาช่วยสนับสนุนแพทยสภาลงมติ ถ้าเสียงสนับสนุนส่งถึงแพทยสภา พวกท่านก็จะมีกำลังใจที่จะมาประชุม 12 มิถุนายน เพื่อจะยืนหยัดในมติเดิม” — เส้นทาง “สมศักดิ์” ที่ไม่ควรมองข้าม นพ.ตุลย์ฟันธงทันทีว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ “สภานายกพิเศษ” จะใช้สิทธิวีโต้แน่นอน “อันนี้ก็เป็นเรื่องแน่นอน ตามความประสงค์ของนาย ถ้าไม่วีโต้ก็ไม่รู้จะดึงมาเป็น รมว.สาธารณสุขทำไมครับ” เขามองว่า การโยกย้ายตำแหน่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมานั่งกระทรวงสาธารณสุข คือสัญญาณที่ชัดว่า มี “ภารกิจ” บางอย่างรองรับอยู่ “อย่าลืมว่าเขาสไลด์ตัวมาจาก รมว.ยุติธรรม ไปที่สาธารณสุข ใครเขาทำกันแบบนี้… ดึงมาเพื่อดำเนินการต่อครับ ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวกับแพทยสภา ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับคุณหมอโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ต้องโดนสอบสวน เขาคงพยากรณ์ไว้ว่าคงโดนฟ้องแน่ๆ” — เมื่อ ‘ห้องพิเศษ’ กลายเป็นที่พักโทษ ในสายตาหมอตุลย์ เส้นทางการส่งตัวทักษิณไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจเต็มไปด้วย “การยกเว้น” ที่ไม่เคยเกิดกับผู้ต้องขังคนอื่น “ถือว่าเป็นผู้รับประโยชน์… ทักษิณก็ไม่อยากขึ้นชื่อว่าติดคุกห้องไม่สบายหรูหราเท่าโรงพยาบาลตำรวจ… ส่งไปโรงพยาบาลตำรวจเลย ตรงไปห้องพิเศษเลย โดยไม่ผ่านกระบวนการต่างๆ” เขาอ้างถึงการตีความกฎหมายผิดมาตรา และชี้ว่าเหตุผลที่ใช้ส่งตัวผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ ไม่ควรนำมาใช้กับทักษิณ “อ้างผิดมาตรา ไม่ครบมาตรา อ้างมาตรา 55 สำหรับผู้ป่วยโรคจิต และโรคติดต่อ หวังว่าทักษิณคงไม่เป็นโรคจิตหรือโรคติดต่อ” — “เราไม่อยากลงโทษพวกเดียวกันเอง…แต่เมื่อผิด ก็ต้องกล้า” หมอตุลย์ยอมรับตรง ๆ ว่า การพิจารณาคดีลักษณะนี้ในวงการแพทย์เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เพราะไม่มีใครอยากลงโทษ “พวกเดียวกัน” “เราจำเป็นต้องทำอย่างนั้น เราไม่อยากลงโทษพวกเดียวกันเอง อย่างเช่นว่ากล่าวตักเตือน ไม่ต้องไปพักใบอนุญาต” แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัด…

Read More

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — คำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์” ไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่ แต่เป็นบทสรุปจากนโยบายที่ละเลยคำเตือน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องชดใช้ค่าสินไหม 10,028 ล้านบาทจากความเสียหายในการระบายข้าวแบบจีทูจีว่า ไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ที่จะทำให้ฝ่ายบริหารไม่กล้าทำนโยบาย “ไม่ได้กลายเป็นบรรทัดฐานที่จะทำให้ผู้บริหารประเทศในอนาคตกำหนดนโยบายสาธารณะลำบากขึ้น” เขาย้อนอธิบายต้นตอของปัญหาในโครงการจำนำข้าว โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลสมัครและสมชาย ซึ่งยังคงใช้ระบบโควต้าที่ไม่ได้รับซื้อข้าวทั้งหมด แต่เมื่อถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับเปลี่ยนเป็นรับซื้อข้าวทั้งหมดในราคาสูงกว่าตลาด ซึ่งนำไปสู่สต๊อกส่วนเกิน ปัญหาการระบาย และการเปิดช่องทุจริต “มีปัญหาจากตัวนโยบายที่กำหนดราคาจำนำสูงกว่าตลาด ซึ่งไม่ควรเรียกว่าจำนำตั้งแต่ต้น… พอเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นผมเป็นนายกฯ ก็สรุปว่าทำต่อไม่ได้ เพราะเท่ากับรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาด สต๊อกเพิ่มมหาศาล การระบายข้าวเกิดความเสียหาย และเปิดช่องทุจริตได้ง่าย” ⸻ ไม่ใช่แค่ “ขาดทุน” แต่คือการเพิกเฉยต่อคำเตือนจนเกิดความเสียหาย อภิสิทธิ์แยกความแตกต่างระหว่าง “ขาดทุน” กับ “การละเลยจนเกิดความเสียหายจากทุจริต” โดยชี้ว่าการขาดทุนเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในโครงการช่วยเหลือ เช่น “ประกันรายได้” ซึ่งใช้เงินอุดหนุนเกษตรกรโดยตรง และหากมีการรั่วไหล ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ต้องกำหนดมาตรการควบคุม “กรณีประกันรายได้ช่วยเกษตรกร 100 บาท อาจจะใช้เงินเกิน 100 เพียงนิดหน่อยเป็นค่าบริหารจัดการ” เขายกตัวอย่างว่า แม้มีกรณีแจ้งพื้นที่เพาะปลูกเกินจริงหรือไม่ตรงข้อเท็จจริงในโครงการประกันรายได้ แต่รัฐบาลของเขาก็วางมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการตรวจสอบ และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด ซึ่งสะท้อนว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ ในทางกลับกัน โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถูกเตือนหลายครั้งตั้งแต่ในระดับนโยบาย ทั้งจาก ป.ป.ช., และอีกหลายหน่วยงาน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับดำเนินโครงการต่อไปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน “ที่โครงการนี้มีปัญหาไม่ใช่เรื่องขาดทุน… แต่กรณีจำนำข้าว เงินที่สูญไปกับเรื่องทุจริตใกล้เคียงกับเงินที่ช่วยเกษตรกร” ⸻ คำพิพากษาไม่ได้ขัดขวางนโยบาย แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบตามกฎหมาย “ในเชิงหลักการไม่ได้ทำให้นายกฯ หรือฝ่ายนโยบายทำหน้าที่ไม่ได้” อดีตนายกรัฐมนตรีย้ำว่า คำพิพากษาเป็นผลจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และการพิจารณาตามหลักกฎหมาย โดยไม่ใช่การปิดกั้นการออกนโยบายใหม่ หากนโยบายนั้นมีเหตุมีผลรองรับทางวิชาการ และไม่เพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่ได้รับการเตือน ⸻สวนวาทกรรม ”ถูกปล้นความยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า““เมื่อชนะก็เงียบ แต่เมื่อแพ้กลับโวยวาย” หลังคำพิพากษาฯ มีการผลิตวาทกรรม ”ถูกปล้นความยุติธรรม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” อภิสิทธิ์มองว่านี่คือปัญหาเรื่องทัศนคติ “คำว่าถูกปล้นความยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พูดกันในตอนนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับคนบางกลุ่ม เมื่อชนะคดีก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าแพ้จะแสดงความไม่พอใจ…

Read More

 สำนักงานศาลปกครอง ชี้แจงข้อกฎหมายพิจารณาคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร นายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ มีมูลเหตุมาจาก คำสั่งกระทรวงการคลังให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ชำระเงิน โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินตามคำสั่งได้ โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้เมื่อเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว คดีส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายบางส่วน จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพิพาทเฉพาะส่วนที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท โดยศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำพิพากษาและออกคำบังคับให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่นั่งพิจารณาได้ลงลายมือชื่อในร่างคำพิพากษาครบทั้ง 5 คนเรียบร้อยแล้ว ต่อมาประธานศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น ตุลาการที่พ้นจากราชการไปแล้วจึงไม่อาจเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ ต่อมาเมื่อมีการจัดทำคำพิพากษาตามมติของที่ประชุมใหญ่แล้ว ตุลาการในองค์คณะ 2 คนที่พ้นจากราชการไปแล้ว จึงไม่อาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้ ซึ่งประธานศาลปกครองสูงสุดได้มีบันทึกกรณีตุลาการมีเหตุจำเป็นไม่อาจลงลายมือชื่อได้ไว้ในคำพิพากษาแล้ว ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 68 และมาตรา 69 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

Read More

ระดมความช่วยเหลือแม่สาย-เชียงรายเชียงใหม่ เปิดทางน้ำไหล รับมือหน้าฝน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ระดมกำลังเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวแม่สาย จ.เชียงราย ในเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งฝ่ายปกครองและทหาร ซึ่งสามารถควบคุมสถานการณ์ในเบื้องต้นได้ ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ส่วนอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็อยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกัน ซึ่งตนสั่งการให้ยกเลิกไปต่างประเทศ ให้ประจำอยู่ที่เชียงรายเพื่อบัญชาการเหตุการณ์ เตรียมความพร้อมการป้องกันในรอบต่อไปให้มากที่สุด ส่วนสถานการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายอนุทินระบุว่า ผู้ว่าราชการเชียงใหม่เร่งระดมกำลังในการกำจัดวัชพืช ทำความสะอาดทางน้ำ ท่อระบายน้ำ ตะแกรง เศษซากวัชพืช รากไม้ต้นไม้ ที่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ไม่ให้สิ่งกีดขวางทางน้ำไปติดอยู่ตรงคอสะพาน และขวางเส้นทางระบายน้ำ เมื่อเพื่อไม่ให้การระบายน้ำมีอุปสรรค เพื่อระบายลงไปที่รองรับน้ำ เช่น ที่เขื่อนภูมิพล ซึ่งตอนนี้ยังสามารถรองรับน้ำได้เต็มที่

Read More

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ปอท. จับกุม นายวินัย หรือ เปรี้ยว อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “ส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” จากการให้การเบื้องต้น นายวินัยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าเคยรับจ้างเปิดบัญชีม้า ตั้งแต่ช่วงปี 2566 เมื่อบัญชีถูกอายัด และรู้ว่าบัญชีถูกไปใช้เป็นบัญชีม้าให้แก๊ง Call Center จึงไม่กล้ากลับประเทศไทย เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับกุม จึงผันตัวเป็นพ่อบ้าน คอยเฝ้าบัญชีม้าที่รอสแกนหน้า ที่ออฟฟิศซานโฮ ฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยได้รับเงินเดือนจากบอสจีน เดือนละ 15,000 บาท โดยมีวิธีการ เมื่อบัญชีม้าที่เคยมาสแกนหน้ากลับไป และหาบัญชีม้ามาเพื่อส่งออฟฟิศดังกล่าวจะติดต่อผ่านผู้ต้องหาซึ่งจะได้รับค่านายหน้าบัญชีละ 1,000 บาท โดยทำมาแล้วเกือบ 2 ปี มีบัญชีม้าที่ชักชวนมาจากทั่วจังหวัดนครราชสีมา กว่า 200 ราย และเมื่อเจ้าหน้าที่มีการเข้าปราบปรามที่ออฟฟิศฝั่งปอยเปต เมื่อช่วงต้นปี 2568 ทำให้ออฟฟิศปิด จึงได้ข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติกลับเข้ามาประเทศไทย และถูกจับกุมได้ที่ จ.นครราชสีมา ขณะกำลังพาบัญชีม้าเปิดบัญชีและทำแอปฯธนาคาร

Read More

วันนี้ กรรมการ 10 คน นัดถกอีกครั้งหลังแพทยสภายืนยันไม่ส่งเอกสารเพิ่ม วันนี้ (26 พ.ค. 2568) คณะกรรมการพิเศษ 10 คน ที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และสภานายกพิเศษแพทยสภา แต่งตั้งขึ้น จะประชุมอีกครั้ง เพื่อพิจารณากรณีที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย จากเหตุการณ์การดูแลอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นี่คือการประชุมรอบที่สอง หลังจากเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม คณะกรรมการได้มีมติขอเอกสารเพิ่มเติมจากแพทยสภา โดยให้เหตุผลว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่ครบถ้วน แต่แพทยสภายืนยันชัดว่า “ไม่ส่ง” โดยอ้างอิงว่าการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว ⸻ ย้อนเส้นเวลา: จากมติแพทยสภา สู่แรงสั่นสะเทือนทางการเมือง• 8 พ.ค. 2568 – แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย: ตักเตือน 1 ราย, พักใบอนุญาต 2 ราย• 14–15 พ.ค. – แพทย์ 2 รายที่ถูกพักใบอนุญาตฯ ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อ รมว.สาธารณสุข• 15 พ.ค. – แพทยสภาส่งมติให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะ “สภานายกพิเศษแพทยสภา”• 16 พ.ค. – สมศักดิ์แต่งตั้ง คณะกรรมการพิเศษ 10 คน เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจ• 20 พ.ค. – กรรมการประชุมและมีมติขอเอกสารเพิ่มเติมจากแพทยสภา• 23 พ.ค. – แพทยสภายืนยันไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติม• 26 พ.ค. – กรรมการ 10 คนประชุมรอบที่สองโดยไม่มีเอกสารใหม่• 27 พ.ค. – คณะกรรมการจะสรุปความเห็นส่งให้สมศักดิ์• 30 พ.ค. – ครบกำหนด 15…

Read More

แม่สายเจอน้ำป่าซัดซ้ำอีกครั้งบ้านพัง รถจม ถนนขาด และชาวบ้านไม่รู้มาก่อนสักวินาทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือปีที่ 3 ติดต่อกัน ที่น้ำจากฝั่งเมียนมาไหลทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจของอำเภอแม่สาย แต่น่าเศร้ายิ่งกว่า…คือคำว่า “ไม่มีการเตือนล่วงหน้า” ยังคงเป็นประโยคเดิมทุกปี ⸻ย้อนดูไทม์ไลน์แห่งความล้มเหลว• ปี 2566 (พ.ค.): น้ำหลากกลางดึก–ดินโคลนพัด ร้านค้า–บ้านเรือนได้รับผลกระทบหนัก ผู้ว่าฯ และท้องถิ่นรวมถึงรัฐบาลระบุ “จะพัฒนาระบบเตือนภัย”• ปี 2567 (ก.ย.): ฝนตกต่อเนื่อง น้ำล้นแม่น้ำสายเข้าท่วมตัวเมืองแม่สายอีกครั้ง ชาวบ้านบ่น “ไม่มีการแจ้งเตือน”• ปี 2568 (พ.ค.): น้ำป่าจากเมียนมาไหลบ่าอีกครั้ง ซัดรถ-บ้านในเขตเทศบาล ชาวบ้านหนีไม่ทัน…อีกครั้งเหมือนทุกปี ทุกครั้ง “ไม่มีการเตือนล่วงหน้า”ทุกครั้ง “มีแต่การลงพื้นที่หลังน้ำลด”ทุกครั้ง “รัฐบอกจะทำระบบเฝ้าระวังให้ดีขึ้น”แต่…ไม่มีอะไรเปลี่ยน ต้นตอที่ทำให้แม่สายต้องเผชิญกับเหตุการณ์ซ้ำซากและถี่ขึ้นยังไม่ถูกแก้ไข…ปล่อยให้ทุกอย่างลืมเลือนไป แล้วกลับมาพูดซ้ำเมื่อเกิดเหตุ⸻ นี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือระบบราชการที่ไร้หน่วยความจำ ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องใหม่ในแม่สายเรารู้แน่ว่าเวลาฝนตกหนักจากฝั่งพม่า น้ำจะลงมาทางไหนเรารู้แน่ว่ามีดินโคลน–ตะกอนพัดมาด้วยและเราก็รู้แน่ว่า…มีคนอาศัยอยู่ตรงทางน้ำพอดี แต่สิ่งที่เรา “ยังไม่รู้แน่” คือ…รัฐจะเตือนล่วงหน้าเมื่อไหร่?ถ้าผังเมืองมีปัญหาจะจัดการแบบไหน เพื่อไม่ให้เสียหายซ้ำซาก ⸻ระบบเตือนภัย…ยังฝังกลบอยู่ใต้ดินโคลน ตลอด 3 ปี มีแต่ “เสียงพูดถึงระบบเตือนภัย”แต่ไม่มีเซนเซอร์ ไม่มีเรดาร์ ไม่มีเครือข่ายชุมชนไม่มีอะไรส่งสัญญาณก่อนน้ำมามีแต่สายตาชาวบ้านที่ต้องเฝ้ามองเองและมันก็ไม่ทัน…จมโคลนทุกที…ทุกปี คำถามคือ…หน่วยงานไหนรับผิดชอบเรื่องนี้?งบที่บอกจะจัดสรรให้ระบบเตือนภัยปีที่แล้ว ใช้ทำอะไรไปแล้วบ้าง?หรือจริง ๆ แล้วรัฐลืมหมดเมื่อสปอตไลต์ข่าวดับ? ⸻บรรทัดฐานของรัฐไม่ควรขึ้นอยู่กับฤดูฝน แต่ควรขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ ภัยพิบัติเกิดซ้ำได้…แต่ “การไม่เรียนรู้จากภัยพิบัติ” ควรถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมเชิงระบบเพราะมันแปลว่า “คนจะเจ็บซ้ำโดยไม่จำเป็น”แปลว่าการตายหรือการสูญเสียของปีที่แล้ว ไม่เคยเปลี่ยนอะไรได้เลย ⸻ ถ้าเสียงเตือนภัยยังติดอยู่ที่ปลายดอย…คนที่รอคอยจะทำยังไง? คำตอบนั้นคือ: ต้องมีใครสักคนในรัฐ ที่ “ไม่ยอมจำนนต่อความจำสั้นของระบบ” แม้ต้องส่งเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า…เรายังคงต้องทำเพราะคำสัญญาของฝ่ายการเมือง ไม่ใช่แค่ของประดับช่วงหาเสียงแต่มันคือสิ่งที่ต้องถูก “ทวงถาม” โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนเดือดร้อน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอ้อนวอนแต่มันคือการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนว่า“รัฐต้องทำ…เพราะอำนาจนั้นมาจากเรา” แต่ถ้าเราปล่อยให้ “เสียงของความเสียหาย”…“ถูกกลืน” ไปกับโคลนตะกอนของระบบที่ลืมทุกอย่างเมื่อข่าวเงียบ ภาพเดิม ๆ …จะวนลูปกลับมาอีกและคนที่ทุกข์ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่าคือ ประชาชน

Read More