Author: Writer Publisher

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง”ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร “เรื่องนี้ถ้าดำเนินต่อไป…ผมบอกเลยว่าเสี่ยงติดคุก”ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐฝ่ายเศรษฐกิจ พูดชัดในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ถึงมติคณะรัฐมนตรีที่ให้กระทรวงการคลังออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล หรือ G-Token ว่า “เสี่ยงขัดกฎหมาย” และอาจกลายเป็นชนวนข้อพิพาททางกฎหมายในอนาคต ⸻ G-Token = สัญลักษณ์ ไม่ใช่ตราสารหนี้ ธีระชัยอธิบายว่า การออก G-Token อ้างใช้มาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ที่ระบุว่า การกู้เงินสามารถทำได้โดย “สัญญา, ตราสารหนี้ หรือวิธีการอื่นใด” แต่คำว่า “วิธีการอื่นใด” นั้น ต้องอยู่ในขอบเขตเดียวกับตราสารหนี้ที่มีพันธะผูกพันทางกฎหมาย ไม่ใช่สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่เคยมีในขณะออกกฎหมายฉบับนี้ “G-Token เป็นแค่สัญลักษณ์ ไม่ใช่ตราสารผูกพัน ถ้ามีเบี้ยว ใครจะรับผิด? จะฟ้องยังไง? ไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับเลย” เขาเตือนเจ้าหน้าที่รัฐอย่างตรงไปตรงมาว่า หากเดินหน้าโดยไม่มีความชัดเจนด้านกฎหมาย อาจ “ลามไปถึงรัฐมนตรีคลัง” และแนะให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะทำหนังสือเตือนไปยังรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันความผิดที่อาจเกิดขึ้น ⸻ ไม่ได้ช่วยรายย่อย แค่เปิดตลาดเก็งกำไร หนึ่งในข้ออ้างของรัฐบาลคือ G-Token จะทำให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น แต่ธีระชัยแย้งว่า “ตอนนี้ก็ลงทุนได้อยู่แล้ว ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล” ซึ่งมีทั้งความปลอดภัย ผลตอบแทนตามพันธบัตร และมี ก.ล.ต. กำกับดูแล ขณะที่ G-Token จะซื้อ–ขายใน Digital Exchangeเป็นตลาดผันผวนที่อิงแรงเก็งกำไรสูง “มันไม่ได้สร้างเสถียรภาพ แต่นำประชาชนไปอยู่ในเวทีเก็งกำไร คล้ายกับตลาดคริปโตที่ร้อนแรงมาก” เขายกตัวอย่างกรณี “ดอลลาร์ทรัมป์” ที่เคยพุ่งขึ้น 7 เท่าแล้วร่วงหนักภายในเวลาอันสั้น พร้อมเปรียบ G-Token ว่าเป็น “เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ลอยฟ้า” หรือ “กาสิNO” ของภาครัฐ ที่โยนความเสี่ยงให้ประชาชน แต่ไม่รับผิดชอบใด ๆ ⸻ เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ต้องมีโครงสร้าง ธีระชัยเชื่อว่า รัฐบาลผลักดัน G-Token เพราะมีเป้าหมายเชื่อมโยงกับนโยบายหาเสียงเรื่องเงินดิจิทัลหมื่นบาท และแนวคิดการตั้งศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลทางการเงิน ที่เปิดช่องให้มีการซื้อขายภายในประเทศ โดยมีการออกร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งตนคัดค้านเพราะจะทำให้ระบบการเงินเสียหาย…

Read More

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ สว.และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในส่วนที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โดยบอกต้องเคารพคำสั่งศาล และถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ อีกทั้งรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคำสั่งดังกล่าว รวมถึงการรับพิจารณาคำร้องของ สว.ดังกล่าวไม่ได้ทำให้กระบวนการดำเนินคดีของ DSI หยุดชะงัก หรือกระทบกรอบเวลาทำคดีแต่อย่างใด ทั้งนี้ พันตำรวจเอกทวีบอกจะพิจารณาคำร้องของ สว.อย่างละเอียด และเตรียมทำคำชี้แจงภายใน 15 วัน โดยมั่นใจสามารถชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะได้ทำหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย และไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำคดีของ DSI แต่อย่างใด จึงไม่ได้กังวลอะไร เพราะไม่ได้แทรกแซงองค์กรอื่นตามคำร้องดังกล่าว

Read More

ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง กรณีที่สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.เข้าชื่อในคำร้องว่าทั้งสอง แทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยใช้กรมสอบสวมคดีพิเศษ เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. เป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว. ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรมถือได้ว่าทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสอง สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐาน ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 15 วันสำหรับกรณีปรากฎข้อเท็จจริงตามคำร้องเพิ่มเติมของผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดบัฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง ที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่และอำนาจสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการกระทรวงยุติธรรม อันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย

Read More

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แพทย์จุฬารุ่น 37 และอดีตพี่รหัสของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีที่ นพ.ทวีศิลป์ ส่งทนายความยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา เพื่อขอให้พิจารณาคัดค้านมติแพทยสภาที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของตน จากกรณีออกใบรับรองแพทย์ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร โดยไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงภาวะป่วยวิกฤต “รู้ว่าคนที่รู้ตัวว่าถูกสั่งลงโทษน่ะ เดือดเนื้อร้อนใจขนาดไหน แต่ว่าทำผิดขั้นตอนไปหน่อยนะ” นพ.ตุลย์ระบุ พร้อมชี้ว่าตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 การร้องเรียนต่อศาลปกครองต้องเกิดหลังจากที่สภานายกพิเศษฯ มีความเห็นแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ร้องขอความเป็นธรรมในระหว่างที่การพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น พร้อมกันนี้ นพ.ตุลย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังดำเนินการ อาจเป็นความพยายาม “สร้างเหตุให้มีข้ออ้าง” สำหรับการวีโต้มติแพทยสภา โดยเปรียบเทียบว่า “ไม่ต่างอะไรกับอัยการเนตร นาคสุข ที่ต้องให้ตำรวจลดความเร็วให้ก่อน เพื่อเป็นข้ออ้างสั่งไม่ฟ้องกรณีบอส อยู่วิทยา” และย้ำชัดว่า “ความพยายามในการวีโต้มติแพทยสภาน่ะ ไม่สำเร็จหรอก” “แพทยสภามีศักดิ์ศรีและจะปกป้องวิชาชีพแพทย์ ไม่ให้ผู้ใดเอาไปใช้ช่วยให้คนผิดพ้นคุก ในทางตรงข้าม แพทย์ที่ทำทุจริตและผู้สนับสนุนจะต้องเข้าคุกนำหน้าทักษิณ” นพ.ตุลย์เขียนในโพสต์ สำหรับขั้นตอนการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ นพ.ตุลย์อธิบายว่า แพทย์มีหน้าที่ตรวจ รักษา วินิจฉัย และบันทึกเวชระเบียน รวมถึงออกใบรับรองแพทย์ตามมาตรฐานวิชาชีพ หากมีความผิดพลาด ตกหล่น หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูล เช่น ระบุว่าผู้ป่วยป่วยหนัก ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ก็ถือว่าผิดจริยธรรม และสามารถถูกลงโทษได้ตามกฎหมาย โดยแพทยสภาใช้อำนาจบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ได้ตัดสินตามอำเภอใจ ท้ายที่สุด นพ.ตุลย์ยังตั้งคำถามกรณี นพ.ทวีศิลป์ อ้างว่ามีหลักฐานใหม่ว่า เหตุใดจึงไม่ยื่นเอกสารดังกล่าวให้อนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อกรรมการใหญ่ลงมติไปแล้ว การยื่นเอกสารเพิ่มเติมควรทำในขั้นตอนการอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ไม่ใช่แทรกแซงผ่านรัฐมนตรีในกระบวนการระหว่างทาง “สมศักดิ์ฟังไว้นะ… เรื่องนี้ต้องทำตามกฎหมาย อะไรไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำเด็ดขาด” นพ.ตุลย์ทิ้งท้าย

Read More

โดยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย หรือ คปท. และแนวร่วม นำมวลชนเคลื่อนขบวนลุยฝนไปที่สถานทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ย่านถนนสาธร เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย ในฐานะประธานอาเซียน ขอให้ทบทวนการแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน ในหนังสือ และการปราศรัยระบุว่านายทักษิณเป็นจำเลยคดีความผิดอาญา มาตรา 112 รวมทั้งถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีทุจริตคอร์รัปชัน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชั้น 14 ว่าถูกจำคุกตามคำพิพากษาหรือไม่ โดย ป.ป.ช. และการไต่สวนของศาลอาญา ดังนั้นจึงเกรงว่าการแต่งตั้งนายทักษิณเป็นที่ปรึกษาประธานอาเชียน จะกลายเป็นข้ออ้างในการเดินทางออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาสู่การพิสูจน์ความจริง เหมือนที่เคยกระทำมาแล้ว พร้อมระบุขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย ในฐานะประธานอาเซียน ทบทวนการแต่งตั้งให้นายทักษิณ เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน เพื่อธํารงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง ของประเทศอาเซียน และไม่ให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งนี้นายทักษิณได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2567 และเคยขออนุญาตศาลออกนอกประเทศ เดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย 2 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่นายทักษิณขออนุญาตศาลไปกาตาร์ อ้างเพื่อดักพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเจรจากำแพงภาษีนั้น ศาลไม่อนุญาต

Read More

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมาย และอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ มองอีกมุมกับกรณีมติแพทยสภาปมเทวดาชั้น 14 โดยขึ้นหัวข้อโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “หรือจะกลายเป็นเตะหมูเข้าปากหมา” โดยเริ่มจากที่หลายคนกังวลใจว่า สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข) จะยับยั้งมติของแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์จำนวน 3 คน กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจหรือไม่ แต่เรื่องนี้นายนิพิฏฐ์บอกลืมไปได้เลย ยับยั้งก็ช่าง ไม่ยับยั้งก็ช่าง จะไปสนใจทำไม เหตุผลที่นายนิพิฏฐ์บอกก็คือ การยับยั้งหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมติของแพทยสภา พูดตามภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ ก็เปรียบเหมือนการลงโทษทางวินัยของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาจยกเว้นโทษ หรือ เห็นด้วยกับการลงโทษทางวินัยตามมติของแพทยสภา ก็ได้ แต่ที่สำคัญ คือ มิได้ยกเลิก“ข้อเท็จจริง” ตามมติของแพทยสภา ที่มีมติว่า แพทย์บางคนมีความเห็นให้ส่งนายทักษิณไป โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนที่จะตรวจร่างกายคุณทักษิณ ส่วนแพทย์บางคนก็มีความเห็นโดยไม่มีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่าคุณทักษิณป่วยวิกฤติ ถึงขนาดต้องนอนโรงพยาบาลตำรวจ 180 วัน “ข้อเท็จจริงว่าคุณทักษิณ “ป่วยทิพย์” ยังคงมีอยู่ตามมติของแพทยสภา แต่ที่ผมชวนให้ติดตามต่อ คือ 1.หนี หรือ ยอมติดคุก 2.ถ้ายอมติดคุก อย่าลืมว่า มีระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ปี 2566 ให้คุมขังนอกเรือนจำได้ อาจกลายเป็นว่า ให้คุมขังคุณทักษิณ ไว้ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เป็นเวลา 180 วัน ที่ต่อสู้กันมาก็กลายเป็น เตะหมูเข้าปากหมา ไปซะอีก เฮ้อ!!!! นี่แหละประเทศไทยของคุณ” นายนิพิฏฐ์โพสต์ทิ้งท้าย

Read More

“โกถึก” หรือนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ลูกชาย นายสิรดนัย พลายด้วง หรือ สจ.กอล์ฟ เขต 7 สงขลา ที่ถูกดำเนินคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายตำรวจหน้าหน่วยเลือกตั้ง โดยระบุตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่และปฏิบัติตนเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งในพื้นที่ เขต 3 และพื้นที่ใกล้เคียง จึงขอยืนหยัดในอุดมการณ์ที่จะทำเพื่อพ่อแม่ พี่น้องเหมือนเดิม เพราะเจ้านายของผมคือประชาชน พร้อมระบุจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในข่าวเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา กรณีมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ในฐานะผู้แทนราษฎรด้วยผู้บาดเจ็บ มีภูมิลำเนาพื้นที่อำเภอนาหม่อม และความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดดังนี้ คือขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์เกิดขึ้น ขอแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ขอให้ทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ขอให้สังคมให้โอกาสการทำงานของกระบวนการยุติธรรม และยึดหลักของกฎหมาย และสุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่าน “โกถึก” ยังโพสต์ภาพประกอบซึ่งระบุเป็นวันที่ 5 ตุลาคม 2567 พร้อมระบุเป็นลงพื้นที่ติดตาม ป้องกันอุทกภัย เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องในเขต 3 ณ ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเขาจัดงานวันเกิดแบบอลังการใช้งบประมาณหลายล้านบาทท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความสุขขณะที่ชาวสงขลาจมทุกข์เพราะน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 30 ปี ทั้งนี้เพจดาวแปดแฉกโพสต์ข้อความว่า ด่วน!! เตรียมพิจารณาโอนสำนวนคดี “สจ.กอล์ฟ” และพวก ทำร้ายตำรวจ ตชด. บริเวณคูหาเลือกตั้ง จาก สภ.เมืองสงขลา ให้ “กองปราบปราม” รับผิดชอบสะสางคดี #ถอนรากถอนโคน” #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #สจกอล์ฟ #รู้ไหมลูกใคร #สสสงขลา #ถอนรากถอนโคน

Read More

หลังพล.ต.ท. ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์​ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ได้ส่งทนายยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษฯ เพื่อให้วีโต้มติแพทยสภาที่พักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของเขา กรณีให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับอาการป่วยทักษิณ ทั้งที่ไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าป่วยวิกฤต ในวันนี้แพทย์อีกคนที่แพทยสภามีมติพักใบอนุญาตฯ เช่นเดียวกัน คือ พล.ต.ท. โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ก็เข้ายื่นขอความเป็นธรรมด้วย นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข เปิดเผยกับ The Publisher ว่า จนถึงขณะนี้หนังสือจากแพทยสภายังมาไม่ถึงรมว.สาธารณสุข เมื่อมีแพทย์สองท่านยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมมา ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีการโต้แย้งข้อสรุปของ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ที่ระบุว่า “ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีภาวะวิกฤต” จึงต้องพิจารณาข้อมูลจากทางแพทย์ประกอบด้วย ”หากหนังสือจากแพทยสภามาถึงรมว.สาธารณสุขจะมีเวลาพิจารณา 15 วัน จากนั้นจะมีความเห็นว่าเห็นชอบตามมติแพทยสภาหรือจะวีโต้ แม้ในอดีตจะไม่เคยมีการวีโต้มาก่อน แต่ก็มีข้อมูลว่ามติแพทยสภาเคยผิดพลาดจนศาลปกครองวินิจฉัยกลับมติ และต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายมาแล้ว กลายเป็นว่าแพทยสภาก็อาจวินิจฉัยผิดพลาดจนเกิดผลกระทบต้องชดใช้เงิน ดังนั้นจึงต้องมองหลักกฎหมายเป็นตัวตั้ง ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รมว.สาธารณสุข ก็คงตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาช่วยกันดู เพราะเวลาสั้นต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของแพทย์ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณ“ นาย กองตรี ดร.ธนกฤต กล่าว เมื่อถามว่า กรณีนี้แม้เป็นเรื่องของแพทย์แต่เกี่ยวพันกับคดีชั้น 14 เรื่องการบังคับโทษที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนวันที่ 13 มิถุนายน จึงน่าจะส่งผลต่อชะตากรรมของทักษิณด้วยหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าข้อมูลเป็นอย่างไร ต้องดูว่าไปเกี่ยวพันไหม เพราะคำว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นข้อมูลอะไร เพราะมีหลายประเด็น อาจไม่ใช่เรื่องการวินิจฉัยโรคก็ได้ ต้องรอข้อมูลก่อนจึงจะตอบสังคมได้อย่างชัดเจน ยำ้ว่าเราทำตามกรอบของกฎหมาย อะไรไม่ถูกต้องไม่ทำเด็ดขาด ก่อนหน้านี้นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กดักคอว่านี่อาจเป็นการปูทางเพื่อให้นายสมศักดิ์ วีโต้มติแพทยสภา อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายหากรมว.สาธารณสุขวีโต้มติแพทยสภา ก็ต้องนำเรื่องกลับเข้าสู่การประชุมแพทยสภาอีกครั้ง ถ้าแพทยสภามีมติสองในสามยืนยันมติเดิมก็จบ แต่ถ้ามติไม่ถึงสองในสามจะถือว่ามติแพทยสภาไม่มีผล ทั้งนี้ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ เคยตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับมติแพทยสภาว่า เป็นเสียงข้างมาก ๆ ๆ ๆ ๆ จึงต้องจับตาต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบอย่างไร ซึ่งแพทยสภาจะมีการประชุมอีกครั้งวันที่ 8 มิถุนายน…

Read More

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐฝ่ายเศรษฐกิจ โพสต์ข้อความตั้งคำถามต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่เห็นชอบให้กระทรวงการคลังออก “G-Token” หรือโทเคนดิจิทัลของรัฐบาลเพื่อใช้เป็นช่องทางกู้เงินตามกรอบการชดเชยขาดดุลงบประมาณ ประเทศได้อะไรจาก G-Token? นายธีระชัยชี้ว่า หากเป้าหมายของ G-Token คือการนำประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานก่อน ได้แก่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง การให้ความรู้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน การพัฒนาธุรกิจการเงินดิจิทัล การส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลขนาดย่อมของคนรุ่นใหม่ การให้บริการออนไลน์ของรัฐ และการใช้บล็อกเชนเพื่อความโปร่งใส รวมถึงความแน่นอนด้านกฎหมายเกี่ยวกับโทเคนและการตีความกรณีข้อพิพาท รวมทั้งระบบที่รองรับ Tokenization เช่น stable coin สกุลบาท, smart contract และระบบเคลียริ่งที่ปลอดภัย ซึ่งควรให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้ออกโทเคนเอง การลงทุนของรายย่อยควรปลอดภัย ไม่ใช่ผันผวน แม้มีการอ้างว่า G-Token จะช่วยให้รายย่อยเข้าถึงพันธบัตรสะดวกขึ้น แต่นายธีระชัยเตือนว่า ปัจจุบันก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับของ ก.ล.ต. และราคาซื้อขายเป็นไปตามกลไกที่ชัดเจน ในทางตรงข้าม G-Token ต้องซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจผันผวนรายชั่วโมงจากแรงเก็งกำไร และอาจกลายเป็นเวทีเก็งกำไร มากกว่าการลงทุนเพื่อออมอย่างปลอดภัย เสี่ยงขัดเจตนารมณ์กฎหมายหนี้สาธารณะ ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กำหนดว่า “การกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้จะทำเป็นสัญญา หรือออกตราสารหนี้ หรือวิธีการอื่นใดก็ได้” ซึ่งนายธีระชัยเห็นว่า คำว่า “วิธีการอื่นใด” ก็น่าจะอยู่ในความหมายเดียวกับสัญญาหรือตราสารหนี้ การที่กระทรวงการคลังพิจารณาว่า G-Token ไม่ใช่ตราสารหนี้ จึงขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะ G-Token เป็นเพียง “สัญลักษณ์” แทนสัญญาหรือตราสารหนี้ แต่ไม่ใช่เอกสารที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคต ต้องไม่ละเมิดกฎหมายเงินตรา หากไม่มีมาตรการชัดเจน อาจมีการนำ G-Token ไปใช้ชำระหนี้ ซึ่งจะเข้าข่าย “เงินตรา” ที่ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังจึงต้องอธิบายให้ชัดว่า จะป้องกันปัญหานี้อย่างไร อ้างลดต้นทุน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าถูกกว่า แม้รัฐอ้างว่า G-Token จะช่วยลดค่าธรรมเนียม 0.03% ที่เคยจ่ายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย…

Read More

ในวันที่ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ส.ส.ชลบุรี เขต 6 แถลงข่าวยุติบทบาทกับพรรคประชาชน พร้อมทั้งขอย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าเธอบอกกับสื่อว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกกันออกจากกลุ่ม ถูกบูลลี่อย่างเงียบ ๆ ถูกพูดจาลับหลังให้เสื่อมเสีย และแม้กระทั่ง “ถูกล่อให้วางตัวผิด” จนกลายเป็นคนที่เด็กในพรรคไม่กล้าเข้าใกล้ เธอยืนยันว่า “ไม่ได้ขายตัวทางการเมือง” และหมดใจที่จะอยู่ในพรรคเดิมเธอไม่ได้ต้องการสร้างเรื่องใหญ่ แค่อยากไปให้พ้น แต่ก็ไม่อยาก “ถูกเรียกว่างูเห่า”คำคำนี้…อาจไม่ใช่คำที่เธอกลัว แต่เป็นคำที่สะท้อนกับบางอย่างที่เธอเคยหยามหยันมาก่อน ⸻ เพราะคำว่า “งูเห่า” ไม่ได้มาจากปากสื่อ — แต่มาจากเวทีที่เธอเคยยืน ในการเลือกตั้ง 2566 “งูเห่า” เป็นคำสาปทางการเมืองที่ถูกพูดบ่อยที่สุดในบางพื้นที่โดยเฉพาะในเขต 6 ชลบุรี — เขตเดียวกับ น.ส.กฤษฎิ์ที่เคยมีอดีต ส.ส. จากพรรคเดิมย้ายข้างจนถูกประชาชนวิจารณ์หนัก ตอนหาเสียง เธอถูกถามตรง ๆ ว่า “จะย้ายพรรคไหม”เธอตอบชัดว่า “ไม่ย้าย”และยืนยันว่าเธอจะอยู่กับพรรคประชาชนด้วยอุดมการณ์ มากไปกว่านั้น… พิธา ลิ้มเจริญรัตน์เคยขึ้นเวทีในพื้นที่นั้นและพูดถึง “งูเห่า” พร้อมสัญลักษณ์ว่า “เราจะจับงูเห่าผัดเผ็ด”และเธอเองก็ยืนอยู่บนเวทีเดียวกัน ⸻ วันนี้ เธอกลายเป็นเป้าหมายของคำที่เธอเคยปรบมือให้ ความย้อนแยงนี้อาจไม่เจ็บปวดเท่าคำด่าในสภาแต่มันเจ็บลึกกว่า…เพราะมันคือคำที่เธอเคยเหยียดหยามในอดีต เธอจึงเลือกทาง “ขอให้พรรคขับออก” แทนการลาออกเองเพราะถ้าเธอลาออกจากพรรค จะพ้นสภาพ ส.ส. ทันทีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(3)แต่ถ้าพรรคเป็นคนขับออก — เธอยังสามารถรักษาเก้าอี้ไว้และย้ายพรรคได้ทันที ⸻ แต่พรรคประชาชนกลับเลือก “ดองงูเห่า” แทน พรรคประชาชนไม่ขับ ไม่ตอบรับแต่เลือกจะ “ตีความ” ว่าหนังสือยุติบทบาทของเธอไม่ใช่การลาออกจากพรรคจากนั้นจะไม่ดำเนินการขับออก แต่จะใช้กลไกของพรรค “ดอง” ไว้แทน ตัดโอกาสพูดในนามพรรคและส่ง ส.ส. คนอื่นไปทำงานแทนในพื้นที่ของเธอ ยุทธการนี้ไม่ใช่การลงโทษโดยตรง แต่คือการ “แช่แข็ง–ตัดออกจากวงจร”โดยที่เธอยังต้องอยู่ในพรรคที่ไม่เหลือพื้นที่ให้พูด ไม่เหลือเวทีให้ยืนแต่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง — เพราะเธอไม่ได้ลาออกและพรรคก็ไม่ขับ ⸻ คำถามคือ: เธอจะทนได้ไหม? หรือจะเลือกกลืนคำเดิมที่เคยพูด มีคนบอกว่า ถ้าเธอไม่แคร์คำว่างูเห่าเธอก็อยู่ในพรรคต่อแล้วโหวตสวนไปเรื่อย ๆแต่ในทางการเมือง — เรารู้กันดีว่า ส.ส. ที่ “ทรยศพรรคเดิม” และ…

Read More