- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้แทนของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากนายเนติธร หลินหะตระกูล ทนายความส่วนตัวของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ การยื่นเรื่องครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ลงโทษแพทย์ 3 รายจากกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยเป็นการตักเตือน 1 รายจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 รายจากโรงพยาบาลตำรวจ ฐานให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึง “ภาวะวิกฤต” ของผู้ป่วยตามที่กล่าวอ้าง “หมอทวีศิลป์” โต้ ไม่ได้บิดเบือน — ข้อมูลที่ใช้วินิจฉัยเป็นไปตามเวชระเบียน ณ ขณะนั้น ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า หนังสือร้องเรียนที่ได้รับความยาว 2 หน้า โดยมีสาระสำคัญคือการโต้แย้งข้อสรุปของอุปนายกแพทยสภาที่ระบุว่า “ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีอาการป่วยวิกฤต” พร้อมยืนยันว่าการวินิจฉัยของหมอทวีศิลป์ เป็นไปตามเวชระเบียนที่บันทึกไว้ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ข้อมูลย้อนหลังหรือหลังจากที่อาการของผู้ป่วยดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนดังกล่าวยังไม่ถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ แต่หากได้รับเมื่อใด จะมีกรอบเวลา 15 วันในการพิจารณาและให้ความเห็นในฐานะ “สภานายกพิเศษแพทยสภา” โดยสามารถ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับมติเดิมของแพทยสภาได้ ตั้งคณะทำงานพิเศษประกอบการพิจารณา — แต่ไม่ใช่ตามระเบียบกฎหมาย ดร.ธนกฤต ระบุว่า เบื้องต้นจะเสนอให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อมูลและประกอบการตัดสินใจ แม้จะไม่ใช่คณะกรรมการตามระเบียบกฎหมาย แต่จะเป็นคณะทำงานส่วนตัวของรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันว่า “ไม่สามารถประวิงเวลาได้” เพราะมีกรอบระยะเวลากำหนดไว้อย่างชัดเจน “โดยหลักการพิจารณา นอกจากเอกสารแล้ว ต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงว่าใครมีส่วนได้เสีย ควรจะต้องได้ชี้แจงบ้าง มันก็จะเหมือนเราไปเอากฎหมายปิดปากโดยที่เขาไม่มีโอกาสโต้แย้งเลย มันเป็นความยุติธรรมหรือเปล่า” ดร.ธนกฤต กล่าว ทนายส่วนตัวย้ำ — ยื่นเรื่องเพราะข่าวกระทบชื่อเสียง ด้านนายเนติธร ทนายความของหมอทวีศิลป์ ย้ำว่าการยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อขอความเป็นธรรม ไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการสอบสวน แต่เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการปกติ เพราะข่าวที่ออกไปในหลายสำนัก สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ทนายความปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดหรือความคาดหวังต่อผลของการร้องเรียน โดยขอให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุข จับตา 15 วันชี้ชะตา…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทรหลังจากจีน–สหรัฐฯ หย่อนกำปั้นลงคนละข้าง บรรยากาศโลกก็ผ่อนคลายลงชั่วคราว สงครามการค้าอันยืดเยื้อที่เคยสั่นคลอนเศรษฐกิจโลก เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับกลายเป็นเสียงเตือนสำคัญถึงประเทศไทย—ว่าห้ามนิ่งเฉย “ตอนนี้หลายประเทศเริ่มบรรลุข้อตกงลง ไทยกลับยังไม่มีความคืบหน้า”อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง โดยชี้ว่า แม้การสงบศึกชั่วคราวของสองมหาอำนาจจะช่วยให้บรรยากาศโลกดีขึ้น แต่อย่าลืมว่าความไม่แน่นอนยังคงอยู่ และประเทศที่ไม่ทันเกม—อาจกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป “แม้รัฐบาลไทยจะบอกว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ก็ยังไม่เห็นภาพความคืบหน้าอย่างจริงจัง ขณะที่หลายประเทศ เช่น อังกฤษ ก็บรรลุข้อตกลงแล้วตามมาด้วยจีน แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ เองก็เลือกเจรจากับประเทศที่เห็นว่า ‘สำคัญ’ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย” เขาเตือนว่าไทยเคยประกาศนัดเจรจากับสหรัฐฯ วันที่ 23 เม.ย. แต่กลับเลื่อนโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน และยังมีข่าวว่า รัฐมนตรีบางคนอาจไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้อีก ภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ—อยู่ที่ไหน?อภิสิทธิ์ชี้ว่ารัฐบาลไม่มี “ภาพใหญ่” ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน นโยบายหลายอย่างขาดการสื่อสาร ไม่ต่อเนื่อง และสร้างความสับสน เช่น การกู้ 5 แสนล้านที่เงียบหายไป การเก็บภาษีธุรกิจรายย่อยที่ดูรีบเร่ง และไม่มีแผนจัดการกับงบประมาณหรือพื้นที่การคลังให้ชัด “รัฐบาลควรใช้ช่วงเวลาพิจารณางบประมาณเป็นโอกาสแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่า จะกู้หรือไม่กู้ จะเก็บภาษีเพิ่มแบบไหน จะขาดดุลแค่ไหน ทำให้เห็นทิศทางทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยข่าวเป็นท่อน ๆ แล้วให้คนคาดเดาเอง” เมื่อภาคเอกชนปรับตัว แต่รัฐยังสื่อสารไม่พอแม้ภาคเอกชน—โดยเฉพาะผู้ส่งออกไปสหรัฐฯ—จะเริ่มเจรจาและปรับตัวกันบ้างแล้ว เช่น การลดราคาเพื่ออยู่รอดในตลาด แต่อภิสิทธิ์เตือนว่า หากรัฐบาลยังไม่จัดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรม และไม่มีท่าทีชัดเจนในการเจรจา ไทยจะเสียเปรียบประเทศอื่นที่กำลังทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง “รัฐบาลต้องไม่เงียบ นายกฯ ควรสื่อสารให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าจะประคองเศรษฐกิจอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้”เขายังระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องหารือกับอาเซียนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละประเทศดิ้นกันเองโดยไม่มีท่าทีร่วมกัน พื้นที่การคลัง–นโยบายการเงิน: คนละเรื่องแต่ต้องเดินไปพร้อมกันอภิสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าแบงก์ชาติควรแบกรับทุกอย่างแทนรัฐบาล เขาชี้ว่า รัฐต้องจัดการพื้นที่การคลังของตนให้ดีเสียก่อน “ต้องชัดเจนว่าเงินจะใช้กับอะไร ใช้อย่างไรไม่ให้เกินตัว และไม่ทำลายวินัยการคลัง ส่วนแบงก์ชาติก็ต้องขยับมากกว่าการพูดแค่เรื่องดอกเบี้ย ต้องให้ระบบการเงินช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ธนาคารมีกำไรสบาย ๆ แต่ธุรกิจหาเงินไม่ได้” “ทุกองคาพยพของรัฐต้องขยับ เพื่อให้ประเทศผ่านความไม่แน่นอนนี้ไปให้ได้”เป็นคำย้ำจากอดีตนายกฯ ที่ไม่ได้เพียงเตือนให้ตั้งสติ แต่ชี้ว่ารัฐต้องใช้ “ทั้งภาพรวมและความกล้า” เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจจากศึกที่ไม่ได้มีแค่ภาษี แต่ยังมี “ความเชื่อมั่น” ที่ตกหล่นอยู่ข้างทาง “รัฐบาลอย่าเมาหมัดกับปัญหาการเมือง จนหลุดโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจ”อดีตนายกฯ เตือนตรง ๆ ว่า รัฐบาลต้องมีสมาธิ แสดงให้เห็นว่ากำลังทำอะไรกับปัญหาเศรษฐกิจ…
เมื่อจีนเสียภาษีน้อยกว่าไทย: สัญญาณอันตรายจากสงครามภาษีที่ไทยไม่ได้รบ…แต่กำลังจะพ่าย ในวันที่โลกเจรจคู่ปรับโดยตรง แต่วันนี้กำลังจะ “เสียภาษีน้อยกว่าไทย” ในตลาดสหรัฐฯ 🔻 พักศึกชั่วคราว…แต่เปลี่ยนเกมทั้งกระดาน การประกาศข้อตกลงพักเก็บภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐอเมริกา–จีนเป็นเวลา 90 วัน อาจดูเหมือนข่าวดีในระดับโลก แต่สำหรับไทย…นี่คือสัญญาณอันตรายทางการแข่งขันที่กำลังไล่ประชิด ▪️ จีนลดภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จาก 125% เหลือ 10%▪️ สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จาก 145% เหลือ 30% ฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นการผ่อนคลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ: “จีน” กลายเป็นประเทศที่เสียภาษีน้อยกว่า “ไทย” ในตลาดสหรัฐฯ ทันที ไทยยังโดนภาษี 36% ขณะจีนเหลือแค่ 30% ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 36% แม้ยังไม่ได้เรียกเก็บจริงเพราะมีการขยายเวลา 90 วัน แต่เส้นตายก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยยังไม่เห็นรัฐบาลจะขยับอะไรที่จะพลิกเกมนี้ ตัวเลขภาษีที่กดหัวเราอยู่ 36 %สูงกว่าจีน (30%) และสิงคโปร์ (10%) อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อดูตัวเลขภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อประเทศในอาเซียนจะพบว่าไทยกำลังอยู่กลางตาราง สิงคโปร์ 10% ,ฟิลิปปินส์ 17%,มาเลเซีย 24%,อินโดนีเซีย 32%,ไทย 36%,เมียนมา 44%,เวียดนาม 46%,ลาว 48% และกัมพูชา 49% ซึ่งหมายความว่าสินค้าไทยบางประเภทอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าจากจีนและเพื่อนบ้านในตลาดสหรัฐฯแม้คุณภาพจะเทียบเท่าหรือดีกว่าก็ตาม แม้ไทยยังมีเวลาหายใจจากที่สหรัญฯ ขยายเวลาไว้ แต่เด๊ดไลน์ 8 ก.ค.ก็ใกลเข้ามาทุกขณะ นักวิชาการ TDRI เตือน: อย่ามองว่าไม่เกี่ยวกับไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จาก TDRI วิเคราะห์ว่า▪️ การพักศึกภาษี 90 วัน เป็นกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการกดดันประเทศคู่ค้าให้เข้าสู่โต๊ะเจรจา▪️ การที่จีนยอมลงนามก่อน เป็นเพราะต้องการลดแรงเสียดทานจากมาตรการภาษีที่สะสมมาตลอดรัฐบาลทรัมป์ สิ่งที่ไทยควรทำ…กลับไม่มีความเคลื่อนไหวชัดเจนแม้จะมีความพยายามจากเอกชนบางส่วนในการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจาแต่ในภาพรวม ไทยยัง “เงียบ” และ “ไม่มีท่าทีตอบรับ” ที่แสดงความพร้อมจะต่อรองใด ๆ กับสหรัฐฯ ความเสี่ยงคือ…ไทยกำลังจะหลุดโฟกัสจากสายตาของนักลงทุน…
น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ส.ส.ชลบุรี แถลงข่าวยุติบทบาทกับพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวเข้าร่วมกับ พรรคกล้าธรรม โดยระบุว่า “เป็นการตัดสินใจที่ลำบากใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต” พร้อมเผยว่าตนยื่นหนังสือขอพรรคพิจารณาขับออกตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่เพิ่งแถลงหลังวันที่ 11 พฤษภาคม เพราะไม่ต้องการให้เรื่องส่วนตัวกระทบกับทีมผู้สมัครเทศบาลที่ตนสนับสนุน กฤษฎิ์กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่สามารถอยู่กับพรรคประชาชนได้อีกต่อไป เนื่องจาก “อุดมการณ์ต่างกัน แนวทางการทำงานไม่สอดคล้องกัน” โดยเฉพาะประเด็นที่พรรคมุ่งสร้างพรรคให้มีชื่อเสียง มากกว่าการสร้างคนหรือแก้ปัญหาให้ประชาชน “พรรคเน้นกระแส ไม่ได้เน้นประโยชน์ของประชาชน ทำให้ดิฉันในฐานะ ส.ส.เขต ไม่สามารถทำงานในพื้นที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่เคยได้รับการสนับสนุน” เธอยังเปิดเผยอีกว่า มีเหตุการณ์ในพรรคที่ “ไม่ให้เกียรติ พูดจาลับหลังในทางไม่ดีในเรื่องสถานะทางเพศ” รวมถึงมีการปล่อยข่าวว่าเธอเป็นงูเห่าอย่างต่อเนื่อง จึงขอยุติความเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อทำงานในหน้าที่ที่ประชาชนไว้วางใจ ⸻ เปิดใจเลือกซบ “กล้าธรรม” เพราะได้รับความร่วมมือช่วยแก้ปัญหา กฤษฎิ์ระบุว่า การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่มาแล้ว 2 ครั้ง “เราต้องเลือกพรรคที่เห็นประชาชนมาก่อนกระแส ต้องเลือกพรรคที่ให้เราทำงานได้จริง” ⸻ ช็อตดราม่า: มวลชนตะโกนด่ากลางแถลงข่าว ระหว่างการแถลงข่าว มีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ได้ตะโกนใส่กฤษฎิ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง อาทิ “ลาออกไป งูเห่า!”“ไล่ไปสังกัดพรรคใหม่แล้วลงเลือกตั้งใหม่!”“พรรคประชาชนไม่ใช่ที่ให้มาชุบตัว!” บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กฤษฎิ์ยังคงยืนหยัดแถลงจนจบ และกล่าวขอบคุณประชาชนที่เคยสนับสนุน พร้อมย้ำว่าที่ไม่ลาออกจากสส.เพราะต้องการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่อไป
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ความเมตตา กับคุณทักษิณ” โดยหยิบยกแนวคิดเรื่อง “เมตตาเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน” พร้อมอ้างอิงคำสอนจากพระพุทธเจ้าและธรรมเทศนาของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม เนื้อหาส่วนหนึ่งกล่าวถึงการเปรียบเปรยกับ “ม้า” ที่ต้องฝึก คนเลี้ยงม้าจะดูว่านิสัยแต่ละตัวเป็นอย่างไร ถ้าฝึกไม่ได้ ก็ต้อง “ฆ่าทิ้ง” ซึ่งในบริบทธรรมะ หมายถึง “ไม่สอน” โดยเน้นว่า หากยังมีครูบาอาจารย์ดุด่าว่ากล่าว แสดงว่ายังเห็นว่าเราฝึกได้อยู่ ศ.ดร.ไชยันต์ ระบุว่า ความเมตตาไม่ใช่การปฏิบัติต่อทุกคนแบบเดียวกัน แต่ต้องปฏิบัติเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ในองค์กร หากพนักงานดี ก็ควรให้โอกาสเติบโต หากมีข้อบกพร่องก็ต้องสั่งสอน และหากไม่อาจปรับตัวได้ ก็ควรให้ออกจากงาน ซึ่งเปรียบได้กับ “ฆ่าทิ้งด้วยอุเบกขา” ที่มีเมตตานำมาก่อน ในช่วงท้ายของโพสต์ ศ.ดร.ไชยันต์ ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมในช่องคอมเมนต์ พาดพิงถึงนายทักษิณ ชินวัตร บิดานายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า “ท่านได้รับความเมตตา อภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้น เชื่อว่าคนไทยเราก็เตรียมใจให้อภัยและมีเมตตาให้ท่าน หากท่านสำนึกน้อมรับการจำคุก…ที่จริงคนระดับท่านถูกจำคุกจริงๆ ไม่ต้องถึงปี ดีไม่ดี คนไทยขี้สงสารใจอ่อน ท่านจะออกมาใส่กำไลอีเอ็มกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ก็คงไม่มีใครว่า รังแต่จะมีความเมตตาเห็นใจท่าน แต่ท่านไม่เข้าใจความเมตตาของคนไทยที่พร้อมจะให้ท่าน ท่านกลับคิดถึงแต่ตัวท่านเอง และยังมีทิฐิอยู่มาก”
แรงสั่นสะเทือนการเมืองจากฝั่งตะวันออกสะเทือนถึงรัฐสภา—เมื่อพรรคกล้าธรรมเดินเกมเร็ว ดูด ส.ส. จากพรรคประชาชนเข้าพรรคอย่างเงียบ ๆ ก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะมาถึง เสริมทัพคะแนนเสียงในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่มีข่าวภูมิใจไทยจะคว่ำ แม้จะออกมาปฏิเสธในภายหลังก็ตาม ล่าสุด “กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์” ส.ส.เขต 6 ชลบุรี ประกาศยุติบทบาททางการเมืองกับพรรคประชาชน และเปิดตัวซบกล้าธรรมอย่างไม่เป็นทางการ แม้พรรคเดิมจะขอให้ชะลอการเคลื่อนไหว เบื้องหลัง “ลาออกเงียบ” กับแรงกดดันในพรรค กฤษฎิ์ ตัดสินใจยุติบทบาทกับพรรคประชาชน หลังมีปัญหาทัศนคติไม่ลงรอยกับผู้บริหารพรรค รวมถึงกรณีการยื่นขอหารือประเด็นสำคัญในสภาแต่ถูกพรรคสกัด พร้อมทั้งถูกเรียกเข้าพบในลักษณะ ‘เข้าห้องเย็น’ เหตุการณ์นี้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าตัวกับพรรคอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ที่เจ้าตัวปฏิเสธลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรค อ้างขัดแย้งกับทีมจังหวัด กล้าธรรม – รวมไทยสร้างชาติ – ภูมิใจไทย ใครตกปลาได้ก่อน? การย้ายค่าย เปลี่ยนพรรคกลางเทอมดูเหมือนจะหลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง ไม่พอใจประกาศแยกย้าย แต่คำถามคือทำแบบนี้เคารพประชาชนที่เลือกเข้ามาทำหน้าที่หรือไม่? กรณี “กฤษฎิ์” ยังถูกแฉเพิ่มว่าเคยรับปากชาวบ้านว่าเลือกเข้าไปแล้วจะไม่ย้ายพรรค เพราะเคยมีบทเรียนสส.เขตนี้ย้ายจากอนาคตใหม่ไปอยู่กับภูมิใจไทยมาก่อนหน้า แต่สุดท้ายก็จบแค่การเป็น สส.สมัยเดียวไม่ได้รับเลือกกลับเข้าไปอีก ส่วนกฤษฎิ์ ตอนนี้เนื้อหอมถูกรุมจีบทั้งกล้าธรรม ภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ ก็เข้ามาต่อสายถึงเจ้าตัวเช่นกัน เสนอทั้งเก้าอี้และขอให้เลือกพรรคที่มีฐานในพื้นที่เพื่อไม่ให้ถูกมองเป็น ‘งูเห่า’ โดยเฉพาะในสายตาของบ้านใหญ่นักการเมืองชลบุรี แต่สุดท้าย กฤษฎิ์ เลือก “กล้าธรรม” อาจเพราะ “ผู้กองธรรมนัส” กล้าทำทุกอย่างในทางการเมือง? เงินเดือน 2.5 แสน รถตู้หรู ข่าวลือหรือใบเบิกทาง? เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ นายยอดชาย พึ่งพร ส.ส.พรรคเดียวกัน เปิดเผยกลางเวทีหาเสียงว่า มีพรรคหนึ่งเสนอเงินกว่า 55 ล้านบาท พร้อมเงินเดือนพิเศษ 250,000 บาท และรถตู้หรูเพื่อดึงตัวไปร่วมพรรค ข่าวนี้แม้ไม่ได้ระบุชื่อชัด แต่สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรคประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่เคยเป็นฐานเสียงใหญ่ พรรคประชาชนระส่ำ: ชลบุรี–ระยอง–ฉะเชิงเทรา เริ่มถูกตีแตก ในเขตตะวันออก พรรคประชาชนเคยกวาดมาได้ถึง 17 จาก 29 ที่นั่ง ประกอบด้วย ชลบุรี 7 ที่นั่ง ระยอง 5 ที่นั่ง จันทบุรี 3…
กำไรของ GULF ต้นทุนของประชาชน?โควตา 12 โครงการที่ได้จากรัฐ…อาจจะกลายเป็นภาระค่าไฟที่เราทุกคนต้องจ่ายแพงเกินจริงยาว 25 ปี? 5,395 ล้านบาท — คือกำไรสุทธิของ GULF ในไตรมาสแรกของปี 2568เพิ่มขึ้น 54.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตัวเลขที่นักลงทุนอาจปรบมือให้แต่ประชาชนควรถาม…กำไรที่ได้ คือรายจ่ายของใคร? สัญญาใหม่ที่มาจากโควตาเก่า?เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 GULF เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟผ.รวม 12 โครงการพลังงานแสงอาทิตย์+ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)กำลังการผลิตรวม 649.31 เมกะวัตต์ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้ายาว 25 ปีแต่เบื้องหลังสัญญานี้คือ “โควตา” เดิมที่ได้โดยไม่ต้องประมูลใหม่ย้อนกลับไปเมื่อเมษายน 2566กกพ. เปิดโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบแรก 4,852.26 เมกะวัตต์และผลที่ออกมาคือ:GULF ได้ไปถึง 1,891.89 เมกะวัตต์ (เกือบ 39%) — มากที่สุดในประเทศGUNKUL ตามมาอีก 832.4 MW (17%)รวมสองกลุ่มนี้ถือครองโควตาเกิน 56% ของทั้งโครงการ โควตาเปิดแข่ง…แต่กระจุกในมือทุนใหญ่?รัฐใช้คำว่า “เปิดแข่งขัน” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพซ้ำซากของการ “กระจุกตัว”ทุนใหญ่ได้โควตาหลายรูปแบบ ทั้งโซลาร์พื้นดิน, โซลาร์+BESS, และพลังงานลมขณะที่ทุนกลาง–เล็กได้แค่ 2–4%ประชาชนแทบไม่มีที่ยืนชื่อใหม่ของ “พลังงานหมุนเวียน” จึงเหมือนหมุนวนอยู่ในมือทุนกลุ่มเดิม ต้นทุนไฟฟ้า…ใครกำหนด?สัญญา 12 โครงการที่เพิ่งเซ็นนั้นกำหนดอัตรารับซื้อไว้ที่ 2.8331 บาทต่อหน่วย (กรณีมีระบบกักเก็บ)ล็อกราคานี้ไว้ยาว 25 ปีแม้ในอนาคตเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์จะถูกลงกว่านี้มากสภาองค์กรของผู้บริโภค ประเมินว่าเพียงโครงการกลุ่มนี้ อาจทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงถึง65,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญาทั้งที่ต้นทุนจริงในตลาดโลกต่ำกว่านั้นมาก สิ่งที่ต้องถามไม่ใช่แค่ “กำไร GULF มาจากไหน?”แต่คือ… “ต้นทุนที่ประชาชนจ่าย มันยุติธรรมหรือไม่?”ถ้ารัฐเปิดประมูลแบบโปร่งใสปล่อยให้แข่งกันที่ราคาต่ำสุดไม่ใช่แจกโควตาแบบลับ ๆ หรือให้เฉพาะกลุ่มค่าไฟอาจถูกกว่านี้หลายหมื่นล้านบาท เราไม่ได้ค้านพลังงานสะอาด…และไม่ได้อิจฉาผลกำไรของเอกชนแต่เราทวงถาม… พลังงานที่โปร่งใสและเป็นธรรมเพราะ “หมุนเวียน” ไม่ควรแปลว่า “หมุนจากกระเป๋าประชนชนไปเข้ากระเป๋าทุน”และ “อนาคตพลังงาน” ไม่ควรล็อกไว้ในสัญญาที่ประชาชนหมดสิทธิเลือก
“เลือกทางเดินเอง…ก็ต้องรับผลเอง”และตอนนี้ ทักษิณ ชินวัตร กำลังเดินถึงปลายทางที่อาจไม่มีทางเลี่ยง หลังกลับไทยในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ทักษิณได้ใช้เวลา 6 เดือนใต้ “ร่มคุ้มกัน” ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องป่วยทิพย์-นักโทษเทวดา ทำกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน ระบบบังคับโทษถูกตั้งคำถามอย่างหนัก แต่วันนี้…ชั้น 14 กำลังพังลงและมาตรา 112 กำลังเป็นผลกรรมไล่ล่าประชิด ศาลนัดไต่สวน “คดีชั้น 14” : ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษา “ระบบยุติธรรม” 13 มิถุนายน 2568 — ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวนครั้งแรกกรณีมีความปรากฏต่อศาลฯ ว่า ทักษิณอาจไม่ได้รับโทษจริงตามคำสั่งศาลฯ จากกรณีรักษาตัวที่ชั้น 14 อ้างป่วยวิกฤตทั้งที่ไม่วิกฤตจริง โดยมีหลักฐานสำคัญคือ: มติ กสม. (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) ชี้ว่า การให้อยู่ รพ.ตำรวจนานผิดปกติ เป็นการละเมิดสิทธิของนักโทษคนอื่น และเป็นการเลือกปฏิบัติ มติแพทยสภาที่ออกมาในเดือนพฤษภาคม ชี้ชัดว่าทักษิณไม่ได้มีอาการป่วยวิกฤตตามที่อ้างตลอดระยะเวลารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ นักกฎหมายบางคนประเมินว่า หากไต่สวนเป็นไปตามกรอบ ข้อเท็จจริงชัด และไม่ถูกถ่วงโดย “มือที่มองไม่เห็น” คดีนี้อาจจบใน 3 เดือน — ภายในเดือนกันยายนนี้ คดี 112 : จบสืบพยานทั้งสองฝ่าย ก.ค.นี้ ขณะที่คดี 112 ที่ทักษิณถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ก็กำลังเดินทางสู่บทสุดท้ายเช่นกัน ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยจะจบการสืบพยานในเดือนกรกฎาคม 2568และอาจมีคำพิพากษาได้ในเวลาใกล้เคียงกับคดี “ชั้น 14” แต่คดีนี้ไม่ว่าผลออกมาเป็นบวกหรือลบ ทักษิณ ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อได้ เรียกว่าพอมีเวลาหายใจ แตกต่างจากคดีชั้น 14 ถ้าศาลฯ ชี้ว่ายังไม่ได้รับโทษจริงตามคำสั่งศาลฯ ผลที่ตามมานั่นอาจหมายถึง “คุกรออยู่” เกมต่อจากนี้ : หนี – ยอมติดคุก – หรือรอดหมด? ไม่มีใครบอกได้ชัดว่าทักษิณจะเลือกทางใดแต่ทุกเส้นทางคือจุดตัดในชีวิตที่สำคัญของ “ทักษิณ” เขาอาจรอดทั้งสองคดี…ปูทางสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์ แต่ความเป็นไปได้อาจเลือนรางหรือเขารอดคดีเดียว…ก็ยังต้องดูว่าเป็นคดีไหน ถ้าเป็นชั้น 14 รอดก็จบเลย แต่ถ้าชั้น…
เสียงกรีดร้องอย่างตกใจของเจ้าหน้าที่และประชาชนที่เห็นตำรวจถูกชายฉกรรจ์รุมทำร้ายกลางหน่วยเลือกตั้ง เพียงแค่ไม่พอใจเพราะถูกเตือนห้ามถ่ายภาพในคูหา เสียงร้องไห้ของลุงป้าที่ถูกรถบีเอ็มปาดหน้าจนเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นลุงซี่โครงหัก ทั้งสองกรณีข้างต้นมีจุดร่วมเหมือนกันคือ ผู้ก่อเหตุคือทายาทนักการเมือง บ้านใหญ่ในจังหวัดสงขลาและปทุมธานี ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจของคนที่รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เกิดซ้ำ…และก็จบแบบเดิม จาก ‘พีช’ ถึง ‘กอล์ฟ’…อิทธิพลที่ไม่แคร์สังคม ข่าว สจ.กอล์ฟ สิรดนัย พลายด้วง ลูกชาย “โกถึก” สมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ต้องหาคดีรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในคูหาเลือกตั้งสงขลา — กลายเป็นพาดหัวเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 โดยศาลออกหมายจับรวม 7 ราย พร้อมรายงานว่าเกิดเหตุเพราะไม่พอใจที่ตำรวจห้ามถ่ายภาพในคูหา แต่เบื้องหลังเรื่องนี้ สังคมเริ่มตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้น“ทำไมคนพวกนี้ถึงยังอยู่ในอำนาจ?”“ใครเลือกพวกเขา?” ย้อนดูกรณี “น้องพีช” ที่กลายเป็นข่าวกลางเดือนเมษายน 2568 หลังขับ BMW ปาดหน้ากระบะจนลุงป้าเจ็บหนัก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงนำไปสู่การตรวจสอบจริยธรรมสาธารณะ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของ “ความปกติที่ผิดปกติ” ธุรกิจสีเทา…บันไดสู่อำนาจ เพราะแม้เกิดเหตุฉาวกลางสังคม แต่ “น้องพีช” ยังชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลธัญบุรี แม่ของเขา ก็ชนะเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี แทนพ่อซึ่งเคยดำรงตำแหน่งก่อนหน้า พฤติกรรมที่ควรเป็นคำถาม กลับถูกทำให้กลายเป็นเพียง “ข่าวในช่วงเวลาหนึ่ง” แล้วสังคมก็ปล่อยผ่าน… ปล่อยให้ระบบอุปถัมภ์และอิทธิพลในท้องถิ่นตอกย้ำว่าการเลือกตั้ง ไม่ได้แปลว่าคุณธรรมจะชนะเสมอไป ยิ่งน่าห่วง เมื่อไม่ใช่แค่การใช้อิทธิพลในพื้นที่ แต่ธุรกิจสีเทากำลังคืบคลานเข้าสู่อำนาจ ก่อนหน้านี้ มีผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) พรรคประชาชนถึง 3 ราย ต้องพ้นจากการเลือกตั้ง เพราะพัวพันกับคดียาเสพติด — สะท้อนความจริงที่ว่า“ธุรกิจผิดกฎหมาย กำลังหาช่องทางเข้าสู่สภาท้องถิ่น-ระดับชาติ” คำถามที่สังคมต้องไม่เงียบ พวกเขาอาจเริ่มจากการเมืองท้องถิ่น ซื้อเสียงเล็กน้อย ให้ของบริจาคกับชาวบ้าน แต่เป้าหมายไม่เคยเล็ก — เพราะมันคือ “อำนาจต่อรอง” บนโต๊ะใหญ่ระดับประเทศ นี่คือระลอกคลื่นที่สังคมไทยต้องจับตา ไม่ใช่แค่กลุ่มอันธพาลเดินเข้าสภา แต่คือองค์กรอาชญากรรมที่แปลงกายเป็นนักพัฒนาเมือง และกำลังจะมี “อำนาจกำหนดทิศทางเมือง-ประเทศ” ด้วยเสียงของเราเอง เสียงที่อุ้มอันธพาลเข้าสภา แล้วเราจะอยู่ในสังคมแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน? ถ้าคนทำผิดยังได้รางวัลคือ “ตำแหน่ง” ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐยังถูกทำร้ายโดยไม่มีใครยับยั้งได้ทัน ถ้าผู้มีอิทธิพลยังมีเครือข่ายพาเข้าสภา และถ้าประชาชน…ยังลงคะแนนให้คนแบบนี้ เราคงต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า“อันธพาลการเมืองเติบโตได้…เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง” พวกเขาอยู่กับเครือญาติ อยู่กับพรรค และพวก สำคัญกว่านั้น เขา…อยู่กับ…
เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเมื่อวานนี้กับวลี “รู้ไหม..ลูกใคร” นั่นคือคดีนายสิรดนัย พลายด้วง หรือ “สจ.กอล์ฟ” ส.อบจ.สงขลา เขต 7 ลูกชายนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือโกถึก ที่ไม่พอใจที่ ด.ต.นิสาธิต คงเทพ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีตำบลพะวง อ.เมือง จ.สงขลา ห้ามถ่ายรูปในหน่วยเลือกตั้งขณะไปลงคะแนน ก่อนลูกน้องเข้าไปรุมทำร้ายร่างกาย ด.ต.นิสาธิตบาดเจ็บ ความคืบหน้าคดีใหญ่นี้ ทำให้พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณรงค์ ธนานันทกุล ผบก.ตชด.ภาค 4 ต้องไปกำกับดูแลคดีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา จากที่นำผู้ต้องสงสัย 5 คน มาสอบสวนเมื่อกลางดึกเมื่อคืน วันนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ สจ.กอล์ฟ นายสิรดนัย พลายด้วง ผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมพวกรวม 7 คน โดยนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือโกถึก ได้พานายสิรดนัย พลายด้วง หรือ สจ.กอล์ฟ บุตรชาย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองสงขลา ยืนยันให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองใดๆ การช่วยเหลือบุตรชาย #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#สจกอล์ฟ#รู้ไหมลูกใคร#สสสงขลา
