- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
“อยากกลับไปเลี้ยงหลาน ไม่ยุ่งการเมือง”—ทักษิณ ชินวัตร 16 พ.ค.2566 เป็นคำกล่าวของทักษิณก่อนเดินทางกลับมาประเทศไทยรับโทษจำคุก 8 ปีแต่ขอพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ก่อนเกิดข้อครหา “ไม่เคยนอนคุกแม้แต่วันเดียว” มีขบวนการเข้าด้วยช่วยเหลือสร้างอาการ “ป่วยทิพย์” พักรักษาตัวอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจยาวนานถึง 181 วัน ทำกระบวนการยุติธรรมระส่ำ เกิด ”นักโทษเทวดา“ ที่กสม.มีมตินำร่องเป็นองค์กรแรกว่า ”ละเมิดสิทธิมนุษยชน มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่น ชงเรื่องไป ป.ป.ช. จนนำไปสู่การตั้งองค์คณะไต่สวน 12 เจ้าหน้าที่รัฐ จากกรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลตำรวจ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และมีการยื่นร้องลามถึง พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วย แม้การไต่สวนใน ป.ป.ช.ยังดูล่าช้า แต่หลังจากนี้หลายอย่างอาจติดเทอร์โบ! มติแพทยสภา…ติดเทอร์โบลากไส้ขบวนการชั้น 14 เพราะมีมติแพทยสภาด้วยเสียงข้างมาก ๆ ๆ ๆ ฟันแพทย์ 3 ราย เกี่ยวพันการวินิจฉัย “ทักษิณ” อาการวิกฤต ทั้งที่ไร้หลักฐานเชิงประจักษว่าวิกฤตจริง จน 2 รายถูกสั่งพักใบอนุญาตฯ อีก 1 รายถูกตักเตือน แม้มติยังไม่ใช่ข้อยุติจนกว่าจะได้ความเห็นชอบจาก สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ซึ่งอาจใช่ฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ยับยั้งก็ได้ “ถ้ากล้าพอ” โดยมีเวลาดำเนินการ 15 วัน ก่อนส่งกลับไปแพทยสภาอีกครั้ง แต่ถ้าไม่ยับยั้งมีการลงนามเห็นชอบก็จบข่าว.เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาจริยธรรมแพทย์ แต่ยังมีคดีอาญารออยู่ และไม่ใช่แค่แพทย์เท่านั้นที่อาจเข้าปิ้ง ทั้งเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ไปจนถึงรมว.ยุติธรรม อาจนอนสะดุ้งหลับได้ไม่เต็มตื่นอีกต่อไป 13 มิ.ย. ศาลฎีกาฯ ไต่สวนชั้น 14 นัดแรก อาจเรียกได้ว่าเป็น ”จังหวะนรก“ ของทักษิณ เพราะคล้อยหลังมติแพทยสภาไม่นาน ก็ถึงคิวศาลฯ เรียกไต่สวน ซึ่งคาดกันวันไม่น่าจะใช้เวลานานนัก เพราะทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ จะดึงเช็งโอ้เอ้ไม่ส่งมอบข้อมูลไม่ได้ แถมยังมีมติแพทยสภาเป็นสปริงบอร์ด ก็น่าจะไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วันเวลาดี ๆ…
มีรายงานข่าวเศร้าจากวงการลำเพลินแดนซ์โชว์ เมื่อ แซม ชิติพัทธิ์ ประคองทรัพย์ นักแสดงลำเพลินชื่อดัง เสียชีวิตลงด้วยอาการ ปอดติดเชื้อราอย่างรุนแรง โดยคนใกล้ชิดเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตมีประวัติสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเคยเข้ารับการรักษาด้วยภาวะปอดอักเสบ ก่อนทรุดหนักจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ญาติของผู้เสียชีวิตเผยคำพูดสุดท้ายว่า “ขอพูดถึงโรคที่พี่แซมเป็นนะครับ ปอดติดเชื้อราครับ ลามไปถึงขั้นมีภาวะหัวใจบวมร่วมด้วย… เลิกเถอะครับกับบุหรี่ไฟฟ้า มันไม่ได้มีผลดีต่อเราและคนรอบข้างเลย ถ้าไม่รักตัวเองก็เห็นใจกันบ้างนะครับ” กรณีนี้สอดคล้องกับคำเตือนของ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า “คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ภูมิต้านทานของปอดจะลดลง ทำให้ปอดติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะปอดอักเสบรุนแรงและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จะเสี่ยงติดเชื้อราในปอด ซึ่งยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษา” ศ.นพ.ประกิตยังระบุเพิ่มเติมว่า บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบแบบเฉียบพลัน (EVALI) การอักเสบที่รุนแรงอาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราซ้ำซ้อน ผู้ป่วยบางรายเสียชีวิตภายในเวลาไม่นานหลังมีอาการ “ทางที่ดีที่สุดคือเลิกสูบครับ” คือคำแนะนำสั้น ๆ แต่หนักแน่นจากผู้เชี่ยวชาญ การจากไปของแซม ชิติพัทธิ์ จึงไม่ใช่เพียงความสูญเสียของคนในวงการบันเทิงพื้นบ้าน แต่เป็น สัญญาณเตือนครั้งใหญ่ สำหรับสังคม ถึงพิษภัยเงียบของบุหรี่ไฟฟ้า ที่อาจพรากชีวิตคนใกล้ตัวไปโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
“รัฐบาลนี้ไม่มีวิสัยทัศน์—มองไม่พ้นปลายเท้าตัวเอง จากแจกเงินหมื่น…สู่การขึ้นภาษีทั่วหน้า คือกับดักที่รัฐบาลสร้างขึ้นเอง“—ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง-รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ — แจกเงิน = จุดเริ่มวิกฤต ไม่ใช่ผลงานเด่น “เป็นนโยบายที่ย้อนกลับมาเช็กบิลรัฐบาล”ธีระชัย เริ่มต้นบทสัมภาษณ์ด้วยการชำแหละถึงรากเหง้าของความล้มเหลวด้านการคลัง นั่นคือ นโยบายแจกเงินหมื่น ที่ถูกนำเสนอว่าเป็นจุดขายแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นภาระทางการคลังที่ทำให้ต้องรีดภาษีประชาชน “ไม่ได้สร้างผลงานเป็นจุดขาย แต่กลายเป็นกับดักส่วนประชาชนคือคนที่ต้องรับเคราะห์จากภาษีที่เพิ่มขึ้น” ขึ้น VAT ธุรกิจเล็ก–ขึ้นภาษีน้ำมัน = สัญญาณรัฐบาลปิดหีบไม่ลง เขาวิเคราะห์ว่า การเก็บ VAT 1%จากธุรกิจรายย่อย ที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และ การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สะท้อนวิกฤตการเงินระดับลึก เพราะรัฐบาล “ไม่มีวิสัยทัศน์” มองปัญหาแค่เฉพาะหน้า “ไม่เคยมองเศรษฐกิจเป็นระบบ ไม่เคยคิดเรื่องโครงสร้างเน้นแต่โปรเจกต์มโหฬารที่เดาได้ว่าเอื้อกลุ่มทุนแล้วโยนภาระให้คนหาเช้ากินค่ำ” รากของปัญหา = ภาษีถดถอย–คนจนจ่ายมากกว่าคนรวย ธีระชัยเสนอว่า ภาษีที่ควรจัดการจริง ๆ กลับไม่เคยถูกแตะเช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือการหักภาษีจากการลงทุนของกลุ่มบน “เราจะเห็นที่ดินกลางเมืองปลูกกล้วยเพื่อเลี่ยงภาษีทั้งที่ควรถูกจัดเก็บหนักขึ้นจากการถือครองมากกว่าความจำเป็น” พลังงาน–อุ้มทุน–วนลูป กรณีราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มก็เป็นภาพสะท้อนของการ ซ่อนปัญหาไว้ใต้พรมไม่ใช่แค่ “ราคาแพง” แต่คือโครงสร้างที่บิดเบี้ยวที่เอื้อประโยชน์ให้ภาคปิโตรเคมีและกลุ่มทุนใหญ่ โดยประชาชนเป็นผู้แบกรับ “ราคาก๊าซในอ่าวไทยแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์กลับอิงราคาซาอุดีอาระเบีย ธุรกิจปิโตรเคมี ได้สิทธิ์ซื้อก๊าซราคาในประเทศ แต่ครัวเรือนต้องซื้อในราคาตลาดโลก จากนั้นเอาเงินกองทุนมาอุดหนุนเหมือนพายเรือในอ่างวนไป–แล้วก็ให้ชาวบ้านจ่ายเพิ่มเข้ากองทุนน้ำมันอยู่ดี” สงครามการค้ามาแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่มีแผน ในช่วงท้าย ธีระชัยชี้ว่ารัฐบาลกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีแผนรับมือกับปัจจัยภายนอก ขณะที่หนี้สาธารณะกำลังพองตัว “อีกไม่กี่ปีจะเห็นการกู้เงินเกินล้านล้านต่อปีเพราะรัฐบาลยิงกระสุนการคลังวืดตลอดสุดท้ายคือประชาชนต้องรับกรรมซ้ำซาก” เขาแนะนำว่ารัฐบาลต้องเริ่มจากการจัดงบประมาณปี 2569 ใหม่ลดภาระค่าใช้จ่าย ประหยัดให้ได้มากที่สุดเพื่อมีกระสุนมากพอรองรับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย กำหนดไกด์ไลน์ชี้แนะธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบแต่รัฐบาลไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เลย—
บทสัมภาษณ์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร แพทยสภาตัดสินแล้ว—แต่นี่เพิ่งเริ่มต้น “ต่อให้รัฐมนตรีกล้าขวางมติแพทยสภา ผมว่าเขาก็จะ ‘พัง’ ก่อนมติจะถูกยับยั้งได้จริง” นั่นคือคำเตือนจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ในบทสัมภาษณ์รายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง กับ สมจิตต์ นวเครือสุนทร ว่าด้วยมติ แพทยสภา ที่ลงโทษแพทย์ 3 รายกรณีการรักษานาย ทักษิณ ชินวัตร บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ — โดยพักใช้ใบอนุญาตฯ 2 ราย และตักเตือนอีก 1 ราย พร้อมระบุชัดว่า “ไม่พบหลักฐานอาการป่วยวิกฤต” ยับยั้งได้…แต่ใครกล้า? แม้มติยังไม่ถึงที่สุด เพราะต้องส่งให้ รมว.สาธารณสุข สมศักดิ์ เทพสุทิน พิจารณาในฐานะ “สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา” ภายใน 15 วัน แต่นพ.วรงค์มองว่า การ “ขวาง” มติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะข้อมูลทางการแพทย์เป็นวิทยาศาสตร์ “ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครกล้ายับยั้ง และผมเชื่อว่านายสมศักดิ์ก็ไม่กล้าเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องจริยธรรมกับวิทยาศาสตร์ ถ้าจะยับยั้ง ต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่อย่างนั้นพังแน่— พังทั้งตัวเอง และอาจพังไปถึงคนอื่นด้วย” เขาอธิบายว่า หากรัฐมนตรีพยายามยับยั้ง มติก็จะย้อนกลับมาที่แพทยสภา และหาก 2 ใน 3 ของกรรมการยังยืนยันเดิม มติจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผลสะเทือนทางสังคมจะเกิดขึ้น ทันที ตั้งแต่ก่อนกระบวนการจะสิ้นสุด “ถ้าใครขวางมตินี้ คนที่ ‘พัง’ ก่อนคือคุณเพราะตอนนี้สังคมไม่ใช่แค่จับตาแต่จะโกรธกับความอยุติธรรมที่ช่วยคนมีอำนาจพ้นผิด” จากมติแพทยสภา…ถึงไต่สวน ป.ป.ช. นพ.วรงค์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่จุดจบของคดีชั้น 14 แต่เป็น จุดเริ่มต้นของขบวนการไต่สวนทางกฎหมาย ทั้งจริยธรรมและคดีอาญา โดยเฉพาะในส่วนที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เตรียมเปิดการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐ 12 ราย ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องอาจโยงไปถึง• ผบ.เรือนจำ• รองอธิบดี และอธิบดีกรมราชทัณฑ์• ไปจนถึง รมว.ยุติธรรม เรื่องนี้ไม่จบที่หมอแต่จะไปถึงเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมทุกระดับเพราะนี่คือการร่วมกันทำให้เกิด…
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่อาคารแพทยสภา ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา แถลงมติที่ประชุมบอร์ดแพทยสภา กรณีการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารทางการแพทย์ในการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ ผลการพิจารณา • ตักเตือน 1 ราย ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่เป็นไปตามมาตรฐาน (เกี่ยวกับการออกใบส่งตัว) • พักใช้ใบอนุญาตฯ 2 ราย ฐานให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์ “ไม่ตรงกับความเป็นจริง” อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดในทางกฎหมาย ต้องเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะ “สภานายกพิเศษ” เห็นชอบ เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตามมติได้ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ศ.นพ.ประสิทธิ์ ยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “ผู้ป่วยมีภาวะวิกฤต” ตามที่เคยมีการแถลงข่าว และเป็นเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การลงโทษดังกล่าว “แพทยสภายึดหลักฐานเป็นหลัก ไม่อิงจากปัจจัยภายนอก ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้ป่วย” อุปนายกแพทยสภากล่าว พร้อมเน้นว่า ยังไม่สามารถระบุระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตได้จนกว่าจะมีความเห็นชอบจากรัฐมนตรีฯ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปได้หรือไม่ว่าเป็น “การป่วยไม่จริง” ศ.นพ.ประสิทธิ์ ตอบว่า “อย่าไปคิดแบบนั้น… แพทยสภามีศักดิ์ศรี แพทย์ทุกคนก็มีศักดิ์และศรีในวิชาชีพ” #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#จริยธรรมแพทย์#จรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์#แพทยสภา#ชั้น14#นักโทษชั้น14
“DSI เป็นแค่หน่วยงานที่ตั้งตามพระราชบัญญัติแต่ผมเป็นวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญถ้าพูดตามตรง…ผมศักดิ์สูงกว่า” คำประกาศจากปาก อลงกต วรกีหนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาที่ ดีเอสไอกำลังพิจารณาดำเนินคดีในกรณีฮั้วเลือก ส.ว. อย่างเป็นกระบวนการ แต่ก่อนจะพูดถึง “ศักดิ์” เราต้องย้อนกลับไปดูเขาได้มาซึ่งตำแหน่งนี้อย่างไร? ⸻เส้นทางสู่ตำแหน่ง ส.ว. ที่ “ผิดธรรมชาติ”ข้อมูลจากไอลอว์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า• สมัคร ส.ว. กลุ่ม 20 “อาชีพอื่นๆ” ที่เปิดกว้างสุดในทุกกลุ่ม• มาจากจังหวัดอุทัยธานี ที่มีผู้สมัครถึง 18 คน ไม่มีคะแนนเลย ในรอบแรก= “ผู้สมัครพลีชีพ” เพื่อโหวตให้เพื่อน• รอบเลือกกันเองได้ 43 คะแนน (อันดับ 5 ของประเทศ)• รอบเลือกไขว้ได้ 67 คะแนน (อันดับ 14 ของประเทศ)= ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศเพียง 16.78 คะแนนคะแนนอลงกต “ลอยโดด” อย่างผิดธรรมชาติ ⸻ พฤติกรรมในวันลงคะแนน: “ไม่ยอมนั่ง – ยืนคุม – เดินวน – พูดคุย – ประจำหน้าหีบบัตร”• เวลา 20.47 น. ผู้สังเกตการณ์รายงานว่าอลงกต “ยืนคุมเชิงตลอด” ไม่กลับมานั่งที่ตัวเองเลย• เดินไป-มาระหว่างแถว สอดส่องเหมือนตรวจภาพรวม• พูดคุยกับผู้สมัครคนอื่นและเจ้าหน้าที่• ยืน “หน้าหีบหย่อนบัตร” ซึ่งผู้สมัครไม่ควรอยู่• เวลานับคะแนน ก็ยังเดินคุยกับสายอื่น = เหล่านี้เป็นพฤติกรรมต้องห้าม= และปรากฏอยู่ในภาพหลายชุดที่ผู้สังเกตการณ์ของไอลอว์บันทึกไว้ ⸻ ข้อมูลจากเอกสารสมัคร: “แกงโฮะ” คุณสมบัติ อลงกตแสดงอาชีพว่าบำนาญ, ผู้สูงวัย, นักดนตรี, อาจารย์, นักวิชาการ, ที่ปรึกษา ฯลฯมีประวัติข้าราชการ-นักดนตรี-นักวิจัย-นักโพล-ที่ปรึกษาสื่อมวลชนซึ่งอาจเข้าได้หลายกลุ่ม แต่เลือก “กลุ่ม 20” เพราะเปิดกว้างสุด= พื้นที่ที่ใช้สมัครง่ายสุด และฮั้วง่ายที่สุดหรือไม่? ⸻ เชื่อมโยงการเมืองท้องถิ่น – พรรคใหญ่ – อำนาจกลาง?• อลงกตเคยเป็นรองผู้ว่าฯ อุทัยธานี•…
นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร รายงานความคืบหน้าการค้นหาผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหว ว่าจากที่ค้นหาจุดที่ต้องสงสัย 3 จุดที่ต้องเร่งดําเนินการ โดยเปิดพื้นที่ด้านข้างอาคาร เปิดพื้นที่ด้านหน้า ไม่พบร่างผู้สูญหาย ส่วนโซนที่ติดกับตัวอาคารยังเปิดพื้นที่ลงไปไม่ถึงด้านล่างเนื่องจากตัวพื้นที่ค่อนข้างจํากัด และมีเสาที่หักอยู่ 4 เสา ส่วนทีม K-9 และทีมอาสาฯ เข้าไปค้นหา ยืนยันว่ามีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าได้กลิ่น น่าจะมีผู้ที่ติดค้างอยู่ วันนี้ก็เดินหน้าต่อ เรื่องที่ 2 ข้อสงสัยที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้ติดค้างในช่องลิฟต์นั้น จะเริ่มดําเนินการ โดยร่วมหารือวางแผนกับทางคณะกรรมการในการจัดเก็บหลักฐาน ดำเนินการควบคู่กันไปเพื่อป้องกันไม่ให้หลักฐานเสียหาย ต้องใช้คนนําแล้วใช้เครื่องจักรในการช่วยอาจจะมีความล่าช้าเล็กน้อย ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าไว้ว่าหลังจากวันที่ 10 พ.ค.68 จะพิจารณาว่าต้องหยุดการค้นหาหรือว่าค้นหาต่อไป หรือพิจารณาเฉพาะจุดที่ยังสงสัยว่ามีผู้สูญหาย ส่วนผู้สูญหายขณะนี้คงเหลือ 8 ราย เนื่องจากผลการสอบสวนพบว่ารายชื่อผู้ประสบภัยที่แจ้งไว้พบว่ามี 3 รายอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นลูกจ้างแบบรายวัน และวันที่เกิดเหตุไม่ได้มาทํางาน ดังนั้นตัวเลขที่คงค้างอยู่ 11 รายจะเหลือแค่ 8 รายเท่านั้น
อีกไม่กี่วันข้างหน้า การกู้ซากอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมาอย่างน่าสลดในย่านจตุจักรจะเสร็จสิ้นลง เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำงานต่อเนื่องมากว่าหนึ่งเดือน ท่ามกลางฝุ่นควัน เศษเหล็ก และเศษชีวิต 89 ร่าง…ถูกดึงออกมาจากใต้ซากปูนไร้ชีวิตอีก 11 คน…ยังสูญหาย ไม่มีใครรู้จะเจอพวกเขาในสภาพใดไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีฮีโร่ มีเพียงความเงียบงันและคำถาม และในขณะที่ “ซากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน” กำลังถูกขนย้ายออกจากพื้นที่“ซากความจริง” ที่ซ่อนอยู่ใต้โครงการนี้ ยังไม่ถูกเปิดโปง เพราะยิ่งรื้อ ยิ่งพบพิรุธยิ่งขุด ยิ่งเจอกลไกที่สะท้อนความเหลวแหลกของระบบจัดซื้อจัดจ้าง…จากองค์กรที่ควรเป็นผู้ตรวจสอบคนอื่น ⸻ 7 พิรุธ ที่ถ้าเป็นหน่วยงานอื่น สตง.อาจตรวจเองไปนานแล้วข้อมูลจาก สส.แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ จากพรรคประชาชน ระบุ 7 พิรุธ ตึกสตง. ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ จ้างออกแบบ 2 รอบ สูญเงินกว่า 100 ล้าน• ปี 2554 จ้างออกแบบตึกที่ จ.ปทุมฯ ไปแล้ว 25 ล้าน• อ้างน้ำท่วม ย้ายมาจตุจักร จ้างใหม่อีก 75 ล้าน —The Publisher : ไม่มีคำอธิบายว่าเหตุใดจึงทิ้งแบบเดิมโดยสิ้นเชิงหน่วยงานอื่นทำแบบนี้อาจโดน สตง.เล่นงานเอง แต่เมื่อเป็นตัวเอง—ทุกอย่างกลับเงียบ ค่าออกแบบแพงขึ้น 3 เท่า ค่าก่อสร้างก็พุ่งตาม• แบบแพงขึ้น = งบก่อสร้างก็เพิ่มตาม• ตึก สตง. ใหม่ แพงกว่าเดิม 3 เท่าในเวลาเพียง 8 ปี —The Publisher : บุคลากรเพิ่ม? ความจำเป็นสูงขึ้น? หรือมีอะไรแฝงอยู่ในงบประมาณ? ค่าเช่าที่ รฟท. 764 ล้าน – จ่ายฟรีไปแล้ว 255 ล้าน• ตลอดสัญญา 15 ปี ต้องจ่ายถึง 764 ล้าน• ความล่าช้าและแผ่นดินไหวทำให้ “จ่ายค่าเช่าเปล่า” ไปแล้วกว่าร้อยล้าน…
ในขณะที่รัฐบาลแพทองธารเผชิญกับมรสุมรุมเร้าด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดันเศรษฐกิจโตไม่ได้ หนี้พอก ไร้แผนชัดเจนรองรับสงครามการค้า ไม่มียุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จัดเก็บรายได้พลาดเป้า บีบให้รัฐบาลต้องเดินเกมที่สะท้อนความจริงสำคัญข้อหนึ่งออกมา—เงินหลวงเริ่มร่อยหรออย่างน่าตกใจ และกลยุทธ์ล่าสุดก็คือ “ขยายฐานภาษีคนตัวเล็ก” พร้อม “จัดสมดุลราคาน้ำมันแบบหลอกตัวเอง” ผ่านการลดเพิ่มภาษีสรรพสามิต-ลดส่งเงินเข้ากองทุน ทั้งหมดนี้อาจดูไม่กระทบคนในวันนี้ แต่ กำลังผูกหนี้ล่วงหน้าที่คนไทยต้องชดใช้อยู่ดี ⸻ VAT รายย่อย: เก็บจากคนจนก่อนแตะเศรษฐี รัฐบาลเตรียมจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 1% จากผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาทจากเดิมกลุ่มนี้เคยได้รับการยกเว้นอย่างชัดเจนภายใต้ระบบภาษีแต่ตอนนี้รัฐบอกว่า—“ถึงคุณจะรายได้น้อย แต่ก็ต้องช่วยแบกรัฐ?” คาดว่าจะเก็บรายได้กว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี จากมาตรการนี้ซึ่งอาจดูสมเหตุสมผล หากรัฐ จัดเก็บจากกลุ่มทุนใหญ่ที่เคยหลุดเลี่ยงภาษีได้ก่อนแต่สิ่งที่ปรากฏคือ—ภาษีหลายประเภทยังเอื้อให้คนรวยหลบเลี่ยงได้ ในขณะที่คนขายของหน้าตลาด อาชีพอิสระขนาดจิ๋ว กลับกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของกรมสรรพากร นี่จึงกลายเป็นนโยบายที่ไม่อาจเรียกว่า “ภาษีแห่งความเป็นธรรม”แต่คือ “ภาษีแห่งการหมดทางเลือก” ของรัฐบาลที่หันไปเก็บจากผู้ที่ต่อรองอะไรไม่ได้ ที่สำคัญคือ นายกฯ แพทองธาร เองก็ยังมีปัญหาถูกตรวจสอบกรณีตั๋ว PN กว่าสี่พันล้าน เลี่ยงภาษีรับให้ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ! จนถึงตอนนี้ยังไม่ต้องจ่ายภาษี…เพราะยังไม่ชำระหนี้กำหนดใช้หนี้คืน…ให้รัฐได้ภาษีที่ควรได้ ยังต้องรอไปปีหน้า!⸻ ขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน–ลดส่งเงินเข้ากองทุน: เกมตัวเลขที่ยืดได้ถึงกันยายน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุกชนิดพร้อมลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราเท่ากันเพื่อไม่ให้ “ราคาหน้าปั๊ม” เปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ความมั่นคงทางการเงินของกองทุน” ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันติดลบรวม 47,779 ล้านบาท• บัญชีน้ำมันติดลบ 2,540 ล้านบาท• บัญชี LPG ติดลบ 45,239 ล้านบาท รายรับที่เคยได้จากการส่งเงินเข้ากองทุนอยู่ที่ 393.97 ล้านบาทต่อวันแต่หลังปรับลดจะเหลือเพียง 344.4 ล้านบาทต่อวันรายได้หายไปวันละเกือบ 50 ล้านบาท และทั้งหมดนี้คือแผน “ยืดเวลา” ไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งเพื่อรอดจากแรงกระแทกทางการเมืองไปจนถึง สิ้นปีงบประมาณ 2568 (สิ้นกันยายนนี้)หลังจากนั้นยังไม่รู้ไปต่ออย่างไร? ⸻ ทั้งหมดนี้คือการบริหารจัดการงบประมาณที่ใช้ “เทคนิคบัญชี” มากกว่าวิสัยทัศน์เลี่ยงแรงกระแทกจากประชาชนในระยะสั้นแต่โยนภาระไปสู่อนาคต หากยังเป็นรัฐบาลชุดเดิม คำถามคือ—จะอุ้มต่อไหม?และจะอุ้มด้วยอะไร เมื่อกองทุนติดลบหนัก และรัฐยังไม่เก็บภาษีกลุ่มทุนอย่างจริงจัง? ⸻การคลังร่อยหรอ…ความเชื่อมั่นรัฐ “ร่อแร่”• ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเสีย VAT • งบประมาณกลางถูกดึงไปใช้จ่ายทางการเมือง• แต่ระบบภาษีกลับไม่กล้าแตะกลุ่มทุนใหญ่ที่ถือครองโครงสร้างเศรษฐกิจ…
7 พฤษภาคม 2568 – พรรคประชาชนสมุทรปราการออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังเกิดกรณี “แบงค์ ภาณุพงศ์” ผู้สมัคร สท. เมืองลัดหลวง” ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันค้ายาเสพติด พร้อมทั้งประกาศให้ผู้สมัครรายดังกล่าวยุติบทบาททางการเมือง และไม่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ หลายคนอาจมองว่านี่คือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง เสียงในสังคมกลับตั้งคำถามว่า—นี่คือจุดเปลี่ยนของพรรค หรือเป็นเพียงการจัดการความเสียหายหลังความผิดพลาดที่เกิดซ้ำซาก? เพราะนี่ไม่ใช่ “เคสแรก” ที่ผู้แทนจากพรรคประชาชนมีพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรมและกฎหมาย หากแต่เป็นเพียงหนึ่งใน “ขบวนกรณีอื้อฉาว” ที่ทยอยเปิดหน้าให้เห็นมาตลอดตั้งแต่พรรคเข้าสู่สภา ⸻ เมื่อฉาวคือความถี่ ไม่ใช่ข้อยกเว้น ย้อนหลังไปตั้งแต่ยังเป็นพรรคก้าวไกล พรรคการเมืองนี้ต้องเผชิญมรสุมต่อเนื่องจากพฤติกรรมส่วนบุคคลของ สส.• ณธีภัสร์ กุลเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถูกจับข้อหาเมาแล้วขับ และต้องลาออกจากตำแหน่ง• สิริน สงวนสิน ส.ส.กทม. ตกเป็นข่าวทำร้ายแฟนสาว ก่อนจบด้วยคำขอโทษ และการให้อภัยถอนแจ้งความ• นครชัย ขุนณรงค์ ส.ส.ระยอง เขต 3 ถูกเปิดเผยว่ามีประวัติคดีลักทรัพย์ จนต้องลาออกจากส.ส.• ต้นกล้า จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ ส.ส.กทม. ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่สาธารณะ และภายหลังมีภาพสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐสภา• จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ถูกกล่าวหาว่าอาจหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร• วุฒิพงศ์ ทองเหล่า และ ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ซึ่งทั้งสองรายถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศ—โดยพรรคมีท่าทีปกป้องในเบื้องต้น ก่อนจะขับออกภายหลังถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก ⸻ “นิ่ง–ปกป้อง–ขอโทษ”…วัฏจักรของการจัดการแบบไร้โครงสร้าง หากพิจารณาการตอบสนองของพรรคประชาชนในแต่ละกรณี จะพบ “รูปแบบซ้ำ” ที่สะท้อนว่า การจัดการปัญหายังขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากภายนอก ไม่ใช่จากมาตรฐานภายในของพรรคเอง ในกรณีล่าสุดของผู้สมัคร สท. ค้ายา แถลงการณ์ของพรรคออกเร็วจนหลายคนแปลกใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในกรณีวุฒิพงศ์–ปูอัด จะเห็นว่าพรรคเคยนิ่งเฉยและปกป้องก่อนจะ “ทานกระแสไม่ไหว” แล้วจึงเปลี่ยนท่าที นี่สะท้อนว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองในพรรคนี้อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม แต่ตั้งอยู่บนแรงสะเทือนจากสังคม ⸻ “คนพวกนี้เข้ามาได้อย่างไร?” คำถามที่พรรคประชาชนต้องตอบให้ได้ คำถามสำคัญที่พรรคประชาชนต้องเผชิญคือ—เหตุใดบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือประวัติไม่เหมาะสมเหล่านี้ จึงสามารถเข้ามาเป็นตัวแทนพรรคส่งให้ไปเป็นตัวแทนประชาชนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? หากอ้างว่า “พฤติกรรมส่วนบุคคลแยกจากพรรค” หรือ “ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า” คงฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่ความผิดพลาดรายบุคคล แต่คือปัญหาเชิงระบบของการกลั่นกรอง คัดเลือก และรับรองตัวแทนของพรรค ⸻…
