Author: Writer Publisher

อดีตนายกฯ เตือนแรง! ไทยกำลังเข้าไปอยู่ในสมรภูมิภาษีที่ “ทรัมป์” เป็นคนตั้งกติกา และไม่มีเหตุผลอะไรจะหยิบมาใช้ไม่ได้ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ ยาเสพติด ไปจนถึงสิทธิมนุษยชน “แม้แต่นายกฯ ก็ไม่ได้ไปเจรจาเอง รัฐมนตรีต่างประเทศก็ไม่อยู่ในคณะ ถามจริง…คิดจะคุยกับทรัมป์โดยไม่มีตัวหลัก แล้วจะได้อะไรกลับมา?” อภิสิทธิ์เสนอให้ตั้ง “ยุทธศาสตร์ร่วม” กับอาเซียน–ยุโรป–ญี่ปุ่น–แคนาดา ไม่ใช่ยอมเข้าไปต่อรองตัวต่อตัวแบบไร้ทิศทาง เพราะ “ต่อให้ลดภาษีบางรายการ ก็ไม่ใช่สูตรที่ทรัมป์ใช้คำนวณอยู่ดี” ถ้าเป็นเขา…จะเริ่มจาก 3 เรื่องใหญ่: โทรหาประธานอาเซียนทันที วิเคราะห์ผลกระทบแต่ละอุตสาหกรรม เคลียร์ปมสิทธิมนุษยชนให้จบ “ถ้า 3 เรื่องนี้ยังไม่พร้อม ไปพบทรัมป์ก็เสียประโยชน์เปล่า” อ่านบทสัมภาษณ์เต็มในรายการ #เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ได้ที่นี่(ใส่ลิงก์บทสัมภาษณ์/เว็บไซต์)//////////เดินหมากพลาด…ไม่รอดสักประเทศอภิสิทธิ์ กระตุกรัฐเร่งวางยุทธศาตร์ร่วมกับนานาชาติ เป็นคำเตือนของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” เขาย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องคิดให้ลึก ก่อนพาไทยเข้าสู่สมรภูมิภาษีที่ไม่เท่าเทียม นายกฯ มีการบ้านใหญ่ ไม่ใช่แค่สงครามภาษี…แต่คือสงครามความสัมพันธ์ “ประเทศอื่นผู้นำรอคิวพบทรัมป์ ถ้าไทยส่งแค่คณะไปโดยไม่มีนายกฯ แล้วจะหวังให้ทรัมป์มีเวลาให้เราจริงหรือ?” อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ กระตุกให้รัฐบาลไทยตระหนักในสถานการณ์สงครามภาษีที่สหรัฐฯ เปิดฉากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้นำประเทศคู่ค้าสำคัญต่างลงสนามเอง ขณะที่ไทยยังลังเลว่าใครควรไปเจรจา ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่รัฐมนตรีต่างประเทศก็ไม่ได้อยู่ในทีมเจรจาของไทย “ถามว่าแบบนี้เราพร้อมแค่ไหน?” อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังโยงประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน กรณีอุยกูร์ว่า อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ไทยอยู่ในสายตาของทรัมป์ เพราะเคยมีการประกาศไม่ให้วีซ่าเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งยังไม่ชัดว่ารวม นายกฯ อยู่ด้วยหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ต้องรีบเคลียร์ให้ชัด ⸻ “ทรัมป์ไม่ได้ใช้แค่เรื่องเศรษฐกิจ…แต่หยิบได้ทุกเงื่อนไขที่เป็นอำนาจต่อรอง” อดีตนายกฯ เตือนว่า การใช้ภาษีของทรัมป์ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขหรือเศรษฐกิจ แต่เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรอบแรก“ครั้งแรกใช้ภาษีกับประเทศที่ไม่ยอมรับผู้ต้องหา ครั้งที่สองอ้างเรื่องยาเสพติด ต่อไปจะมีเรื่องอะไรอีกก็ไม่มีใครเดาได้”สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลไทยไม่ควรเข้าไป “ยอมรับเงื่อนไขที่ไม่มีเหตุผล” เพราะเท่ากับ “ยอมเล่นในเกมที่เราควบคุมไม่ได้” ⸻ “เราควรเจรจาอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ยอมลดภาษีแบบสุ่มเสี่ยง” อภิสิทธิ์อธิบายว่า สูตรการคำนวณภาษีของทรัมป์คือ “การขาดดุลการค้า หารด้วยยอดนำเข้า” ซึ่งหมายความว่าการไปลดภาษีบางรายการ ไม่ได้ช่วยลดตัวเลขที่ทรัมป์ใช้เป็นเหตุผลในการเก็บภาษีแต่อย่างใด“ถ้ารัฐบาลไทยเสนอจะลดภาษีโดยไม่ระวัง อีกหน่อยสหภาพยุโรปจะฟ้องว่าเราขัดกับกฎ WTO เพราะไม่ได้ลดให้เขาด้วย แล้วจะรับมือยังไง?” ⸻ “ทางออกคือสร้างยุทธศาสตร์ร่วมกับโลกที่เหลือ…ไม่ใช่ต่อรองตัวต่อตัวกับทรัมป์” อดีตนายกฯ…

Read More

เป็นการเปิดข้อมูลต่อเนื่องของนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.พรรคประชาชน ที่เปิดแบบแปลนตึก สตง.มูลค่า 2 พันล้านบาทที่ถล่มหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยเมื่อวานเขาเปิดแบบแปลนห้องสันทนาการ #ตึกสตง ขนาด 3,000 ตารางเมตร ห้องเดียว ใช้เงินภาษีกว่า 100 ล้านบาท ในนั้นมีเวทีขนาด 150 ตารางเมตร พร้อมห้องแต่งตัวชาย/หญิง, ห้องครัวเตรียมอาหาร, ห้องน้ำ 45 ห้อง, ลิฟท์ 3 ตัว, บันได 4 มุม คาดว่าไว้จัดปาร์ตี้โต๊ะจีน งานเกษียณ/ฉลองปีใหม่ ไม่ต้องเสียเงินไปปิดร้าน ใช้ที่หลวง ไฟหลวง เงินหลวงฉ่ำๆ “กลมๆ ด้านหน้า คือโถงพร้อมบันไดโค้ง- ฟีลประมาณ โถงโรงแรม ที่มีบันไดวนสวยๆ ไว้ให้บ่าวสาวถ่ายรูปจูงมือเดินลงบันไดนะครับ” นายศุภณัฐ ระบุภาพในแปลนดังกล่าวไว้ ล่าสุดนายศุภณัฐ เปิดแบบแสดงรายการ ปริมาณงานและราคา พร้อมไฮไลท์ไปที่ห้องสันทนาการ 2,020 ที่นั่งในชั้น 3 อาคารหอประชุม พร้อมระบุระบบโสต (ภาพและเสียง) เฉพาะห้องสันทนาการตึก สตง. 19.7ล้าน + VAT = 21 ล้านบาท ทั้ง 2 โพสต์ที่นายศุภณัฐนำมาเปิดเผย มีแฟนเพจ และผู้เข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่ามีการตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน หลังมีประเด็นดรามาราคาเก้าอี้ และห้องอาบน้ำบนตึก สตง.ที่หรูหราราคาแพงมาแล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณืว่าเป็นอย่างคำขวัญ สตง.ว่า “เงินของแผ่นดิน คือเงินของคนทั้งชาติ” หรือไม่ #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #ตึกถล่ม #ตึกสตงถล่ม #แผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวประเทศไทย #สตง

Read More

ภายใต้ซากปรักหักพังของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 นอกเหนือจากภารกิจกู้ภัยและนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา อีกด้านหนึ่งคือภารกิจสำคัญในการหาผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ต่างตั้งข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสและเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างนี้ ใครคือผู้กระทำผิด และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น? The Publisher ได้พูดคุยกับ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย (ACT) เพื่อเจาะลึกถึงประเด็นความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. ที่เต็มไปด้วยข้อกังขา The Publisher: ท่านรองผู้ว่า สตง. อ้างว่าได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงคุณธรรมกับทาง ACT เกี่ยวกับการตรวจสอบการก่อสร้างอาคาร สตง. แต่เหตุใดจึงยังปรากฏช่องโหว่และความสงสัยมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในโครงการนี้? ดร.มานะ: โครงการนี้มีการนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้จริงครับ แต่ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การใช้ข้อตกลงคุณธรรมนั้นจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการร่างขอบเขตงาน (TOR) ก่อนการเปิดประมูลหาบริษัทรับเหมาก่อสร้างและบริษัทควบคุมงาน แต่ในกรณีนี้ ACT เข้าไปมีส่วนร่วมเมื่อกระบวนการต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว ได้ตัวผู้รับเหมาและมีการลงนามสัญญาเรียบร้อยแล้ว รวมถึงเริ่มงานก่อสร้างไปแล้วด้วย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังได้ ทำได้เพียงติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมองไปข้างหน้า ทำให้เราไม่สามารถให้รายละเอียดในเชิงลึกได้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง สตง. อาจจะไม่ทันต่อเล่ห์เหลี่ยมกลโกงทุกรูปแบบ พวกเขาอาจจะเชี่ยวชาญในการตรวจสอบด้านการเงินและเอกสาร แต่ขาดความรู้ความชำนาญในเรื่องอัตราการก่อสร้าง การตรวจสอบคุณภาพเหล็กหรือปูน ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ The Publisher: แม้กระทั่งไม่ทราบเลยหรือครับว่าบริษัทที่รับงานเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัทจากประเทศจีน ตามที่ท่านรองผู้ว่า สตง. กล่าวอ้าง? ดร.มานะ: เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ครับ เป็นไปไม่ได้ที่ สตง. จะไม่ทราบว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทร่วมทุน เพราะในสัญญามีการระบุชื่ออย่างชัดเจนว่าเป็น “กิจการร่วมค้า” แต่ก็เป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร สตง. อาจจะเข้าใจว่าผู้รับเหมาหลักคือ บริษัท อิตาเลียน-ไทย ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า บุคลากรในหน่วยงานตรวจสอบด้านการเงิน อาจจะยังขาดความรอบรู้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดการทุจริตและปัญหาต่างๆ ได้ ด้วยเหตุผลนี้ เราคงต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ว่า ในอนาคตหน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตาม จะต้องเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น ต้องมีการจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ในหลากหลายด้าน The Publisher: แต่ในมุมมองของประชาชน เรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าใครควรจะต้องรับผิดชอบ สตง. ในฐานะเจ้าของโครงการ ต้องรับผิดชอบหรือไม่? ดร.มานะ: แน่นอนครับ สตง. ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยว่ากันไปตามข้อมูลและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ บริษัทออกแบบ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง และบริษัทควบคุมงาน ก็จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินการตามหลักฐานเช่นกัน…

Read More

“เรื่องนี้เศร้ามากนะ เพราะมันไม่ควรมีใครตายเลย ถ้ากล้าตัดสินใจยกเลิกสัญญาเร็วกว่านี้” นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงกรณีอาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ที่พังถล่มลงมาก่อนสร้างเสร็จ พร้อมตั้งคำถามถึง “ความรับผิดชอบ” ที่ควรมี…แต่กลับไม่มีใครออกมาแสดง ⸻ “รองผู้ว่าฯ สตง. อาจพูดสั้นไป…แต่ยังไงก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียด” ประเด็นหนึ่งที่อดีตผู้ว่า สตง. มองว่าน่าจะทำให้สังคมสับสน คือคำชี้แจงของ นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการฯ สตง. ที่อ้างต่อ กมธ. ว่า “ไม่รู้ว่าบริษัทจีนเป็นผู้ก่อสร้าง” โดยเข้าใจมาตลอดว่าเป็นบริษัทอิตาเลียนไทยฯ “ผมว่าอาจพูดสั้นไป… น่าจะหมายถึง ไม่รู้ว่าบริษัทจีนนั้นมาในรูปแบบนอมินีหรือไม่ เพราะระบบจัดซื้อจัดจ้างมันซับซ้อน คนไทยอาจถือหุ้นให้ต่างชาติแฝงเข้ามาได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข แต่นั่นแหละ…ถ้าไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าบริษัทจีนนี่มาร่วมค้า มันก็แย่มาก” เขาย้อนภาพในอดีตให้เห็นว่า ตอนบวงสรวงก่อสร้างอาคาร ก็เห็นป้ายกิจการร่วมค้าที่มีตัวหนังสือจีนสีแดงเด่นชัด “ใคร ๆ ก็เห็นว่านี่คือกิจการร่วมค้า แต่บางคนอาจคาดหวังว่า อิตาเลียนไทยคือผู้รับเหมาหลัก เพราะต้องเอาผลงานมาโชว์เพื่อให้ผ่านคุณสมบัติ แต่กลับกลายเป็นว่า บ.จีนคือผู้ลงมือก่อสร้างจริง ๆ แบบนี้ก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียด ว่า ‘รู้ไม่ทัน’ หรือ ‘รู้แต่ไม่เปิดเผย’” ⸻ “15 ม.ค. บอกเลิกสัญญาได้แล้ว…แต่ไม่ยอมเสนอ คตง.” นายพิศิษฐ์ แสดงความเสียดายอย่างชัดเจน กับจังหวะที่เคยมี “โอกาสป้องกันโศกนาฏกรรม” ได้ เมื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีมติให้บอกเลิกสัญญา ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2568 แต่กลับไม่สามารถดำเนินการต่อ เพราะ “รอ คตง. ชุดใหม่” “ฟังไม่ขึ้นเลยครับ เพราะตามกฎหมาย คตง. ชุดปัจจุบัน ต้องทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีชุดใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น… คตง. ชุดนี้ ‘รับรู้ตั้งแต่ต้น’ เกี่ยวกับการก่อสร้างตึกนี้ ประธาน คตง. ยังลงนามแถลงข่าวร่วมกันตอนเริ่มโครงการเลย คตง. ทุกคนมายืนแบ็กอัป เพราะวงเงินเกินพันล้าน ไม่ใช่อำนาจผู้ว่า…

Read More

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ประกาศว่าจีนจะเพิ่มการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 125 โดยมีผลบังคับใช้วันพรุ่งนี้ (12 เม.ย.68) หลังสหรัฐฯ เพิ่มการจัดเก็บ “ภาษีศุลกากรตอบโต้” กับสินค้านำเข้าจากจีนเป็นร้อยละ 125 คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่ากรณีสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรกับจีนอย่างสูงเกินควรได้ละเมิดกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ขัดกับกฎหมายเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานและสามัญสำนึก รวมถึงเป็นการกลั่นแกล้งและบีบบังคับอยู่ฝ่ายเดียว แม้สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีศุลกากรสูงขึ้น แต่ไม่มีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และสุดท้ายจะกลายเป็นเรื่องตลกในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ทั้งเป็นไปไม่ได้ที่ตลาดจีนจะยอมรับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบัน โดยจีนจะเพิกเฉยไม่สนใจหากสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ ยังยืนกรานบ่อนทำลายผลประโยชน์ของจีน จีนจะดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างแข็งแกร่งและต่อสู้จนถึงที่สุด.(แฟ้มภาพซินหัว : ธงชาติจีนและธงชาติสหรัฐฯ)

Read More

“ประชาชนไม่ได้เล่นงานรัฐบาล เขากำลังต่อต้านสิ่งที่อันตรายต่อสังคม”- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เป็นการสะกิดจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร“ และเนื้อหาตลอดเกือบครึ่งชั่วโมง เป็นการวิเคราะห์แบบฟันธงว่า “กาสิNO” ยังไม่จบ ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ยังไม่ยอมแพ้ งานสภาฯ คือหน้าที่ “ฝ่ายบริหาร” อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เริ่มต้นด้วยการสะกิดไปยัง ปัญหาเชิงวัฒนธรรมของฝ่ายบริหาร ที่ไม่เห็นความสำคัญของงานสภาฯ โดยเฉพาะการตอบกระทู้สด ซึ่งเขามองว่าเป็น “หัวใจของระบอบประชาธิปไตย” เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้แทนปวงชนได้ตรวจสอบรัฐบาลโดยตรง “สมัยผมเป็นนายกฯ ผมให้ถือเป็นเหมือนมติ ครม. ว่ารมต.ต้องมาตอบกระทู้ เพราะรู้วันเวลาแน่นอน บริหารเวลาได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือรัฐบาลชุดนี้จะเลือกตอบเฉพาะกระทู้ของรัฐบาลเองที่ชงมาหวาน ซึ่งประธานหรือรองประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ต้องแสดงออกมากกว่า ในอดีตเคยได้ยินประธานสภาฯ ตำหนิคนในรัฐบาลที่ไม่มาตอบกระทู้ หรือถึงขั้นทำหนังสือย้ำไปด้วยซ้ำ แต่เราไม่เห็นบทบาทเหล่านั้นจากประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ในที่ประชุม“ สภาฯ สมัยหน้า ส่อเดือด “กาสิNO” ปมร้อนอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เตือนว่า แม้รัฐบาลจะถอยกฎหมายกาสิNO ชั่วคราว รอเปิดสมัยประชุมหน้า แต่นั่นจะยิ่งทำให้การประชุมสภาฯ สมัยหน้าเดือด เพราะนอกจากกาสิNO ยังมีกฎหมายนิรโทษกรรม และญัตติแก้รัฐธรรมนูญ รออยู่ด้วย ทุกอย่างคือ “เชื้อไฟ” ที่พร้อมปะทุ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่ทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนก่อนเปิดสภาฯ พรรคร่วมรัฐบาล “ร้าวลึก” ดัน “กาสิNO”ไม่ง่ายเขามองว่า เสียงคัดค้านนอกสภาฯ ที่ขยายตัวแรงเกินคาด ได้สร้างแรงกดดันต่อพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งแต่ละพรรคมีข้อจำกัดของตนเอง “ประชาชาติไม่รับกฎหมายชัดเจน ภูมิใจไทยยังกลับไปกลับมา ส่วนอีกหลายพรรคยังนิ่งเงียบรอดูสถานการณ์ ขณะที่สว.เป็นด่านหินที่พรรคเพื่อไทยคุมไม่ได้” ยังไม่ถึงจุดแตกหัก แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝันเขาฟันธงว่า กาสิNO ไม่จบง่าย ๆ และเชื่อว่าน่าจะไม่สามารถเดินหน้าจนประสบความสำเร็จ เพียงแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะสะดุดที่ด่านไหน เริ่มตั้งแต่วาระที่ 1 หากกุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ก็จบ “แต่ผมยังไม่เห็นเงื่อนไขที่จะแตกหัก เพราะเพื่อไทยไม่ได้เปรียบถ้ายุบสภา แต่เป็นผู้ถืออำนาจนี้ ส่วนภูมิใจไทยเป็นไปได้ที่คิดว่ายุบสภาแล้วอาจจะดีกับตัวเอง แต่ก็ยุบสภาเองไม่ได้ เพราะถ้าถูกปรับออกรัฐบาลก็ยังอยู่ได้…

Read More

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดเผยกับ The Publisher หลัง ACT เปิดผลการสำรวจความเห็นประชาชน หัวข้อ “คุณคิดว่าเหตุการณ์อาคาร สตง.แห่งใหม่ถล่ม เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันหรือไม่” โดยพบว่าร้อยละ 98 เชื่อว่ามีคอร์รัปชัน เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุชี้มี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.คอร์รัปชันของผู้เกี่ยวข้อง 2.การใช้วัสดุคุณภาพต่ำ เช่น เหล็กปลอม 3.กำหนดแบบเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น ต้องการเงินทอน ซึ่งเป็นการโกงครบสูตร แม้ระเบียบครบถ้วน โดยประชาชนเสนอรัฐเอาผิด “ฟันให้ถึงตัวใหญ่” ไม่ใช่แค่โยนแพะ ไม่ใช่แค่หาผู้รับเหมารับผิด แต่ต้องถึง “ผู้มีอำนาจ” ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมเสนอให้แบล็กลิสต์ บริษัทรับเหมาห้ามรับงานรัฐอีกตลอดชีวิต และจำคุกตลอดชีวิตผู้เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันโดยไม่ลดหย่อนโทษ ส่วนแนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ คือต้องปรับปรุงกฎหมายเข้มงวด การตรวจสอบคอร์รัปชันเข้มแข็ง ลงโทษเด็ดขาด รุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ มูลค่าพันล้านบาทขึ้นไปต้องผ่านข้อตกลงคุณธรรม เรื่องข้อตกลงคุณธรรมนั้น ดร.มานะบอกกับ The Publisher ว่าที่ สตง.อ้างว่าได้ทำข้อตกลงคุณธรรมกับ ACT ในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างตึก สตง.แล้วนั้นตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้าง การทำข้อตกลงคุณธรรม ต้องเริ่มตั้งแต่การเขียน TOR ก่อนการประมูล แต่กรณีนี้ ACT เข้าไปเมื่อทุกอย่างจบแล้ว ได้ผู้รับเหมา เริ่มต้นงานแล้ว จึงไม่ได้ดูย้อนหลัง ดร.มานะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่ สตง.จะไม่รู้ว่าบริษัทจีนร่วมทุนเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่อาจเข้าใจว่าผู้บริหารหลักคืออิตาเลียน-ไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบุคคลในแวดวงการตรวจสอบอาจไม่รอบรู้ หรือเชี่ยวชาญเพียงพอในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นต้นตอให้เกิดคอร์รัปชัน ดังนั้นต้องจัดอบรมเพื่อให้มีความรู้ “แน่นอน สตง.ต้องรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับบริษัทผู้รับเหมา ต้องว่ากันตามหลักฐาน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าอะไรเป็นสาเหตุตึกถล่ม” ดร.มานะระบุ

Read More

โลกผ่านวิกฤตการเงินมาแล้วนับไม่ถ้วนแต่มี 9 ครั้ง…ที่รุนแรงจน “เปลี่ยนเส้นทางเศรษฐกิจโลก”แต่ละวิกฤตต่างบริบท ต่างจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ— ไม่มีใครรู้ว่ากำแพงจะพัง…จนกระทั่งมันพัง ⸻ สรุป 9 วิกฤตการเงินโลก 1929 – The Great Depressionตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่มจากฟองสบู่ศรัทธา–เก็งกำไรเกินจริง 1997 – วิกฤตต้มยำกุ้งไทยลอยตัวค่าเงินบาท ระบบการเงินพังทั้งภูมิภาค 2000 – ดอทคอมแตกยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูเกินจริง หุ้นเทคโนโลยีร่วงระนาว 2008 – แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสฟองสบู่อสังหาฯ สหรัฐฯ ระเบิด ลามทั้งโลก 2010 – หนี้ยุโรปกรีซล้ม – ยูโรโซนสั่นคลอนจากหนี้เกินควบคุม 2015 – ตลาดหุ้นจีนพังเพราะความไม่โปร่งใสของภาครัฐ สร้างความไม่มั่นใจทั้งภูมิภาค 2018 – สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน เปิดเกมเก็บภาษีต่อเนื่อง ไม่มีใครยอมใคร 2020 – โควิด-19ไวรัสกระทบเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่การผลิตขาด การค้าหยุด 2022 – Crypto Crashความเชื่อใน “เงินเสมือน” ล่มสลาย – นักลงทุนขาดทุนทั่วโลก ⸻ วิกฤตที่ 10 เริ่มส่อเค้า…แล้วเราจะรอดไหม? ในวันที่สงครามการค้าปั่นป่วนโลกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี จีนตอบโต้ ห่วงโซ่การผลิตเริ่มกระตุกอาเซียนกลายเป็นแนวหน้ารับแรงกระแทกบริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนหมด—ทั้งทิศทาง เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไทย…ยังไม่มีท่าทีชัดเจน ไม่มีน้ำเสียงของผู้นำที่กล้าเผชิญหน้าไม่มีแผนรับมือกับแรงกระแทกที่กำลังวิ่งเข้าหา มันอาจไม่ใช่แค่วิกฤตของโลกอีกต่อไป—แต่มันกำลังจะกลายเป็น “วิกฤตของเรา” ซึ่งผู้มีอำนาจ ถ้ามีกึ๋น ไม่เพียงต้องยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นแต่ต้องพาไทยรอดจากสถานการณ์นี้ด้วย ⸻ 3 สัญญาณเตือน…ที่ไทยไม่ควรเมิน ศรัทธาต่อรัฐต่ำ แต่รัฐยังนิ่ง– แจกเงินผิดจังหวะ ต้องเลิกเงินดิจิทัลทันที แต่ไม่ทำ เพราะมัวแต่ “กำคะแนนเสียง”– ไม่มีมาตรการรับมือ Trade War– ไม่สื่อสารตรงกับประชาชน เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังไม่มีแผนปรับโครงสร้าง– หนี้ครัวเรือนพุ่ง– SME ปิดกิจการ– ส่งออกสะดุดจากนโยบายภาษีต่างประเทศ โลกเปลี่ยนแรง แต่ไทยยังรออยู่เฉย ๆ– ไม่มีจุดยืนใน…

Read More

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำอีกครั้งว่ากรณีนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และบุตรชายนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทยประกาศกลางสภาฯ ไม่เอากาสิNo และมีกระแสข่าวการถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอนุทินยืนยันไม่เคยมีเรื่องถอนตัวหรือยุบสภาฯ และไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้คำว่า “กาสิNo” ใช้คำนี้ก็รู้สึกตกใจ ต้องใช้ชื่อพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นเรื่องการเสริมสร้างเศรษฐกิจ การลงทุน หากเข้าใจจะช่วยลดความกังวลของประชาชนเรื่องการหมกมุ่นกับการพนัน เมื่อถึงเวลาอันควรคงจะต้องหารือกันต่อไป เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ นายไชยชนกหรือไม่ นายอนุทินบอกได้นัดหมายกันช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่เบื้องต้นได้พูดคุยกับนายเนวินแล้ว ซึ่งมีการพูดคุยกันเป็นประจำทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถแข่งหรือฟุตบอล ส่วนกรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ กล่าวทิ้งท้ายในวันสุดท้ายของสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาจจะไม่มีสมัยประชุมฯหน้า เป็นการส่งสัญญาณยุบสภา หรือมีนัยยะอะไรหรือไม่นั้น นายอนุทินบอกว่า ไม่ได้ยิน และไม่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของนายภราดร และก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันด้วย

Read More

“ภายใน 19 เม.ย. นี้ รัฐบาลอาจกำลังเร่งลงนามสัญญาไฟฟ้า ที่ผูกมัดประชาชนให้จ่ายแพงไปอีกนาน” – ส.ส.ศุภโชติ เรียกร้องประชาชนร่วมส่งเสียงอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเตือนผ่านสื่อสาธารณะว่า รัฐบาลกำลังจะลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนอีกชุดหนึ่ง ภายในวันที่ 19 เมษายนนี้ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานสะอาดเฟสแรก จำนวน 5,200 เมกะวัตต์ พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเหมาะสมของโครงการที่อาจส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ย้อนรอย “ดีลไฟฟ้าแพง” ที่เคยหยุดไว้ได้ ศุภโชติเตือนความจำว่า เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประชาชนเคยร่วมกันส่งเสียงคัดค้านโครงการพลังงานสะอาดเฟส 2 จำนวน 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลยอม “ชะลอ” การลงนามในสัญญา พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังพบว่ามีการกำหนดราคาสูงเกินจริง และมีลักษณะผูกขาดให้กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม “เฟสแรก” ยังรอการลงนาม – แต่รัฐบาลอาจแอบเซ็น อย่างไรก็ตาม ส.ส.ศุภโชติชี้ว่า ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนต้องจับตา คือ โครงการพลังงานสะอาดเฟสแรก จำนวน 5,200 เมกะวัตต์ ซึ่งเขาระบุว่ามีปัญหาคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็น ล็อกนโยบายไม่เปิดประมูล ทั้งที่มีโรงไฟฟ้าสำรองในประเทศ ราคาซื้อไฟฟ้าที่สูงเกินจริง กระบวนการคัดเลือกไม่โปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์คะแนน การเลือกเอกชนแบบ “จิ้มเลือก” ซึ่งเอกชนกลุ่มเดียวได้สัมปทานทั้งหมด ศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่ากระบวนการ “ไม่เป็นธรรม และทำให้ประเทศเสียประโยชน์” นายกฯ มีอำนาจ “หยุดได้” หากยังไม่ลงนาม ส.ส.ศุภโชติเน้นว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีอำนาจเต็มในการยับยั้งกระบวนการนี้ โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้มีการลงนามในสัญญา เนื่องจากหากลงนามแล้ว จะยกเลิกได้ยากเพราะติดข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน เขากล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังเร่งลงนามอย่างเงียบ ๆ กับเอกชนบางรายไปแล้ว เพื่อ “ปัดความรับผิดชอบ” และใช้เป็นข้ออ้างว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะได้ลงนามไปหมดแล้ว 19 เม.ย. เส้นตายที่ต้องเฝ้าระวัง สส.ศุภโชติ จึงเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นส่งเสียงอีกครั้ง โดยระบุว่าขณะนี้ยังมีโครงการบางส่วนที่ “ยังไม่ได้ลงนาม” ซึ่งรัฐบาลกำลังจะเซ็นทั้งหมดภายในวันที่ 19 เมษายน 2568 นี้ “เราหยุดได้แล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้เราต้องช่วยกันอีกครั้ง…

Read More