Author: Writer Publisher

ตรวจเหล็ก 28 ท่อนจากซากตึก สตง. พบ 13 ท่อนไม่ได้มาตรฐานผลิตจากบริษัทที่ “ถูกสั่งปิดไปแล้ว” แต่ยังมีเหล็กถูกนำมาใช้ผู้เชี่ยวชาญชี้ถึงเวลาเร่งตรวจสอบโครงการก่อสร้างอื่นที่อาจใช้เหล็กล็อตเดียวกัน นี่เรากำลังอยู่ในเมือง…ที่ใช้เหล็กเถื่อนก่อสร้างอยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้?ความปลอดภัยอยู่ไหน?ตั้งแต่เมื่อไหร่? ที่การก่อสร้างไร้มาตรฐานถล่มจนเกือบเป็นกิจวัตร…แต่เป็นเรื่องที่คนไทยจะชินชาไม่ได้! ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา…กำลังเปิดโปงหลายอย่างให้เราได้เห็นจากอาคารที่พังราบเป็นหน้ากลอง “อะไรคือจุดเปราะที่ทำให้ทั้งอาคารถล่มลงมา?” วันนี้… คำตอบเริ่มชัดขึ้นบางส่วน จาก “ผลการตรวจสอบเหล็ก” ที่ใช้ในอาคารหลังนี้ ผลสอบเหล็ก: ไม่ผ่านมาตรฐาน 13 ท่อน จาก 28 ท่อน ข้อมูลจากนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า จากการนำเหล็กเส้น 28 ท่อนจากซากอาคาร สตง. ไปตรวจสอบคุณภาพที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบว่า• ได้มาตรฐาน มอก. จำนวน 15 ท่อน 5 ไซส์• ไม่ได้มาตรฐาน มอก. จำนวน 13 ท่อน 2 ไซส์ ได้แก่ 20 มม. และ 32 มม.• เหล็กทั้ง 2 ไซส์นี้ มาจากบริษัทเดียวกัน• บริษัทดังกล่าว เคยถูก สมอ. สั่งปิดไปแล้วในเดือนธันวาคม 2567 เนื่องจากจำหน่ายเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ลักลอบผลิตต่อ? – ต้องสอบต่อว่าเหล็กที่ใช้ในตึกนี้ มาจากล็อตไหน? เหล็กที่ถูกตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐานนี้ อาจผลิตหลังจากคำสั่งปิดไปแล้ว 4 เดือน หรืออาจเป็นเหล็กที่หลุดรอดคำสั่งควบคุมไปก่อนหน้านั้นหากพบว่ามีการลักลอบนำเหล็กไม่ได้มาตรฐานมาใช้ในการก่อสร้าง จะถูกดำเนินคดีอาญาต่อทันที เสียงเตือนจากวงการวิศวกรรม“เหล็กไม่ได้มาตรฐาน” อาจลามทั้งวงการก่อสร้าง ศ.ดร.อมร พิมานเมฆ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ The Publisher ว่า หากพบว่าเหล็กที่ทำให้ตึกถล่ม “ไม่ได้มาตรฐาน” จริง สิ่งที่ต้องทำต่อไม่ใช่แค่หาคนผิดเท่านั้น “ถ้าเหล็กมีปัญหา อาคารอื่นที่เอาเหล็กประเภทเดียวกันไปสร้างก็มีความเสี่ยงอันตรายทันที เป็นเรื่องที่จะลุกลามเป็นวงกว้าง” เขาย้ำว่า… การตรวจสอบต้อง ขยายผลไปยังโครงการก่อสร้างอื่น โดยเฉพาะอาคารสูงที่ใช้เหล็กล็อตเดียวกัน…โศกนาฏกรรมอาจเกิดซ้ำอีก โดยที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า…

Read More

ภาพน้ำตาไหลพรากของ “คิมซูฮยอน” อีกหนึ่งพระเอกเบอร์ใหญ่ ฝีมือระดับพระกาฬของเกาหลีใต้ในงานแถลงข่าวกลายเป็นไวรัลที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหู ทั้งจากสื่อและชาวเน็ต หลังพระเอกหนุ่มถูกกระแสโจมตีอย่างหนักจากประเด็นถูกแฉว่าเขาเคยคบกับนักแสดงสาว “คิมแซรน” ผู้ล่วงลับ ตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 15 ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในตอนหนึ่งของการแถลงข่าว คิมซูฮยอน ปล่อยโฮกลางวงสัมภาษณ์ พร้อมตอบคำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ ยอมรับว่า “เขาเคยคบกับคิมแซรนจริง” แต่แค่ปีเดียว และยืนยันว่าไม่ได้คบกันช่วงที่เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม้จะถูกยูทูบเบอร์ช่องดังของเกาหลีปาหลักฐานภาพถ่ายแต่ละช่วงเวลาที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันที่ได้จากครอบครัวฝ่ายหญิงก็ตาม พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องทอดทิ้งและยืนยัน ไม่มีมีส่วนเกี่ยวของกับการตายของเธอ ในขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังบีบน้ำตา แต่คนทั้งครอบครัวกำลังบีบหัวใจ ตั้งแต่ต้น ครอบครัวของคิมแซรน ไม่เคยอยากได้อะไรจากพระเอกหนุ่ม มากไปกว่า “คำขอโทษ” กระทั่งเรื่องราวค่อย ๆ แดงและใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายชายได้รับผลกระทบจากการถูกปลดออกจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตั้งแต่แบรนด์ใหญ่ระดับโลก ไปจนถึงแบรนด์เล็ก ๆ ภายในประเทศ ถึงอย่างนั้น ทางต้นสังกัดก็ยังคงหนักแน่นในการปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมกับประกาศกร้าวอย่างชัดเจนในวันแถลงข่าวที่ผ่านมาว่าจะดำเนินการฟ้องร้องครอบครัวของฝ่ายหญิงอย่างถึงที่สุด เป็นจำนวน 1.2 หมื่นล้านวอน หรือ 277 ล้านบาท นั่นจึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังแบบวิต่อวิ เพราะทางฝั่งครอบครัวของคิมแซรนได้ให้ Garosero Research Institute ช่วยแฉหลักฐานที่มีเพิ่มเติมเพื่อเป็นการตอบโต้พระเอกหนุ่มว่าเขาได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคิมแซรนตั้งแต่เธอยังเป็นผู้เยาว์ ไม่ใช่ว่าทั้งคู่เพิ่งมาคบหากันในช่วงที่คิมแซรนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วดั่งที่ลมปากฝ่ายชายได้บอกกล่าว งานนี้น้ำตาจะยังคงสามารถชะล้างทุกอย่าง ได้เหมือนกับในซีรีส์ได้จริงหรือ? เพราะไม่ใช่แค่สังคมเกาหลีกำลังตัดสินการกระทำของเขา แต่คนทั่วโลกกำลังจับตามองว่าชายคนนี้จะยังมีที่ยืนในสังคมเหมือนอย่างพระเอกคนอื่น ๆ ของเกาหลีที่ถูกแฉหรือไม่ หากสังคมเกาหลีมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความรักของหนุ่มสาวที่เลิกราและจบลงไม่สวยเหมือนดั่งในซีรีส์น้ำเน่าเรตติ้งสูงหลังข่าว อาจถึงคราวที่คนทั้งประเทศควร Set zero ระบบความคิดกันใหม่ เพราะการที่ชายอายุเกือบ 30 มีความคิดเชิงชู้สาวกับเด็กสาววัยยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่ว่าจะหน้าตาหล่อเหลาเป็นระดับดาราเบอร์ใหญ่ หรือ เป็นเพียงคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ หรือ มีอำนาจใหญ่โต ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งภัยสังคมที่ไม่ควรมองข้าม ดั่งประโยคที่ว่า “คนดีที่ไหนจะคิดมีสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับเด็กสาว” หนึ่งชีวิตที่สูญเสียไป เทียบไม่ได้เลยกับการที่ชายคนหนึ่งยังคงมีที่ยืนในสังคมและใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างเชิดหน้าชูตาและไม่รู้สึกผิดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งมวล แม้ “คิมซูฮยอน” จะปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงบอกว่าทั้งคู่คบกันตั้งแต่ตอน “คิมแซรน” ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ของแบบนี้คนกระทำย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า “ความเป็นจริง” คืออะไร

Read More

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี ตึก สตง.ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่มและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยตั้ง 3 ประเด็นสอบสวนที่จะเข้าข่ายความผิด อาทิ การประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าว ที่ใช้นอมินี เท่าที่ดูจากงบการเงินที่เผยแพร่กันอยู่ ของบริษัทดังกล่าว ขาดทุนมาตลอด และไม่มีการเสียภาษี อีกทั้งมีการนำเงินของบริษัทไปให้กรรมการกู้จำนวน 2 พันล้านบาท แม้อำนาจที่แท้จริงจะให้ต่างชาติ 49% ไทย 51% แต่หากมองในลักษณะมีอำนาจครอบงำ จะเห็นในเรื่องของการบริหาร ดังนั้นจึงต้องเข้าไปดู ประกอบกับการตรวจสอบสถานที่เดียวกัน กลุ่มคนเดียวกัน มีบริษัทในลักษณะนี้ 10 บริษัท ซึ่งต้องดูว่ามีการกระทำใดที่เป็นความผิดในพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าว และเข้าข่ายที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปดำเนินการหรือไม่ ประเด็นที่ 2. หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม ดีเอสไอมีอำนาจในการสอบสวน และ 3. การจัดซื้อจัดจ้าง ที่เรียกว่าฮั้วประมูล หากเกินกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไป กรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะเบื้องต้นเห็นว่าต่ำกว่าราคากลางเพียง 1% เท่านั้น ปกติการประมูลที่ไม่มีการแข่งขัน ควรต่ำกว่า 10-15% ผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า บริษัทย่อยของบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เท็น ต้องเข้าไปตรวจสอบด้วยหรือไม่ ? พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ทราบจากอธิบดีดีเอสไอ ว่า วันนี้ (1 เมษายน 2568) จะมีการประชุมเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ ตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ เพราะเกิดเหตุเพียงที่เดียว นอกจากนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบธุรกิจนอมินี ที่ทำให้ GDP ของประเทศโต แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์ ต้องดูว่าการทำกฎหมายให้ธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นไปตามกฎหมาย เงินจำนวนมากที่จะไหลไปให้คนต่างด้าวก็จะกลับมาที่คนไทย 51% โดยตนได้มอบหมายสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ตรวจสอบภาพรวมของธุรกิจนอมินีทั้งหมด

Read More

กลางเดือนเมษายน 2568 มีรายงานว่า ปธน. สี จิ้นผิง เตรียมลงพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการครั้งแรกของปี โดยเลือกเยือน 3 ประเทศ—เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา—แต่ “ไทย” กลับไม่อยู่ในลิสต์ ทั้งที่ นายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” เพิ่งไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การไม่มาของสี จิ้นผิง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เพียงเรื่องตารางแน่น… แต่คือ “สัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ควรจับตาอย่างยิ่งว่า มหาอำนาจส่งสายตามองไทยอย่างไร? ⸻ ไทยเพิ่งไปหา สีจึงยังไม่จำเป็นต้องมา การเยือนจีนของแพทองธารเมื่อ 9 ก.พ. 2568 เป็นการเปิดฉากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลใหม่กับปักกิ่งอย่างเร่งรัด ไทยได้อะไรบ้างคนอาจจำไม่ได้ เพราะภาพจำไปอยู่ที่…การกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ถูกมองว่า จีนกำกับ-ไทยแสดง ตามมาด้วยเรื่องละเอียดอ่อนอย่าง การส่งตัวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนทางสิทธิมนุษยชนระดับโลก ในมุมจีน อาจรู้สึกว่า “ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” “ไม่จำเป็น” ที่ประธานาธิบดีต้องลงมาซ้ำในทันที ความสัมพันธ์ไทย–จีนยังอบอุ่น และเพิ่งผ่านการ “รีเซตเชิงบวก” ไปแล้ว ⸻ เวียดนาม–มาเลเซีย–กัมพูชา: สามจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จีนต้องลงมือเอง ถ้าพินิจรายชื่อประเทศที่สีเลือกเยือน จะพบว่าทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ในเกมดุลอำนาจโลก เวียดนาม: คู่แข่งในทะเลจีนใต้ที่จีนต้องรักษา balance เพื่อไม่ให้ไหลไปทางสหรัฐ มาเลเซีย: ประเทศมุสลิมสำคัญในภูมิภาค มีบทบาทใน OIC และเป็นเส้นทางเชื่อมโยง BRI กับโลกอิสลาม กัมพูชา: พันธมิตรเหนียวแน่น ซึ่งจีนมีโครงการยุทธศาสตร์สูง เช่น ฐานทัพเรือเรียม ที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นฐานทัพจีนแห่งแรกในภูมิภาค การเยือนของสีจึงไม่ใช่การ “ทักทาย” แต่คือการ “ลงมือจัดกระดาน” เตรียมรับมือสงครามการค้า และการหวนคืนของ “ทรัมป์” ในเวทีโลก ⸻ ไทยยังเป็นเบี้ยที่ “วางลงตัว” ไม่จำเป็นต้องขยับ ในเกมหมากล้อมระดับโลก บางหมากไม่ต้องขยับ…ก็สร้างแรงกดดันได้ และไทย…อาจกำลังอยู่ในจุดนั้น เพราะตำแหน่งดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องจัดกระดานใหม่! ไทยยังรักษาระยะห่างกับมหาอำนาจตะวันตกแบบยืดหยุ่น ยังรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การทูต และวัฒนธรรมกับจีนในระดับแน่นแฟ้น ยังเป็นทางผ่านของทุนจีนและ supply chain จีนในอาเซียน กล่าวอีกอย่าง…

Read More

ที่สั่นมากกว่าตึก…คือความเชื่อมั่น! แล้วจะผ่านมันไปอย่างไร? เมื่อเสียงจากใต้ดินเบากว่าเสียงในใจคนเมื่อเสียงลั่นของตึก…ยังไม่ได้ยินแต่เสียงแห่งความหวาดกลัวก้องอยู่ในหัว ดังยิ่งกว่าทุกแรงสั่นสะเทือน ภัยที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ภัยพิบัติแต่อาจเป็น…ความรู้สึกว่า“ไม่มีอะไรมั่นคงให้ยึดได้อีกต่อไป” ⸻ เมื่อวานนี้ (31 เม.ย.68) ในกรุงเทพฯ ผู้คนจำนวนมากรู้สึก “ตึกสั่น”ความรู้สึกนั้นลุกลามไปตามโซเชียลอย่างรวดเร็วทั้งที่หน่วยงานตรวจจับแผ่นดินไหวยืนยันว่าไม่มีแรงสั่นสะเทือนในระดับที่ควรจะรู้สึกได้และแม้จะมีอาฟเตอร์ช็อกเล็ก ๆ จากฝั่งเมียนมาแต่มันก็เบาจนไม่น่าจะมีผลถึงไทย คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า… แล้วที่เรารู้สึกสั่น — คืออะไรกันแน่? บางคนบอกว่าอุปาทานบางคนบอกว่าตึกยวบจากลมแรงแต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือผู้คนกลัว — และเชื่อว่าอาจเกิดเหตุจริง ⸻ สิ่งที่สั่นมากกว่าตึก…คือใจคน ความตื่นตระหนกในวันที่ไม่มีภัยพิบัติ อาจไม่ใช่ความกลัวที่ไร้เหตุผลแต่มันคือ “เสียงเตือนจากความไม่มั่นใจสะสม” ของผู้คนในสังคมนี้ ไม่มั่นใจว่าตึกจะปลอดภัยจริงไหมใครหลายคนไม่เคยรู้เลยว่าตึกที่ตัวเองอยู่นั้น ได้มาตรฐานรับแผ่นดินไหวหรือไม่เมื่อรู้สึกสั่น ทุกอย่างในหัวจึงกลายเป็นภาพจำลองของความพังทลาย ไม่มั่นใจว่ารัฐจะแจ้งเตือนได้ทันหรือเปล่าประสบการณ์หลายเหตุการณ์ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า“ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง…เราจะรู้ช้ากว่าความตายไม่กี่วินาที” ไม่มั่นใจในระบบโครงสร้างที่ควรปกป้องชีวิตไม่มั่นใจ ระบบอพยพ หรือแม้แต่ระบบข่าวสารเมื่อไม่มีสิ่งไหนที่รู้สึกว่า “มั่นคงพอให้ยึดไว้ได้”ความกลัวเล็ก ๆ ก็กลายเป็นความตื่นตระหนก โกลาหล ได้ในพริบตา ⸻ และเมื่อความกลัวมาก่อนข้อมูล…โซเชียลก็ขยายมันให้กว้างขึ้นอีกหลายเท่า ภาพที่คนจำนวนมากแชร์ว่า “ตึกสั่น”ข้อความที่ตอกย้ำว่า “เราไม่ได้รู้สึกไปคนเดียว”มันช่วยเติมเชื้อไฟให้ความไม่มั่นใจกลายเป็น ความตื่นตระหนกระดับหมู่ จนแม้รัฐจะออกมายืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติคนก็ยังเลือกจะเชื่อ “สิ่งที่ตัวเองรู้สึก” มากกว่า “ข้อมูลที่รัฐบอก” ⸻ แล้วถ้าเกิดแผ่นดินไหวจริง…เราควรทำยังไงกันแน่? หลายคนคิดว่า “รีบหนีลงบันได” คือทางรอดแต่จริง ๆ แล้ว — มันอาจเป็นอันตรายที่สุด สิ่งที่ควรทำคือ: Drop – Cover – Hold Onหมอบ – ป้องกันตัว – ยึดมั่นอยู่กับที่ • หมอบลงกับพื้นให้เร็ว• เข้าใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง• ใช้แขนหรือของใช้ป้องกันศีรษะ• อยู่ห่างจากหน้าต่าง กระจก ของตกหล่น• ห้ามใช้ลิฟต์• ห้ามวิ่งหนีตอนตึกกำลังสั่น เมื่อแรงสั่นหยุด ค่อยอพยพออกจากอาคารโดยใช้บันไดไปยังพื้นที่โล่ง ปลอดภัย ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือต้นไม้ใหญ่ ⸻ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การอพยพก็คือ… การฟื้นคืน “ความเชื่อมั่น” ให้กลับมาอยู่ในสังคม เราผ่านเหตุการณ์นี้มาได้โดยไม่มีตึกพัง ไม่มีใครบาดเจ็บแต่มันควรเป็นโอกาสที่เราจะตั้งคำถามกับเมืองนี้ว่า…• ตึกที่เราอยู่ ได้รับการตรวจสอบจริงไหม?• เรารู้ทางหนีไฟในที่ทำงานหรือไม่?• รัฐมีระบบเตือนภัยที่เข้าถึงประชาชนทันเวลาจริงหรือเปล่า? และในระดับลึกกว่านั้น — เราอาจต้องยอมรับว่าความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจคน…คือภัยเงียบที่ควรฟังให้ชัดไม่แพ้เสียงจากใต้พื้นดิน ⸻ “ตึกอาจไม่สั่น…แต่ใจคนสั่นและถ้าไม่มีใครฟังเสียงนั้นให้ดีเราอาจกำลังอยู่ในเมืองที่แข็งแรงเพียงเปลือกแต่เปราะบางในความมั่นใจของผู้คน” ⸻

Read More

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ภาพแถลงการณ์ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มในทำนองว่าส่งผลกระทบร้ายแรงที่สุดของ สตง.และทำให้ฝันของเราในการมีบ้านหลังใหม่พังลงต่อหน้าต่อตา ส่งผลต่อความเชื่อถือ ศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิที่สั่งสมกันมา และอยากให้ร่วมแรงร่วมใจ ในช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่เกือบ 80 ชีวิตยังไม่ทราบชะตากรรม อยากคิดว่าแถลงการณ์ฉบับนี้เป็น April fool ผลกระทบร้ายแรงที่ สตง. พูดถึงในแถลงการณ์นี้เป็นแค่การถูกทำลายความฝันในการมีบ้านหลังใหม่ และการถูกตั้งคำถามและตรวจสอบจากสังคมซึ่ง สตง. อาจไม่เคยเผชิญมาก่อน แต่การถูกทำลายฝันของ สตง. คงเทียบไม่ได้กับความบีบคั้นหัวใจของเกือบ 80 ครอบครัวที่ความหวังในการค้นหาคนรักกำลังเลือนลงทุกชั่วโมง ทุกวินาที เพราะบ้านที่พังลงสามารถสร้างใหม่ได้ แต่ชะตากรรมของคนที่ยังอยู่ใต้ซาก และชีวิตของครอบครัวพวกเขาอีกมากมายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก สตง. ควรคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น และคิดถึงตัวเองให้น้อยลง ควรออกมาชี้แจงทุกเรื่องที่สังคมสงสัย ยอมรับความจริงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายด้วยความถ่อมตน สตง. ควรระลึกว่าเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีสามารถสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตของคนที่สูญหาย และชีวิตของคนอีกมากมายที่ต้องเผชิญกับความเศร้าโศก และความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ไม่อาจที่จะฟื้นคืนได้ 

Read More

เป็นภาพที่เพจ Fire & Rescue Thailand โพสต์เพื่อแสดงให้เห็นจุดที่อาจเป็นร่างคนที่ติดอยู่ในกองซากตึกที่ถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อกำหนดจุดและวิธีการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยในโพสต์ระบุว่า “ภาพเอ็กซเรย์จากเครื่องมือค้นหาของทหารสหรัฐอเมริกา #เจอร่างคนติดในกองซากปูน ตึก สตง. แต่ยังไม่สมารถนำออกมาได้ ซึ่งถูกปูนทับเป็นชั้นๆลงไป #เป็นเพียงข้อมูลจากดาวเทียมแล้วแต่ทุกคนจะพิจารณา ข้อมูล : หัวหน้าผี มูลนิธิร่วมกตัญญู ทั้งนี้ยังคงมีผู้เข้าไปคอมเมนต์ให้ข้อมูลว่าเป็นเรดาร์สแกนของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะเมื่อประยุกต์ใช้งานคนหา กู้ภัย นอกจากนี้หลายคนขอให้คนที่อยู่ในซากตึกดังกล่าวปลอดภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน อัปเดตขณะนี้พบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย รอดชีวิต 9 ราย และยังติดค้างอยู่ระหว่างติดตามอีก 74 ราย

Read More

เป็นปฏิบัติการหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในสหภาพเมียนมา โดยรัฐบาลไทยได้ส่งกำลังพลจากกองทัพไทย ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภัยพิบัติ ซึ่งทันทีที่ชุดปฏิบัติการฯ เข้าพื้นที่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 ได้รับการแบ่งมอบพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด จากทางการท้องถิ่นเมียนมา ภารกิจการค้นหาและกู้ภัยของกองทัพไทย จึงได้เริ่มขึ้นทันที โดยในวันแรก ชุดค้นหาและกู้ภัย USAR (Urban Search and Rescue) ทั้ง 2 ชุด สามารถค้นหา และตรวจพบสัญญาณชีพผู้ประสบภัยในซากตึกทั้ง 2 พื้นที่ โดยมี นายตุส ตุน หน่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แห่งสหภาพเมียนมา และ ดร.โซวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคมเมียนมา เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติงานของกองทัพไทย เพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่ไทยด้วยตนเอง ทีมค้นหาและกู้ภัยจากกองทัพไทย จะยังคงปฏิบัติงาน ณ จุดเกิดเหตุจนกว่าจะช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้สำเร็จหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ทีม MERT (Medical Emergency Response Team) ได้จัดตั้งที่ทำการสนามในพื้นที่เพื่อรองรับผู้บาดเจ็บ และเข้าประสานโรงพยาบาลท้องถิ่น เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยเข้ารับการรักษาในขั้นต่อไป ภารกิจในครั้งนี้แสดงถึงการให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในยามวิกฤติ อันนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนร่วมกันในทุกมิติต่อไป

Read More

“ถ้าแบบถูกต้อง…วัสดุได้มาตรฐาน ทำไมตึกถึงถล่มแบบนี้?” เป็นคำถามชวนคิดจาก ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่วิเคราะห์สาเหตุการถล่มของตึก กับ The Publisher โดยเล่าว่า จากภาพกล้องวงจรปิดชี้ชัดว่ามีสี่จุดที่พังทลายเป็นจุดแรก ๆ คือบริเวณเสาชั้นล่างขาดและระเบิดออกมา อาคารหลังนี้เสาชั้นล่างสูงชะลูด จุดที่สองเสาชั้นบนสุดก็สูงชะลูดก็หักลงมาเหมือนกัน ส่วนจุดที่สาม เราเห็นจากภาพวิดีโอว่ามีการขาดระหว่างพื้นกับเสาเป็นชั้น ๆ ที่เรียกว่าเป็นลักษณะ pancake collapse คือมีการยุบตัวของอาคารแบบแผ่นเค้ก หรือการล้มเป็นชั้น ๆ ซ้อนทับกัน ที่สำคัญคือจุดสุดท้ายเพราะเป็นคลิปวิดีโอจากด้านหลัง เป็นการพังทลายของปล่องลิฟต์อาคาร บริเวณนี้น่าสงสัยที่สุดว่าพังได้อย่างไร ปล่องลิฟต์ควรเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงที่สุดในอาคารหลังนี้ แต่ดูเหมือนว่าพังไปก่อน “เป็นสี่จุดที่เห็นจากวิดีโอเป็นจุดตั้งต้นในการสืบสวนเชิงลึก เพราะไม่ว่าจุดไหนจะเป็นจุดเริ่มต้นล้วนแต่ทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมาได้ เนื่องจากมีลักษณะเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์” ถามกลับแรง ๆ : ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว…ทำไมถล่ม? อาคารหลังนี้ออกแบบและเริ่มก่อสร้างปี 2562 หลังมีกฎกระทรวงบังคับรองรับแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2550 “คำถามคือ ทำไมอาคารที่ออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหวถึงพังถล่มแบบนี้ หลักการออกแบบถ้าอาคารจะแตกร้าวเสียหายบ้าง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ถ้าออกแบบมาถูกต้องเราไม่ควรเห็นการพังถล่มราบคาดขนาดนี้ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ออกแบบถูกต้องหรือไม่? ถ้าแบบถูกต้องการก่อสร้างทำตามแบบหรือไม่? วัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นคอนกรีต เหล็กเสริม หรือตัวต่อเหล็กได้คุณภาพหรือเปล่า? การที่อาคารถล่มแบบนั้นก็ตั้งข้อสงสัยได้ทุกข้อเลย” สวย โปร่ง แต่เสี่ยง : เสาสูง = จุดอ่อนโครงสร้าง? อาคารนี้มีลักษณะที่เรียกว่าความไม่ปกติในรูปทรงอาคาร รูปแบบเสาสูงเรียกว่า ชั้นอ่อน (Soft Story) คือเป็นลักษณะที่อาคารชั้นหนึ่งชั้นใดมีความแข็งแรงน้อยกว่าชั้นอื่น นอกจากนี้ตัว “ผนังปล่องลิฟต์” (Lift Shaft Wall หรือ Elevator Shaft Wall) ก็เยื้องไปทางด้านหลังของอาคาร แต่อาคารอื่นก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน “เสายาวปิดปกติ อาจดูโปร่งโล่งสวยงาม แต่นั่นคือ “ชั้นอ่อน” ที่เสี่ยงพังทลาย” เหล็กก็ต้องสอบ : ถ้าไม่ได้มาตรฐาน…ปัญหาอาจไม่หยุดที่ตึกเดียว การตรวจสอบเหล็กกลายเป็นประเด็นสำคัญที่พูดกันมากในแวดวงวิศวกรรม เพราะถ้าปัญหาอยู่ที่เหล็ก ต้องขยายผลไปดูอาคารอื่นที่กำลังก่อสร้างทันทีว่าใช้วัสดุเดียวกันหรือไม่ ความเสี่ยงจะลามเป็นลูกโซ่ การตรวจสอบจึงไม่ควรหยุดเฉพาะอาคารที่ถล่ม” อาคารสูงต้องมีหลักประกันความปลอดภัยให้กับคนที่ใช้อาคาร เป็นเรื่องใหญ่” 7 วันสอบจบ ”ไม่มีทาง-ไม่น่าเชื่อถือ” ส่วนกรณีกระทรวงมหาดไทยวางกรอบเวลาตรวจสอบจบภายใน 7 วัน ศ.ดร.อมร…

Read More

 เป็นการลงพื้นที่ตรวจสอบหลังจาก Traffy Fondue ของ กทม. ได้รับแจ้งเรื่องรอยร้าวอาคาร จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตั้งแต่วันที่ 28-31 มีนาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 14,430  โดยนายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าทาง กทม. ร่วมกับวิศวกรอาสาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบผ่านระบบ Traffy Fondue และลงพื้นที่สำรวจ (บางกรณีที่จำเป็น) เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 12,004 เรื่อง คิดเป็น 83% กำลังดำเนินการ 2,426 เรื่อง (ข้อมูล ณ เวลา 15.00 น.วันที่ 31 มีนาคม 2568 ) โดยพบว่าคำร้องแจ้งปัญหาของอาคารที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหว พบว่า 5 อันดับแรก คือ เขตจตุจักรมากที่สุด 1,410 เรื่อง เขตห้วยขวาง 859 เรื่อง เขตวัฒนา 657 เรื่อง เขตคลองเตย 653 เรื่อง และเขตบางซื่อ 629 เรื่อง ทั้งนี้การเปิดบริการ Traffy Fondue ของ กทม. รับเรื่องร้องเรียนแล้วทั้งหมด 892,195 เรื่องดำเนินการเสร็จสิ้น 722,246 เรื่อง (81%) อยู่ระหว่างดำเนินการ 68,551 เรื่อง (8%) ผู้ใช้งานพอใจการแก้ไข 241,199 เรื่อง (81%) ไม่พอใจการแก้ไข 58,338 เรื่อง (19%) (ข้อมูล ณ เวลา 15.48 น. วันที่ 31 มีนาคม 2568 ) ชี้ให้เห็นว่านี่คือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริงและได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดี และสามารถตอบสนองได้รวดเร็ว นำมาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น และได้รับคำชื่นชมจากผู้ใช้งานที่ได้รับการแก้ปัญหาได้สำเร็จ 84% เพิ่มขึ้นจากเดิม…

Read More