Author: Writer Publisher

วันที่ 26 มีนาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป., และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการทุจริตเบิกจ่ายยาของโรงพยาบาลองค์การทหารผ่านศึก จับกุมผู้ต้องหา 8 ราย รวมถึง แพทย์หญิงบรินดาฯ และ พ.อ.หญิง กัญญารัตน์ฯ หัวหน้าขบวนการ พร้อมผู้ร่วมขบวนการในพื้นที่กรุงเทพฯ ลพบุรี และปราจีนบุรี ร่วมจัดฉากผู้ป่วย–เบิกยาเกินจริง–ขายต่อคลินิก จากการสอบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการวางแผนล่วงหน้าโดยจัดหาบุคคลที่มีอาการเจ็บป่วยเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์หญิงบรินดาฯ เพื่ออาศัยช่องทางเบิกจ่ายยาในระบบสิทธิราชการ โดยแพทย์จะสั่งจ่ายยามากกว่าความจำเป็นหรืออาการจริง ก่อนรวบรวมยาเพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้คลินิกหรือร้านขายยา โดยมีแม่ข่ายและเครือข่ายช่วยจัดหาผู้ป่วยและกระจายยา การทุจริตนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายให้กับงบประมาณรัฐอย่างมหาศาล โดยมีการประเมินว่ามูลค่าความเสียหายสูงถึง 80 ล้านบาท ขณะที่เส้นทางการเงินของ พ.อ.หญิง กัญญารัตน์ฯ พบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีกว่า 40 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาที่ร่วมกระทำผิด ต้นทางโรงพยาบาล–ปลายทางร้านขายยา ยาที่เบิกจ่ายออกมา ถูกขายต่อให้กับเอเย่นต์ใน จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนกระจายสู่เอเย่นต์ในย่านพระราม 4 และส่งต่อให้ร้านขายยาหลายแห่งในกรุงเทพฯ และจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจค้นร้านขายยาต้องสงสัยในหลายจุด เช่น แจ้งวัฒนะ, ศิริราช, ประตูน้ำ, นนทบุรี, รังสิต และจังหวัดชลบุรี รวมถึงบ้านพักของแพทย์หญิงบรินดาฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญ เครือข่ายเป็นระบบ ซับซ้อน รับหัวละ 1,500–ค่าจ้าง 10% ขบวนการนี้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดย พ.อ.หญิง กัญญารัตน์ฯ ทำหน้าที่จัดหาผู้ร่วมขบวนการจาก จ.ลพบุรี เข้ารับการรักษาและเบิกยา จากนั้นนำยาไปให้แม่ทีมกระจายต่อ แลกกับค่าจ้างหัวละ 1,500 บาท พร้อมส่วนแบ่งรายได้จากค่ายาร้อยละ 10 ร้องเรียนจากทหารผ่านศึก จุดชนวนสืบสวนใหญ่ ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นจากการร้องทุกข์ของ พล.อ.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึก ที่ยื่นเรื่องต่อ บก.ปปป. ให้ดำเนินคดีกับขบวนการทุจริตยาดังกล่าว หลังตรวจสอบภายในพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายยาและเส้นทางการจำหน่ายยาออกสู่ภายนอกโรงพยาบาล ป.ป.ช. ย้ำสร้างความโปร่งใส รัฐสูญเงินมหาศาล นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการ ป.ป.ช.…

Read More

เป็นซีนที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากกับการที่ เท้ง นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึง ไหม นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คล้ายกับแสดงความยินดีที่ผ่านศึกซักฟอกด้วยคะแนนท่วมท้น ทั้งที่ฝ่ายค้านเพิ่งอภิปรายหนักมาตลอด 2 วัน เรื่องนี้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ อธิบายซีนนี้ว่าตอนที่เดินไปนั้นก็อยากจะไปถามคำถามนายกรัฐมนตรีเรื่องที่ไม่ได้ชี้แจง และเงียบไป ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบอะไร มีแต่ถ่ายรูปร่วมกันและยิ้มระหว่างถ่ายภาพเท่านั้น ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งสำคัญคือประชาชนมองเห็นว่าทำอะไรไปบ้าง และยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่มีเสียของ อยากให้รัฐบาลตั้งรับไว้ให้ดี เพราะหลังจากนี้จะดำเนินการต่ออย่างแน่นอน ซึ่งข้อมูลที่มีเชื่อว่านายกรัฐมนตรียังตอบไม่ได้ ทั้งนี้นายณัฐพงศ์บอกกำลังดูข้อกฎหมายว่า จะดำเนินการหลังการอภิปรายฯ นายกรัฐมนตรีอย่างไร เพราะยุทธการโรยเกลือมีหลายช่องทาง ไม่เฉพาะยื่นถอดถอนนายกฯ กับ ป.ป.ช. โดยกระบวนการดังกล่าวจะเริ่มต้นทันทีตั้งแต่วันนี้ เช่นกรณีนายกรัฐมนตรีเลี่ยงภาษี ถึงไม่ร้องเรียน แต่การตรวจสอบโดยรัฐสภาสามารถทำให้ครอบครัวของนายกรัฐมนตรียอมจ่ายภาษีได้ ผู้สื่อข่าวถามถึงการประเมินรอยร้าวและอายุการทำงานของรัฐบาล นายณัฐพงษ์ ระบุว่าไม่สามารถประเมินแทนนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่พูดแทนได้ในฐานะประชาชน คือถ้านายกรัฐมนตรีอยู่นานเท่าไหร่ อายุของประชาชนคนไทยจะสั้นลงทุกวัน ต้นทุนของประเทศนี้จะลดลงทุกวัน

Read More

เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทันทีที่หลายคนเห็นภาพที่ เท้ง นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึง ไหม นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่รับคำเชิญจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขึ้นไปร่วมเฟรมให้ช่างภาพสื่อมวลชนถ่ายภาพร่วมกับคณะรัฐมนตรี ภายหลังเสร็จสิ้นการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่นางสาวแพทองธารได้เสียงไว้วางใจท่วมท้น มีรายงานว่าต่างขอโทษขอโพยกันที่ปะทะคารมในการอภิปรายและชี้แจงของทั้งสองฝั่ง บอกต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ภาพดังกล่าวหลายคนมองด้วยสายตาที่ต่างออกไป อย่างนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชื่นชม และให้กำลังใจการอภิปรายของฝ่ายค้าน แต่ติงบทบาทของ เท้ง ณัฐพงศ์ ที่อภิปรายปิดญัตติเมื่อคืนไม่หนักแน่น และใช้เวลาไม่คุ้มค่า ล่าสุดนายนิพฏฐ์โพสต์ข้อความติงแรงทีเดียว “เท้ง… การละคร สมควรได้รางวัลแสดงดีเด่น-ความจริงไม่ต้องรีบดีใจกับรัฐบาลก็ได้ คนที่เชียร์ฝ่ายค้านยังกลับไม่ถึงบ้านเลย ฝ่ายค้านไปดีใจกับรัฐบาลแล้ว”

Read More

แม้นอร์ทกรุงเทพโพล จะเปิดผลสำรวจ นายกฯ-รัฐบาล ผ่านศึกซักฟอก ฝ่ายค้านไม่สามารถลอกคราบได้ เพราะข้อมูลไม่แน่นพอ แต่ดูเหมือนว่า…ผลโพลนี้จะไม่ตรงกับความรู้สึกของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” นายปัญญา โตกทอง แกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา จ.สมุทรสงคราม กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้คะแนนการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเพียง “10 เต็ม 100” เท่านั้น พร้อมระบุว่า แม้จะรู้สึกพอใจในระดับหนึ่งที่ ส.ส.ณัฐชา อินไชยสวัสดิ์ จากพรรคประชาชน หยิบยกปัญหาการระบาดของ ปลาหมอคางดำ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรใน 76 อำเภอ จาก 19 จังหวัด เข้าสู่การอภิปราย แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “ความจริงใจ” และ “ความเอาจริงเอาจัง” ของรัฐในการตามหาความจริงและตรวจสอบบริษัทเอกชนที่ลักลอบนำเข้าปลาหมอดังกล่าว เขายังตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ใช้ผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการที่ใช้เวลาศึกษานานกว่า 2 เดือน รวมถึงรายงานสิทธิชุมชนปี 2561 ที่ชี้ชัดถึงการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ มาประกอบการสอบสวนหาความจริง “ถ้าบริษัทอ้างว่าทำลายหมดแล้ว รัฐเองก็ตรวจไม่พบ แล้วจะกลัวอะไรถ้าทุกฝ่ายบริสุทธิ์ใจ ทำไมไม่ตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง?” ถล่มมาตรการรัฐ “คิดแทน-ใช้งบแพง-สร้างฐานเสียง” แทนจะแก้ปัญหาจริง นายปัญญา ยังวิจารณ์มาตรการของภาครัฐในการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำว่า “ล้มเหลว” พร้อมชี้ว่า งบ 98 ล้านบาท ที่รัฐจัดสรรมาใช้ แบ่งเป็น ซื้อปลาหมอคางดำ 3 ล้านกิโลกรัม ใช้งบ 60 ล้าน แต่ไม่พอบรรเทาความเดือดร้อน สนับสนุนกากชา 35,000 กิโลกรัม ใช้เงิน 10.5 ล้าน หรือกิโลละ 30 บาท ทั้งที่ชาวบ้านซื้อจริงแค่ 23 บาท ปลากะพง 300,000 ตัว ใช้งบ 3 ล้าน แต่ราคาต่อหน่วยสูงผิดปกติ น้ำหมัก ใช้งบ 22 ล้าน ทั้งที่ชาวบ้านสงสัยว่าใครได้ประโยชน์จากการนำไปใช้ เครื่องมือกำจัด ใช้เพียง 3 ล้าน ซึ่งไม่พอกับจำนวนเกษตรกรใน 19 จังหวัด เขาตั้งข้อสังเกตว่า…

Read More

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,500 คน ในช่วงวันที่ 24–25 มีนาคม 2568 ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า นายกรัฐมนตรีสามารถผ่านศึกอภิปรายครั้งนี้ไปได้ และยังคงรักษาระดับ “ความเชื่อมั่น” ได้ในระดับเดิม ฝ่ายค้านหลักฐานไม่ชัด ประชาชนยังไม่ปักใจ สำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย ประชาชนให้ความเห็นว่า น่าเชื่อถือมาก 20.5% ค่อนข้างน่าเชื่อถือ 21.7% ค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือ 35.3% ไม่น่าเชื่อถือเลย 22.5% ตัวเลขสะท้อนว่า ฝ่ายค้านยังไม่สามารถนำเสนอหลักฐานที่ชัดเจนพอจะสร้างแรงกระเพื่อมในสภาหรือสังคมได้ รัฐบาลรักษาความเชื่อมั่น 85% เห็นไม่ลดลง เมื่อถามถึงระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลภายหลังการอภิปราย พบว่า เชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 25.7% เชื่อมั่นระดับเดิม 59.7% เชื่อมั่นลดลง 14.6% สะท้อนว่าเสียงข้างมากของประชาชนยังไม่รู้สึกว่าการอภิปรายครั้งนี้ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนมากนัก ข้อมูลรัฐบาลตอบอภิปราย “น่าเชื่อถือ” 56.4% ผลสำรวจยังชี้ว่า ประชาชนให้ความน่าเชื่อถือกับข้อมูลที่รัฐบาลใช้ตอบข้อซักถามของฝ่ายค้าน รวมแล้ว 56.4% โดยแบ่งเป็น น่าเชื่อถือมาก 30.1% ค่อนข้างน่าเชื่อถือ 26.3% ขณะที่อีก 27.4% มองว่า “ค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือ” และ 16.2% เห็นว่า “ไม่น่าเชื่อถือเลย” ประชาชนอยากเห็นการอภิปรายดีขึ้น เน้นข้อมูลชัด-พฤติกรรมเหมาะสม เมื่อสอบถามว่า ประชาชนอยากให้นักการเมืองปรับปรุงพฤติกรรมในการอภิปรายเรื่องใดมากที่สุด พบว่า การแสดงข้อมูลหลักฐานที่ไม่ชัดเจน – 20.7% พฤติกรรมการแสดงออกไม่เหมาะสม – 17.4% เนื้อหาการอภิปรายไม่ตรงประเด็น – 15.4% การยียวนกวน – 12.3% ความรุนแรงของการใช้ภาษา – 12.2% การอภิปรายไม่กระชับ วกวน – 11.9% การกล่าวหาให้ร้ายบุคคลภายนอก – 5.3% อื่น ๆ – 4.8% คะแนน…

Read More

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส.ส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ในการลงมติครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. รวม 25 คน โดยให้เอกสิทธิ์แก่ ส.ส. ในการตัดสินใจลงคะแนน ปรากฏว่า มีจำนวน 21 เสียงลงมติไว้วางใจ และอีก 4 เสียงงดออกเสียง “เสียงที่งดออกเสียงนั้น ถือเป็นการใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และที่ผ่านมา ทั้ง 4 ท่านก็ร่วมโหวตเห็นชอบกับกฎหมายของรัฐบาลมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด” นายเดชอิศม์กล่าว สำหรับ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ที่ลงมติงดออกเสียง ได้แก่• นายชวน หลีกภัย• นายบัญญัติ บรรทัดฐาน• นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ• นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา นายเดชอิศม์ยังย้ำว่า แม้จะมีความหลากหลายในการใช้สิทธิลงคะแนน แต่ในภาพรวม พรรคยังคงมีจุดยืนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และการลงมติครั้งนี้ไม่ได้กระทบต่อเสถียรภาพหรือความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด.

Read More

ใครควบคุมกองทัพ? ใครปล่อยไอโอทำงานลับในยุครัฐบาลพลเรือน? เป็นคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในวันที่สองของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “ไอโอทหาร” ถูกขุดขึ้นอีกครั้ง—แต่ไม่ใช่ในบริบทเดิม เพราะคราวนี้ ไอโอไม่ได้โจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล… แต่ย้อนศรใส่ พ่อของนายกรัฐมนตรี เอง… แม้แต่…ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ยังอึ้ง บอก “เป็นข้อมูลใหม่” ไม่ได้บอกว่า “ไม่เป็นความจริง” ตามคำพูดติดปากรัฐบาล ไอโอ: จาก “ยุค คสช.” สู่ “ยุคแพทองธาร” ชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายด้วยข้อมูลลับระดับ “เอกสารลับที่สุด” ที่อ้างว่ามาจากทหารและตำรวจ “ผู้รักประชาธิปไตย” เขาเปิดแผนปฏิบัติการไอโอที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง 2566 และทั้งหมดเกิดขึ้น…ในยุคที่นายกฯ ชื่อ “แพทองธาร” ไม่ใช่ “ประยุทธ์” ข้อมูลลับเชิงลึกถูกเปิดเผยจนประท้วงกันวุ่น ถึงขั้นในตอนท้าย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประชุมในขณะนั้น ตัดบทห้ามอภิปราย ไปดูกันหน่อยข้อมูลเหล่านั้นมีอะไรบ้าง อินฟลูฯ ในเครื่องแบบ 131 ราย จากเอกสารของศูนย์ปฏิบัติการร่วมฯ พร้อมชื่อบัญชี TikTok / Facebook / X / IG โดยระบุยอดผู้ติดตาม–ยอดไลก์ชัดเจน เอกสารสั่งการให้โจมตี HVT (High Value Targets) หรือบุคคลสำคัญที่กระทบ “สถาบันฯ” แผน IRC (Information Related Capabilities) ที่ไม่เพียงวิเคราะห์ภัยคุกคามจากต่างประเทศ แต่รวมถึง “นักวิชาการ–ประชาชน” ที่เห็นต่าง รัฐบาลพลเรือน…แต่กองทัพยังเหนือรัฐบาล ชยพล ซัดว่า โครงสร้างบัญชาการของไอโอวันนี้ สะท้อนภาพของ “รัฐซ้อนรัฐ” คือกองทัพที่ไม่ได้อยู่ใต้รัฐบาล แต่ทำงานคู่ขนานอย่างไร้การควบคุม “ขบวนการไอโอในยุค คสช. ไม่ได้หายไป กลับเติบโตขึ้นอย่างน่ากลัว…ในยุคแพทองธาร” “ดีลปีศาจ” แลกอำนาจกับการนิ่งเฉย? ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า การได้อำนาจทางการเมืองของตระกูลชินวัตร…

Read More

โดย The Publisher “เราจะซื้อหนี้เสียออกจากระบบ ล้างเครดิตบูโร ให้เอกชนซื้อ รัฐบาลไม่ต้องเสียสักบาท” – ทักษิณ ชินวัตร—ปราศรัย จ.พิษณุโลก 17 มี.ค.68) “เราจะช่วยเฉพาะคนที่หลุดระบบจริง ๆ ไม่ใช่ทุกคน ไม่ใช่การล้างหนี้ให้หมดประเทศ” – พิชัย ชุณหวชิร—ชี้แจงในสภาฯ 25 มี.ค.68 คำพูดสองประโยค ห่างกันแค่สัปดาห์เศษ แต่พา “นโยบายเดียวกัน” วิ่งคนละทาง จากขายฝัน…สู่ความจริง ทักษิณเคยประกาศไว้ชัดเจนในการปราศรัยกับคนเสื้อแดงที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ว่าแผนซื้อหนี้ NPL คือ… ซื้อหนี้เสีย “ทั้งหมด” ออกจากระบบธนาคาร ล้างเครดิตบูโรให้ประชาชน ให้เอกชนเข้ามาจัดการ รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว แต่เมื่อแผนนี้เริ่มถูกขับเคลื่อนโดยพิชัยในฐานะรัฐมนตรีคลัง มันกลับกลายเป็นว่า… เลือกซื้อ “เฉพาะบางกลุ่ม” (ไม่มีหลักทรัพย์, หลุดระบบ) ใช้เงินของรัฐผ่านธนาคารออมสิน (เริ่ม 4,000 ล้านบาท) ไม่มีเอกชนมารับบริหาร จากรัฐไม่ต้องจ่ายสักบาท…เป็นต้องจ่ายทุกบาท! จากช่วยเหลือ…กลายเป็นกวักมือทำหนี้เสีย? พิชัยยืนยันว่า แผนนี้ไม่ใช่การล้างหนี้ แต่คือการช่วย “คนที่ไม่มีทางเลือก” ทว่า… แผนนี้จะกลายเป็นแรงจูงใจให้ “เลิกจ่าย” แล้วรอรัฐช่วยหรือไม่? คนที่เคยกัดฟันจ่ายหนี้ กลายเป็นคนโง่ในระบบ? รัฐไทยกำลังส่งสัญญาณว่า “เหนื่อยทำไม เดี๋ยวรัฐก็ล้างหนี้ให้” ? นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่มันคือ วินัยในการชำระหนี้…และความยุติธรรมต่อคนเสียภาษี หนี้เดิมยังไม่ไหว…รัฐให้ก่อหนี้ใหม่? หัวใจของแผนนี้คือ “ซื้อหนี้เก่า เพื่อเปิดโอกาสกู้ใหม่” แต่คำถามคือ ลูกหนี้ที่เคยเป็น NPL จะพร้อมกู้ใหม่จริงหรือ? ที่สำคัญธนาคารจะกล้าให้กู้หรือเปล่า? ถ้าเขาไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมหนี้เลย…จะกลายเป็น NPL อีกรอบไหม? เพราะเรากำลังพูดถึงหนี้ที่ “เกือบทั้งหมด” คือ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการลงทุน แต่อาจมาจาก การใช้จ่ายเกินตัว ใช้เงินภาษีทั้งประเทศ…เพื่อปลดหนี้ให้บางคน? พิชัยยืนยันว่าใช้เงินรัฐ “แค่ 4,000 ล้าน” ในระยะแรก แต่แผนรวมของรัฐบาลต้องการช่วยถึง 3…

Read More

เป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. และ ตำรวจจาก บก.ปปป. ที่สนธิกำลังจับกุมผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 2 คน 2. กลุ่มแม่ทีมเครือข่ายนำคนเข้ารับยา จำนวน 2 คน 3. กลุ่มรับซื้อยาและจำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอีก 4 คน พร้อมตรวจค้นร้านยาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นแหล่งรับซื้อยาจากกลุ่มผู้กระทำผิด และตรวจค้นบ้านพักและที่อยู่อาศัยของผู้ถูกจับกุมทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลพบุรี และปราจีนบุรี รวมทำการตรวจค้นทั้งหมด 17 แห่ง ทั้งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ปรากฏข่าวว่ามีขบวนการนำยาออกจากโรงพยาบาลทหารผ่านศึกโดยทุจริต มีพฤติการณ์จัดหาเครือข่ายบุคคลจากจังหวัดลพบุรี เข้ามารับยาจากโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และนำไปให้กับแม่ทีมเครือข่ายเพื่อแลกกับค่าจ้างร้อยละ 10 ของค่ายา ส่วนแม่ทีมเครือข่ายจะได้ค่าจ้างรายหัวอีกรายละ 1,500 บาท ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ท. ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเห็นว่ามีมูลการกระทำผิด จึงได้แจ้งให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบ และได้ร้องทุกข์ต่อ บก.ปปป. กระทั่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับ และนำมาสู่การบูรณาการเข้าบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ท. บก.ปปป. และสำนักงาน ป.ป.ช.

Read More

มนุษย์เงินเดือน…หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่บางคน…ใช้ตั๋ว NP เลี่ยงจ่ายภาษี? ในระบบภาษีไทย — เราถูกสอนว่า “คนทุกคนมีหน้าที่เสียภาษี” แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เสียภาษีในอัตราที่ควรจะเป็น คนธรรมดาเสียภาษีเต็มพิกัด แต่คนรวย…วางแผนดีก็หนีภาษีได้! Tax Planning – Tax Avoidance – Tax Evasion: เลี่ยง / หลบ / ละเมิด การลดภาษีมี 3 ชั้นความหมาย Tax Planning: วางแผนอย่างถูกกฎหมาย เช่น ลงทุนในกองทุน LTF/RMF ซื้อประกัน ฯลฯ Tax Avoidance: เลี่ยงภาษีโดยใช้ช่องกฎหมาย เช่น โอนทรัพย์ให้มูลนิธิ ตั้งบริษัทถือทรัพย์ หลีกเลี่ยง “ฐานภาษีส่วนตัว” Tax Evasion: หลบเลี่ยงโดยผิดกฎหมาย เช่น ปกปิดรายได้, สร้างหนี้ปลอม, รายงานบัญชีเท็จ คนธรรมดา ทำได้แค่ข้อ 1 คนรวย เชี่ยวชาญข้อ 2 และบางคน ก็เล่นถึงข้อ 3 — โดยไม่ถูกตรวจสอบเลย ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง (แต่คนทั่วไปไม่มีทางทำได้) บริษัทนอกอาณาเขต offshore มูลนิธิฯ ตั๋ว PN ระหว่างญาติฯลฯ ขณะที่มนุษย์เงินเดือน…แค่รับเงินเข้าบัญชี ก็ถูกหัก ณ ที่จ่ายทันที ไม่มีช่องให้ลอด ไม่มีทางหนี ไม่มีที่ปรึกษา สิ่งที่คนรวยมี…แต่คนธรรมดาไม่มี คนรวย…มีที่ปรึกษาดี—คนธรรมดา…ไม่มีทนาย ไม่มีนักบัญชี คนรวย…มีหลายรูปแบบรายได้—คนธรรมดา…มีแค่เงินเดือน คนรวย…ทำเอกสาร “ซื้อขายในอนาคต—คนธรรมดา…ต้องจ่ายตอนนี้เลย ทางลัดที่คนธรรมดาใช้ไม่ได้ ช่องว่างทางภาษี คือ Privilege ที่ซ่อนอยู่ในระบบกฎหมาย ไม่ใช่ทุกคนรู้วิธีใช้ ไม่ใช่ทุกคนมีที่ปรึกษา แต่คนบางกลุ่ม “โตมากับมัน” และใช้มันเป็นเรื่องปกติ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมคนรวยจำนวนมาก “ไม่รู้สึกผิด” กับการเสียภาษีน้อย เพราะเขามองว่าตัวเอง…

Read More