Author: Writer Publisher

เสียงสะท้อนจากผู้ลี้ภัยอุยกูร์ที่ถูกกักนาน 11 ปี จี้รัฐไทยหยุดบิดเบือนความจริง “กัณวีร์ สืบแสง” สส.พรรคเป็นธรรม ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดเผย จดหมาย 3 ฉบับ ที่สะท้อนเสียงของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ ซึ่งถูกกักตัวในไทยมาเกือบ 11 ปี และบางส่วนที่ถูกผลักดันกลับไปจีน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำของรัฐบาลไทยที่อ้างว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ “อยากกลับจีนเองเพื่อพบครอบครัว” กัณวีร์ ระบุว่า นี่คือเสียงของคนที่ ไม่มีโอกาสเปล่งเสียงตลอด 11 ปี แต่สุดท้ายรัฐบาลไทยกลับเป็นฝ่าย “เปล่งเสียงแทน” โดยบอกว่าพวกเขา สมัครใจกลับจีน ทั้งที่ความจริงอาจเป็นไปในทางตรงกันข้าม เปิด 3 จดหมายสะเทือนใจ – อุยกูร์ 48 คนยืนยันไม่สมัครใจกลับจีน จดหมายทั้งสามฉบับสะท้อนเรื่องราวเดียวกัน นั่นคือ การร้องขอความช่วยเหลือ ให้ชาวอุยกูร์ที่ถูกกักในไทยได้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ปลอดภัย โดยเฉพาะ 48 ชีวิต ที่ยืนยันชัดเจนว่า พวกเขาไม่ต้องการกลับจีน เพราะกลัวว่าจะถูกจำคุก ทรมาน หรือถูกฆ่าตาย จดหมายฉบับแรก – ถูกดองและส่งคืน เป็นจดหมายจาก ผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ถึง UNHCR เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 แต่กลับถูก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เก็บไว้ และ ส่งคืน ให้ผู้ต้องกักระหว่างที่พวกเขาประท้วงด้วยการอดอาหารเมื่อเดือนมกราคม 2568 ในจดหมายระบุชัดว่า “อย่าส่งพวกเราไปจีน เพราะเราจะถูกขัง ถูกทรมาน และอาจตายได้” จดหมายฉบับที่สอง – ญาติร้องนายกฯ ไทยส่งตัวไปประเทศที่สาม เป็นจดหมายจาก ญาติของผู้ต้องกัก ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวอุยกูร์ 43 คน ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ขอให้ ช่วยส่งตัวลูกและสามีของพวกเขาไปประเทศที่ปลอดภัยแทนที่จะถูกส่งกลับจีน โดยพวกเขา เคยถูกส่งไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ตุรกีในปี 2568 ไม่ใช่ที่จีน จดหมายยัง ยกเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีไทยขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่า “ท่านเพิ่งได้พบพ่อที่ลี้ภัยกลับมารวมครอบครัว ท่านคงเข้าใจหัวอกของเรา กรุณาให้โอกาส 43 ครอบครัวอุยกูร์ได้กลับมาอยู่ด้วยกันที่ตุรกี”…

Read More

สนามข่าว 7 สี เผยภาพชีวิตจริงของเหล่าผีข้างบ่อนปอยเปต คนไทยที่หมดตัวเพราะการพนัน ติดกับดักชีวิตจนกลับตัวไม่ได้ กลับไทยก็มาไม่ถึง รายงานนี้ฉายภาพว่าพวกเขาใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ตามซอกมุมของเมืองปอยเปต อาศัย “บ้านทรายทอง” ห้องเช่าราคาถูก คืนละ 60 บาท หรือจับกลุ่มลงขันเช่าห้องเล็ก ๆ เดือนละ 3,500 บาท เพื่อให้มีที่ซุกหัวนอน ดีกว่านอนข้างถนน ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วย วงจรอุบาทว์แห่งการพนัน ข้ามไปเสี่ยงโชค → หมดตัว → นำหนังสือเดินทางไปจำนำ → หมดเงินอีก → ถูกยึดพาสปอร์ต → หาทางกู้เงินเพิ่ม → ติดหนี้ดอกเบี้ยรายวัน → กลายเป็นเครื่องมือของแก๊งมิจฉาชีพ “อยู่ไปแบบไม่มีอนาคต ไม่มีทางออก มีแต่หวังว่าสักวันจะชนะ แต่สุดท้ายก็แพ้เสมอ” นี่คือบทสรุปที่เราได้เรียนรู้จากชีวิตคนเหล่านี้ พนันเสรีในไทย = ปอยเปต 2.0? สิ่งที่เกิดขึ้นในปอยเปตกำลังเป็นภาพสะท้อนของอนาคตประเทศไทย หากเราปล่อยให้มี “กาสิโน” และ “พนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” กลายเป็นเรื่องปกติ ถ้าไทยมีบ่อนกาสิโนเสรี คนจำนวนมากจะถูกดูดเข้าสู่โลกการพนัน ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะเป็น “ผีข้างบ่อน” แต่เมื่อหมดตัว พวกเขาก็หนีสภาพนี้ไปไม่พ้น แม้ในร่างแรกของกฤษฎีกาจะกำหนดเงื่อนไขไว้สูงว่า ผู้เล่นที่เป็นคนไทยต้องมีเงินรองรังในบัญชีสูงถึง 50 ล้านบาท แต่ข้อกำหนดดังกล่าว กลับถูก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง ตอบโต้ว่า “ขัดกับหลักคิดของรัฐบาล” สะท้อนชัดรัฐบาลเห็นคนไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าที่ต้องการชักจูงให้เขากาสิโนเปิดใหม่ แทนไปเล่นในประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แค่ย้ายจาก “ผีข้างบ่อนปอยเปต มาเป็นผีข้างบ่อนไทยแลนด์” นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นอย่างนั้นหรือ? ถ้าไทยปล่อยให้พนันออนไลน์ขยายตัว หนี้พนันจะกระจายไปทั่วทุกครัวเรือน คนจำนวนมากจะติดหนี้พนัน จนถูกบีบบังคับให้เข้าสู่ระบบอาชญากรรม เช่น เปิดบัญชีม้า หรือทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้ากฎหมายไม่ควบคุมอย่างเข้มข้น ประเทศไทยอาจเต็มไปด้วย “บ้านทรายทอง” ของคนไทยที่หมดตัวจากการพนัน คนไทยต้องลุกขึ้นมาคัดค้าน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป! อย่าหลงกลคำโฆษณา “บ่อนเสรี” ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะความจริงคือ มันจะสร้างหนี้ให้คนไทย และทำลายครอบครัวมากกว่า อย่าปล่อยให้พนันออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ เพราะมันทำลายอนาคตของเยาวชน วัยรุ่นไทยกำลังตกเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมพนันออนไลน์อย่างมหาศาล อย่าปล่อยให้ประเทศไทยกลายเป็น “ปอยเปต”…

Read More

คดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. กำลังกลายเป็น เกมการเมืองที่เดิมพันสูง เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เสนอให้เป็นคดีพิเศษ พร้อมตั้งข้อหาแรง “อั้งยี่” และ “ซ่องโจร” แต่ยังทำไม่สำเร็จ ฟันไม่จบในวันที่ 25 ก.พ.68 เจอโรคเลื่อนไปเป็นวันที่ 6 ก.พ.68 สะท้อนชัดฝ่าย สว.ก็ไม่ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่นงานได้ง่าย ๆ DSI เปิดศึก! ฮั้ว ส.ว. = อั้งยี่ ซ่องโจร? DSI ชี้ว่า การเลือกตั้ง ส.ว. มีการล็อกโผเป็นขบวนการ โดยมีการ จัดทำ “โพยเลือกตั้ง” และการใช้ อิทธิพลบงการผลเลือกตั้ง ซึ่งอาจเข้าข่าย ความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา จึงเสนอให้คดีนี้เป็น “คดีพิเศษ” พร้อมตั้งข้อหาแรง “อั้งยี่” (การรวมตัวเป็นองค์กรลับที่ผิดกฎหมาย) และ “ซ่องโจร” (การรวมกลุ่มเพื่อก่ออาชญากรรมร่วมกัน) ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ DSI ยืนยันว่า มีหลักฐานเพียงพอ และหากพบว่ามีการสมคบกันในลักษณะขบวนการ ก็ต้อง ดำเนินคดีแบบจัดเต็ม เกมเอาคืนเริ่มแล้ว! ส.ว. อาจเดินหน้าฟ้องกลับ DSI – รัฐบาล เมื่อเกมยังเดินต่อหมากบนกระดานก็เริ่มขับเคลื่อน งานนี้ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เดือด ไม่ใช่แค่ ปฏิเสธทุกข้อหา แต่ยัง เตรียมตอบโต้กลับฝ่ายเพื่อไทยและ DSI อย่างดุเดือด ล่าสุดยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งไป ป.ป.ช.ตรวจสอบจริยธรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เพราะเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งในการกล่าวหาเรื่อง “อั้งยี่” และ “ฟอกเงิน” โดยปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจน นี่ไม่ใช่แค่คดีฮั้วเลือกตั้ง แต่กำลังเป็น ศึกแห่งอำนาจระหว่าง ส.ว. พรรคภูมิใจไทย และคนที่อยู่หลังม่าน…

Read More

นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายชัยชนะ เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เบื้องหลังหรือได้รับผลประโยชน์จากขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคม การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก นายหลิว จงอี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เดินทางมาประเทศไทย และลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การค้ามนุษย์และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ลักลอบนำคนไทยไปทำงานผิดกฎหมายในเมียนมา โดยมีรายงานว่าทางการจีนอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ไทยที่พัวพันกับเครือข่ายดังกล่าว เสนอเชิญ “รมต.จีน” ให้ข้อมูล ลั่นต้องขุดรากถอนโคน นายวัชระเสนอให้คณะกรรมาธิการการตำรวจประสานสถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อเชิญนายหลิว จงอี มาให้ข้อมูล หรือส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ไทยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชายแดนเมียนมา เพื่อให้มีหลักฐานชัดเจนในการดำเนินคดีและป้องกันปัญหานี้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเสนอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการ กสทช. และผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ช่องทางใดในการดำเนินการ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐรายใดเกี่ยวข้อง วัชระลั่น! ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม นายวัชระ ย้ำว่า ประชาชนไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงและทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนขบวนการดังกล่าว ต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเรียกร้องให้ กมธ.ตำรวจเร่งดำเนินการและรายงานผลให้ประชาชนทราบโดยเร็ว “เรื่องนี้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ จึงต้องเร่งตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใครผิดต้องถูกลงโทษ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม” นายวัชระกล่าวทิ้งท้าย

Read More

“ไม่มีการประชุม สมช. พิจารณาส่งอุยกูร์กลับจีน”นี่คือคำพูดของ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 หลังจาก กัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม ออกมาเปิดเผยว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อาจพิจารณาส่งตัวอุยกูร์กลับจีนรัฐบาล ปฏิเสธหนักแน่น ชี้นำให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่มีมูลความจริง แต่ความสับสนอลหม่านเริ่มขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 มีการรายงานว่ารถปริศนาเข้าไปรับตัวอุยกูร์ออกจากที่สถานที่กัก ตม. สวนพลู ก่อนจะเริ่มปรากฏภาพการเคลื่อนย้ายอุยกูร์ไปประเทศจีนด้วยเครื่องบินเหมาลำ และการเปิดเผยของสื่อจีนหลายสำนัก จนนักข่าวไล่บี้จี้ถามผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง รวมถึงนายกฯ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน กระทั้งพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมายอมรับว่า การส่งตัวดังกล่าวเป็นไปตามมติของสมช. มีมติและเป็น ผลพวงจากการที่นายกฯ ไปเยือนจีน สะท้อนว่ามีการทูตระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง จนอาจนำไปสู่การทูตที่เปิดเผยไม่ได้ด้วยหรือไม่? ลับ ลวง พราง: รัฐบาลให้ข้อมูลสับสน หรือมีอะไรต้องซ่อน? ย้อนไทม์ไลน์ข้อมูลจะพบว่า 17 มกราคม 2568: รัฐบาลปฏิเสธข่าว กัณวีร์ สืบแสง ที่ออกมาเปิดเผยว่า สมช. อาจพิจารณาส่งตัวอุยกูร์กลับจีน โดยภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ตอบโต้ทันทีว่า “รู้ได้อย่างไรว่ามีการประชุมเรื่องนี้?” 27 กุมภาพันธ์ 2568รัฐบาลยอมรับ…แต่เพราะถูกเปิดโปงก่อน จากนั้นเมื่อความจริงถูกเปิดโปง ความลับปิดไม่มิดสื่อจีนตีข่าวอึกทึกครึกโครม รัฐบาลไทยก็นั่งไม่ติด คำชี้แจงชัดเจนแรกออกจากปากของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ยืนยันว่า สมช. มีมติส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า เหตุใดการส่งตัวดำเนินการอย่างลับ ๆ ไม่มีการเปิดเผยจากรัฐบาลแม้แต่รถที่ใช้เคลื่อนย้าย ก็ไม่มีสัญลักษณ์ของต้นสังกัด รัฐบาลไทยจำใจยอมรับ…หลังจากที่จีนเปิดเผยข่าวก่อนใช่หรือไม่ แม้ในภายหลัง ภูมิธรรม จะตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันสวัสดิภาพชาวอุยกูร์จะได้รับการดูแลอย่างดีจากจีน และพวกเขาเดินทางไปด้วยความสมัครใจ แต่ก็ไม่สามารถลบข้อสงสัยที่ว่า “ทำไมต้องทำแบบลับ ๆ ล่อ ๆ” ได้ ในเมื่อมีหนทางโปร่งใสที่สามารถทำได้ ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริงต่อสังคม และนานาชาติ ว่า…

Read More

รัฐบาลเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หลังพบ “ไข้อีดำอีแดง” (Scarlet Fever) ระบาดในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยความห่วงใย รัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้ผู้อำนวยการโรงเรียนพิจารณาหยุดเรียน เพื่อป้องกันการระบาดของโรคอีดำอีแดง และเพื่อให้มีการดำเนินการควบคุมโรคที่เหมาะสม ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever) คือ ?เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย สเตร็ปโตคอคคัสชนิดเอ มักจะเจอในเด็กวัยเรียน อายุ 5-15 ปี โดยแบคทีเรียชนิดนี้สร้างสารพิษได้ ทำให้เกิดผื่นแดงขึ้นตามตัว เชื้อนี้สามารถติดต่อผ่านการไอหรือจาม การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้ของร่วมกัน เช่น ของเล่น หรือข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ อาการผู้ป่วยมักจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์หลังติดเชื้อ มีไข้สูง เจ็บคอ อาจมีหนองหรือจุดเลือดออกที่ต่อมทอนซิล ผื่นแดงสากคล้ายกระดาษทราย เริ่มจากลำตัวและกระจายไปแขนขา มักไม่ขึ้นที่ใบหน้า แต่แก้มจะแดงและมีวงซีดรอบปาก ลิ้นแดงเป็นปุ่ม ๆ คล้ายสตรอว์เบอร์รี และมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น และปวดท้อง มักจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น โรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบประมาณ 1-4 สัปดาห์ เกิดจากปฏิกิริยาของแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสชนิดเอต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย วิธีการรักษาแพทย์อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนรักษาตัวที่บ้านก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ อย่างไรก็ดี โรคไข้อีดำอีแดงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง หากสงสัยว่ามีอาการที่กล่าวมาข้างต้นควรรีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องและเริ่มทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

Read More

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียเริ่ม “รื้อโครงสร้างข้าราชการ” อย่างจริงจัง ลดขนาดภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระทางการคลัง ไทยยังคงติดกับดักระบบราชการเทอะทะ งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับเงินเดือนข้าราชการ สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง! เวียดนาม – รื้อใหญ่ ปลดข้าราชการนับแสน รัฐบาลเวียดนามเพิ่งประกาศ “ผ่าตัดใหญ่” ปรับลดข้าราชการกว่า 100,000 ตำแหน่ง พร้อมยุบรวมกระทรวงเพื่อลดความซ้ำซ้อน และตัดทิ้งองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ นี่คือการปฏิรูปที่รัฐบาลกล้าหาญ เพราะพวกเขารู้ว่า “รัฐเทอะทะ = ประเทศถอยหลัง” กระทรวงหลายแห่งถูกควบรวมเพื่อลดภาระ เช่น กระทรวงการคลังถูกจับรวมกับกระทรวงการวางแผน รัฐบาลยุบเลิกสื่อของรัฐที่ซ้ำซ้อน หยุดใช้งบประมาณโฆษณาเกินจำเป็น ตั้งเป้าลดงบประมาณข้าราชการ และนำเงินไปพัฒนาประเทศแทน Nguyen Hoa Binh รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ถึงกับกล่าวว่า“เราต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐกลายเป็นที่หลบภัยของคนขี้เกียจ”นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า เวียดนามกำลังเอาจริง! ฮ่องกง – ลดข้าราชการ ทุ่มงบ AI ฮ่องกงไม่ใช่ประเทศที่มีข้าราชการมากเกินจำเป็น แต่พวกเขายังกล้าที่จะลดขนาดระบบราชการ! รัฐบาลประกาศแผนตัด 10,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2027 เป้าหมายชัดเจน – ลดภาระงบประมาณ แล้วโยกเงินไปลงทุนกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมีแผนลดขนาดข้าราชการลง 2% ของทั้งหมด พร้อมทั้งทุ่มเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง พัฒนา AI และระบบอัตโนมัติ เพื่อลดการใช้แรงงาน เพิ่มการใช้เทคโนโลยี ไทย… ระบบราชการใหญ่เทอะทะ แต่ไม่มีใครกล้าแตะ! ตรงกันข้ามกับเวียดนามและฮ่องกง ระบบราชการไทยยังคงเป็น “ปัจจัยฉุดรั้ง” การพัฒนาประเทศ ด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อน ล้าสมัย ใช้งบประมาณมหาศาลไปกับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยไม่มีแผนปฏิรูประยะยาว งบประมาณประจำ (เงินเดือน-สวัสดิการข้าราชการ) กินส่วนแบ่งราว 70% ของงบประมาณทั้งหมด หน่วยงานรัฐมีอำนาจทับซ้อน ทำให้การดำเนินงานล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ และระบบราชการกลายเป็นที่พึ่งของกลุ่มผลประโยชน์ มากกว่าจะทำเพื่อประชาชน หากนำโมเดลของเวียดนามมาใช้ “ข้าราชการที่ขี้เกียจจะไม่มีที่ซ่อน” แต่คำถามคือ รัฐบาลไทยกล้าพอไหม? ทำไมไทย “ลดข้าราชการ” ไม่ได้? ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก การเป็นข้าราชการยังถูกมองว่าเป็น “อาชีพตลอดชีวิต” และหลายตำแหน่งได้มาเพราะเส้นสาย ไม่ใช่ความสามารถ นักการเมืองไม่กล้าแตะ เพราะพึ่งพาฐานเสียงข้าราชการ…

Read More

“อะไรที่แลกได้ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย” การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน อาจดูเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนถึง สมดุลทางการทูตที่สั่นคลอน และ ราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย ในสายตาของนานาชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาในช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนจีนและพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รวมถึง ปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ในประเทศไทย ซึ่งจีนให้ความสำคัญอย่างมาก จนถูกมองว่า “จีนเป็นผู้กำกับ ส่วนไทยมีหน้าที่แสดงเท่านั้น!” การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนครั้งนี้ อาจเรียได้ว่าเป็น” จังหวะนรก “เพราะมันเกิดขึ้นในปีเดียวกับที่ไทยได้รับสถานะ “รัฐภาคีของ UNHCR” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งทำให้ไทยถูกจับตามองมากขึ้นในเรื่องของ พันธกรณีด้านผู้ลี้ภัยและสิทธิมนุษยชน คำถามคือ นี่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการทูต หรือเป็นเพียงข้อแลกเปลี่ยนที่ไทยต้องจ่ายเพื่อความสัมพันธ์กับจีน? และ ผลกระทบต่อไทยในเวทีโลกจะเป็นอย่างไร? คุ้มค่าหรือไม่กับการตัดสินใจเช่นนี้ของรัฐบาล? เมื่อจีนกำหนดเกม ไทยอยู่ตรงไหน? จีนเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ส่งตัวชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัยกลับจีนมาโดยตลอด โดยอ้างว่าเป็น “พลเมืองจีนที่ลักลอบออกนอกประเทศผิดกฎหมาย” ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า ชาวอุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อยที่เผชิญกับการกดขี่ทางศาสนาและวัฒนธรรมในซินเจียง ที่ผ่านมา ประเทศอย่าง ตุรกีและมาเลเซียเลือกที่จะให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวอุยกูร์ หรือปล่อยให้เดินทางไปยังประเทศที่สาม แต่ไทยกลับเลือกที่จะส่งตัวพวกเขากลับจีน ซึ่งอาจมองได้ว่า เป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันทางการทูตจากจีนโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอุยกูร์ เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังทำงานร่วมกับจีน กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนในไทย ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ การส่งตัวอุยกูร์กลับจีนอาจถูกมองว่า เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ไทยต้องแลกเปลี่ยนกับอะไรบางอย่างที่ต้องการจากจีน แต่ประชาชนยังไม่มีโอกาสรับรู้หรือไม่? มีข้อตกลงทางการทูตที่ไม่ได้เปิดเผยหรือเปล่า? ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไทย: การทูตสองหน้าในเวทีโลก? ไทยเพิ่งเข้าร่วมเป็น “รัฐภาคีของ UNHCR” อย่างเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2568 ซึ่งหมายความว่า ไทยต้องดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับหลักการขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยผู้ลี้ภัย หนึ่งในหลักการที่สำคัญคือ “Non-Refoulement” หรือ “หลักการไม่ส่งกลับ” ซึ่งห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปยังประเทศที่พวกเขาอาจเผชิญกับการกดขี่หรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย แต่การตัดสินใจของไทยในกรณีนี้กลับ สวนทางกับหลักการดังกล่าวโดยตรง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อ เครดิตของไทยในเวทีสิทธิมนุษยชน รวมถึง การเจรจากับกลุ่มประเทศตะวันตกในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น ไทยอยู่ในจุดที่ต้อง รักษาสมดุลทางการทูตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ และยุโรปมักแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนในเรื่องอุยกูร์ หมายความว่า ไทยอาจถูกเพ่งเล็งจากฝั่งตะวันตกว่าเลือกยืนข้างจีนมากเกินไป สมดุลระหว่างจีน-สหรัฐ: ความเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญ จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องพึ่งพา ในแง่ของ การค้า การลงทุน…

Read More

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ทางการไทยได้ส่งตัวชาวจีน 40 คนที่ลักลอบเข้าเมืองกลับประเทศจีน การส่งตัวครั้งนี้ดำเนินการตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติสากล เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในการปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ เพื่อปกป้องสิทธิ์ของพลเมืองจีน กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนให้ความสำคัญกับการส่งตัวครั้งนี้ โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ์ของพลเมืองจีนตามกฎหมาย ความเคารพซึ่งกันและกัน และการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม ด้วยความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ในกระบวนการส่งตัวกลับ สิทธิ์ตามกฎหมายของผู้ถูกส่งตัวได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ ทางการจีนได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ถูกส่งตัวกลับสู่ชีวิตปกติโดยเร็ว การลักลอบเข้าเมืองถือเป็นอาชญากรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ทำลายความเป็นระเบียบในการเข้าออกประเทศ ทางการจีนจะยังคงปราบปรามการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพรมแดน และจะดำเนินคดีกับผู้ที่วางแผนหรือจัดการการลักลอบเข้าเมือง นอกจากนี้ จีนยังมีส่วนร่วมในการจัดการความปลอดภัยระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากอาชญากรรมข้ามชาติ และคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เดินทางเข้าออกประเทศอย่างถูกกฎหมาย ในระหว่างการสัมภาษณ์กับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่าผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศครั้งนี้ถูกชักจูงโดยองค์กรอาชญากรรมให้ลักลอบออกนอกประเทศ และต้องติดค้างอยู่ในประเทศไทย พวกเขาและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ญาติของพวกเขาได้ร้องขอให้รัฐบาลจีนช่วยเหลือเพื่อให้พวกเขากลับบ้านและกลับมาพบกับครอบครัว การส่งตัวกลับครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการคุ้มครองสิทธิ์ของพลเมือง เจ้าหน้าที่เน้นว่ากระบวนการส่งตัวกลับดำเนินการตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติสากล การลักลอบเข้าเมืองเป็นอาชญากรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ทำลายความเป็นระเบียบในการเข้าออกประเทศ ทางการจีนจะยังคงเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากอาชญากรรมข้ามชาติ และคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เดินทางเข้าออกประเทศอย่างถูกกฎหมาย ในกระบวนการส่งตัวกลับ สิทธิ์ตามกฎหมายของผู้ถูกส่งตัวได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ ทางการจีนได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหลังจากดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ได้ช่วยเหลือให้พวกเขากลับสู่ครอบครัวและสังคม สำหรับผู้ที่ป่วยหนักระหว่างถูกกักขังในประเทศไทย ทางการจีนจะให้การรักษาอย่างเต็มที่ การที่ผู้ถูกส่งตัวกลับจากการถูกกักขังในต่างประเทศมายังชีวิตปกติในประเทศ แสดงถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลจีนในการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังกล่าวว่าความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในการปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ เป็นไปตามหลักการความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งสองประเทศได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การฉ้อโกงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ในอนาคต ทั้งสองประเทศจะขยายความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในหลาย ๆ ด้าน เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชนทั้งสองประเทศ และรักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาค ที่มา: 央视新闻

Read More

เวทีการเมืองไทยกำลังระอุ เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว สร้างแรงสั่นสะเทือนถึงสมดุลอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาลระหว่าง “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ที่ขบเหลี่ยมกันอยู่แล้ว รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ จากนิด้า วิเคราะห์ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ของ The Publisher ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ว่า นี่คือ กลยุทธ์ของฝ่ายค้านที่อาจทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลง แต่กลับเป็นการเปิดทางให้ “ภูมิใจไทย” มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น “การที่ฝ่ายค้านเลือกซักฟอกเฉพาะนายกฯ โดยไม่แตะนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย เท่ากับทำให้ภูมิใจไทยลอยตัว มีแต้มต่อทางการเมืองมากขึ้น” ศึกเพื่อไทย-ภูมิใจไทย: เบื้องหลังการเมืองเลือดสาด ศึกระหว่าง เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย ดุเดือดมาตลอด และยิ่งดุดันขึ้น หลังภูมิใจไทยขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การแก้เกมของพรรคเพื่อไทยโดยใช้กฎหมายและกลไกรัฐเป็นเครื่องมือ จากการตรวจสอบสนามกอล์ฟตระกูลอนุทินที่เขาใหญ่ และล่าสุดการผลักดันให้ดีเอสไอพิจารณารับคดีฮั้วของ ส.ว. สีน้ำเงินเป็น “คดีพิเศษ” แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามแผน เพราะเกิดการเลื่อนประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษจากวันที่ 25 ก.พ. ไปเป็น 6 มี.ค. เป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ รศ.ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า “อำนาจบารมีของนายทักษิณ ชินวัตร เสื่อมลงไปมาก” เขาชี้ว่า หากเพื่อไทยยังคุมเกมอยู่ การตัดสินใจรับคดีพิเศษควรเกิดขึ้นตั้งแต่ 25 ก.พ. แล้ว ไม่ใช่เลื่อนไปเป็นวันที่ 6มีนาคม“ทักษิณยุค 44-45 กับทักษิณยุคนี้ คนละเรื่องกัน อำนาจบารมีคนละระดับ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สามารถกำกับทิศทางทุกอย่างได้เหมือนเดิมอีกแล้ว” คาดประท้วงแหลกแสดงความภักดี ”ทักษิณ“ การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รศ.ดร.พิชาย เชื่อว่า “ชื่อของทักษิณ” จะถูกหยิบยกขึ้นมาซักฟอกอย่างแน่นอน เพราะมีข้อกล่าวหาในญัตติว่า นายกฯ แพทองธาร เป็นเพียง “หุ่นเชิด” ที่มีทักษิณอยู่เบื้องหลัง “ทันทีที่มีชื่อ ‘ทักษิณ’ ดังขึ้นในสภา จะเกิดการประท้วงกันวุ่นวายแน่นอน ส.ส. ที่จงรักภักดีจะขัดขวางอภิปรายเต็มที่”ขณะที่ ข้อกล่าวหาหลัก ต่อ น.ส.แพทองธาร…

Read More