Author: Writer Publisher

ยังเป็นกรณีที่สังคมจับตาใกล้ชิดกับปม ชั้น 14 คุกทิพย์ ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งต้องโทษ 1 ปี ไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว จากการอ้างอาการป่วยหนัก เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสองหน่วยงาน ประกอบด้วย แพทยสภา ที่ตั้งอนุกรรมการฯ ขึ้นมาตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ที่เกี่ยวข้องและพบว่ามี “มูล” ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลตำรวจขีดเส้นให้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดถึงขั้นตอนการส่งตัว การใช้ดุลพินิจของแพทย์ หลักฐานการรักษาตัวของนายกทักษิณ ส่งไปให้ภายในวันที่ 15 ม.ค.68 ขณะที่ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวนกรณีนี้ มี 12 เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลตำรวจ กรมราชทัณฑ์ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ติดร่างแห และมีการร้องเพิ่มให้สอบลามไปถึง พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เจ้าของฉายา “ทวีไอพี” ด้วย ล่าสุดยังมีประชาชนขอพึ่งบารมีประธานศาลฎีกา ให้พิจารณาการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารผ่านกรมราชทัณฑ์ จนเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ชั้น 14 ไม่ดำเนินการตามป.วิ-อาญา มาตรา 246 ที่กำหนดให้ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับให้จำคุกก่อนส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำ อีกทั้งยังไม่เคยรายงานต่อศาลด้วย โดยเห็นว่าประมุขฝ่ายตุลาการคือประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารองค์กรผู้ทรงอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ควรเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาอันเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนเกือบทั้งประเทศเคลือบแคลงสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เนื่องจากไม่สามารถพึ่งบารมีของผู้มีอำนาจสูงสุดขององค์กรฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ The Publisher ได้สอบถามไปยังนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยมีการยื่นเรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีนี้มาแล้วสองครั้ง ให้ข้อมูลว่า ครั้งแรกยื่นปลายปี 66 เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ท่านมีคำสั่งออกมาว่า ต้องพิจารณาว่า หลังศาลฯ มีคำสั่งขังแล้ว เป็นหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ต้องพิจารณาว่าการนำนายทักษิณออกนอกเรือนจำไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีอำนาจพิพากษา จากนั้นต้นปี 2567 ตนได้ยื่นไปที่ศาลฎีกาฯ อีกครั้ง เสนอข้อเท็จจริงที่มีการอ้างต้องรักษาตัวนอกเรือนจำเนื่องจากเสี่ยงต่อชีวิต แต่กลับไม่มีการปฏิบัติตามป.วิอาญา จึงสอบถามว่าเป็นอำนาจใคร ซึ่งท่านตอบกลับมาว่า “กรมราชทัณฑ์ไม่มีการขอมาที่ศาลฯ” “ในการยื่นครั้งที่สามภายในเดือนมกราคมนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่ากรมราชทัณฑ์กระทำการขัด ป.วิอาญามาตราไหนบ้าง การนำนักโทษออกนอกเรือนจำเพื่อรักษาด่วน ไม่มีการรายงานให้ศาลฯ ทราบ ตามมาตรา 246 การกระทำเช่นนี้ขัดคำสั่งศาลฯ ขัดพระบรมราชโองการหรือไม่ เสนอให้ศาลฯ พิจารณาเพราะต้นเหตุแห่งการจำคุกมาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนายทักษิณยอมรับผิด ได้รับอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือ…

Read More

แฟนคลับทั่วโลกต่างร่วมส่งกำลังใจ จากกรณี “จ้าวลู่ซือ” นางเอกซุปตาร์ชื่อดังจากแดนมังกร เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและหยุดการทำงานทั้งหมด หลังเจ้าตัวได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยหนักจากการติดเชื้อไข้หวัดขั้นรุนแรง จนเกิดภาวะ “อะเฟเซีย” (Aphasia) หรือ ภาวะสูญเสียความสามารถในการพูดสื่อสาร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เธอนั้นโหมงานหนักและไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งนอกจากผลกระทบทางด้านร่างกายแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางด้านจิตใจ จากการถูกชาวเน็ตและแอนตี้แฟนที่สร้างข่าวเท็จขึ้นมาเพื่อโจมตีเธอ ล่าสุด “จ้าวลู่ซือ” เคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอพักรักษาตัว โดยเธอได้อัปเดตเรื่องราวทั้งหมดผ่าน Weibo ของเธอเพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ระบุว่า “การตอบกลับครั้งแรก และครั้งสุดท้ายต่อเหตุการณ์ล่าสุด ขอโทษที่ใช้พื้นที่สาธารณะ ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยปล่อยให้ความเจ็บป่วยของฉันส่งผลกระทบต่อการทำงาน หรือคนรอบข้างฉันยังยอมรับปัญหาของตัวเองด้วยเนื่องจากฉันมักจะอดทน” “ดังนั้นในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันจึงตระหนักได้ว่าฉันไม่ได้ใจกว้างและให้อภัยจากใจอย่างที่คิด ฉันจึงต้องรับผิดชอบด้วยอาชีพการงานของฉัน ทำให้ฉันได้รับความช่วยเหลือ และการสนับสนุนมากกว่าที่ฉันจะจินตนาการได้” “ฉันรู้สึกขอบคุณและโชคดีจริงๆสิ่งนี้ช่วยให้ฉันเข้าใจ ความเข้าใจผิดทั้งหมดฉันสนับสนุนสิทธิของทุกคนในการเลือกอาชีพที่ต้องการ เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะหลีกหนีจากสถานการณ์ที่นำมาซึ่งความทุกข์ และความ เหนื่อยล้า คุณสามารถหยุดได้ทุกเมื่อคุณจะเป็นอิสระ และคุณสามารถกล้าหาญได้” “ฉันเข้าใจด้วยว่าทุกคนต้องเผชิญกับความคับข้องใจ และความอยุติธรรม ฉันได้ยินเรื่องราวที่น่ากลัวมากเกินไป เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือ และผู้ที่ทำร้าย ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด อายุเท่าไหร่ หรือเพศไหน ถือเป็นสิ่งที่ผิด” “การบังคับให้ใครสักคนเปิดบาดแผลของตนเองอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่า “ไม่ได้คิดมากเกินไป” “ไม่ได้อ่อนแอ” หรือ “ไม่ได้ไม่พอใจ” เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินความรุนแรงของบาดแผลทางจิตใจของใครคนใดคนหนึ่งได้ นอกจากแพทย์เท่านั้น หรือตัดสินว่า อาการนั้นเข้าข่ายอาการป่วยหรือไม่” “ในปี 2019 ฉันประสบกับภาวะซึมเศร้า ผู้คนต่างบอกกับฉันว่า “อย่าคิดมาก เกินไป” หรือ “ถ้าคุณคิดบวกทุกอย่างจะดีขึ้น” ฉันยังคิดว่าตัวเองเป็นคนดรามา และอ่อนไหวเกินไปและไม่ได้ใส่ใจสุขภาพจิตของตัวเองอย่างจริงจัง” “ในปี 2021 ฉันรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่อยู่บนตัวฉัน เหมือนกับมีเข็มทิ่มแทงฉัน พร้อมกับอาการแพ้หลังจากไปพบแพทย์รับยา และฉีดยาอาการต่างๆก็ไม่ดีขึ้น ฉันจึงไปพบนักจิตวิทยา เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวล” “ในปี2023 ฉันประสบกับโรคปอดบวมถุงลมโป่งพองโรคผิวหนังอักเสบโรคลมพิษ เหงื่อออกตอนกลางคืนสูญเสียการได้ยินจากเส้นประสาท และการสูญเสียคนที่รัก และข่าวโรคมะเร็งที่เกิดกับสมาชิกในครอบครัวเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ บดบังอารมณ์ของฉัน และฉันยังคงละเลยสุขภาพของตัวเองต่อไป” “ในปี 2024 ฉันเริ่มอาเจียนบ่อยเวียนหัวปวดข้อปวดคอและมีอาการทางกายอื่นๆ ที่ชัดเจนรวมถึงอาการแพ้ที่แย่ลงฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงปกติของยาที่ออกฤทธิ์ต่ออาการแพ้” “ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กผู้คนเรียกฉันว่า “หน้าตาดี” แต่ไร้ประโยชน์ ในระหว่างที่เรียนพิเศษนอกหลักสูตรฉันถูกตีในหอพักของครู ตอนนั้นฉันคิดว่าการถูกลงโทษ เพราะเรียนไม่เก่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ฉันไม่กล้าพูดออกมา เพราะฉันถูกสอนให้ “ค้นหาปัญหาภายในตัวเองอยู่เสมอ””เมื่อฉันโตขึ้นฉันถูกตีอีกครั้ง เพราะไม่ได้รับบทบาทในการแสดงฉันคิดว่า…

Read More

กลายเป็นที่ถูกพูดถึงและสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากถึงการกระทำของนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าห้ามไม่ให้ปล่อยโคมลอยในพื้นที่บ้านเรือนในคืนเคาต์ดาวน์ที่บริเวณลานท่าแพ จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอาการโมโหและไม่พอใจที่ถูกห้ามไม่ให้ปล่อยโคมลอยจึงแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมาได้มีล่ามเข้ามาอธิบายให้เจ้าตัวฟังว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ห้ามปล่อยโคม เจ้าตัวจึงขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนเกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวนั้นถูกบันทึกภาพและเผยแพร่ลงอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกัน ภายหลังทราบชื่อนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว เป็นชาวญี่ปุ่น ชื่อ ฮิราโนะ โทโมฮิโระ อายุ 31 ปี ซึ่งนายฮิราโนะรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจคู่กรณีเพื่อขอโทษด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนายดังกล่าวยอมเข้าพบและยอมรับคำขอโทษ ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เรื่องดังกล่าวจึงจบลงด้วยดี ถึงขนาดนี้แล้วรออะไร จับแม่งสิครับ เจ้าของช่องที่ลงคลิปบอกไม่จับด้วย ลอยโคมกลางเมืองก็สุ่มงางเพลิงดีๆนี่เอง #เชียงใหม่ pic.twitter.com/NwpHZqm5ho— Red Skull (@RedSkullxxx) December 31, 2024 แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การกระทำของนายฮิราโนะเข้าข่ายมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ จึงทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ซึ่งนายฮิราโนะก็เข้าใจดีและให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา. ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่https://thepublisherth.com/

Read More

จัดอาหารให้ครบ 5 กลุ่ม กินหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เลือกกินข้าวไม่ขัดสีเป็นหลักสลับกับอาหารประเภทแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เป็นต้น เลือกกินปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้งมาปรุงอาหารเป็นประจำ กินผักหลากหลายสีและสลับชนิดกันไป กินผลไม้ไม่หวานจัด วันละ 1-3 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วน ประมาณ 6-8 ชิ้นพอดีคำ) กินนมรสจืด วันละ 1-2 แก้ว และกินอาหารแหล่งแคลเซียม เช่น ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง หั่นอาหารเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทำให้นิ่มด้วยการต้ม นึ่ง ลวก เพื่อง่ายต่อการเคี้ยวและย่อย กรณีกินมื้อหลักไม่เพียงพอ จัดให้กินครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งแบ่งเป็นมื้อย่อย ๆ วันละ 5-6 มื้อ ลดการปรุงรสจัด หวาน มัน เค็ม ใช้สมุนไพรเพิ่มรสชาติเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป ปรุงสุกใหม่เน้นลวก ต้ม นึ่ง อบ เลี่ยงแกงกะทิและอาหารทอด ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว เลี่ยงเครื่องดื่มชา กาแฟ ในช่วงเย็นถึงค่ำ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง

Read More

สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปีที่ผ่านมาพบว่าเพิ่มขึ้น 3 แสนคนต่อปี ตามรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข โดยระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center ของกระทรวงสาธารณะสุขแสดงอัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยที่ตรวจพบสะสมกว่า 4,584,133 คน เสียชีวิตแล้ว 18,119 เฉลี่ยประชากรไทยที่เป็นโรคเบาหวาน 1 ใน 253 คน เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน โรคเบาหวานคืออะไร?โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง พร้อมกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่ดีซึ่งแนวทางการป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานนั้น คือ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การเลือกทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและมีไฟเบอร์สูง รวมถึงการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจพบโรคเบาหวานในระยะแรกและรับการรักษาทันท่วงที 8 อาหารช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน มีดังนี้ ผักเช่น หน่อไม้ฝรั่ง, อะโวคาโด, บร็อคโคลี, กะหล่ำปลี, ผักชีฝรั่ง, แตงกวา, เห็ด, หัวหอม, บวบ, มะเขือเทศ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และมีไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มท้องและเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ปลาเช่น ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, แอนโชวี อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 (DHA และ EPA) ที่ช่วยลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือด ช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน แอปเปิลไซเดอร์ ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำให้ดื่มวันละ 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่า น้ำเปล่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ช่วยให้เลือดคืนสภาพและขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รีเช่น ราสป์เบอร์รี, สตรอว์เบอร์รี, บลูเบอร์รี, แบล็กเบอร์รี อุดมไปด้วยไฟเบอร์, วิตามิน, แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและลดคอเลสเตอรอล อบเชยและขมิ้น อบเชยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ขมิ้นช่วยลดการอักเสบและความเสี่ยงของโรคหัวใจ การรับประทานในทุกวันช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่น มะนาว, ส้ม, สับปะรด มีวิตามินและไฟเบอร์สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคเบาหวาน ไข่ เป็นแหล่งโปรตีนและไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การกินไข่ 1 ฟองต่อวันช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน อาหารเหล่านี้ไม่เพียงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม และป้องกันโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ดี

Read More

เลี่ยงไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น สัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นและอัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุในสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญอยู่ การสร้าง สังคมผู้สูงอายุ ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนต้องการการร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ, ภาคเอกชน, ครอบครัว และตัวผู้สูงอายุเองในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุนั้น สำหรับผู้สูงอายุในยุคปัจจุบัน แอพพลิเคชันก็สามารถช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้มากมาย โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพ การสื่อสาร และการบันเทิง เรามาดูกันว่าแอพพลิเคชันที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ มีอะไรกันบ้าง? แอพสำหรับการดูแลสุขภาพ MyTherapy: แอพนี้ช่วยในการติดตามการทานยาและการดูแลสุขภาพโดยการแจ้งเตือนการทานยาและการตรวจสุขภาพ เช่น วัดความดันและระดับน้ำตาลในเลือด Medisafe: แอพจัดการการทานยาที่มีระบบแจ้งเตือนการทานยา สามารถตั้งเวลาการทานยาที่ต้องการได้ Pill Reminder: แอพช่วยเตือนการทานยาตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่ลืมทานยา Health Mate: แอพสำหรับติดตามการออกกำลังกายและสุขภาพทั่วไป รวมทั้งการวัดการนอนหลับและการเดิน แอพสำหรับการสื่อสาร WhatsApp: แอพแชทที่ใช้งานง่าย และสามารถส่งข้อความ, โทร, หรือวีดีโอคอลได้ Facebook Messenger: แอพแชทและวิดีโอคอลที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ได้ง่าย Skype: แอพสำหรับการโทรวีดีโอหรือเสียงที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนที่ห่างไกล แอพเพื่อความบันเทิง YouTube: สำหรับดูคลิปวีดีโอต่างๆ ทั้งความบันเทิงและความรู้ หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้วิธีการทำกิจกรรมต่างๆ Spotify: แอพฟังเพลงที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถฟังเพลงที่ชอบได้ง่ายๆ Audible: แอพสำหรับฟังหนังสือเสียง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสะดวก Kindle: สำหรับอ่านหนังสือหรืออีบุ๊คต่างๆ สามารถปรับขนาดตัวอักษรให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุได้ แอพสำหรับการจัดการชีวิตประจำวัน Google Keep: แอพสำหรับการจดบันทึกและตั้งเตือนความจำ ช่วยให้ผู้สูงอายุจำสิ่งที่ต้องทำได้ง่าย Cozi แอพจัดระเบียบชีวิตครอบครัว ช่วยในการตั้งรายการสิ่งที่ต้องทำ เช่น การซื้อของหรือกิจกรรมต่างๆ Life360: แอพที่สามารถแชร์ตำแหน่งและตรวจสอบความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัว แอพออกกำลังกายและฟิตเนส 7 Minute Workout: แอพออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการออกกำลังกายอย่างไม่หนักหน่วง Yoga for Beginners: แอพที่สอนการทำโยคะ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการยืดเส้นและลดความเครียด แอพเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวกและสนุกสนานมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านหรือพบกับความยากลำบากในการใช้งานเทคโนโลยี

Read More

Special ส่งท้ายปี เปิดมุมคิด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มองทิศทางการเมือง-เศรษฐกิจ ปี 68 The Publisher: คุณอภิสิทธิ์มีมุมมองเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไรในปี 2568 ? คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในบริบทปัจจุบันเริ่มจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นการขึ้นภาษีสินค้าผ่านการใช้ภาษีเป็นอาวุธเศรษฐกิจ ซึ่งอาจกระทบกับไทยที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับจีนหรือเม็กซิโก แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยที่เปิดรับการค้าระหว่างประเทศสูงมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และจากมาตรการภาษีต่างๆ ซึ่งอาจทำให้สินค้าจากจีนเข้ามาในภูมิภาคนี้ได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของไทย รวมถึงผลกระทบจากการที่รัฐบาลไทยพยายามดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แม้จะมีความพยายามจากรัฐบาล แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าที่ควร ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทางโครงสร้าง เช่น การขาดนโยบายที่ชัดเจนในการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลง ในด้านการบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลได้พยายามจัดการเรื่องเงิน 10,000 บาทและค่าแรง 400 บาท ซึ่งแม้จะได้ผลบางส่วน แต่ก็เสียเวลาและทรัพยากรในการแก้ปัญหาดังกล่าว การดึงการลงทุนจากต่างประเทศยังไม่ชัดเจนและผลตอบรับยังน้อย ในมุมของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับระบบกฎหมายและการพัฒนาทักษะของบุคลากร เพื่อตอบสนองต่อการลงทุนจากต่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หากไม่ปรับตัวในด้านนี้ เศรษฐกิจไทยก็จะยังคงมีปัญหาต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม และการปรับระบบภาษีในด้านอื่นๆ เช่น ภาษีที่ดิน มรดก และภาษีจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว The Publisher: ระบบภาษียังไม่ไปตามช่องทางที่ควรจะทำ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มควรจะเป็นทางสุดท้ายที่จะเลือก? คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นั้นมีข้อควรระวังหลายอย่าง เนื่องจากการเพิ่มภาษีนี้อาจส่งผลให้สินค้าแพงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในด้านเงินเฟ้อและลดกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน การเพิ่มภาษีในอัตราเดียวกันจะกระทบทั้งคนรวยและคนจนในระดับเดียวกัน ซึ่งทำให้เป็นภาระหนักกับผู้มีรายได้น้อย หากรัฐบาลเสนอการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 15% จะยิ่งเป็นเรื่องที่ยากต่อการได้รับการยอมรับจากประชาชน เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้กับประชาชนในทุกกลุ่ม ทำให้การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับนี้อาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจไว้ The Publisher: การเตรียมความพร้อมของทางรัฐบาล การรับมือกับโดนัลด์ ทรัมป์ รัฐบาลมีความพร้อมแค่ไหน และมีวิธีคิดในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจอย่างไร? คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ในการมองสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย พรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะได้รับความนิยมจากผลงานจริง ๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เนื่องจากในอดีตเคยบริหารประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต แต่ปัญหาคือหากพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผลลัพธ์อาจกลับสู่สภาพเดิม และเพิ่มภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลเหมือนกับรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ ในทางกลับกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงานได้…

Read More

“มาร์ก” ชำแหละ เกือบ 2 ปี รัฐบาลเพื่อไทย ติดกับดัก “นโยบายหาเสียง-มุ่งคะแนนนิยม” เมินปรับโครงสร้าง คิดปฏิรูปภาษีผิดทาง เดินตามก้น “ทักษิณ” มอง 3 เดือน “อุ๊งอิ๊งค์” เร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลงาน แนะนำในฐานะนายกฯ รุ่นพี่ “ขยันเรียนรู้ มีความสุจริตในการบริหาร” แต่ที่ผ่านมายังมองไม่เห็นในตัว นายกฯ มองฉายา “รัฐบาลพ่อเลี้ยง” ได้มาเพราะพฤติกรรม เตือน อตร. ไม่ให้ลูกโตด้วยตัวเอง จับตา 4 กับดัก MOU 44-กาสิโน-นิรโทษกรรม-แก้ รธน.-ชั้น 14 – การกลับมาของยิ่งลักษณ์แบบไม่ปกติ ย้ำ ไม่ปิดประตูตายกลับสู่ถนนการเมือง อยู่ที่เงื่อนไข ทำประโยชน์ให้ ปชช.ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ The Publisher ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองปี 2568 ว่า ในเรื่องเศรษฐกิจต้องติดตามการเจ้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ “ทรัมป์” เป็นสมัยที่ 2 โดยที่มีนโยบายค่อนข้างชัดเจน ว่าจะมีการขึ้นกำแพงภาษี ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะเราเกินดุลการค้าสหรัฐอยู่อันดับที่ 12 นอกจากนี้การที่จะตอบโต้กับจีน ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจ ก็มีผลกระทบที่ไทยต้องเตรียมรับมือ บางคนบอกมีข้อดีเพราะจีนก็อาจจะย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้ ไทยก็เจอมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกา เรื่องนำแผงโซล่าร์เพราะว่าเขามองว่าผู้ผลิตเป็นบริษัทของจีน เพราะฉะนั้นไม่ได้แปลว่า ถ้าย้ายฐานการผลิตมาแล้วจะเลี่ยงมาตรการนี้ได้ “การทุ่มสินค้าราคาถูกเข้ามาในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไอด้วย เป็นโจทย์ใหญ่ ที่เห็นชัดเจนสำหรับปีหน้า แต่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงไปจากการมุ่งในแง่เรื่องเงิน 10,000 บาท รวมกับเรื่องของค่าแรง 400 บาท ซึ่งก็จนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่าทำไปได้ ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปเยอะกับการเติมกำลังซื้อชั่วคราว และทำสงครามกับธนาคารแห่งประเทศไทยแบบไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเชิงนโยบายหรือการแต่งตั้งบุคลากรทั้งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ รวมถึงผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย อีกทั้งยังมีแนวคิดจะใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงเรื่องพันธบัตรดิจิทัลด้วย ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ก็ถูกโยนมาจากนายทักษิณ ถ้ายังวนเวียนอยู่อย่างนี้ สภาพเศรษฐกิจ ก็คงไม่หนีจาก ปี 67 เพราะไม่มีการปรับโครงสร้างที่เป็นหัวใจของปัญหาเลย อีกทั้งการปฏิรูปภาษีก็มีความจำเป็น…

Read More

ตามที่ รัฐบาลมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานจัดเตรียมของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อส่งความสุขให้ประชาชน ธนาคารออมสินจึงจัดของขวัญปีใหม่ 2568 ให้แก่ลูกค้าธนาคาร ภายใต้โครงการ “วินัยดี มีเงิน” ด้วยการมอบเงินของขวัญพิเศษรายละ 1,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ที่ใช้บริการสินเชื่อวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท มีประวัติชำระหนี้ดีติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่เคยปรับโครงสร้างหนี้/ไม่มีประวัติการตัดหนี้สูญ และมีสถานะหนี้ปกติ (ค้างชำระไม่เกิน 30 วัน) ทั้งนี้ ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 เฉพาะผู้ที่มีบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกที่เป็นชื่อตนเอง (ยกเว้นบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์ และบัญชีร่วม) ที่กดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ภายในวันที่ 31 มกราคม 2568 และเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อมอบเป็นขวัญและกำลังใจแก่ลูกค้าที่มีวินัยในการผ่อนชำระหนี้ที่ดี นำไปใช้เป็นเงินทุนเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ หรือใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่

Read More