Author: Writer Publisher

“แพทองธารคือสิ่งสมมุติ นายกฯ อุปโลกน์ที่ไม่มีอำนาจบริหารจริง” รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา โดย The Publisher — เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” ⸻ ในทางกฎหมาย ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี แต่ในทางการเมือง… ประเทศไทยอาจไม่มีนายกฯ ตัวจริง นั่นคือสิ่งที่ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ฟันธงกลางรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ขณะพูดถึงความขัดแย้งระเหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยที่กำลังก่อตัวจากคดีฮั้วเลือก ส.ว. พร้อมวิพากษ์ตรง คม แรง ว่า “แพทองธารคือสิ่งอุปโลกน์ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่มีอยู่จริง เพราะอำนาจที่แท้จริงยังอยู่กับทักษิณ—ผู้ไม่มีตำแหน่งแต่กำหนดทุกอย่างในประเทศนี้” เขาชี้ว่า ปัญหาสำคัญของการเมืองไทยไม่ใช่แค่การขัดแย้งระหว่างพรรค แต่คือ การที่ผู้มีอำนาจใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ จนทำให้ประเทศติดหล่มระบอบอภิสิทธิ์ชน ⸻ คดีฮั้วเลือก ส.ว. ไม่ได้อยู่แค่ในมือกฎหมาย อาจารย์โอฬารวิเคราะห์ว่า คดีฮั้วเลือก ส.ว. อาจนำไปสู่สองทาง หนึ่ง—แตกหัก ล้มรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยนคนคุมเกม สอง—เจรจาลงตัว แบ่งเก้าอี้ ส.ว. คนละครึ่ง แล้วคดีจะถูกทำให้เบาบาง “ถ้าเจรจากันได้ ก็จะเห็นการแชร์อำนาจ ส.ว. แดงครึ่ง น้ำเงินครึ่ง กระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็นแค่ ‘เสมียนรับใช้’ คอยอธิบายกับประชาชน” และหากสัญญาณการแบ่งขั้วเริ่มชัด เช่น การแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ไม่ได้ตกอยู่แค่ในมือเครือข่ายน้ำเงิน แต่มีคนของสีแดงสอดแทรกเข้าไปได้ นั่นแปลว่า… “เริ่มลงตัวแล้วในการแชร์อำนาจ ‘ต้มประชาชน’” ⸻ แล้วถ้าศาลตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก? คำตอบของอาจารย์โอฬารคือ… ปิดประตูตาย ไม่มีทางเกิดขึ้น “ไม่มีวันที่คนเลี้ยงมาม่าจะกลับไปนอน รพ. อีกครั้ง ฝ่ายอำนาจเก่ายังต้องใช้บริการทักษิณ เพราะยังอ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับพรรคส้ม กระบวนการยุติธรรมจึงต้องถูกแลกกับการชุบชีวิตทักษิณ” แต่หากเกิดเหตุการณ์ตรงข้าม — คือศาลตัดสินให้ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ นั่นหมายความว่า อำนาจเก่าตัดสินใจแล้วว่าไม่ต้องใช้เขาอีกต่อไป หรืออาจรู้สึกว่าเขาไม่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะล้มส้มหรือแก้เศรษฐกิจ ⸻ และถ้าทักษิณจบ… พรรคเพื่อไทยจะเป็นผึ้งแตกรัง “ไม่มีใครจงรักภักดีกับคนที่อำนาจถดถอย แพทองธารเป็นแค่สิ่งสมมติ มีตำแหน่งในทางกฎหมายแต่ไร้อำนาจในทางบริหาร ขณะที่ทักษิณไม่มีตำแหน่งแต่คือตัวจริงในการบริหารและคุมเกมเองทั้งหมด นี่คือสภาวะการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ⸻ สองข้างสามขั้ว:…

Read More

“รัฐบาลถอยแจกเงินดิจิทัล แต่ยังไม่ฟังพอ… ถ้าไม่ปฏิรูปภาษีให้คนรวยจ่ายมากขึ้น”—ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI โดย The Publisher—เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร“——- “ดีแล้วที่ถอย… แต่ยังไม่พอ” คือประโยคสั้น ๆ แต่ทิ่มใจ ที่ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง จาก TDRI เอ่ยในรายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ขณะพูดถึงนโยบาย “แจกเงินดิจิทัล” ของรัฐบาลภายใต้การนำของแพทองธาร ชินวัตร ที่เพิ่งชะลอไปแบบไม่มีกรอบเวลาชัดเจน เขามองว่า การตัดสินใจชะลอโครงการนี้ แม้จะสายเกินไป แต่ก็ยังดีกว่าเดินหน้าต่อให้เปลืองงบประมาณ เพราะทั้งสองเฟสที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า “ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง” และในยามที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่แจกเงิน แต่ต้องหันไป เตรียมเครื่องมือไว้รับมือ และ เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อย่างจริงจัง แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับเดินหน้าอีกนโยบายที่ถูกวิจารณ์ไม่แพ้กัน คือ การเก็บภาษี VAT 1% จากผู้ประกอบการรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแม้ ดร.สมชัย จะเห็นข้อดีที่ว่า “ช่วยดึงธุรกิจเข้าระบบภาษี” โดยเฉพาะกลุ่มที่จงใจเลี่ยงภาษีด้วยการไม่ให้รายได้เกินเพดาน แต่เขาก็ย้ำว่าต้องมองอีกด้านด้วยว่า “จะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก” “ร้านก๋วยเตี๋ยวรายได้ดี ๆ หรือหาบเร่แผงลอยที่ขายดีมาก แต่ไม่ได้เข้าระบบภาษี ถ้าเราเก็บจากกลุ่มรายย่อยที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว โดยที่อีกฝั่งยังหลุดจากระบบอยู่ ก็ไม่เป็นธรรม” คำถามสำคัญคือ…ทำไมรัฐไม่เริ่มเก็บจากคนรวยก่อน? ดร.สมชัยย้ำว่า การปฏิรูปภาษีควรจัดการกับช่องโหว่ที่คนรวยเสียภาษีน้อย หรือใช้เลี่ยงภาษีก่อน เช่น ภาษีดอกเบี้ยและเงินปันผลที่แยกคำนวณออกจากภาษีบุคคลธรรมดา ทำให้จ่ายเพียง 10-15% แทนที่จะเป็น 17% ซึ่งเป็นการลดภาษีให้คนมีเงินไปโดยปริยาย “เจ้าสัวหลายคนเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเสีย และยังมีเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เลี่ยงกันได้ง่าย ๆ หรือภาษีลาภลอยที่ควรจะเก็บจากคนที่ได้กำไรจากที่ดินเพราะรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อคืนประโยชน์กลับให้รัฐ” สำหรับดร.สมชัย เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความเป็นธรรมทางภาษี แต่เป็นเรื่อง การหารายได้ของรัฐที่ไม่ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยเดือดร้อน ⸻นอกจากเรื่องภาษี เขายังชี้ให้เห็นว่า การจัดงบประมาณของไทยยังมี “ไขมันส่วนเกิน” จำนวนมาก แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่กำลังปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ทั้งการลดจำนวนกระทรวง และปลดข้าราชการถึงแสนตำแหน่ง เพื่อให้รัฐทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ในขณะที่ไทยยังทุ่มงบประมาณกับการปรับปรุงอาคารรัฐสภาเกือบพันล้านบาท หรือใช้งบแบบไร้ประสิทธิภาพในโครงการรัฐอีกมากมาย เช่น อาคาร…

Read More

เกิดปรากฎการณ์รายงานข่าวตรงกันของสื่อฯ หลายสำนักว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่มีรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นประธาน และมีกรรมการมาจาก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รวม 7 คนรวบรวมพยานหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. และสอบปากคำพยาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบการกระทำเข้าข่ายมีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปด้วยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จึงส่งหลักฐานทั้งหมดให้ กกต.แล้ว และวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค. 68) กกต.จะทยอยแจ้งข้อกล่าวหา สว. ลอตแรก 60 คน ตามความผิดกฎหมายเลือกตั้ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ถ้าเป็นไปตามที่หลายสื่อฯ รายงานกระบวนการหลังจากนั้น สว.เหล่านี้จะต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงกับ กกต.จากนั้น กกต.จะพิจารณาว่ามีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาให้ใบแดง และส่งเพิกถอนสิทธิ สว. ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนคดีที่อยู่ในมือของ DSI คือคดีฟอกเงิน และคดีอั้งยี่ซ่องโจรนั้น ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนก่อนสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อส่งอัยการฟ้องศาลอาญาต่อไป ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่าคดีในส่วนที่ กกต.ร่วมกับ DSI นั้น มีกรอบเวลาทำงาน ที่ต้องส่งเรื่องต่อไปยัง กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งเบื้องต้นรู้เพียงว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลอยู่แล้ว ส่วนของดีเอสไอมีคดีฟอกเงินและคดีอั้งยี่ซ่องโจร ได้ทำหนังสือขอให้ กกต. มาเป็นที่ปรึกษาด้วย ซึ่งหลักฐานที่มีเป็นเอกสาร ภาพถ่าย เสียง สถานที่อยู่ มี 10 กว่ารายการ หากรายการหนึ่งเป็นเรื่องบังเอิญได้ รายการที่สองจะไม่บังเอิญ รายการที่สามจะเป็นพฤติกรรม และถ้ามีสี่ ห้า หก เจ็ด เชื่อว่ามีการกระทำตามที่กล่าวหา ซึ่งคาดว่าไม่นานจะสรุปสำนวนคดีได้ อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ว่าเตรียมเชิญ 60 สว.มารับทราบข้อกล่าวหาวันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ นายอิทธิพรบอกเรื่องนี้ยังไม่มีมูล ได้ยินแต่ข่าว

Read More

ใรัฐนการประชุมสภาฯ สมัยที่แล้วรัฐบาลไทยเคยแสดงท่าที “หยุดชั่วคราว” กับร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “พ.ร.บ.กาสิNO”โดยเลื่อนการพิจารณาไปเป็นสมัยประชุมหน้าเสียงสาธารณะบางส่วนจึงเข้าใจว่า แผนนี้อาจ “แป้ก” หรือถูกพับเก็บชั่วคราวเพราะแรงต้าน แต่ความเป็นจริงคือ แผนนี้ไม่เคยหยุดเดินรัฐบาลแค่ “ขยับหมากออกจากสปอตไลต์”และไปวางรากฐานอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ที่คนไม่ทันได้จับตา ⸻ คลองเตย: พื้นที่นำร่องของแผนที่ไม่เคยมีชื่อว่า ‘กาสิNO’ แต่พร้อมรับทุกกิจกรรมบันเทิง ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางใช้ประโยชน์พื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี แถลงชัดว่า “พื้นที่ 520 ไร่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะถูกพัฒนาเป็น Smart Commercial Zone มีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม สนามกีฬา พิพิธภัณฑ์ Cruise Terminal และกิจกรรมบันเทิงอื่น ๆ โดยจะมีการศึกษาจ้างที่ปรึกษา วาง Business Model และผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” แม้จะไม่เอ่ยคำว่า “กาสิNO” อย่างโจ่งแจ้ง แต่รัฐมนตรีก็ยอมรับตรง ๆ ว่า“ถ้ากฎหมายผ่าน กาสิNO จะเป็น 10% ของพื้นที่นี้”และระบุอีกว่า “จะให้เอกชนลงทุนทั้งหมด” หมายความว่า กาสิNOยังอยู่ในแผน—ไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่รอให้ “กฎหมายตามทันโครงสร้าง” ที่รัฐกำลังจัดวางไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ⸻ จากแผนพัฒนาท่าเรือเก่า…สู่บ่อนกาสิNO พื้นที่ 520 ไร่ที่กล่าวถึงนี้ อยู่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)ซึ่งไม่ติดสัญญาเช่ากับเอกชนใด และรัฐระบุว่า “ไม่กระทบชุมชน” พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นพื้นที่ที่รัฐสามารถปูพรมส่งต่อให้เอกชนรายใหญ่ลงทุนได้ทันทีไม่มีปัญหาผูกพันทางกฎหมายไม่มีแรงต้านจากชาวบ้านและไม่มีดราม่าเรื่องเวนคืน เมื่อรวมเข้ากับการวางแผนเชื่อมทางด่วน S1 ระบบราง และระบบแทรมป์ MRT–BTS โครงการนี้จึงเป็น Super Location สำหรับทุกกิจกรรมที่เรียกว่า “เอ็นเตอร์เทนเมนต์” ⸻ จากการถอยในสภา…สู่การรุกนอกสภา สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่แผนพัฒนาพื้นที่แต่คือ วิธีการเดินเกมของรัฐบาล ถอยร่าง พ.ร.บ.กาสิNO ชั่วคราว — สร้างภาพว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน ส่งรัฐมนตรีช่วยฯ เดินหน้าแผนพัฒนาพื้นที่พาณิชย์ — แยกเรื่องกาสิNO ออกจากภาพรวม…

Read More

โดย The Publisher (เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในรายการเที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร) ——— ชั้น 14 จากเตียงคนไข้…สู่ขบวนการช่วย “ทักษิณ” นอนนอกคุก? ดร.ดิเรกฤทธิ์ กล่าวถึงข้อมูลที่เปิดเผยโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ที่ระบุว่าแพทย์ 2 รายอาจถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ และอีก 5 รายอาจถูกสอบเพิ่มในประเด็นจริยธรรมหนักกว่าสองรายแรก “ถ้าทำให้คนแข็งแรงกลายเป็นคนป่วยวิกฤตเพียงเพื่อให้ได้ข้อยกเว้นโทษ ก็แปลว่าต้องมีการร่วมมือกันเป็นขบวนการ เป็นความผิดกฎหมายหลายส่วน และอาจเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่รัฐในหลายหน่วย” ถ้าศาลเจอขบวนการช่วยทักษิณ…แปลว่ายังไม่ได้รับโทษจริง เขาย้ำว่าคำตอบสุดท้ายต้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีคำสั่งไต่สวนเองแล้วเป็นผู้ตัดสิน เพราะหากศาลพบว่า ทักษิณยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาเนื่องจากมีขบวนการช่วยเหลือ การยื่นคำร้องในครั้งนี้จะไม่ถือเป็น “การบังคับโทษซ้ำ” ไม่ใช่ปิดจ๊อบไปแล้ว ศาลยังมีอำนาจไต่สวน และหากพบว่ามีการส่งลูกรับไม้ต่อกันเพื่อช่วยทักษิณก็เท่ากับการรับโทษยังไม่เกิดขึ้นจริง เยี่ยมทักษิณกันเป็นแถว…ศาลอาจเรียกนายกฯ มาให้การเอง หนึ่งในประเด็นที่อาจเป็นจุดหักเหคือรายชื่อบุคคลที่เข้าเยี่ยมทักษิณบนชั้น 14 ซึ่งรวมถึง “นายกรัฐมนตรี” ในปัจจุบันด้วย “ศาลอาจถามว่าเห็นอะไร มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ไหม ห้องมีเครื่องมือดูแลผู้ป่วยวิกฤตจริงหรือไม่ ถ้าศาลพบการกระทำผิด ก็สามารถลงโทษผู้เกี่ยวข้องได้ทุกฝ่าย” จะไม่เหลือที่ให้ “นักโทษเทวดา” ยืนในสังคมนี้อีกต่อไป ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นคุณหรือโทษกับทักษิณ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เชื่อว่าศาลจะให้คำตอบที่สังคมยอมรับได้ เพราะมาจากกระบวนการยุติธรรมที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเท่าเทียม “ถ้าป่วยจริง ได้รับโทษครบ ประชาชนก็จะได้สบายใจว่าไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์ แต่ถ้าไม่ป่วย แล้วนอนเล่นมือถือ ดูสนามกอล์ฟบนชั้น 14 นั่นแหละคือความจริงที่คนไทยรอคำตอบอยู่ แต่ถ้าผิดก็ต้องรับโทษให้ครบถ้วน ประเทศเราต้องไม่มีนักโทษเทวดา ที่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น”

Read More

ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ The Publisher เรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ ทบทวนประกาศยกเลิกการแต่งกายชุดลูกเสือของนักเรียน ซึ่งออกมาอย่างเร่งร้อนโดยไม่มีแผนรองรับชัดเจน และยังเปิดช่องให้โรงเรียนใช้ดุลยพินิจตามแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนทั่วประเทศ “มันเหมือนทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่สะเด็ดน้ำ ทั้งที่วิชาลูกเสือมีกฎหมายรองรับอยู่ การเปิดกอง ปิดกอง หรือวันพิธีต่าง ๆ ก็ยังคงต้องใช้ชุดลูกเสืออยู่ดี กลายเป็นว่าต้องซื้อชุดลูกเสือแล้วใส่ปีละไม่กี่ครั้ง ไม่ได้ลดภาระอย่างที่กระทรวงศึกษาธิการอ้าง” ครูจวงเสนอว่า หากกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดภาระจริง ควรประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่า “ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ” และใช้เพียง ผ้าพันคอ เป็นสัญลักษณ์แทน พร้อมย้ำว่านักเรียนควรมีสิทธิในการแต่งกายโดยไม่ถูกบังคับให้ซื้อเสื้อผ้าเฉพาะกิจหลายประเภท “ตอนนี้โรงเรียนบางแห่งมีตั้งแต่ชุดนักเรียน ชุดพละ เสื้อสีประจำโรงเรียน เสื้อผ้าไทย ชุดวิถีพุทธ บางแห่งแต่งครบสัปดาห์เลย แล้วอย่างนี้จะลดภาระผู้ปกครองได้อย่างไร? ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ยกเลิกการบังคับให้หมด” ⸻ กรณีเสื้อผ้าไทย – “มีร้านเดียว” อาจเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล ครูจวงยังกล่าวถึงกรณีที่ ผู้ปกครองร้องเรียนมายัง The Publisher เกี่ยวกับโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ที่กำหนดให้นักเรียนใส่ เสื้อผ้าไทยสีประจำโรงเรียน ซึ่งมีวางจำหน่ายเพียงร้านเดียวในจังหวัด โดยระบุว่าเรื่องนี้สะท้อนปัญหา การบังคับและการผูกขาด ที่ควรถูกตรวจสอบ “การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยควรเริ่มจากความสมัครใจ ไม่ใช่บังคับ ถ้ายิ่งมีเพียงร้านเดียว ก็อาจเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล มีการเอื้อประโยชน์กันระหว่างร้านค้ากับผู้บริหารหรือไม่? กระทรวงศึกษาธิการต้องเข้าไปตรวจสอบ และพรรคประชาชนก็จะติดตามเรื่องนี้เช่นกัน” ⸻ สพฐ. ต้องออกแนวปฏิบัติชัดเจน – อย่าปล่อยให้แต่ละโรงเรียน “ทำกันคนละทาง” ครูจวงกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,000 แห่งทั่วประเทศ แต่กระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนรองรับการยกเลิกเครื่องแบบ จึงเสี่ยงให้แต่ละโรงเรียน ตีความไปคนละแบบ และผลักภาระให้ผู้ปกครองในรูปแบบต่าง ๆ “สพฐ.ต้องทบทวนเรื่องนี้ และออกแนวทางให้ชัด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางเครื่องแบบ ที่ผู้ปกครองจำนวนมากไม่สามารถแบกรับไหว”

Read More

บทความโดย The Publisher วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ อาจเป็นอีกวันประวัติศาสตร์ของ บอร์ด กสทช. ที่ประชุมเตรียมพิจารณา สองวาระร้อน ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขาในด้าน ความชอบธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจสะท้อนถึงเกมอำนาจภายในองค์กรที่ซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้งด้วย——- วาระต่อสัญญานายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุลรองเลขาธิการสายยุทธศาสตร์ฯ ที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2563 และรักษาการเลขาฯ ในปีเดียวกัน ครบสัญญา 5 ปีไปในวันที่ 30 เมษายน 2568 ประเด็นอยู่ที่… กระบวนการแต่งตั้งให้เป็นพนักงานประจำ ซึ่งควรจะต้องผ่านความเห็นชอบของบอร์ด กสทช. กลับเกิดขึ้นจากการลงนามของ “สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน” ที่รักษาการเลขาฯ ชั่วคราวเพียง 5 วัน โดยไม่ผ่านที่ประชุม กสทช. ก่อนจะมีการขอยกเลิกคำสั่งในภายหลัง อ้างว่า “ไม่มีอำนาจตามระเบียบ” ที่หนักกว่านั้นคือ…นายไตรรัตน์ ก็ลงนาม “ต่ออายุ” ให้ “สุทธิศักดิ์” ในเวลาต่อมา เหมือนผลัดกันเกาหลัง! นี่คือกรณี “ลงนามให้กันและกัน“ โดยอ้างอำนาจ ”รักษาการเลขาธิการฯ“ ไม่มีมติบอร์ดรองรับ กรณีนี้ไม่เพียงเกิดคำถามประเด็นอาจขัดต่อระเบียบ กสทช. พ.ศ. 2565 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาจริยธรรม และความโปร่งใสของ สำนักงาน กสทช. ด้วย และที่ต้องไม่ลืมคือ…ผู้ลงนามให้ไตรรัตน์ ”รักษาการ“ ยาว 5 ปี ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. คนปัจจุบัน การสรรหาเลขาฯ กสทช. ที่เป็นไปด้วยความล่าช้า ยังเป็นปมร้อนที่มีการส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วย นี่คือความพิลึกพิลั่น….ที่เกิดขึ้นใน กสทช. ยุคที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นประธานบอร์ดฯ——— ทรูยื่นหนังสือค้าน “พิรงรอง”หนังสือจากบริษัททรู คัดค้านให้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูตร กสทช. ร่วมพิจารณาวาระเกี่ยวกับบริษัทในเครือทรู ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือพิรงรอง เป็นคู่กรณีกับเฉพาะทรูไอดีเท่านั้น…

Read More

เหตุการณ์ระทึกขวัญล่าสุดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำถึงปัญหาการควบคุมอาวุธปืนในสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อชายคลุ้มคลั่งพร้อมอาวุธปืน ก่อเหตุวุ่นวายตั้งแต่ช่วงดึกในพื้นที่อำเภอแม่ระมาด ก่อนจะขับรถมาถึงอำเภอแม่สอด จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประกาศปิดการจราจรบริเวณปั๊มน้ำมันหน้าเทศบาลนครแม่สอด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน รายงานระบุว่า ชายรูปร่างอ้วนขับรถกระบะสีดำ ปรากฏตัวพร้อมอาวุธปืนบริเวณร้านยำปูดองหน้าปั๊มน้ำมัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้น ก่อนหน้านี้ ยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นชายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงบริเวณหน้าตู้ห้วยบง อำเภอแม่ระมาด ทำให้เกิดคำถามถึงการเคลื่อนไหวและการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุที่ไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที จนกระทั่งสถานการณ์ลุกลามมาถึงใจกลางอำเภอแม่สอด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ต้องตัดสินใจปิดถนนหน้าสามแยกเทศบาลนครแม่สอด และประสานหน่วยทหารราชมนูเข้าสนับสนุนภารกิจ ก่อนจะสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุและนำส่งโรงพยาบาลได้ในที่สุด กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในสังคมไทย ที่ผู้มีอาวุธปืนในครอบครองไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และนำไปสู่เหตุกราดยิงที่สร้างความสูญเสียและความหวาดกลัวให้กับประชาชน คำถามเดิม ๆ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งว่า เหตุใดอาวุธปืนจึงยังคงสามารถเข้าถึงได้ง่ายดาย และหากผู้ครอบครองเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอารมณ์รุนแรง หรือผู้ป่วยจิตเวช เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีทางป้องกันได้อย่างไร คำถามที่ว่า “เราๆ ท่านๆ ต้องดูแลตัวเอง พึ่งรัฐไม่ได้แล้วหรือ?” กลายเป็นเสียงสะท้อนที่ดังขึ้นอย่างน่ากังวล นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงที่สังคมไทยต้องทบทวนอย่างจริงจังถึงมาตรการการควบคุมอาวุธปืน การอนุญาตให้บุคคลครอบครองอาวุธปืน ควรเข้มงวดและรัดกุมกว่านี้หรือไม่? ควรตรวจสอบสภาพจิตใจของผู้ขออนุญาตและผู้ครอบครองอาวุธปืนอย่างสม่ำเสมอหรือไม่? ที่สำคัญที่สุด เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกกี่ครั้ง กว่าที่สังคมไทยจะสามารถหามาตรการที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพในการควบคุมอาวุธปืนได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและไร้ความกังวล? ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #กราดยิง #กราดยิงแม่สอด #ถอดบทเรียน #ครอบครองอาวุธปืน

Read More

มีผู้ปกครองร้องเรียนมาที่เพจ The Publisherแนบหลักฐานภาพแชทกับคุณครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมหลังได้รับแจ้งว่าโรงเรียนได้กำหนด “ยกเลิกใส่ชุดลูกเสือ” เฉพาะในช่วงเรียน แต่ถ้าโรงเรียนมีพิธีการ เช่น การถวายราชสดุดี การเข้าค่าย ยังคงต้องแต่งชุดลูกเสืออยู่ดี เท่ากับภาระนี้ยังไม่หายไปแต่สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ… โรงเรียนเพิ่ม “ชุดผ้าไทย” เข้ามาอีกหนึ่งวันต่อสัปดาห์รอประกาศว่าจะเป็นวันไหนซึ่งมีการล็อกลายผ้าและสี อ้างว่าเป็นสีประจำโรงเรียนที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ…บังเอิญว่าทั้งจังหวัดมีแค่ร้านเดียวที่จำหน่ายเสื้อสเปกนี้ราคาตัวละ 300 กว่าบาทแนบแผนที่ร้านมาให้เสร็จสรรพ จากที่ควรลดภาระผู้ปกครอง…กลายเป็นเพิ่มภาระใหม่และที่น่าเคลือบแคลงคือร้านที่ขายชุดนี้ มีเพียงร้านเดียวล็อกไว้ชัดไม่มีทางเลือกไม่มีการแข่งขันไม่มีเสรีภาพของผู้ปกครอง ⸻ 5 วัน 4 ชุด ใครรับผิดชอบ? แม้กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศ “ยกเลิกใส่ชุดลูกเสือเป็นประจำ”แต่โรงเรียนหลายแห่งกลับใช้ช่องว่างของคำว่า “ดุลยพินิจ”สร้างภาระใหม่ให้ใส่ชุดอื่น แถมชุดลูกเสือก็ยังคงไว้ เพราะต้องใส่ในกิจกรรมสำคัญ | โครงสร้างการแต่งกายนักเรียน 1 สัปดาห์• จันทร์ – อังคาร: ชุดนักเรียน (รัฐสนับสนุน 400 บาท/ปี)• พุธ: ชุดลูกเสือ (แม้ยกเลิกประจำ แต่ยังต้องใส่วันพิธี / เข้าค่าย)• พฤหัส: ชุดพละ (ต้องซื้อเอง)• ศุกร์: ชุดวิถีพุทธ = ชุดขาว (ต้องซื้อเอง)• กรณีพิเศษ: ชุดผ้าไทย (ต้องซื้อเพิ่ม + ร้านเดียวเท่านั้น) ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องจัดการ ทั้งที่รัฐบอกว่าจะ “ลดภาระ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นการ “เพิ่มภาระ” หรือไม่? ⸻ นี่คือช่องทางลดภาระ หรือช่องทางหารายได้ของใคร? รัฐให้เงินแค่ “ชุดนักเรียน”แต่โรงเรียนบางแห่งสั่งซื้อ “ชุดพิเศษ” เพิ่มแถมบอกให้ซื้อจาก “ร้านเดียวเท่านั้น”คำถามคือ ใครได้ประโยชน์จากระบบนี้?• มีใครในโรงเรียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านค้าหรือไม่?• มีการเปิดประมูลหรือคัดเลือกผู้ค้าหรือไม่?• นี่คือแนวคิด “วิถีไทย” หรือ “วิธีรีด”? ⸻ ภาระที่ควรหาย กลับแฝงมาในเสื้อผ้าอีกแบบวิธีลดค่าใช้จ่ายของรัฐ…อาจกลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน ⸻ หากคุณเจอเหตุการณ์คล้ายกันในโรงเรียนลูกหลานของคุณส่งข้อมูลมาได้ที่เพจ The Publisherเราจะช่วยตั้งคำถามแทนคุณ ⸻

Read More

หลังเศรษฐกิจทรุด รายได้หด หนี้พุ่ง วันนี้ (6 พฤษภาคม 2568) การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นที่จับตาว่ารัฐบาลจะยังคงผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 3 ผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท (ดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3) ให้กับกลุ่มเยาวชนอายุ 16-20 ปี 2.7 ล้านคน วงเงิน 27,000 ล้านบาทหรือไม่ หลังจากกระทรวงการคลังส่งรายละเอียดโครงการให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เพื่อให้ทันตามไทม์ไลน์แจกจ่ายเงินไตรมาสที่สอง (พฤษภาคม – มิถุนายน 2568) ความไม่แน่นอนของโครงการทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจต้องทบทวนโครงการ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นในการสำรองเงินเพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา หรือ “ภาษีทรัมป์” ส่งผลให้งบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ต้องพิจารณาการใช้จ่ายใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านดิจิทัล วอลเล็ต 2 เฟสที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ตรงกันข้าม หลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจซบเซากว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เสียอีก สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดยธนาคารโลก (World Bank) และมูดีส์ สถานการณ์ทางการเงินของประเทศยังน่ากังวล เมื่อกระทรวงการคลังเองยอมรับว่าการจัดเก็บรายได้จากภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่รายจ่ายประจำและรายจ่ายที่จำเป็นกลับเพิ่มขึ้น เกิดภาวะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องหลายปี หนี้สาธารณะเพิ่ม กลายเป็นภาระทางการเงินให้กับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญคือ เงินคงคลังของประเทศจะสามารถรองรับภาระเหล่านี้ได้อีกนานแค่ไหน จากแรงกดดันรอบด้าน ทำให้มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลอาจตัดสินใจยกเลิกโครงการดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 3 และส่วนที่เหลือของงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษี สงครามการค้า และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการจัดสรรเงิน 1 แสนล้านบาทสำหรับการบริหารจัดการโครงการเกี่ยวกับระบบน้ำ และอีก 5 หมื่นล้านบาทสำหรับช่วยเหลือผู้ตกงาน การประชุม ครม. ในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ จะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาลจะให้น้ำหนักกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ากัน #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #เงินหมื่น #รัฐบาลแพทองธาร #แพทองธาร #เงินดิจิทัล #ดิจิทัลวอลเล็ต #เงินหมื่นเฟสสาม

Read More