- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ที่เคยเปิดประเด็นซื้อตึกของสำนักงานประกันสังคม 7 พันล้านบาทแล้ว คราวนี้โพสต์ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณก่อสร้างตึกของหน่วยงานราชการต่างๆ ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การใช้งบประมาณสร้างตึก กสทช. โดยระบุ ตึกพันล้านร้อนๆ มาเสริฟอีกตึกแล้วจ้า รอบนี้เป็นตึก กสทช. งบฯ 2,600 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตุทำไมยุค คสช.หลายหน่วยงานขออนุมัติสร้างตึกพร้อมๆ กัน นางสาวรักชนก บอก กมธ. ติดตามงบฯ ลงพื้นที่ตึกใหม่ กสทช. ใหญ่ๆ เบิ้มๆ งบฯ 2,600 ล้านบาท มีค่าแบบกับค่าจ้างคุมงานอีก 100 ล้านบาท เริ่มจ้างทำแบบตั้งแต่ปี 2556 แต่เริ่มสร้างตึก มกราคม 2562 มีกำหนดแล้วเสร็จปี 2565 แต่อ้างติดโควิด ไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ ปัจจุบัน กสทช. ได้บอกยกเลิกสัญญาจ้างไปแล้ว หนึ่งเพราะต้องการแก้แบบเพิ่ม ซึ่งการบอกเลิกสัญญาและเปลี่ยนแบบต้องจ่ายเพิ่ม โดย กมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอแบบแปลนและรายการของต่างๆ ในตึกแล้วไม่เกิน 10 วัน น่าจะได้ข้อมูลว่าไส้ในตึกนี้มีอะไรบ้าง จะหรูหราหมาเห่าเท่าตึก สตง. หรือไม่ ในข้อมูลที่โพสต์ระบุว่าการใช้งบประมาณของ กสทช.เป็นอิสระไม่ต้องผ่านสำนักงบประมาณ ไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เป็นบอร์ด กสทช.อนุมัติเงินจากรายได้ค่าธรรมเนียมทีวีดิจิทัล อีกทั้งยังมีเงินจากกองทุน กทปส. อีกเป็นหมื่นๆ ล้านบาทไว้บริหารจัดการ ภายใต้ปัญหาภายในองค์กร รวมถึงกล่าวหาว่าบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปล่อยให้กลุ่มทุนเอาเปรียบประชาชนผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต ปล่อยให้แก๊งคอลเซนเตอร์ตั้งเสา-สายสัญญาณโทรศัพท์หลอกลวงประชาชน
กลางกรุงโซล ฤดูร้อนปี 1995 — วันที่ 29 มิถุนายน ที่ควรจะเป็นเพียงวันธรรมดาของนักช้อปหลายพันชีวิต กลับกลายเป็นนรกกลางเมือง เมื่อห้างสรรพสินค้าซัมพุง (Sampoong Department Store) ถล่มลงมาในพริบตา ร่างผู้คนถูกฝังอยู่ใต้ซากปูน เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้องและความเงียบงันสลับกันปกคลุมเมือง ยอดผู้เสียชีวิตสุดท้ายหยุดที่ 502 คน บาดเจ็บกว่า 1,000 คน นับเป็นโศกนาฏกรรมอาคารถล่มครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ แต่สิ่งที่ตามมาหลังเศษซากตึกพัง ไม่ใช่แค่เสียงไว้อาลัย — มันคือเสียงคำรามของสังคมที่ไม่ยอมให้ความตายสูญเปล่า ⸻ เจ้าของห้าง “อีจุน” ถูกจับกุม ดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และละเมิดกฎหมายก่อสร้าง เขาถูกตัดสินจำคุก 10 ปี และเสียชีวิตในคุกในปี 2003 ไม่ใช่แค่เจ้าของที่ถูกลงโทษ — วิศวกร ผู้ออกแบบ ผู้บริหารโครงการ ถูกดำเนินคดีตามระดับความผิด ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบนเพื่อปล่อยให้การก่อสร้างผิดกฎหมายผ่านได้ ก็ไม่รอดพ้นการเอาผิดเช่นกัน ภายในเวลาไม่นาน เกาหลีใต้เดินหน้า ปฏิรูปกฎหมายก่อสร้าง อย่างจริงจัง• ต้องมีวิศวกรตรวจสอบอิสระในทุกโครงการใหญ่• ต้องผ่านการตรวจความแข็งแรงหลายขั้น• และมีการควบคุมการออกใบอนุญาตก่อสร้างอย่างเข้มงวดกว่าที่เคย เกาหลีใต้เลือกที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปล่อยให้ตึกถล่มกลายเป็นเพียง “ความเศร้าที่เลือนหายไปพร้อมกาลเวลา” ⸻ ตัดภาพกลับมาที่กรุงเทพฯ ปี 2025 —13.20 น. วันที่ 28 มีนาคม แผ่นดินไหวที่เมียนมา ไม่ส่งผลกระทบกับตึกส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯมากนักแต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อาคาร 33 ชั้น ที่กำลังก่อสร้างในเขตจตุจักร พังถล่มลงมาใน 8 วินาที เศษคอนกรีต กองเหล็ก และชีวิตนับร้อยติดอยู่ใต้ซากตึก ยอดผู้เสียชีวิต 62 คน บาดเจ็บ 32 คน คือราคาที่เราต้องจ่ายในบ่ายวันนั้น ⸻ 1 เดือนผ่านไป• ยังไม่มีเจ้าของโครงการคนใดถูกดำเนินคดี• ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันสินบน• ยังไม่มีเสียงรัฐมนตรีใดพูดถึง “การปฏิรูปกฎหมายก่อสร้าง” อย่างจริงจัง• และที่สำคัญ…ยังไม่มีการรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจใดๆ เสียงขอความเป็นธรรมจากครอบครัวผู้สูญเสีย เริ่มเบาลงท่ามกลางข่าวอื่นที่โหมเข้ามาใหม่ สังคมไทย กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกับที่เกาหลีใต้เคยยืนอยู่ —…
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเปิดเผยข้อมูลจาก เพจ Remrin ซึ่งเป็นเพจของบุคลากรทางการแพทย์ ว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มดำเนินนโยบาย ถอดยาแผนปัจจุบันบางตัวออก และบังคับใช้ ยาสมุนไพร ทดแทน โดยมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) บังคับยอดการจ่ายยาสมุนไพรของโรงพยาบาล ถ้าทำไม่ได้ตามเป้า อาจส่งผลต่อการประเมินงบประมาณในอนาคต ตัวอย่างเช่น• การใช้ครีมพญายอแทนยาต้านไวรัส Acyclovir• การใช้มะขามแขกแทนยาระบาย Bisacodyl• การให้มะขามป้อมแทนยาละลายเสมหะ M.tussis การเปลี่ยนแปลงนี้ แม้ยังจำกัดวงอยู่ในบางกลุ่มยา แต่สร้างความกังวลอย่างมากในหมู่แพทย์แผนปัจจุบันที่ต้องรับผิดชอบการรักษาคนไข้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพจ Remrin ได้เน้นว่า ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวสมุนไพรหรือแพทย์แผนไทย แต่คือการบังคับให้ข้ามสายวิชาชีพโดยไม่สอดคล้องกับความชำนาญ และอาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย สมุนไพรไม่ใช่ปัญหา แต่การ “บังคับข้ามวิชาชีพ” ต่างหากที่ควรตั้งคำถาม เสียงจากหลายฝ่ายชี้ตรงกันว่าสมุนไพรไทยมีคุณค่าในตัวเอง และควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังในฐานะ “ทางเลือกเสริม” ของระบบสาธารณสุขไทย.แต่ปัญหาใหญ่ในครั้งนี้อยู่ที่การกำหนดนโยบายบังคับให้แพทย์แผนปัจจุบันต้องจ่ายยาสมุนไพร ซึ่งหลายกรณีไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์เพียงพอรองรับ และแพทย์ไม่ได้รับการฝึกฝนเพื่อดูแลสมุนไพรเหล่านี้อย่างถูกต้อง การใช้ยาต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของ• ความเข้าใจขนาดยา• กลไกการออกฤทธิ์• ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น• และความรู้ลึกเฉพาะทาง การบังคับให้ข้ามวิชาชีพเช่นนี้ เสี่ยงกระทบความปลอดภัยของคนไข้ และทำลายเสถียรภาพของระบบสุขภาพโดยรวม จุดยืนที่ควรมีร่วมกัน: ใช้คนให้ตรงกับงาน ประเด็นสำคัญที่ เพจ Remrin ชี้ให้เห็นคือ• ให้แพทย์แผนไทยซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร เป็นผู้ดูแลการจ่ายยาสมุนไพร• ให้แพทย์แผนปัจจุบันสามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมตามมาตรฐานการแพทย์ โดยไม่ถูกจำกัดทางเลือกจากตัวชี้วัดงบประมาณ การสนับสนุนสมุนไพรควรเกิดขึ้นโดยใช้บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ไม่ใช่บังคับให้แพทย์สายอื่นรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ อีกด้านที่ต้องคิด: ผลประโยชน์ทับซ้อนกับตลาดยาเดิม ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการเปลี่ยนมาใช้สมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบัน อาจกระทบผลประโยชน์ของบางกลุ่ม เช่น บริษัทผลิตยาเดิม หรือระบบจัดซื้อเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาล แม้บุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเลือกจ่ายยา แต่โครงสร้างการจัดซื้อและตลาดยาทั้งระบบ ย่อมมีขั้วผลประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้น การพัฒนาและส่งเสริมสมุนไพรต้องตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไข้เป็นอันดับแรกไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนขั้วผลประโยชน์จากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง คำถามที่สังคมควรถาม• นโยบายนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่?• มีการประเมินผลกระทบด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างไร?• สมุนไพรที่นำมาใช้ทดแทน ได้รับการวิจัยและรับรองในระดับสากลเพียงพอแล้วหรือยัง?• โครงสร้างการจัดซื้อใหม่จะโปร่งใสกว่าเดิมหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์? สมุนไพรไทย: ควรเป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่เครื่องมือทางนโยบาย การส่งเสริมสมุนไพรไทยเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างจริงจัง แต่ต้องทำโดยยึดหลัก• การพัฒนางานวิจัย• การสนับสนุนความเชี่ยวชาญของแพทย์แผนไทย• การเปิดทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม.ไม่ใช่การบังคับข้ามวิชาชีพ หรือกำหนดโควตาการรักษาโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่แท้จริง “การรักษาที่ดีต้องยืนอยู่บนความรู้ ความชำนาญ และหลักฐาน ไม่ใช่ตัวชี้วัดหรือนโยบายเร่งรัด” หากเราไม่ระมัดระวังในจุดเริ่มต้นนี้ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ระบบสุขภาพที่สั่นคลอนแต่คือความเชื่อมั่นของประชาชนที่ถดถอยลงอย่างไม่อาจย้อนกลับได้ ⸻ [บทความนี้ต่อยอดและเรียบเรียงจากข้อมูลของเพจ…
พรุ่งนี้ (30 เมษายน 2568) เวลา 13.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งคำร้องของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นขอให้ศาลเปิดไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์ “ส่ง” นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากเรือนจำไปรักษาตัวในห้องวีไอพี โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 — โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ไม่ใช่แค่คำร้องธรรมดา แต่คือการท้าทาย “ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม” ที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ⸻ กฎหมายมีไว้ใช้กับทุกคน หรือเลือกใช้เฉพาะคนธรรมดา? แม้นายชาญชัยจะ “ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง” ตามข้อกฎหมายปกติ แต่ในสังคมที่กำลังถกเถียงอย่างกว้างขวางเรื่อง “อภิสิทธิ์นักโทษวีไอพี” — ศาลฯ มีอำนาจใช้ดุลยพินิจรับเรื่องไต่สวนเอง เพื่อพิทักษ์ศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ศาลอาจเลือกได้ 3 ทาง:• (1) ปฏิเสธคำร้องอีกครั้ง อ้างว่าไม่ใช่อำนาจพิจารณา• (2) รับไต่สวนเฉพาะบางประเด็น เพื่อชี้ว่ามีการละเมิดหรือไม่• (3) เปิดไต่สวนเต็มรูปแบบ ว่าการปล่อยตัวออกไปรักษานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ⸻ ศรัทธาของสังคม…เดิมพันอยู่ตรงนี้เพราะตั้งแต่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด — ซึ่งควรใช้สิทธิร้องเอง — “นิ่งเฉย” ปล่อยให้ประชาชนต้องออกมาเคลื่อนไหวแทน บทบาทของศาลฯ จึงยิ่งมีความหมายมากกว่าทุกครั้ง หากศาลยืนหยัดตามหลักนิติธรรม — นายทักษิณอาจหนีไม่พ้น ต้องกลับไปชดใช้โทษในเรือนจำจริง ๆแต่ถ้าศาลปิดประตูไต่สวนอีกครั้ง… นั่นไม่ใช่แค่ปิดประตูในคดีนี้ แต่คือการปิดประตูศรัทธาใน “ความเสมอภาค” ของกฎหมายไทย ⸻ 30 เม.ย.นี้ ไม่ใช่แค่วันนัดฟังคำสั่งแต่คือวันที่ประชาชนทั้งประเทศ จะจับตาว่า“ความยุติธรรม” ยังมีที่ยืนอยู่ในประเทศนี้หรือไม่ ศาลฎีกา #ทักษิณ #ป่วยทิพย์ #คุกทิพย์ #กระบวนการยุติธรรม
คลิปสั้น ๆ ที่เล่าเรื่อง นกยูงสร้างตึก พร้อมการประกวดราคาจาก หมา แมว และช้าง กำลังระเบิดกระแสในโลกออนไลน์ด้วยเนื้อหาที่ดูเหมือนนิทาน แต่กลับฟาดใส่โลกความจริงอย่างไม่ไว้หน้า — โดยเฉพาะเรื่อง คอร์รัปชัน, ฮั้วประมูล, และ ความยุติธรรมจอมปลอม คลิปที่เล่าเรื่องได้ครบวงจร “โกงแบบเนียน ๆ”ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเราเห็น “หมา” เสนอราคาถูก”แมว” ดันราคาแพงขึ้น”ช้าง” เสนอใต้โต๊ะโดยไม่ต้องมีแผนอะไรเลย”นกยูง” ตัดสินใจเพราะโลภ และสุดท้ายเป็นคนเดียวที่รับกรรมมันสะท้อนครบเลย:การฮั้วราคากันในวงการประมูลการสมคบคิดระหว่างนักการเมืองกับทุนและความจริงที่ว่า…คนที่ดูเหมือน “มีอำนาจ” อาจเป็นแค่เหยื่อในเกมใหญ่กว่าที่เขาคิด ภาษาภาพและสัญลักษณ์เข้าใจง่ายตัวละครสัตว์แต่ละตัวแทนอะไรบางอย่างที่คนดู “รู้สึกได้ทันที”นกยูง = คนมีหน้าตา มีอำนาจ แต่โง่หรือละโมบหมา = คนทำงานรับจ้าง สร้างงานแต่ไม่สนว่าผิดถูกแมว = ตัวเพิ่มราคาตลาดให้แพงช้าง = เจ้าใหญ่ เจ้าเกมตัวจริงไม่ต้องมีคำอธิบายยืดยาว คนดูเข้าใจทันที ว่าใครเล่นบทอะไรในระบบทุจริต จังหวะเล่าเรื่อง (Tempo) กระชับและมีอารมณ์นำเปิดเรื่องเร็วมาก — ไม่มีอ้อมค้อมช่วงกลางเร่งจังหวะ — ดึงคนดูให้อินกับดีลใต้โต๊ะช่วงท้ายตึงเครียด — พังทลาย ติดคุก แต่ความจริงยิ่งขมกว่า: ตัวโกงตัวจริงไม่เคยโดนลงโทษจังหวะการเล่าเรื่อง ที่ถูกออกแบบมาอย่างพอดี ทำให้คนไถผ่านก็ต้องหยุดดู ตีแผ่ความจริงที่ทุกคน “รู้อยู่แก่ใจ”ต่อให้ไม่มีชื่อประเทศต่อให้ไม่มีการเอ่ยถึงนักการเมือง หรือหน่วยงานคนส่วนใหญ่ดูคลิปนี้แล้ว “รู้ทันที” ว่ากำลังพูดถึงอะไรในโลกจริงความผิดพลาดของระบบความละโมบที่ทำลายอนาคตและการลอยตัวของตัวละครที่เป็นหัวใจของการโกงจริง ๆนั่นแหละ คือเหตุผลที่ทำให้คลิปนี้ไม่ได้แค่ “ขำ” — แต่มัน “แทงใจ” สรุป: ทำไมมันแรงเพราะมันไม่ได้แค่ล้อเล่น แต่มัน สะท้อนโครงสร้างโกง ที่เราทุกคนเคยเจอ เคยได้ยิน หรือเคยเป็นเหยื่อมันไม่ใช่แค่นิทานสัตว์แต่มันคือนิทาน “ชีวิตจริง” ที่มีตัวโกง และตัวโง่เป็นผู้รับกรรม…อยู่ในทุกสังคมและมีความสูญเสียให้ได้เห็นว่า”ทุจริตฆ่าคนได้”
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ เทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “ชัยชนะของพรรคกล้าธรรมในเขต 8 นครศรีธรรมราชครั้งนี้ เป็นความสำเร็จที่ทักษิณจะดีใจรองจากธรรมนัส” เทพไท เสนพงศ์ เปิดฉากบทสัมภาษณ์ด้วยประโยคที่สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในภาคใต้ได้ชัดเจน เขาวิเคราะห์ว่า สำหรับทักษิณ ชินวัตร นี่คือชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ เพราะพรรคนอมินีสามารถปักธงในภาคใต้ได้สำเร็จโดยไม่ต้องเปลืองสรรพกำลังของพรรคเพื่อไทยโดยตรง ก่อนหน้านี้ ทักษิณใช้พรรคประชาชาติสร้างฐานในสามจังหวัดชายแดนใต้ได้สำเร็จมาแล้ว และการที่พรรคกล้าธรรมคว้าที่นั่งนครศรีธรรมราชได้ จึงเป็นสัญญาณว่า “เกมสัมปทานภาคใต้” กำลังเริ่มต้น เพื่อไทยไม่จำเป็นต้องลุยเองอีกต่อไป แค่สนับสนุนพรรคพันธมิตรก็พอ เทพไทพูดถึงบทบาทของธรรมนัสอย่างตรงไปตรงมา:“วันนี้ธรรมนัสเป็นมือขวาทักษิณ เหมือนที่เนวิน ชิดชอบ เคยเป็น เขาทำงานเข้าเป้าตามแผน และน่าจะถูกใช้รบกับเนวินในโอกาสต่อไปด้วย” ⸻ เมื่อประชาธิปัตย์สูญเสีย ‘อุดมการณ์’ — ก้าวสู่เส้นทางสู่พรรคอะไหล่ ในมุมมองของอดีต ส.ส.ผู้นี้ ชะตากรรมของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ขึ้นอยู่กับคำถามสำคัญข้อเดียว:“ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันคิดอย่างไร ยังมีอุดมการณ์อยู่หรือไม่?” เขาย้อนอดีตให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ยืนยาวในภาคใต้ได้ เพราะขาย ‘อุดมการณ์’ ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งปี 2562 ประชาชนบางส่วนหันไปเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปี 2566 ยิ่งตกต่ำหนัก จาก 52 เหลือเพียง 25 เสียง เพราะ “ไม่รักษาสัจจะวาจา” “คนภาคใต้ชอบการเมืองที่มีอุดมการณ์ เมื่อไม่ทำตามสัญญา ไม่ยืนหยัดต่อสู้ระบอบสืบทอดอำนาจ เหมือนที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยประกาศไว้ ประชาธิปัตย์ก็หมดจุดขายไปแล้ว” เทพไทย้ำ เขาคาดการณ์อย่างไม่ลังเลว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาธิปัตย์อาจเหลือ ส.ส.ภาคใต้เพียง 9–10 คน และกลายเป็นเพียง “พรรคอะไหล่” ที่วิ่งหาทางเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ได้เป็นขั้วการเมืองสำคัญอีกต่อไป ⸻ เมื่อภูมิคุ้มกันทางความคิดพังทลาย — เงินซื้อเสียงได้ง่ายขึ้น เทพไทวิเคราะห์ต่อไปว่า เมื่อประชาธิปัตย์อ่อนแรงลง อุดมการณ์ก็พลอยจางหาย และตามมาด้วยการที่ “เงินซื้อได้” ในภาคใต้ ซึ่งเคยมีภูมิต้านทานแข็งแกร่งมาก่อน “การซื้อเสียงสำเร็จ เพราะภูมิคุ้มกันของประชาชนถูกทำลาย ตอนนี้นักการเมืองกับชาวบ้านไม่มีความผูกพันกันแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องยางพารา ปาล์มราคาตก แต่ไม่มีนักการเมืองออกมาโวยแทน…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิกในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” โดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻ “เราไม่ได้ไล่ล่าใคร แต่เราพิทักษ์เงินหลวง”ประโยคแรกจาก รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย วางน้ำเสียงของบทสนทนาในวันนี้อย่างชัดเจน เขากับคณะเพิ่งยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดคณะรัฐมนตรีเศรษฐา แพทองธาร ส.ส.–ส.ว. และกรรมาธิการฯ ที่ร่วมเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ฐานละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งห้ามลดหรือตัดงบที่ต้องใช้หนี้เงินกู้ ดอกเบี้ย และภาระผูกพันตามกฎหมาย ประเด็นใหญ่ที่จุดประกายการเคลื่อนไหว คือ การตัดงบชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง รวม 35,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” “เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่ตกเข้ากระเป๋านักการเมืองแล้วหายทุกที”อาจารย์เจษฎ์เน้นย้ำ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตักเตือนรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ฟัง ครั้งนี้เขาและทีมจึงต้องลุกขึ้นดำเนินการอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษาระเบียบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ⸻ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร? อาจารยืเจษฎ์อธิบายว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เรื่อยมาจนถึง 2560 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า งบที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย หรือเงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย ห้ามแตะต้องหรือลดทอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาทำ คือการให้ 5 ธนาคารของรัฐนำงบฯ เหล่านี้ไปรวมเป็นกองกลางสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นั่นเท่ากับ “ละเมิดมาตรา 144 อย่างชัดแจ้ง” ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเพิ่มเงินกว่า 1,200 ล้านบาท เข้ากองทุนที่ ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิใช้งานได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผิดหลักกฎหมายอย่างร้ายแรง ⸻ ศึกนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญ การยื่น ป.ป.ช.ครั้งนี้ เจษฎ์ยืนยันว่า ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นการใช้กระบวนการกฎหมายที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ “มาตรา 88 ของกฎหมาย ป.ป.ช. เขียนไว้เลยว่าถ้ามีความปรากฏ ต้องสอบสวนลับโดยพลัน ถ้ามีมูล ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา”เขาเสริมด้วยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง ต้องพิจารณาภายใน 15 วัน และหากพบว่ามีความผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องจะต้อง•…
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร. ชิดตะวัน ชนะกุลโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ⸻”อย่าหลอกประชาชน“ชิดตะวันเปิดสถิติรายได้กาสิNO 65-90%ฟาดกลับ ”ทักษิณ“ ชี้ไทยซ้ำรอย ”เขมร“ “ถ้าเป้าหมายคือคอนเสิร์ตฮอลล์ เราไม่จำเป็นต้องมีบ่อนกาสิNO“ รศ.ดร. ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นบทสนทนาอย่างไม่อ้อมค้อม เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทักษิณ ชินวัตร บิดานายกรัฐมนตรีแพทองธาร แสดงความมั่นใจว่า กาสิNO จะผ่านฉลุย และพยายามลดทอนข้อกังวลว่าเป็นแค่ “ส่วนน้อย” ของโครงการ แต่จำเป็นต้องมีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนคอนเสิร์ตฮอลล์ แต่สำหรับอาจารย์ชิดตะวัน ข้อเท็จจริงกลับสวนทางกับคำพูดนั้นโดยสิ้นเชิง “ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก รายได้จากกาสิNO กินสัดส่วน 65-90% ของทั้งหมด” อาจารย์ยกตัวอย่างสิงคโปร์ แม้จะกันพื้นที่ให้กาสิNO แค่ 5% ของโครงการ แต่รายได้จริงกลับมาจากกาสิNO ถึง 64-72% ขณะที่รายได้จากโรงแรม คอนเสิร์ตฮอลล์ หรือห้องประชุมรวมกัน ยังสู้ไม่ได้ “ยิ่งฟิลิปปินส์ยิ่งชัด คนฟิลิปปินส์เองเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก รายได้จากกาสิNO 87-90% ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นเงินจากชาวฟิลิปปินส์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างชาติ” อาจารย์อธิบาย และชี้ว่า ไทยกำลังเดินตามโมเดลนี้ เพราะนายกฯ เองก็พูดตรง ๆ ว่า ต้องการแก้บ่อนผิดกฎหมาย — ซึ่งเท่ากับจะเปิดให้คนไทยเข้าบ่อนอย่างสะดวกขึ้น “ต่อให้กำหนดสัดส่วนพื้นที่บ่อนแค่ 5-10% รายได้หลักก็หนีไม่พ้นมาจากกาสิNO และนั่นมีเงินของคนไทยรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติ” “ถ้าจะสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์ ทำไมต้องมีกาสิNO?” อาจารย์ชิดตะวันตั้งคำถามง่าย ๆ แต่แทงลึกเธอชี้ว่าการใช้กาสิNOเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างธุรกิจต่าง ๆ เช่น คอนเสิร์ตฮอลล์ ไม่สมเหตุสมผลเลย “ถ้าอยากสร้างคอนเสิร์ตฮอลล์จริง ๆ เชื่อว่ามีเอกชนพร้อมลงทุน เพราะบ้านเรายังขาด แต่การดึงกาสิNOมาผูกเงื่อนไข แปลว่าหัวใจอยู่ที่บ่อน ไม่ใช่คอนเสิร์ตฮอลล์” พร้อมเสริมว่าในความเป็นจริง นักท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายหลักอย่างชาวจีน ก็กำลังลดลงเพราะภาพลักษณ์ไทยเสื่อมถอย ปัญหาความปลอดภัยและคอร์รัปชันทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ถ้าไม่ปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้แข็งแรงก่อน ต่อให้มีคอนเสิร์ตฮอลล์ก็ไม่มีใครกล้ามา แม้แต่ศิลปินระดับโลกก็คงลังเลถ้าต้องมาในประเทศที่ความปลอดภัยยังถูกตั้งคำถาม “ห้ามนักการเมืองฟอกเงินในบ่อนได้จริงหรือ?” อีกหนึ่งประเด็นที่อาจารย์ชิดตะวันไม่ปล่อยผ่าน คือคำกล่าวของทักษิณที่ยืนยันว่า นักการเมืองจะไม่สามารถใช้บ่อนฟอกเงินได้ “เรื่องนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่มีกฎหมายใดห้าม และถึงแม้กฎหมายจะเขียนห้าม แต่ในสภาพแวดล้อมที่ไทยติดอันดับคอร์รัปชันระดับ…
สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สำนักบริหารพลังงานแห่งชาติจีนเผยกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนสูงแตะ 1.482 พันล้านกิโลวัตต์ เมื่อนับถึงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สูงกว่ากำลังการผลิตติดตั้งพลังงานความร้อนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมีแนวโน้มสูงกว่าเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง รายงานระบุว่าปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) สูงแตะ 5.36 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 22.5 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของจีน และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 4.3 จุด กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของจีนสูงราว 1.41 พันล้านกิโลวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของจีน และสูงเกินกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีนยกระดับความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนในภาคเศรษฐกิจ ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมของจีนเติบโตขึ้น 6 เท่า ส่วนกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตขึ้นมากกว่า 180 เท่า เมื่อนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โดยกำลังการผลิตติดตั้งใหม่รายปีคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของทั้งหมดในโลก ซึ่งมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาสีเขียวของโลกอย่างมาก ขณะที่ประเทศไทย ยังมีคำถามทั้งกรณีการขอซื้อก๊าซ LNG เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากสหรัฐฯ แลกกับลดกำแพงภาษี และยังคงเดินหน้าใช้พลังงานฟอสซิลผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ยังมีกรณีการเซ็นสัญญาซื้อพลังงานหมุนเวียน (ลม-แสงอาทิตย์) 5,200 เมกกะวัตต์ ในราคาหน่วยละ 2.17 สตางค์ที่ว่ากันว่าสูงเกินกว่าความเป็นจริง แฟ้มภาพซินหัว : สถานีพลังงานแสงอาทิตย์ในเมืองฮามี่ ซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน
“ใช้กระสุนหรือไม่อยู่ที่คนกระทำผิดถูกจับหรือเปล่า” — วลีสั้น ๆ จากปาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ระหว่างตอบคำถามเรื่องซื้อเสียงในการเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช เขต 8 ไม่ได้แค่หลุดปากอย่างเผลอไผล หากแต่มันเผยให้เห็นบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น — มันคือ บทสารภาพกลางแสงสว่าง ว่าในสนามเลือกตั้งไทยวันนี้ “การทำผิด” ไม่ใช่เรื่องผิดหากไม่มีใครจับได้ และกฎหมายก็เป็นได้แค่ “ตัวหนังสือ” ที่รอดูโชคชะตาจะเลือกลงโทษใคร เมื่อนักการเมืองไม่กลัวซื้อเสียง เพราะไม่เคยถูกจับ การซื้อเสียงไม่เคยหายไปจากการเมืองไทย — แต่ครั้งนี้ ความน่ากลัวคือ มันไม่จำเป็นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกแล้วเมื่อคนในแวดวงการเมืองระดับสูงพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ไม่สะทกสะท้านเมื่อผู้มีหน้าที่กำกับความสุจริตของการเลือกตั้งอย่าง กกต. ยังไร้ปฏิกิริยาที่เป็นรูปธรรม…ไม่อายที่ถูกหยาม ก็ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมหลายคนประสานเสียง ”มีกกต.ไว้ทำไม?“ สนามเลือกตั้งจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ “โกงได้ถ้าแนบเนียนพอ” — และคำว่า “การเลือกตั้งสุจริต” เหลือเพียงพิธีกรรมเพื่อเอาใจสังคม ในบริบทเช่นนี้ ผลการเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราชจึงเป็นบทสะท้อนมากกว่าการเปลี่ยนมือผู้แทน มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนสภาพภูมิทัศน์การเมืองในภาคใต้ที่เคยมั่นคงและหยั่งรากกับประชาธิปัตย์มายาวนาน และเคยประกาศด้วยความภาคภูมิใจว่า “การซื้อเสียงเข้าถึงได้ยาก” ได้ถูกพังทลายไปแล้ว ก้าวแรกภาคใต้ของ “ทักษิณ” ผ่านพรรคกล้าธรรม พรรคกล้าธรรม — พรรคการเมืองเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ที่ครั้งหนึ่งไม่อาจฝันถึงการปักธงในภาคใต้ — กลับทำได้จริง ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชนที่ได้เดินทางออกนอกเส้นทางที่เคยเป็นไปแล้ว…และดูเหมือนยากจะหวนคืนกลับเส้นทางเดิมด้วย ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ็กโอ ลูกเขย ”ชินวรณ์ บุณยเกียรติ“ ที่คว่ำ “พ่อตา” พ่ายไปอย่างหมดรูป ได้คะแนนเพียงสี่พันกว่าคะแนนเท่านั้น ทั้งที่ “ชินวรณ์” เป็นสส.มาหลายสมัย สวมเสื้อสีฟ้า ปชป.ที่เคยครองใจคนใต้มายาวนานหลายสิบปี เป็นการพลาดท่าแบบ ”ศึกครอบครัว เดือดไปถึงการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายบริบท“ 24 ปีในเส้นทางการเมือง หลังไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง “ทักษิณ” ไม่เคยได้สส.ในพื้นที่ภาคใต้เลย แต่มาคราวนี้แม้ไม่ได้สส.ในนามพรรคเพื่อไทย แต่เป็นที่รู้กันว่า “กล้าธรรม” ก็คือส่วนหนึ่งของ “เพื่อไทย“ ชัยชนะครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบริบทที่น่าจับตา นอกจาก “น่าจับตา” เชื่อว่า “ทักษิณ” คง “สะใจ” อย่างที่สุดเพราะคนที่ต่อต้านระบบทักษิณเข้มแข็งที่สุดอย่าง ”ภาคใต้“ก็ ”เปลี่ยนไปแล้ว“ เปลี่ยนไปอยู่ในกำมือที่เขามั่นใจได้มากขึ้นว่า”สยายปีก“…
