Author: Writer Publisher

“เราต้องเลิกยืนงง…ในสงครามการค้า” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เตือนรัฐบาลไทยเร่งสร้างสมดุลใหม่ ก่อนเดินเกมใหญ่กับสหรัฐฯ และจีน “ยังไม่รู้ว่าใครเลื่อน ใครไม่พร้อม และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…จะได้คุยกันเมื่อไหร่” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์รายการ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงสถานการณ์ล่าสุดที่รัฐบาลไทยยังไม่สามารถกำหนดวันเจรจากับสหรัฐฯ ได้ หลังเคยระบุว่าจะมีขึ้นวันที่ 23 เมษายน “สถานการณ์ตอนนี้กระทบความเชื่อมั่นแน่นอน” เขาเตือนว่า การไม่สามารถกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการเจรจา สะท้อนปัญหาทั้งด้านการวางกลยุทธ์ และการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลไทยเอง ⸻ เกมใหญ่…ต้องไม่เดินด้วยมือเปล่า “ถ้าจะเจรจากับสหรัฐฯ ต้องถามก่อนว่า เรามีไพ่อะไรในมือ” ปณิธานเสนอว่า ไม่ควรคิดแค่เรื่องการค้า–การลงทุน เท่านั้น แต่ต้องหยิบเรื่อง “ความมั่นคง–ความร่วมมือทางทหาร” ขึ้นมาร่วมโต๊ะด้วย เพราะประเทศอื่นเขาเดินหน้าแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นการซื้ออาวุธหรือยุทธศาสตร์ด้านอินโด–แปซิฟิก “การจะขออะไรจากสหรัฐฯ ต้องมีของแลก และตอนนี้สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการอาจไม่ใช่แค่การค้า” เขาเสนอให้ ตั้งทีมเจรจาใหม่ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ-ความมั่นคง ประสานเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในไทยก่อน ยังไม่จำเป็นต้องบินไปเจอหน้า แต่ “ต้องกางตัวเลขจริง วางท่าทีให้ชัดเจน” ⸻ ทรัมป์: ศิลปินการต่อรอง หรือระเบิดเวลาโลก? เมื่อพูดถึงอีกฝั่งโต๊ะ ปณิธานวิเคราะห์ สองทฤษฎีที่โลกมองทรัมป์: • ทรัมป์ = ชายวิปลาศ ที่ปั่นป่วนโลก สุดท้ายระเบิดตัวเอง • ทรัมป์ = อัจฉริยะนักต่อรองระดับศตวรรษ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องยอมคุย “วันนี้ทรัมป์ยังไม่ล้ม…แต่ก็เริ่มเป๋ เพราะคะแนนนิยมกำลังลด คนอเมริกาเริ่มกักตุนของ เจอค่าครองชีพพุ่ง” เขาชี้ว่า ทรัมป์มีเวลา อีกเพียง 6 เดือน ที่จะพิสูจน์ว่านโยบายภาษีให้ผลจริง ไม่เช่นนั้นจะเผชิญแรงต้านหนัก เพราะกระเป๋าประชาชนเริ่มฉีก ⸻ ไทยต้องเลิกงุนงง ถ้าไม่อยากถูกกลืนทั้งสองฝั่ง “ความงุนงงของผู้นำ = ความอ่อนแอของการเจรจา” อาจารย์ปณิธานเตือนว่า หากไทยยังไม่มีจุดยืนชัด จะไม่สามารถตั้งโต๊ะคุยได้อย่างมีอำนาจ และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือ “ยืนงงในสงครามของคนอื่น” ไทยต้องเจรจากับทั้งสองฝั่ง: สหรัฐฯ–จีน และต้องหาสมดุลใหม่ให้เจอ ก่อนจะเสียทุกอย่าง ⸻ โต๊ะเจรจา…

Read More

23 เมษายน 2568 – ที่อาคารมหิตลาธิเบศร เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และเครือข่ายกองทัพธรรม นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อแพทยสภา เรียกร้องให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงกรณีการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 โดยขอให้พิจารณาว่าการรักษาเป็นไปตามหลักวิชาชีพแพทย์หรือมีการเอื้อประโยชน์กันแน่ นายพิชิตระบุว่า การวินิจฉัยว่าอาการป่วยของนายทักษิณอยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่นั้น สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และไม่ควรปล่อยให้การสืบสวนยืดเยื้อออกไปอย่างไม่จำเป็น โดยเฉพาะหลังแพทยสภาเลื่อนพิจารณาจากเดิมวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าได้รับเอกสารเพิ่มเติมจาก รพ.ตำรวจ และ รพ.ราชทัณฑ์ ซึ่งเขามองว่าอาจเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป่วย 4 โรคของนายทักษิณ การถ่วงเวลา 180 วันกว่าจะส่งรายงาน เป็นการตีความกฎหมายที่คนละมุม แพทยสภามีอำนาจเร่งเรื่องนี้ได้” นายพิชิตกล่าว พร้อมเรียกร้องให้อนุกรรมการที่มี ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี เป็นประธาน เชิญนายทักษิณมาให้ข้อมูลเอง เพราะถือว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง หากไม่ดำเนินการดังกล่าว อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกฟ้องศาลปกครองในข้อหาสอบสวนไม่รอบด้าน เขาย้ำว่า สิ่งที่สังคมอยากรู้คือ นายทักษิณป่วยวิกฤติจริงหรือไม่ ตรวจที่ รพ.ราชทัณฑ์จริงหรือเปล่า และการรักษาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความสอดคล้องกับสถานะ “ผู้ป่วยวิกฤติ” อย่างแท้จริงหรือไม่ เช่น การออกไปรับบริการ MRI หรือการเจาะไหล่ ซึ่งในมุมมองของแพทย์บางคนมองว่าไม่ใช่อาการขั้นวิกฤติ “เรายินดีรับฟังผลสรุป หากมีคำอธิบายที่ชัดเจนและเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ขออย่าตัดตอนให้เหลือแค่ ‘ทำตามขั้นตอน’ เพราะถ้าแพทย์มีการเลือกปฏิบัติ มันจะทำให้เกิดข้อสงสัยต่อวิชาชีพทั้งระบบ” นายพิชิตกล่าวทิ้งท้าย การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่ติดตามกรณีการเข้ารักษาของนายทักษิณอย่างใกล้ชิด พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงของประเทศ

Read More

“ฉันได้อำนาจมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้” —บทเรียนว่าด้วยตัวตนแพทองธาร กับภาวะผู้นำที่ประชาชนไม่อินโดย The Publisher “มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันสะท้อนตัวตนที่ไม่สนใจจนถึงขั้นเย้ยหยันความรู้สึกประชาชน” รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดบทสัมภาษณ์กับ เที่ยงเปรี้ยงปร้าง อย่างไม่อ้อมค้อม เขาวิเคราะห์คำพูดล่าสุดของนายกรัฐมนตรีหญิง แพทองธาร ชินวัตร ที่ออกตัวแรงในประเด็น “จับมือกับคนทำรัฐประหารเพราะเสียงไม่ถึง” ซึ่งทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหมู่ผู้สนับสนุน “การพูดแบบนั้นเป็นการเย้ยหยันประชาชนโดยตรง เหมือนบอกว่า เมื่อฉันได้อำนาจมาแล้ว จะทำอะไรก็ได้” โอฬารชี้ว่า การสื่อสารแบบนี้ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะนายกฯ ไม่ได้พูดกับคู่แข่งทางการเมือง แต่พูดกับประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมาด้วยความหวังว่าจะ “รักษาสัจจะวาจา” ของตัวเอง “ตัวตนแบบนี้ ไม่ควรปรากฏในผู้นำ” เขาอธิบายว่า การเติบโตในครอบครัวที่พร้อมทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ทุน และความรัก อาจทำให้แพทองธารคุ้นชินกับการเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง “ทุกคำพูดเหมือนถูกต้องอยู่เสมอ ทุกคนต้องคล้อยตาม” ท่าทีแบบนี้ในทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน “มันกระทบต่อความรู้สึกของคนที่รักเพื่อไทย และเชื่อในแพทองธาร ถ้ายังไม่ปรับ เกมการเมืองจะยิ่งถอยหลัง และแพทองธารจะไปไม่ถึงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า” อาจารย์โอฬาร เตือนด้วยว่า ในภาวะที่พรรคเพื่อไทยตกต่ำลงทุกด้าน การพยายามฟื้นฟูด้วยภาพลักษณ์ของ “ทักษิณ” กลับได้ผลในทางตรงข้าม “เดอะแบกของพรรคไม่ได้มีความนิยมเหมือน 17 ปีก่อนแล้ว ยิ่งแบกกลับยิ่งทำให้พรรคประชาชนได้รับความนิยมมากขึ้น” “อยู่กันแบบหวานอมขมกลืน” ในพาร์ตของการประเมินแนวโน้มการเมือง รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า รัฐบาลผสมจะไม่แตกหักง่าย ๆ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่กล้าเขี่ยพรรคภูมิใจไทยออก และสีน้ำเงินก็ยังมีแต้มต่อในเครือข่ายอำนาจเก่าอยู่ “จะปรับ ครม. ก็แค่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็ก ไม่แตะภูมิใจไทย เว้นแต่มีของไปแลกจึงอาจเกิดการสลับตำแหน่งได้” เขาชี้ให้เห็นว่าในเชิงกลยุทธ์ พรรคเพื่อไทยกำลังติดกับดักเครือข่ายอำนาจเก่า และยิ่งนานวัน อำนาจการต่อรองก็จะยิ่งลดลง “กระบวนการนิติสงครามจะกลับมาอีกครั้ง” ในช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ อาจารย์โอฬารโยงไปถึงอนาคตของทักษิณ ชินวัตร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเครือข่ายอำนาจเก่าเริ่มไม่ไว้ใจแล้ว “ดูจากกรณีศาลไม่อนุญาตให้ทักษิณเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้อนุญาต แถมยิ่งลักษณ์กลับไม่ได้ในช่วงสงกรานต์ ทั้งที่ทักษิณเคยพูดไว้ แปลว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม” เขาย้ำว่า หากวันใดอำนาจเก่าตัดสินใจเลิกใช้ทักษิณ กระบวนการนิติสงครามจะกลับมา — และจะกลายเป็นจุดจบของทั้งทักษิณและเพื่อไทย “เกมสุดท้ายของทักษิณ อาจคือการหักหลังเครือข่ายเดิม” อาจารย์โอฬารทิ้งท้ายว่า หนทางรอดเดียวของทักษิณและพรรคเพื่อไทย คือในการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องตัดสินใจเด็ดขาดชิงหักหลังอำนาจเก่า หันไปจับมือกับพรรคประชาชน เพื่อสร้างอำนาจใหม่ ความชอบธรรมใหม่ แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงสูงสุด “ถ้าทำได้สำเร็จ เขาอาจออกกฎหมายนิรโทษกรรม…

Read More

วันนี้ (23 เม.ย. 2568) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลตรวจสอบเหล็กเส้นจากพื้นที่อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม โดยระบุว่า จากการตรวจสอบของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบว่า เหล็กเส้นข้ออ้อยขนาด 20 มม. SD40T ที่ผลิตโดยบริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด (ยี่ห้อ SKY) ซึ่งใช้กรรมวิธีผลิตแบบ IF “ตกค่ามวลต่อเมตร” ซ้ำเป็นรอบที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า “เหล็กเบา” เช่นเดียวกับผลทดสอบก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนเมษายน โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อย่างเคร่งครัด “ตกก็คือตก ผ่านคือผ่าน” โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือบิดเบือนผลแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน เหล็กข้ออ้อยขนาด 32 มม. ที่เคยไม่ผ่านค่าการยืดตัว (Yield Strength) ในการทดสอบครั้งก่อน รอบนี้กลับผ่านการตรวจสอบได้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการตรวจมาตรฐานของรัฐ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมส่งผลตรวจล่าสุดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อใช้ประกอบการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในคดีอาคาร สตง.ถล่ม โดยย้ำว่า การส่งผลตรวจนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวน ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินคดีต่อผู้ผลิตเหล็กที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วจากผลตรวจรอบแรกเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา. หมายเหตุ: เหล็กเส้นที่ “ตกค่ามวลต่อเมตร” หมายถึงเหล็กที่น้ำหนักไม่ถึงตามที่มาตรฐานกำหนดต่อความยาวหนึ่งเมตร ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความแข็งแรงที่ไม่เพียงพอในการใช้งานโครงสร้างขนาดใหญ่

Read More

“เรากำลังดำเนินการยุติกิจการ – ขอขอบพระคุณสำหรับวันเวลาดี ๆ ที่ได้สร้างร่วมกัน” คือข้อความที่ปรากฏบนหน้าเพจของ Foodpanda ประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ซึ่งสะท้อนจุดสิ้นสุดของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อาหารสีชมพูที่เคยครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานถึง 13ปี ยุติกิจการ 23 พฤษภาคม 2568 — จากขาดทุนสะสม สู่การถอนตัว บริษัทแม่จากเยอรมนี Delivery Hero ประกาศอย่างเป็นทางการว่า Foodpanda จะ ยุติการให้บริการในประเทศไทยวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่า เป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นตลาดอื่นที่มีศักยภาพในการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีกว่า เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ตัวเลขขาดทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในไทย แม้ปี 2566 จะทำรายได้ 3.84 พันล้านบาท แต่ยังคงขาดทุนอีก 522 ล้านบาท แพ้สมรภูมิแข่งขัน — ขายกิจการไม่สำเร็จ แม้เคยเป็นเบอร์ต้นในวงการเดลิเวอรี่อาหาร แต่ในช่วงหลัง Foodpanda เหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 15% เทียบกับคู่แข่งอย่าง LINE MAN Wongnai (44%) และ GrabFood (39.4%) ทั้งยังพยายามขายกิจการให้กับ Grab หรือ Meituan แต่การเจรจาล้มเหลว กระทบทั้งลูกค้า–ไรเดอร์–ร้านค้า หลังประกาศปิดกิจการ ลูกค้าจะสามารถใช้แอปฯ ได้ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม เท่านั้น ส่วนพนักงานและไรเดอร์บางส่วนอาจได้รับการชดเชยหรือโอนย้ายหน้าที่ในภูมิภาคที่ยังดำเนินงานต่อ Delivery Hero ยืนยันว่า ทีมระดับภูมิภาคประจำประเทศไทยจะยังคงทำงานต่อในบทบาทอื่น เช่น วิเคราะห์ข้อมูลหรือสนับสนุนตลาดเพื่อนบ้าน โอกาสใหม่ของ Grab และ LINE MAN การถอนตัวของ Foodpanda คือโอกาสทองของคู่แข่งรายใหญ่ที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะในตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 86,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังกลายเป็นศึกสองเส้าเต็มรูปแบบระหว่าง LINE MAN Wongnai และ GrabFood ⸻…

Read More

การเลื่อนนัดเจรจากับสหรัฐฯ อย่างไร้คำอธิบายที่ชัดเจนของรัฐบาลแพทองธาร กลายเป็นเรื่องที่สะเทือนความมั่นใจนักลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เปิดใจกับ “The Publisher” ว่าเธอเองก็ “ยังไม่รู้เลยว่า ตกลงใครเลื่อนใครกันแน่ หรือแท้จริงแล้วสหรัฐฯ ยังไม่เคยรับนัดไทย แต่นายกฯ หลุดปากพูดไปก่อน” “เลื่อนแบบไม่มีเหตุผล…หรือผิดนัดโดยไม่รู้ตัว?” ศิริกัญญาตั้งคำถามถึงความคลุมเครือของรัฐบาล โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ในวันที่ 23 เมษายน แต่จนถึงตอนนี้กลับไม่มีสัญญาณตอบรับจากฝั่งสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ตรงกัน คนหนึ่งบอกว่าสหรัฐฯ ขอข้อมูลเพิ่ม ขณะที่อีกคนบอกว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายขอเลื่อน “แบบนี้มันสื่อสัญญาณผิด ๆ ให้กับตลาด นักลงทุน และผู้ประกอบการทั้งหมด…ว่ารัฐบาลไทยสรุปตกลงอะไรได้จริงหรือยัง?” เธอเห็นด้วยที่รัฐบาลไม่รีบร้อนในการเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะต้องดูแนวทางของประเทศอื่นก่อน เช่น เวียดนาม ที่เจรจาไปหลายรอบแล้วและแม้แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็รับสายเอง “แต่เราต้องมีไทม์ไลน์ ไม่ใช่เงียบหายแบบนี้…ประเทศอื่นเขาเข้าคิวกันหมดแล้ว ไทยโดนภาษี 36% ยังไม่มีนัดเลย” “นักลงทุนรีรอ เพราะรัฐบาล ‘พูดแล้วไม่เกิด’” ศิริกัญญาชี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่เป็น “ภาวะไร้ความแน่นอน” ที่ทำให้นักลงทุนชะลอแผน ไม่รู้ว่าควรเตรียมตัวรับมือยังไง หรือจะได้สิทธิพิเศษอะไรเหมือนประเทศอื่นหรือไม่ เธอบอกว่า ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือ “ทำใจ” เพราะคงเปลี่ยนรัฐบาลยาก เนื่องจาก “เพื่อไทยไม่มีทางยุบสภาในช่วงที่คะแนนนิยมตกต่ำ” แต่อย่างน้อยควรเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พึ่งกลไก EXIM Bank ที่ฐานลูกค้าจำกัด “ยิ่งเดินหน้าดิจิทัลวอลเล็ต ยิ่งสะเปะสะปะ” ในขณะที่นโยบายสำคัญอย่างการเจรจาการค้าชะงักงัน ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกลับเดินหน้ากองทุนหมู่บ้าน และโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเฟส 3 สำหรับคนอายุ 16–20 ปี “นี่มันไม่ใช่ช่วงที่ควรกระตุ้นการบริโภค แต่น่าจะต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ในจังหวะที่จำเป็น…1.5 แสนล้านจะกลายเป็นเงินที่เสียเปล่าไปเลย” เธอเชื่อว่ารัฐบาลตีโจทย์การเมืองผิด คิดว่ายิ่งแจก ยิ่งได้คะแนน แต่จริง ๆ แล้วคือการยิงใส่เท้าตัวเอง “งบปี 69 ต้องปรับ แต่รัฐบาลไม่ยอมขยับ” ศิริกัญญาแสดงความกังวลต่อกรอบงบประมาณปี 2569 ที่ยังไม่มีการปรับเพื่อรับมือสงครามการค้า ทั้งที่เวลาปรับงบยังเหลือ และสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว “ยางพาราราคาตก รถยนต์โดนภาษี 25% แล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ขยับ มาตรการอะไรก็ยังไม่มี…รออีกหน่อยจะสายเกินไป” “ถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้เงิน…แต่ต้องมีรายละเอียด!”…

Read More

วันที่ 24 เมษายน 2568 เพจ CSI LA เปิดเผยภาพและข้อมูลจากผู้แจ้งเบาะแส ระบุว่า อาคารสำนักงานใหม่ของ “สำนักงบประมาณ” ซึ่งมีความสูงถึง 30 ชั้น และดูสวยงามอลังการจากภายนอกนั้น กลับเป็น ตึกที่ “ร้างครึ่งหลัง” ถูกผู้รับเหมาชาวจีนทิ้งงาน และยังไม่มีการแถลงชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาที่เพจเผยแพร่ระบุว่า อาคารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ โดย• ใช้การได้จริงเพียง 60% ของพื้นที่ทั้งหมด• ชั้นล่างถึงชั้นบนหลายสิบชั้น “ยังเข้าไม่ได้”• บางส่วนของอาคารถูกทิ้งไว้ให้เป็นห้องว่างหรือห้องเก็บของ• ไม่มีการแถลงใด ๆ จากผู้บริหารหน่วยงาน หรือการเปิดเผยรายละเอียดสัญญา–การตรวจรับงานแต่อย่างใด กรณีนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของ “สำนักงบประมาณ” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกลางที่มีอำนาจกำหนดการใช้งบประมาณแผ่นดินทั่วประเทศ — ตึกพัง สตง. ยังไม่จบ…ตึกร้างสำนักงบฯ ต้องมีคำตอบ ก่อนหน้านี้ สังคมไทยเพิ่งสั่นสะเทือนจากกรณี “ตึก สตง. ถล่ม” ที่สะท้อนความล้มเหลวของแทบจะทุกองคาพยพ เปิดให้เห็นความเหลวแหลกในเชิงโครงสร้างอย่างน่าพรั่นพรึง มาวันนี้ ข่าว “ตึกหรูแต่ร้างครึ่งหลัง” ของสำนักงานงบประมาณ — หน่วยงานที่ดูแลการจัดสรรงบประมาณของประเทศ — กำลังกลายเป็นคำถามใหม่ที่ต้องมีคำอธิบาย หากทั้ง “หน่วยงานตรวจสอบ” และ “หน่วยงานควบคุมงบประมาณ” ต่างประสบปัญหาในการจัดการทรัพยากรของตัวเองความน่าเชื่อถือของระบบราชการไทยในสายตาประชาชน…จะเหลืออยู่แค่ไหน?

Read More

โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาสู่เก้าอี้ผู้นำพร้อมคำสัญญาเดิมว่าเขาจะ “กอบกู้เศรษฐกิจอเมริกา”แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก CNBC กลับสะท้อนความจริงอีกด้าน… ประชาชน 51% ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจของทรัมป์และ 49% มองว่าเศรษฐกิจปีหน้า “จะแย่ลง”นี่คือตัวเลขความไม่เชื่อมั่น สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023แม้ฐานเสียงเดิมยังภักดี แต่ในกลุ่มคนไม่สังกัดพรรคความนิยมของทรัมป์ “ร่วงลงอย่างชัดเจน” นโยบายภาษีศุลกากรที่ทรัมป์เคยยืนกรานเริ่ม “ลดท่าที” หลังคะแนนนิยมร่วงพร้อมกับเสียงสะท้อนจากภาคแรงงานที่เริ่มเปลี่ยนกลุ่มคนที่เคยเลือกเขา…เริ่มตั้งคำถามมากขึ้นมาถูกทางแล้วจริงหรือ? ผู้จัดทำผลสำรวจจากทั้งฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกันต่างเห็นพ้องว่า “สังคมอยู่ในภาวะไม่แน่นอน”และ “ประชาชนไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” แม้ “ทรัมป์” จะยังไม่แพ้ในสนามเลือกตั้งแต่ “ทรัมป์” กำลังเผชิญความเสี่ยง…ที่จะแพ้ในใจของคนอเมริกา ส่วนทั้งโลกยังคงปั่นป่วนต่อตราบใดที่ “ทรัมป์” ยังไม่เลิกนโยบาย “ทรัมป์ เฟิร์ส“

Read More

เมื่อวานนี้ (22 เม.ย.68) นายกฯ แพทองธาร ตอบคำถามนักข่าวจากเรื่องปรับ ครม. ยืนยันยังไม่มี จนถูกลากเลื้อยมาถามต่อประมาณ ว่า “ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกไม่จับมือรัฐประหาร วันนี้ยังจับเลย” ทำให้นายกฯ เจน Y ฟาดกลับทันควันว่า”ที่เคยบอกดูหน้าดิฉัน ไม่จับมือกับคนทำรัฐประหาร อันนี้คือ 2 ปีที่แล้ว…เผอิญคะแนนไม่ถึง เลยต้องจับกันหน่อยตอนนั้น จับมาสักพักแล้วเหมือนกัน ทำไมคำถามมันดีเลย์” ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟ ตัดคลิปเก่ามาสอดคลิปใหม่ พร้อมตั้งคำถาม “ตกลงคำสัญญาทางการเมืองเชื่อถือได้หรือไม่?” คนที่ออกมากระทุ้งแบบสั้นแต่แสบคือ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ที่โพสต์ไว้ว่า “ทำไมคำถามมันดีเลย์ตั้ง 2 ปี ความเจ็บปวดที่ผู้นำตระบัดสัตย์ ไม่มีวันหมดอายุ”

Read More

“พิรงรอง” อาจเจอศึกสองเด้ง ถ้า กสทช. ถอยตามแรงทุนคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด แต่ กสทช. อาจถึงจุดตัดสินใจที่พลิกคดี ย้อนคดีต้นทาง — จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ สำนักงาน กสทช. มีหนังสือเตือนไปยังผู้รับใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัล ว่าการนำคอนเทนต์ไปเผยแพร่ผ่านแอปพลิเคชัน True ID ของกลุ่มทรู ไม่ปฏิบัติตามกฎมัสต์แครี ต่อมา บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ได้ ยื่นฟ้องพิรงรอง รามสูต กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ต่อศาลปกครองกลาง โดยกล่าวหาว่า การออกหนังสือชี้แจงดังกล่าวทำให้บริษัทเสียหาย สะเทือนความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นธรรมในเชิงพาณิชย์ จงใจกลั่นแกล้ง กระทั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุก “พิรงรอง” 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ท่ามกลางข้อกังขาของสังคมและนักกฎหมายจำนวนไม่น้อย โดยคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ⸻ ทรูเดินเกมรุก หลังคำพิพากษาเบื้องต้น เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2568 ทรูได้ส่งหนังสือถึง เลขาธิการ กสทช. พร้อมสำเนาถึงกรรมการทุกคน โดยแนบคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ตัดสินให้ ยกเลิกหนังสือชี้แจงสำนักงาน กสทช. (คดี อท.147/2566) และขอให้ “เพิกถอน” หรือ “ชี้แจงใหม่” ภายใน 15 วัน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด (อยู่ระหว่างการอุทธรณ์) แต่การส่งหนังสือดักหน้าก่อนสำนักงาน กสทช. จะประชุมวันที่ 24 เม.ย.ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ประธาน กสทช. น่าจะนำเข้าบรรจุวาระเพื่อพิจารณาในการประชุมวันดังกล่าว ⸻ เกมบีบให้ “กสทช. ถอย – ทุนได้ประโยชน์?” หากที่ประชุมมีมติเพิกถอนหนังสือหรือชี้แจงใหม่ ก็เท่ากับ ยอมรับว่าการส่งหนังสือไปถึงผู้รับใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัลก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง และส่งผลตรงต่อคดีที่ทรูเป็นผู้ฟ้องอยู่ —> กลายเป็นการ “เปลี่ยนท่าทีของหน่วยงานรัฐ” กลางกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่ต้องจับตาคือการลงคะแนนของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อาจลงคะแนนแบบดับเบิลโหวต กรณีเสียงเท่ากัน เพราะงานนี้…

Read More