Author: Writer Publisher

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า” ครั้งใหญ่ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จับกุมและปราบปรามการขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด ทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ถือว่าเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าขบคิดคือ ในขณะที่ตำรวจเร่งกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าในหลายพื้นที่ ภาพของนักการเมืองหลายคนยังถูกจับได้ว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรัฐสภาอย่างเปิดเผย และดูเหมือนจะไม่มีมาตรการควบคุมในสถานที่แห่งนี้ นี่คือ “สองมาตรฐาน” ของนโยบาย หรือเป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรบางอย่าง? “มนุษย์ควัน” และเกมล็อบบี้ในสภา ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่ม “มนุษย์ควัน” ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ส่งหนังสือถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ ยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยอ้างว่าเป็นแนวทาง “ลดอันตรายจากบุหรี่ปกติ” กลุ่มนี้เคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบและทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างประเทศ เช่น Ends Cigarette Smoking Thailand (ECST) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ Philip Morris International (PMI) บริษัทยาสูบข้ามชาติที่ผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าในหลายประเทศ เอกสารที่กลุ่มมนุษย์ควันส่งถึงสภาฯ ได้รับการบรรจุในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ นี่เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง แรงผลักดันจากกลุ่มทุนและกลุ่มล็อบบี้ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ท่าทีเปลี่ยนไปของนายกฯ: เกมการเมืองหรือจริงใจ? สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีที่เปลี่ยนไปของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก่อนหน้านี้เธอเคยส่งสัญญาณว่า สนับสนุนการยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า (YES) แต่ไม่นานมานี้กลับเปลี่ยนมาเป็น คัดค้าน (NO) คำถามคือ เหตุใดแพทองธารถึงเปลี่ยนใจ? เพื่อป้องกันแรงกดดันจากภาคสาธารณสุข? เนื่องจากแพทย์และนักวิชาการหลายกลุ่มแสดงความกังวลว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นอันตรายต่อเยาวชน และอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้ากำลังขยายตลาดในกลุ่มวัยรุ่นหรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ในการศึกซักฟอกที่กำลังจะมาถึง? เพราะในขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเร่งเดินหน้ากวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าและเปลี่ยนท่าที อาจเป็นความพยายามสร้าง “ผลงาน” ที่แสดงให้เห็นว่าเธอมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง ที่จะใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นบันไดขั้นแรกในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง สุขภาพประชาชน vs. ผลประโยชน์ของทุนบุหรี่ ในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินไป ประชาชนยังคงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ฝ่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ธรรมดาได้ ฝ่ายต่อต้าน โดยเฉพาะ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเยาวชนที่กำลังตกเป็นเหยื่อการตลาดของบริษัทยาสูบ ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนว่า บุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารพิษที่เป็นอันตราย และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นวิธีเลิกบุหรี่ที่ได้ผลจริง ตัวเลขที่น่าตกใจ: บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย จากผลสำรวจของกรมควบคุมโรค ปี 2567 พบว่า อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นถึง 300% ภายใน 5 ปีที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมกว่า 15%…

Read More

19 มีนาคม 2568 – กรุงเทพฯ มีรายงานว่ากลุ่ม “มนุษย์ควัน” ได้ส่งหนังสือถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน เพื่อขอให้สนับสนุน “การยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า” เนื่องในโอกาสที่รายงานการประชุมของ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า กำลังจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ มนุษย์ควันคือใคร? เชื่อมโยงใคร? “มนุษย์ควัน” เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยอ้างว่าเป็น กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า และมีการทำงานร่วมกับกลุ่ม “ลาขาดควันยาสูบ” (ECST – Ends Cigarette Smoking Thailand) มาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ECST พบว่าองค์กรนี้มีการเคลื่อนไหว ร่วมกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ เช่น Philip Morris Thailand Limited (PMTL) โดยมีวัตถุประสงค์ คัดค้านการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า และมีความเชื่อมโยงกับ มูลนิธิที่ได้รับทุนจากบริษัทยาสูบ เปิดข้อมูล ECST และบทบาทของ Philip Morris ข้อมูลจาก Google ระบุว่า “Ends Cigarette Smoking Thailand (ECST) เป็นกลุ่มที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย และทำงานควบคู่กับ Philip Morris Thailand Limited (PMTL) เพื่อคัดค้านการแบนบุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับนานาชาติที่ส่งเสริมแนวคิด ‘ลดอันตรายจากการสูบ’ (Harm Reduction) ผ่านมูลนิธิ Foundation for a Smoke-Free World ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Philip Morris International (PMI)” ทั้งนี้ Philip Morris International (PMI) เป็นหนึ่งในบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งให้การสนับสนุน มูลนิธิ Foundation for a Smoke-Free World เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากบุหรี่ธรรมดาไปสู่บุหรี่ไฟฟ้า เอกสารจาก “มนุษย์ควัน” ถูกส่งถึงกรรมาธิการฯ และถูกบรรจุในรายงานสภาฯ มีรายงานว่า กลุ่ม…

Read More

            สถาบันยุวทัศน์ฯ- ภาคีเครือข่ายคนรุ่นใหม่-สสส. ขอบคุณนายกรัฐมนตรี สั่งกวดล้างบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ จับปรับแค่ 2 สัปดาห์ ร้านค้าแห่ปิดตัวหมด วอน นายกฯ-บช.น. ปูพรมตรวจจับต่อเนื่อง ช่วยลดผู้เสพยาเสพติดรายใหม่ได้ จากกรณีที่รัฐบาล นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะแถลงข่าวปฏิบัติการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ณ ศูนย์กระจายบุหรี่ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ยึดบุหรี่ไฟฟ้ามูลค่ารวมกว่า 130 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้ขยายผลกว่า 100 ร้านค้า และตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อเอาผิดหรือยึดทรัพย์ในคดีฟอกเงิน ตามความทราบแล้วนั้น เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า ยท. พร้อมด้วยเครือข่ายเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ เครือข่ายทำงานสร้างเสริมสุขภาพทั่วประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอขอบคุณ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการปราบปรามอย่างต่อเนื่องตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนว่าร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะรอบสถานศึกษาได้ปิดตัวลงเกือบทั้งหมด ซึ่ง ยท. ได้ลงสำรวจและเก็บข้อมูลพบว่าไม่มีร้านใดเปิดจำหน่ายอีก หากรัฐบาลคงมาตรการการปราบปรามเข้มงวดลักษณะนี้ต่อไปอย่างน้อย 3 เดือน จะทำให้ความต้องการบุหรี่ไฟฟ้าของไทย มีโอกาสหายไปที่สุด นับว่าเป็นผลดีในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า นายพชรพรรษ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีประชาชนจำนวนหนึ่งได้แนะนำให้รัฐบาล ไปปราบปรามยาเสพติดมากกว่าบุหรี่ไฟฟ้า แต่จากข้อมูลที่ ยท. ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนก่อนได้รับโทษคดียาเสพติดในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 39 แห่งทั่วประเทศ รวม 300 คน มีอายุเฉลี่ย 17 ปี พบว่า 95.4% เคยสูบบุหรี่มวน และ 79.3% เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ 76%…

Read More

“ได้ยินเสียงความทุกข์ของประชาชนไหม? หรือนายกฯ หูตึง!” เสียงของปัญญา โตกทอง ตัวแทนเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง สะท้อนความอัดอั้นที่สะสมมานาน ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” จนเป็นที่มาของการรวมตัวเครือข่ายประชาชน 19 จังหวัด เดินไปทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมเทปลาหมอคางดำ 2 ตัน และเผาพริกเผาเกลือสาบแช่งคนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ แม้จะถึงศูนย์กลางอำนาจแล้วแต่สิ่งที่พวกเขาได้รับคือ ”ความผิดหวัง“ กับการยื่นข้อร้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลตอบรับที่ได้กลับเป็นความไม่จริงจัง ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลแพทองธาร ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ไม่เพียงทำลายอาชีพของคนท้องถิ่น ยังสร้างความเสียหายมหาศาลต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติด้วย ผิดหวัง รัฐบาลเมินความเดือดร้อน ปชช. ปัญญา บอกว่า เครือข่ายประชาชน 19 จังหวัดผิดหวังมาก เพราะยื่นหนังสือมาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา ตอนนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ขณะนั้น รับเรื่องและบอกว่า “ธรรมนัสเอาอยู่” ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไป พอมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ก็ไปครั้งแรก 13 ม.ค.68 ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ ฟื้นฟูเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กำจัดปลาหมอคางดำภายในหนึ่งปี ฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนมาดังเดิมให้ตั้งคกก.อิสระมีความเชี่ยวชาญมาสอบสวนหาผู้กระทำผิดจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และหน่วยงานรัฐต้องฟ้องร้องคนที่นำปลาหมอคางดำเข้ามา เพื่อเรียกค่าเสียหาย เมื่อมีการเยียวยาประชาชนอาจต้องนำเงินภาษีมาใช้ก่อน จากนั้นไปไล่เบี้ยเก็บจากคนที่ทำให้ปลาหมอคางดำแพร่ระบาด จนทำลายระบบนิเวศ สร้างความเสียหายมหาศาล “เราไปยื่นข้อเรียกร้องทั้งสี่ข้ออีกครั้งเมื่อวานนี้ (18 มี.ค.68) นายกฯไม่ออกมา แถมไปต้อนรับนายทุนรวยพันล้านในทำเนียบรับช่อดอกไม้กับประมงคนรวย ไม่เห็นหัวประชาชน มีเวลาพาลูกวิ่งเล่นสนามหญ้าหน้าตึกไทยฯ ไม่มาหาชาวบ้านที่เดือดร้อน เอาตำรวจมากัน เอากฎหมายมาข่มขู่ นี่คือสิ่งที่ประชาชนได้รับจากนายกฯ พอนายกฯ ไม่มารับเรื่อง ฝ่ายค้านมาพวกคุณก็หาว่ามีการเมืองหนุนหลัง ทั้ง ๆ ที่นี่คือความเดือดร้อนของประชาชนเป็นม็อบธรรมชาติไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย” ปัญญา กล่าวอย่างคับแค้นใจ พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อนายกฯ อาสามาแก้ปัญหาประเทศชาติ เหตุใดไม่มารับฟังความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นว่ารัฐบาลคือตัวปัญหาตัวแรกที่แก้ไม่ได้ในมุมมองของชาวบ้าน คำพูดของ ปัญญา สะท้อนให้เห็นถึง ช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เมื่อรัฐบาลเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของคนหาเช้ากินค่ำ ขณะที่ “นายทุนร่ำรวยกลับมีพื้นที่ในทำเนียบเสมอ?”…

Read More

“ผมฟันธงว่ามีใบสั่งมา” นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นักกฎหมายมากประสบการณ์ กล่าวกลางรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ของ ThePublisher ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ชี้ชัด ๆ ถึงเหตุผลที่ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ ชาตรี อรรจนานันท์ ถูกสว.ตีตกจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่อง“ทัศนคติไม่พึงประสงค์” แต่เป็น “ใบสั่งมา” “ก่อนนี้ก็ได้ข่าวมาว่า ส.ว. ส่วนใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าสีน้ำเงิน จะตีตก อาจารย์สิริพรรณ อยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าตีตกทั้งคู่ ผมคิดว่าเขาน่าจะอยากตีตกอาจารย์สิริพรรณอยู่แล้ว แต่พอท่านทูตชาตรีถูกเสนอชื่อมาคู่กัน ก็เลยพลอยฟ้าพลอยฝนถูกตีตกไปด้วย ผมฟันธงเลยว่ามีใบสั่งมา แต่การจะตีตกแค่ อาจารย์สิริพรรณ เพียงคนเดียว อาจสร้างปัญหาทางภาพลักษณ์ จึงต้องตีตกทั้งคู่ไปด้วย ซึ่งก็กลายเป็นเวรกรรมของท่านทูตชาตรีไปโดยปริยาย” “ทัศนคติไม่พึงประสงค์” หรือ “เหตุผลที่ถูกสร้างขึ้น”? หนึ่งในเหตุผลที่ ส.ว. นำมาใช้ในการปฏิเสธ ศ.ดร.สิริพรรณ คือ เธอมีแนวคิดสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทัศนคติที่ไม่พึงประสงค์” ในสายตาของ สว. “เหตุผลแบบนี้ฟังขึ้นหรือไม่? ผมว่า ฟังไม่ขึ้น” นายนิพิฏฐ์ให้ความเห็น “เพราะ ส.ว. ต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่ถูกชักนำโดยการเมือง แต่พอเห็นผลการโหวตแบบนี้ก็สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ขาดความเป็นอิสระและเป็นกลางอย่างชัดเจน” “ถ้าเราเชื่อมั่นในความอิสระและเป็นกลาง ทำไมเราไม่ยอมรับ อิสระทางวิชาการ ของอาจารย์สิริพรรณ? เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ แต่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน เพราะนี่คือ ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่ความผิดการใช้คำว่า ทัศนคติที่ไม่พึงประสงค์ กลายเป็นคำถามกลับไปที่ตัว ส.ว. เองว่า แล้วพวกคุณยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่? เพราะหาก ส.ว. ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นกลาง ถูกชี้นำโดยผู้ให้กำเนิด ส.ว. เอง มันอันตรายมาก และประชาชนจะตั้งคำถามเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ส.ว. ยังจำเป็นอยู่หรือไม่?” ตัวเลขลงมติที่บอกอะไรบางอย่าง เมื่อลองดูคะแนนเสียงที่ทั้งสองคนได้รับ นายนิพิฏฐ์ชี้ว่า “มันเป๊ะตามที่หลายคนคาดการณ์ คือ สีน้ำเงินมีประมาณ 140…

Read More

กรุงเทพฯ, 19 มีนาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเข้าซื้ออาคาร Skyy9 Centre โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ด้วยมูลค่า 7,000 ล้านบาท ล่าสุด ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและประธานศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำการประเมินเบื้องต้นโดยใช้วิธีการเปรียบเทียบตลาดและวิธีการแปลงรายได้เป็นมูลค่า พบว่า มูลค่าที่เหมาะสมของอาคารนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,500-3,600 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไปถึง ครึ่งหนึ่ง การประเมินมูลค่าอาคาร Skyy9 Centre: เปรียบเทียบตลาดและแปลงรายได้ ดร.โสภณ ได้ใช้สองวิธีหลักในการประเมินราคาของอาคาร Skyy9 Centre ได้แก่ (1) วิธีเปรียบเทียบตลาด และ (2) วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า ซึ่งให้ผลการประเมินใกล้เคียงกัน วิธีเปรียบเทียบตลาด• พื้นที่สำนักงานที่ให้เช่าประมาณ 42,000 ตร.ม. และพื้นที่พลาซ่า 5,880 ตร.ม. รวมเป็น 47,880 ตร.ม.• ราคาขายปลีกในตลาดที่ดินใกล้เคียง พื้นที่สำนักงานอยู่ที่ 90,000 บาท/ตร.ม. และพื้นที่พลาซ่าอยู่ที่ 120,000 บาท/ตร.ม.• คิดมูลค่าโครงการเบื้องต้นได้ที่ 4,485,600,000 บาท• หากขายอาคารทั้งหมดพร้อมกันโดยใช้สมมติฐานการลดราคาลง 20% เนื่องจากเป็นการขายรวมขนาดใหญ่ จะได้มูลค่าประมาณ 3,588,480,000 บาท• เมื่อคำนวณราคาต่อตารางเมตรจากพื้นที่สุทธิทั้งหมด จะอยู่ที่ 74,947 บาท/ตร.ม. วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า• ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานโดยเฉลี่ย 600 บาท/ตร.ม./เดือน และพื้นที่พลาซ่า 1,000 บาท/ตร.ม./เดือน• ใช้อัตราการครอบครองเฉลี่ย 85% และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสำหรับสำนักงานที่ 6% และพลาซ่าที่ 7%• คำนวณรายได้สุทธิ (NOI) ของสำนักงานที่ 179,928,000 บาท และของพลาซ่าที่ 35,985,600 บาท• คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมโดยวิธีนี้ได้ที่ 3,512,880,000 บาท• ราคาต่อตารางเมตรที่ได้จากวิธีนี้อยู่ที่ 73,368 บาท/ตร.ม. ผลการประเมิน: มูลค่าที่แท้จริงอาจต่ำกว่าราคาซื้อขาย จากทั้งสองวิธี มูลค่าของ…

Read More

กรุงเทพฯ, 19 มี.ค. 2568 – การเมืองไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความร้อนแรงทางสื่อออนไลน์ เมื่อศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนทวีความรุนแรงขึ้นด้วยการออกโปสเตอร์โจมตีกันและกันในกระแสโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มต้นจากพรรคประชาชนออกโปสเตอร์ “ดีลแลกประเทศ” โจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วง ต่อมาพรรคเพื่อไทยออกโปสเตอร์ฟาดกลับใช้คำว่า ไปไหนอ่ะ กลับมานี่ อย่าอภิปรายเป็นฝ่ายแค้น หลงประเด็น หลงประเทศ หลงวาทกรรม หลงตัวเอง จากนั้นเกิดเหตุเกษตรกรสุดทนนำปลาหมอคางดำไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่นายกฯ ไม่ได้ไปพบตามข้อเรียกร้อง หนำซ้ำยังเกิดภาพนายกฯ วิ่งเล่นกับลูกบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า จนเป็นเหตุให้เกิดการวิจารณ์อย่างหนักว่า “ลูกนายกฯ มีที่วิ่งเล่นในทำนียบรัฐบาล แต่เกษตรกรยืนได้แค่บริเวณถนน โดยที่นายกฯ ไม่มีทีท่ารับรู้ความเดือดร้อนของพวกเขาเลย” ชาวเน็ตย้อนเกล็ดฟาดกลับด้วยโปสเตอร์ใหม่ ในขณะที่ความร้อนแรงทางออนไลน์ทวีความเข้มข้น ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็มาแก้ต่างให้ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีนายกฯ ก็โต้กลับ ปรากฏว่ามีเพจทะลุฟ้าทำโปสเตอร์โต้กลับพรรคเพื่อไทยอย่างแสบว่า “ไปไหนอ่ะ กลับมานี่ อย่าเป็นรัฐบาลตระบัดสัตย์ หลงทาง หลงนายทุน หลงอำนาจ หลงลืมประชาชน พร้อมภาพประกอบปลาหมอคางดำจำนวนมาก ศึกโปสเตอร์ออนไลน์ในครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเมืองไทยในยุคดิจิทัลไม่ได้จำกัดเพียงการต่อสู้ในเวทีการเมืองเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ที่ประชาชนและกลุ่มต่างๆ สามารถแสดงความคิดเห็นและสร้างแรงผลักดันให้กับแนวคิดที่ตนเชื่อถือ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต่างฟาดกันด้วยโปสเตอร์เพื่อแสดงแนวทางการแก้ไขปัญหา แต่การกระทำของเกษตรกรที่เทปลาหมอคางดำหน้าทำเนียบรัฐบาลและการย้อนเกล็ดของชาวเน็ตกลับมาเตือนให้เห็นว่า “ประชาชนคือหัวใจของประเทศ” เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้นำทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของคนในสังคม

Read More

นาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และนักร้องเรียนทางกฎหมาย ประกาศว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 มีนาคม 2568) เวลา 09.11 น. ตนจะเดินทางไปศาลอาญา รัชดา เพื่อยื่นฟ้อง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา นายเรืองไกรระบุว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการให้สัมภาษณ์ของนางสาวแพทองธาร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นกรณีที่เธอชี้แจงเกี่ยวกับ 4 พันล้านปัดนิติกรรมอำพรางสวน “นักร้อง” เรียกรับเงินผิดกฎหมาย โดยมีข้อความที่ทำให้ตนเสียหาย คำพูดของแพทองธาร ที่ทำให้ถูกฟ้อง จากโพสต์ของสำนักข่าว The Publisher เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 มีการเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ระบุว่า “เรืองไกร อ้อ… ถ้าสมมติว่า… ดิฉันเองถ้าไม่ได้แม่นกฎหมายและสมมติว่า ถ้ามีการข่มขู่ว่า จะต้องจ่ายนู่นนี่ เพื่อจะไม่ให้ฟ้อง ไม่ให้นู่นนี่นั่น แบบนี้ผิดกฎหมายข้อไหนบ้างคะ? เพราะส่วนตัวก็ไม่ค่อยแม่นเรื่องกฎหมาย ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ายังไง” คำพูดดังกล่าวทำให้ นายเรืองไกรเห็นว่ามีลักษณะเข้าข่ายหมิ่นประมาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานจากสื่อต่างๆ และปรึกษากับทนายความ ก่อนตัดสินใจยื่นฟ้องในวันพรุ่งนี้ (20 มีนาคม 2568) ผลกระทบทางการเมือง การยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร กำลังเผชิญกับประเด็นร้อนหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจและนโยบาย รวมถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลโดยตรง ต้องติดตามต่อไปว่า ศาลจะมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ และกรณีนี้จะส่งผลอย่างไรต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและกระแสทางการเมืองในอนาคต #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#แพทองธาร#เรืองไกร

Read More

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของไทยและของครอบครัวชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ความเป็นแม่ของเธอถูกนำเสนอผ่านสื่อในหลายวาระ โดยเฉพาะภาพของ เธอกับลูกๆ บนสนามหญ้าสีเขียวหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งกลายเป็นไวรัล สื่อสารถึง “หัวใจแห่งครอบครัว” ของนายกฯ ที่หลายคนมองว่าเป็นภาพของความอบอุ่นและเป็นกันเอง แต่ขณะเดียวกัน ภาพนี้ก็ถูกตั้งคำถามจากสังคม เมื่อในวันเดียวกัน(18 มี.ค.68) กลุ่มเกษตรกรจาก 19 จังหวัดได้นำปลาหมอคางดำจำนวน 5 ตันมาเทประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล เสียงร้องทุกข์ของประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ถูกเปรียบเทียบกับภาพของนายกฯ ที่กำลังเล่นกับลูก ภาพเดียวกันนี้จึงถูกตีความแตกต่างกันไป ครอบครัว vs. ประเทศ: คำถามถึงบทบาทผู้นำ ไม่มีใครปฏิเสธว่า “ครอบครัว” คือสิ่งสำคัญของมนุษย์ทุกคน รวมถึงผู้นำประเทศ แต่คำถามสำคัญคือ “เมื่อก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ครอบครัวของเธอควรหมายถึงแค่ลูกๆ หรือควรรวมถึงประชาชนทั้งประเทศด้วย?” ภาพนายกฯ กับลูกบนสนามหญ้า อาจเป็นเรื่องปกติของครอบครัวทั่วไป แต่สำหรับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ภาพนี้ย่อมถูกมองในมุมการเมือง เพราะทุกการกระทำของเธอ สะท้อนถึงท่าทีของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน และต้องไม่ลืมว่าสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ที่ทำงานนายกฯ ไม่ใช่สนามหญ้าหน้าบ้านที่จะเอาลูกมาวิ่งเล่น โดยไม่คำนึงถึงกาลเทศะ ในขณะที่ครอบครัวของแพทองธารได้ใช้สนามหญ้าของทำเนียบฯ เป็นที่วิ่งเล่น เกษตรกรที่เทปลาหมอคางดำหน้าทำเนียบฯ กลับไม่มีแม้แต่ที่ให้ยืนในระบบเศรษฐกิจ พวกเขากำลังดิ้นรนให้รัฐบาลหันมาสนใจปัญหาปากท้อง แต่คำถามคือ เสียงของพวกเขาจะไปถึงหัวใจของผู้นำที่ดูเหมือนว่า “หัวใจคือครอบครัว” ได้หรือไม่? ภาพสะท้อนของ “รองเท้าไข่มุก” เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย อาจสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างชีวิตของชนชั้นนำกับประชาชนทั่วไป คำพูดของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนที่กล่าวระหว่างลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนของเกษตรกร อาจสะท้อนความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี “เท้าไม่ติดดิน ผมไม่รู้รองเท้าไข่มุก เวลามันใส่แล้วมันลอยจากพื้นหรือยังไง เท้าติดดินบ้างได้ไหมอะ เอาไปกินบ้างได้ไหม จะได้รู้ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อย ทำไมครับ หรือว่ารองเท้าไข่มุก คู่ละ 50,000 กว่าบาท ใส่แล้วมันลอยจากพื้น ตีนเนี่ยแดงเลย ติดพื้นไม่ได้” คำพูดนี้ไม่ได้เป็นแค่การเสียดสี แต่สะท้อนถึงปัญหาที่ประชาชนรู้สึกว่าผู้นำประเทศอาจไม่ได้สัมผัสกับความทุกข์ยากของพวกเขาจริงๆ หัวใจของนายกฯ ควรเป็นของใคร? แพทองธารอาจเป็นแม่คนหนึ่งที่รักลูก แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี คำว่า “ครอบครัว” ควรหมายถึง ประชาชนทั้งประเทศ ที่เธอให้คำมั่นว่าจะดูแล การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งครอบครัวส่วนตัว แต่หมายถึงการทำให้ประชาชนรู้สึกว่า พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัว” เดียวกับผู้นำประเทศ…

Read More

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความถึงการลงมติของวุฒิสภา ไม่เห็นชอบให้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และนายชาตรี อรรจนานันท์ 2 ผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ โดยตั้งข้อสังเกต 5 ข้อเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีกระบวนการล็อบบี้หรือไม่ เริ่มจาก สว. ที่ลงมติไม่เห็นชอบ มีจำนวน 115 และ 136 คน ที่งดออกเสียงมี 22 และ 7 คน รวมแล้วเป็น 147 คน และ 143 คน เท่ากับเป็นเสียงกลุ่มก้อนในทางเดียวกันเกือบ 3 ใน 4 ของวุฒิสภา ผู้สมัครทั้ง 2 ผ่านกระบวนการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีประธานศาลฎีกา เป็นประธาน มีประธานสภาผู้แทน ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนองค์กรอิสระต่าง ๆ เป็นกรรมการ มีเสียงเป็นเอกฉันท์ 8 : 0 แสดงว่าหากไม่มีสิ่งผิดปกติในการลงมติของวุฒิสภา การทำงานของคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ ต้องบกพร่องอย่างร้ายแรง สิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถาม คือ การอภิปรายของวุฒิสภา ในวาระนี้ จำนวน 22 คน ๆ ละ 7 นาที มีรายงานข่าวว่าส่วนใหญ่ เป็นไปในทางบวก ในขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบกลับปิดปากเงียบไม่มีใครลุกขึ้นมาอภิปราย แต่กลับสามารถลงมติไม่รับรองอย่างเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ราวกับมีการนัดแนะกัน จำนวน สว. ที่ไม่รับรอง มีจำนวนใกล้เคียงกับสำนวนสอบ สว.ฮั้ว ที่ DSI. และ กกต. ดำเนินการอยู่ ซึ่งหากผลสรุปการสอบเป็นจริง แสดงถึงบทบาทของฝ่ายการเมืองในการเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภา ซึ่งเป็นอันตรายต่อการปกครองประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ที่การให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ จะมาจากคนที่เป็นพวกเดียวกับฝ่ายการเมืองเท่านั้น DSI. และ กกต. คงต้องเร่งทำงานแล้วครับ” นายสมชัยระบุไว้ตอนท้าย

Read More