Author: Writer Publisher

นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นำทีมรองประธานวุฒิสภา และ สว.อีกหลายคนเปิดโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมขอมติที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ. 68) เพื่อรับคดีตรวจสอบการเลือก สว.เป็นคดีพิเศษ โดย สว.กลุ่มนี้อ้างว่าตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ได้ให้อำนาจ กกต.จัดการเลือก สว. รวมทั้งดำเนินคดีการเลือก สว. และดำเนินคดีอาญา เป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต.โดยเฉพาะ ดังนั้นการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดี DSI เตรียมเสนอให้รับคดี สว.เป็นคดีพิเศษ จึงไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจของ DSI และเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการตั้งข้อหาอั้งยี่ และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ กับ สว.เป็นการตั้งข้อหาและเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย เพราะ สว.ที่ถูกกล่าวหาได้รับเลือกผ่านกระบวนการมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย มี กกต.รับรองการปฏิบัติหน้าที่ การตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นความพยายามใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ส่อเจตนาทำลายองค์กร สว.ด้วยการเผยแพร่ข่าวและเอกสารลับ ทำให้วุฒิสภา และ สว.ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง เพื่อล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ ”เราไม่ได้กลัวการตรวจสอบ แต่เราให้ความร่วมมือ กับองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ หรือ กกต.มาโดยตลอด“ นายมงคล กล่าว ส่วนกรณีที่จะยื่นถอดถอน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ยืนยันทำตามอำนาจหน้าที่ของ สว.เพื่อตรวจสอบองค์กรที่ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเตรียมการในการอภิปรายทั่วไป ในเรื่องและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีโอกาสมาตอบคำถาม หรือการตั้งกระทู้ในสมัยประชุมนี้ ทั้งนี้ จากปฏิบัติการของ DSI กำลังถูกจับตามองว่าจะถึงขั้นทำให้ สว.สายสีน้ำเงินต้องถูกสลายกำลังหรือไม่ เพราะมีรายงานว่า สว.สายสีน้ำเงินรวมๆ แล้ว 160 คนเป็นสีน้ำเงินแท้ 130 คน อีกประมาณ 30 คนเป็นน้ำเงินอ่อน จากความกังวลต่อการสอบสวนของ DSI เริ่มมีการพูดคุยกันแล้วบางส่วนคิดแยกตัวเพื่อป้องกันตัวเองแล้ว ขณะที่ส่วนใหญ่ได้รับสัญญาณจากแกนนำกลุ่มให้รักษาความสงบ และรอฟังมติจากที่ประชุมบอร์ด DSI…

Read More

วันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ “วันนอร์” ปัจจุบันอายุ 80 ปี เป็นนักการเมืองที่โลดแล่นในสนามอำนาจมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเป็นแกนนำกลุ่ม “วาดะห์” กลุ่มนักการเมืองมุสลิมที่เคยครองอิทธิพลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงวันที่เขาเปลี่ยนขั้วไปมาตามลูกตุ้มแห่งผลประโยชน์ ก็ทำให้เส้นทางการเมืองของเขาผกผันจนเคยตกต่ำถึงขีดสุดมาแล้วในอดีต วันนอร์และกลุ่มวาดะห์เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ และสุดท้ายก็ไหลไปอยู่กับพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร หวังจะกอดขาอำนาจให้มั่นคง แต่การตัดสินใจครั้งนั้นกลับเป็นหายนะ เพราะประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เคยลืมเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ รวมถึงวาทะ “โจรกระจอก” ที่ทำให้พวกเขาสะบั้นสายสัมพันธ์กับทักษิณ ผลลัพธ์คือการพ่ายแพ้ยับเยินในปี 2548 กลุ่มวาดะห์ถูกกวาดเกลี้ยงไม่ได้สส.เข้าสภาฯ แม้แต่คนเดียว กลายเป็นฝุ่นทางการเมืองที่แทบจะไร้ที่ยืน ก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย จากกรณีว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ให้ผู้สมัครต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ พรรคประชาชาติ: สาขาภาคใต้ของเพื่อไทยที่ปฏิเสธไม่ขึ้นสายสัมพันธ์ระหว่าง “วันนอร์” กับ “ทักษิณ” ไม่เคยขาดสะบั้น แม้จะขาดช่วงกันไปจากอุบัติเหตุทางการเมืองและความจำเป็นในพื้นที่ ที่ประชาชนปฏิเสธชัดเจนว่าไม่เอา “พรรคทักษิณ” ทำให้เขาตัดสินใจนำกลุ่มวาดะห์หนีตายทางการเมือง โบกมือลาพรรคทักษิณ นำไปสู่การก่อตั้งพรรคประชาชาติในปี 2561 โดยมี พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรค แม้จะพยายามชูธง “อิสระ” แต่ก็ถูกครหามาโดยตลอดว่า พรรคนี้คือสาขาภาคใต้ของเพื่อไทยแบบเนียน ๆ โดยในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาชาติได้ ส.ส. 7 ที่นั่ง (เขต 6 บัญชีรายชื่อ 1) ซึ่งถือว่าไม่น่าประทับใจนัก ในครั้งนั้น “วันนอร์” กอดคอพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาฯแต่แล้วการเลือกตั้งปี 2566 ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยน พรรคประชาชาติได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง (เขต 7 บัญชีรายชื่อ 2) และวันนอร์ก็ได้ตำแหน่ง ประธานรัฐสภาแบบ “ส้มหล่น” ไม่ใช่เพราะพรรคประชาชาติแข็งแกร่งขึ้น แต่เพราะพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลหักเหลี่ยมกันเอง ในที่สุด พรรคประชาชาติที่แทบไม่มีน้ำหนักในเกมการเมือง กลับกลายเป็นตัวเลือกจำเป็นของเพื่อไทย ขณะที่ก้าวไกลได้แต่มองตาปริบ ๆ ถูกเตะออกจากกระดานอำนาจ…

Read More

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลท้องถิ่นของฉงชิ่งได้ออกนโยบายพัฒนาคุณภาพภาคเอกชน ซึ่งครอบคลุมถึง นวัตกรรมเทคโนโลยี การขยายตลาด และการสนับสนุนทางการเงิน จึงทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนของฉงชิ่ง ในปี 2024 สูงถึง 1.98 ล้านล้านหยวน หรือเทียบเท่าประมาณ 9.2 ล้านล้านบาทไทย

Read More

ในวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยการประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการพิจารณารับคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นคดีพิเศษ หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเอกสารลับถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงขบวนการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. โดยมีการวางแผนซับซ้อนและจัดทำโพยฮั้วใน 3 จังหวัด พร้อมทั้งมีการจ่ายค่าตอบแทนในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 100,000 บาท คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรมได้ยืนยันว่าการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งทางการเมือง พร้อมระบุว่าหากมีข้อมูลชัดเจน คณะกรรมการฯ มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุมครั้งนี้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ DSI ได้แจ้งกำหนดการพร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมบันทึกภาพภายในห้องประชุมก่อนการประชุม และร่วมฟังการแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรมด้วย

Read More

รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยกับ The Publisher โดยวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า “เป็นการเมืองตะลุมบอนสู้กันแบบชุลมุน มีทั้งเรื่องอดีต 44 สส.ก้าวไกลถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหากรณีแก้ไขมาตรา 112 ฝ่ายค้านกำลังจะเปิดศึกซักฟอกไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เกมในสภาฯ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปถึงการตรวจสอบสนามกอล์ฟที่เขาใหญ่ของครอบครัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล และล่าสุดการตรวจสอบปมฮั้วเลือกสว. ของดีเอสไอ แต่ยังเชื่อว่าประเด็นทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะไม่ถึงขั้นทำให้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยแตกหักกัน“ แม้สมรภูมิเดือดขึ้นเรื่อย ๆ แต่รศ.ดร. ยุทธพร เชื่อว่า ไม่ถึงขั้นทำให้รัฐบาลระส่ำ เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดในรัฐบาล รวมถึงภูมิใจไทย พร้อมที่จะสละรัฐนาวาภายใต้การนำของเพื่อไทย เนื่องจากทุกพรรคยังไม่น่าจะมีความพร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้จากที่แกนนำพูดเหมือนกันคือ ปักธงการเลือกตั้งไว้ที่ปี 2570 เพราะต้องเตรียมสรรพกำลังทั้งทุนและเครือข่าย อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจน่าจะมีการปรับ ครม.ตามมาอย่างแน่นอนราวเดือน เมษายน-พฤษภาคม ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนทั้งเชิงกลยุทธ์และสลับตัวบุคคลในการรับผิดชอบแต่ละกระทรวง หรือแม้แต่การเจรจาเพื่อขอสลับกระทรวงระหว่างพรรค และไม่คิดว่าจะมีการปรับพรรคใดออกจากรัฐบาล ”แต่การจะดึงกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกระทรวงมหาดไทยภูมิใจไทยก็ดูแลมาเกือบครึ่งทางแล้ว น่าจะมีการวางตัวบุคลากร โครงข่าย เพื่อรองรับการเลือกตั้งของตัวเองไว้พอสมควร ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยังมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ใหญ่ของพรรค แม้จะเป็นองคมนตรีแล้ว แต่ก็ยังมีชื่อในบัญชีนายกฯ ของพรรคอยู่ ทำให้พรรคเพื่อไทยน่าจะมีความเกรงใจอยู่บ้าง“ แม้หลายคนจะมองว่าการเมืองตอนนี้วุ่นวาย แต่สำหรับประชาชนเป็นโอกาสที่จะได้เห็นข้อมูลข่าวสาร เพราะจะมีการแฉข้อมูลกันไปมา เชื่อว่า การเมืองจะปรับตัวเองตามธรรมชาติ ภายใต้กลไกประชาธิปไตย โดยหลังจากนี้เกมการเมืองมีความเข้มข้น ดุเดือดมากขึ้น ภายใต้รัฐบาลผสม แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน เรื่องที่ต้องระมัดระวังคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง หากทำได้ไม่ดีจะเป็นผลสะเทือนรัฐบาลมากกว่าปัญหาภายในพรรคร่วมฯ

Read More

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานกรรมาธิการการปกครอง สภาฯ เปิดเผยกับ The Publisher ถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบปางช้าง ENP มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่หรือไม่ รวมถึงการบริหารจัดการสวัสดิภาพสัตว์ การอพยพเคลื่อนย้ายที่ล่าช้ากรณีอุทกภัยจนทำให้ช้างล้มไปสองเชือก ว่าจะได้ข้อสรุปทั้งสองประเด็นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการตรวจสอบแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือทางจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงทั้งระดับอำเภอและจังหวัด โดยกำหนดสรุปผลตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่กรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเรื่องมาตรฐานการเลี้ยงช้างว่าเป็นไปตามระเบียบได้มาตรฐานหรือไม่ หลังมีการร้องเรียนเรื่องการเลี้ยงแบบขังคอก “ผมเข้าใจว่าทั้งส่วนของจังหวัดและปศุสัตว์น่าจะมีข้อสรุปแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงานเข้ามาที่กรรมาธิการฯ โดยในวันพุธนี้กรรมาธิการฯ จะมีการประชุม จะได้ติดตามสอบถาม และมั่นใจทุกอย่างจะจบภายในเดือนนี้ หลังได้ข้อสรุปแล้วก็จะส่งเรื่องให้ผู้ร้องรับทราบ ถ้ามีเรื่องไหนต้องปรับปรุงแก้ไขก็ส่งให้ปางช้างและมูลนิธิฯ ไปดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ และมาตรฐานที่กำหนด“ ปธ.กมธ.การปกครอง กล่าว การตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสมาพันธ์ช้างไทย ยื่นเรื่องให้ กมธ.การปกครอง สภาฯ ตรวจสอบเงินบริจาคมูลนิธิฯ-การครอบครองช้าง พร้อมให้ข้อมูลว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2567 ยังมีช้างสูญหาย 5-9 เชือก ขณะที่กมธ.ฯ รับเรื่องไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2567 และมีการส่งเรื่องให้จังหวัดกับปศุสัตว์ ดำเนินการตรวจสอบตามข้อมูลข้างต้น หากได้ข้อสรุปภายในเดือนกุมภาพันธ์จริงก็เท่ากับใช้เวลาในการตรวจสอบนานเกือบสี่เดือน

Read More

สถานการณ์ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปรากฏชัดอีกครั้งจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 ก.พ.68 โดยมีรายงานว่า ประธาน กสทช. คือ นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำทีม กสทช.อีกสองคน พยายามกดดันให้ พิรงรอง รามสูต ออกจากการประชุมบอร์ด ในวาระที่เกี่ยวข้องกับ TrueMove H โดยอ้างเหตุผลว่าพิรงรองมี “สภาพความไม่เป็นกลางอย่างร้ายแรง” จากการเป็นคู่กรณีในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รายงานข่าวแจ้งว่า “พิรงรอง” ได้ชี้แจงว่าบริษัทที่ฟ้องร้องเธอคือ True Digital ซึ่งไม่ได้เป็นผู้รับใบอนุญาต และเป็น คนละนิติบุคคลกับ TrueMove H และที่สำคัญ คดียังไม่ถึงที่สุด ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กสทช. ก็ให้ความเห็นตรงกันว่า สถานะก่อนและหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดียังดำเนินอยู่ ข้อกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมา การพิจารณาว่ากรรมการคนใดขัดต่อหลักความเป็นกลางหรือไม่ จะต้องพิจารณาภายใต้ มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งระบุว่า• มาตรา 16(1) กรรมการสามารถ พิจารณาตัวเอง และหยุดการพิจารณาเรื่องได้หากเห็นว่าตนเองมีสภาพร้ายแรงที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง• มาตรา 16(2) ในกรณีที่มี คู่กรณีคัดค้าน ว่ากรรมการมีสภาพร้ายแรง กรรมการอาจพิจารณาต่อไปได้ แต่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการพิจารณาว่าตนเองมีอำนาจในการพิจารณาหรือไม่ ที่น่าสังเกตคือ TrueMove H เองยังไม่ได้ยื่นคัดค้านอย่างเป็นทางการ แต่เป็น ประธาน กสทช. ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเอง และดูเหมือนว่าจะมีการส่งลูกไปมาระหว่างประธานกับฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กสทช. ข้อโต้แย้งของ “พิรงรอง” และการตัดสินใจ มีรายงานว่า “พิรงรอง” ยืนยันว่าตนเองไม่มี “สภาพร้ายแรง” ตามมาตรา 16(1) จึงไม่มีเหตุให้ต้องถอนตัวออกจากการประชุม หากจะมีการคัดค้านก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 16(2) ซึ่งต้องมาจากคู่กรณีที่แท้จริง ไม่ใช่จากประธานหรือกรรมการท่านอื่นที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง ขณะที่บอร์ดก็ได้ร่วมอภิปรายอย่างกว้างขวาง และแสดงความเห็นว่า “พิรงรอง” ไม่ได้มีสภาพที่จะเข้าร่วมประชุมไม่ได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุด ประธาน กสทช. เสนอให้เข้าอนุฯ ที่ปรึกษากฎหมายของกสทช. เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว…

Read More

จากสุภาษิต “ย้อมแมวขาย” กลายเป็น “ย้อมแซลมอนขาย” ไปซะแล้ว หลังผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่ม พวกเราคือผู้บริโภค ว่าเธอนั้นซื้อซูชิจากตลาด เห็นข้าวโปะหน้าเนื้อปลาชิ้นนี้ซอสสีส้ม ๆ ด้านบนจนมองไม่เห็นเนื้อปลา ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเนื้อปลาแซลมอนจึงซื้อกลับบ้าน พอทานไป 1 คำ คายทิ้งแทบจะทันที เพราะเนื้อปลาทาซอสสีส้มชิ้นนั้นไม่ใช่ปลาแซลมอน แต่เป็น “เนื้อปลาดอรี่ดิบ” ด้านชาวเน็ตมองว่าสิ่งที่ทางร้านทำขายนั้นอันตรายมาก ควรดำเนินการเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะเนื้อปลาดอรี่ไม่สามารถทานดิบได้ เนื่องจากเนื้อปลาดอรี่นั้นหากถูกจัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ อาทิ เช่น ลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับโลหิตเป็นพิษและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่งผลให้มีอาการมีไข้ ปวดหัว ท้องเสีย อาเจียน และติดชื้อในกระแสเลือดได้ แต่เชื้อชนิดนี้จะไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ ฉะนั้นหากต้องการบริโภคเนื้อปลาชนิดนี้ ควรล้างให้สะอาด และปรุงสุกด้วยความร้อนอย่างทั่วถึงก่อนทานทุกครั้ง – – – – – – – – – – – – – – – – – –

Read More

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส. นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ‘เทพไท เสนพงศ์-คุยการเมือง’ ปม การใช้คำพูดของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้คำว่า “ขออภัย” ไม่ใช้คำว่า “ขอโทษ” ในประเด็น “คดีตากใบ” ที่กลายเป็นเหตุสลดมากว่า 20 ปี แล้วแต่ญาติและผู้เสียชีวิต ก็ยังคงไม่ได้ความยุติธรรมจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ระบุว่า ข้องใจ “ทักษิณ” เลือกใช้คำว่า “ขออภัย” ไม่ใช้คำ“ขอโทษ” วันก่อนผมได้มีคำแนะนำถึงนายทักษิณ ชินวัตร ในโอกาสลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งแรกในรอบ 20 ปีว่า ควรไปไถ่บาป สารภาพผิด และกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ ต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ แต่ภาพข่าวที่เห็นเมื่อวานตอนนายทักษิณลงจากสนามบิน มีการจัดฉาก สร้างภาพนำมวลชนมามอบดอกกุหลาบ และต้อนรับนายทักษิณเป็นจำนวนมากในขณะเดียวกันก็มีเหตุคาร์บอมบ์เกิดขึ้น ก่อนที่เครื่องบินของนายทักษิณจะลงจอดที่สนามบินนราธิวาส เป็นการแสดงให้เห็นว่า ยังมีกระแสความไม่พอใจและต่อต้านนายทักษิณอยู่ เพราะมีการก่อความรุนแรงเกิดขึ้น เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า ยังมีประชาชนไม่พอใจนายทักษิณ และยังเกิดระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลา เหมือนเป็นการต้อนรับการลงพื้นที่ของนายทักษิณในครั้งนี้ผมได้ตั้งคำถามต่อนายทักษิณว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการลงไปเพื่อแก้ปัญหา หรือสร้างปัญหา หรือซ้ำเติมสถานการณ์ในพื้นที่กันแน่ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์มากกว่า และสิ่งที่นายทักษิณได้แสดงออกในการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมาจากคำแนะนำของผม หรือความตั้งใจของนายทักษิณเองก็ไม่ทราบได้ ที่กล่าวคำขออภัยต่อเหตุการณ์ตากใบซึ่งทำให้ผมแปลกใจว่า1. ทำไมนายทักษิณเลือกใช้คำว่า “ขออภัย” ไม่ใช้คำว่า “ขอโทษ”2. ทำไมขออภัยเฉพาะเหตุการณ์ที่ตากใบ ซึ่งหมดอายุความไปแล้ว โดยไม่ได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลย3. ควรขอโทษต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 85 ศพที่ตากใบ หรือเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ หรือการปล้นปืนค่ายทหารปิเหล็ง ที่ปัตตานี ฯลฯ4. ควรจะกล่าวคำขอโทษ หรือยอมรับผิดต่อความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลนายทักษิณ ซึ่งจะครอบคลุมเหตุการณ์ความรุนแรงได้ทั้งหมดการที่นายทักษิณไม่ยอมขอโทษ และไม่ยอมรับผิดต่อความผิดพลาดของนโยบายดับไฟใต้ เพราะเป็นความผิดของตัวเองแต่การเลือกกล่าวคำขออภัยต่อเหตุการณ์ตากใบ เพราะเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายทักษิณยังไม่ยอมรับว่าตัวเอง คือสาเหตุของการเกิดความรุนแรงที่ลุกลามมาถึงปัจจุบันนี้ผมขอบคุณนายทักษิณที่ได้กล่าวคำขออภัย แม้ว่าไม่ได้ใช้คำว่าขอโทษตามที่ผมได้แนะนำไว้ก็ตาม และสิ่งที่นายทักษิณประกาศกับพี่น้อง3จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า จะแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้ ก็ต้องจับตาดูว่า เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณผู้เป็นพ่อ จะแก้ไขสำเร็จในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ผู้เป็นลูก ตามคำประกาศหรือคุยไว้หรือไม่

Read More

ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ที่ดำเนินรายการโดยสมจิตต์ นวเครือสุนทร นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่อ้างว่าต้องการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร แต่แท้จริงแล้วมุ่งเน้นไปที่การเปิดกาสิโน ความแตกต่างระหว่างโมเดลสิงคโปร์กับไทย นายสมชายชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไทยนำโมเดลของสิงคโปร์มาอ้างอิง แต่กลับมีความแตกต่างอย่างชัดเจน ในสิงคโปร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีขนาด 500,000-600,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่กาสิโนไม่เกิน 3% หรือประมาณ 15,000 ตารางเมตร และอนุญาตให้มีเพียง 2 แห่งเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลไทยกลับเสนอให้มีถึง 8 แห่ง และกำหนดพื้นที่กาสิโนถึง 10% ของโครงการ นายสมชายตั้งคำถามว่า “แบ่งเค้กกันแล้วใช่หรือไม่?” ข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์และการเจรจากับนักลงทุน นายสมชายยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับนักลงทุนกาสิโนจากมาเก๊าและฮ่องกง โดยถามว่า “คนที่ไปคุยกับเจ้าพ่อกาสิโนที่มาเก๊า…ได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่? ถือหุ้นเท่าไหร่? แบ่งให้พรรคร่วมรัฐบาลกี่ใบ?” นอกจากนี้ เขายังชี้ถึงพื้นที่ต่าง ๆ เช่น อู่ตะเภา สวนน้ำภูเก็ต เชียงใหม่ และท่าเรือคลองเตย ว่ามีนายทุนและผู้ได้รับประโยชน์รออยู่แล้ว คำเตือนจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายสมชายเล่าว่า นายกรัฐมนตรีไทยได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเกี่ยวกับกาสิโน และได้รับคำเตือนว่า “มันอันตราย” เนื่องจากจีนไม่สนับสนุนการพนันและกำลังปราบปรามอย่างเข้มงวด เงื่อนไขการเข้ากาสิโนที่ขัดแย้ง ส่วนกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ร่างกฤษฎีกาที่กำหนดว่าคนไทยที่จะเข้ากาสิโนต้องมีเงินในบัญชี 50 ล้านบาทนอนนิ่ง ๆ เป็นเวลา 6 เดือน ขัดกับหลักคิดของรัฐบาล ที่ต้องการแก้ปัญหาคนไทยไปกาสิโนประเทศเพื่อนบ้านนั้น นายสมชาย เห็นว่าเป็นความคิดที่สับสนและย้อนแย้ง เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลอ้างว่าไม่ต้องการให้คนไทยไปเล่นกาสิโน แต่เมื่อกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขที่ทำให้คนไทยเข้าถึงได้ยาก กลับแสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมแสดงจุยืนว่า เขาเห็นด้วยกับร่างของกฤษฎีกา และจะให้ดีกว่านั้นควรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 3 ปี และเก็บภาษีรายปีเพิ่มเติม ป้องกันการฟอกเงิน แต่ย้ำว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย ควรเลิกดีกว่า อย่าทำเลยครับ” บทเรียนจากประวัติศาสตร์ นายสมชาย ยังย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงยกเลิกการพนันหลังพบว่าคนไทยติดพนันจนขายที่ดินและไร่นา แม้รัฐบาลสยามในขณะนั้นจะมีรายได้จากกาสิโนปีละ 600,000 บาท แต่พระองค์ก็ทรงเห็นถึงความเสียหายและสั่งให้เลิก เขาเตือนว่ารัฐบาลไทยกำลังสร้าง “ผีพนัน” ให้กับประเทศ และเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายนี้

Read More