- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
โดย The Publisher – เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — “ถ้าผมมีอำนาจ จะตัดงบรีโนเวทอาคารรัฐสภาทั้งหมด”นั่นคือคำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นจาก นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร เมื่อถูกถามถึงโครงการรีโนเวทอาคารรัฐสภาที่เพิ่งส่งมอบงานเมื่อปี 2567 แต่กลับมีแผนใช้งบประมาณใหม่ระดับ “หลักพันล้าน” เพื่อปรับปรุงอีกหลายส่วน “ไม่มีเหตุผลเลยครับ” วิลาศย้ำเขาระบุว่าอาคารรัฐสภายังอยู่ในระยะประกันสองปี และหลายจุดที่ถูกร้องเรียนว่า “ทำผิดแบบ” ยังต้องให้ผู้รับเหมารายเดิมกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญา “มันเหมือนช่วยให้เขาหลุดพ้นจากความรับผิด… ถ้าคุณรีโนเวทใหม่ หลักฐานการทำผิดแบบมันจะหายไปหมด แล้วผู้รับเหมารายเดิมก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีกเลย” — ตั้งคำถามตรง ๆ: รีโนเวทเพื่อใคร?วิลาศไม่เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตด้านวิศวกรรมหรือกฎหมาย แต่ยังโยงไปถึง “แรงจูงใจเชิงอำนาจ” ภายในสภาฯ “หรือผู้มีอำนาจในชุดนี้มองว่า…ชุดก่อนได้ประโยชน์ไปแล้ว เลยขอของบใหม่บ้าง?” เขายกตัวอย่างกรณีเตรียมใช้งบ 150 ล้านบาท เพื่อถม “สระมรกต” โดยอ้างว่าน้ำเน่าและมียุงลาย“แต่น้ำเน่ามียุงลายไม่ใช่เรื่องจริง… ยุงลายอยู่ในน้ำสะอาด”การรื้อถอนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การทำลายพื้นที่ แต่อาจเป็น การทำลายหลักฐาน การใช้ “ไม้ตะเคียนทองไม่ตรงสเปก” ที่มีการร้องเรียนไว้ก่อนหน้านี้ — ความเละเทะที่มากกว่าแค่ดีไซน์ “วันนี้คุณรู้ไหม ชั้นใต้ดินน้ำซึมเป็นร้อยจุด พอรีโนเวทใหม่ พวกนี้ก็สบายสิ”เขาพูดถึงการเพิ่มที่จอดรถ 3,000 คัน ที่เคยท้วงติงมาตั้งแต่ก่อนสร้างว่ามีไม่พอ แต่ไม่เคยมีการแก้ไข กระทั่งตอนนี้จึงเพิ่งมาอ้างว่าอยากเพิ่ม ยังมี “ศาลาแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธี ที่เขาระบุว่ามีปัญหาวัสดุไม่ตรงแบบ เช่น พื้นหินวิทิตาส้มขนาด 60×60 ซม. ถูกเปลี่ยนเป็น ขนาด 40×40 ซม. “วันนี้เขาบอกจะทำห้องแอร์… ผมถามหน่อย มีปรัมพิธีที่ไหนใช้ห้องแอร์? สนามหลวงยังไม่มีเลย” — โฮมเธียเตอร์ 4D กับภาวะบ้านเมือง “สภาฯ เป็นผู้อนุมัติงบทั้งประเทศ แต่กลับจะมาตั้งโฮมเธียเตอร์ 4D?”เขาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมโดยเฉพาะเมื่อประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ “คุณจะตัดงบคนอื่นยังไง ถ้าคุณยังอ้างเหตุผลไม่ได้เลยว่าโฮมเธียเตอร์มันสำคัญตรงไหน?” — ไทม์ไลน์ส่งมอบงาน: อีกหนึ่งความผิดปกติเขายังเปิดเผยว่า• ผู้รับจ้าง ส่งมอบงานเมื่อ 4 ก.ย. 2566• คณะกรรมการตรวจรับ…
โดย The Publisher เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ในรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร — ใต้เริ่มเดือดอีกครั้ง เสียงระเบิดที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดังขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณร้ายที่กำลังก่อตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ ผลพวงจากนโยบายที่ไร้ทิศทาง – การเมืองที่ก้ำกึ่ง – และการเข้ามามีบทบาทอย่างไม่เป็นทางการของ “ทักษิณ ชินวัตร” “ความรุนแรงเคยลดระดับลง แต่กลับปะทุขึ้นอีก เพราะรัฐไม่มีทิศทางแน่นอน ฝ่ายความมั่นคงเหมือนไม่มีแม่ทัพ การเมืองในพื้นที่ขาดคนควบคุม และทักษิณกลับเข้ามาแทรกด้วยการผลักให้มาเลเซียมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพ” การประกาศ “จะดับไฟใต้ภายในปีนี้” หรือ “คลี่คลายภายใน 7 วัน” กลับกลายเป็นชนวนเร่งให้ฝ่ายก่อเหตุเคลื่อนไหวตอบโต้ เพราะไม่ไว้วางใจว่ารัฐจะเดินหน้าแบบไหน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐสับสน ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจกำหนดนโยบายจริง — ทักษิณ…ช่วยหรือซ้ำเติม? การที่อดีตนายกฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ส่งผลให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจ และกระทั่งฝ่ายก่อเหตุก็เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าการที่มาเลเซียร่วมโต๊ะจะเป็นผลดีหรือผลร้ายกับพวกเขา “เขากังวลว่ามาเลเซียจะกดดันผู้นำของเขาหรือไม่ และเกิดสุญญากาศว่าใครกันแน่กำกับกระบวนการเจรจา เพราะแม้แต่ สมช. ก็ยังทำหน้าที่ผิดบทบาท ออกแถลงการณ์ราวกับเป็น NGO ทั้งที่ควรลงมือจัดการในเชิงยุทธการมากกว่า” ไม่เพียงแต่การขาดทิศทาง แต่ยังเกิดความสับสนว่าฝ่ายการเมืองคนใดกำกับนโยบาย มีรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองในพื้นที่ออกมาพูดถึง “เขตปกครองตนเอง” โดยไม่มีการกลั่นกรองระดับรัฐบาลกลาง — ต้องลงมือ ไม่ใช่แถลงข่าว อาจารย์ปณิธานเสนอให้ ยกระดับบทบาทรัฐแบบเป็นทางการ—ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เข้าไปพูดแล้วสร้างความปั่นป่วน “ถ้าทักษิณจะมีบทบาทจริงก็ควรให้มีตำแหน่งชัดเจน หรือถอยออก เปิดทางให้ผู้มีอำนาจโดยตรงทำงาน จะได้ประเมินได้ชัดเจนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน” เขาเสนอให้จัดระบบใหม่ นำอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนมาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ รายงานต่อ ครม. และประชาชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่การสื่อสารแบบคลุมเครือ — รุ่นใหม่…กำลังกลับมาพร้อมอาวุธ สถานการณ์ในภาคใต้ที่ปะทุขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน เป็นสัญญาณอันตราย—ไม่ใช่แค่การตอบโต้เฉพาะกิจ แต่คือการกลับมาของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความรุนแรงตลอดชีวิต “กลุ่มวัย 20–30 ปี กลับมาก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ แม้ไม่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ แต่จะรุนแรงกว่าเดิม มีการฝึก มีอาวุธ พร้อมปฏิบัติการ” รัฐบาลต้องเร่งปิดช่องว่าง ทั้งในเชิงนโยบาย…
เป็นบทความที่ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่หวังจะใช้ Entertainment Complex ที่มีกาสิNo รวมอยู่ด้วยเป็นแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หลังสถิตินักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย 1 ม.ค.-27 เม.ย.8 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยบอกจะถอดโมเดลของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบมาดำเนินการ ทั้งที่ในการจัดอันดับการทุจริตคอร์รัปชันพบว่า ประเทศไทยอยู่ในระดับสีเทาเข้ม 107 ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ในลำดับ 20 รศ.ดร.ชิดตะวัน บอกด้วยว่านายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมือง ควรหยุดป่าวประกาศว่าจะเร่งผลักดันโครงการ Entertainment Complex ที่มีบ่อนกาสิNo ซึ่งเป็นธุรกิจสีเทา ให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ เพราะไม่ใช่เรื่องที่คนชนชาติที่พัฒนาแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ ซ้ำยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย เช่นความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นทำทุกวิถีทางเพื่อให้กฎหมาย Integrated Resort (IR) ที่มีบ่อนกาสิNo ได้รับการอนุมัติในปี 2561 แต่กว่ารัฐสภาเห็นชอบใช้เวลา 7 ปี และเพิ่งลงเสาเข็มก่อสร้างบนเกาะในเมืองโอซาก้าเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอนุญาตให้สร้าง Integrated Resort เพียงแห่งเดียว ขณะเดียวกันที่รัฐบาลพรรค Liberal Democratic Party ของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ผู้ถูก ลอบสังหารเสนอกฎหมาย Integrated Resort ก็ปรากฏข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการผลักดันนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น อดีตรัฐมนตรี และหัวหอกผลักดันกฎหมายนี้ ถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปีปรับเงิน 7.6 ล้านเยนกรณีถูกกล่าวหาได้รับสินบนจากบริษัทจีนที่ต้องการทำธุรกิจ Integrated Resort ในประเทศญี่ปุ่น รศ.ดร.ชิดตะวันบอกถึงประเทศญี่ปุ่นมีความโปร่งใสสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว แต่ยังปรากฏการทุจริตเชิงนโยบายของคนในรัฐบาล ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันค้นหาความจริงให้ว่าขณะที่ประเทศไทยมีปัญหานานัปการที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่เหตุใดรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงต้องดิ้นรนและรีบเร่งผลักดันกฎหมาย Entertainment Complex ที่มีบ่อนกาสิNo ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย…อะไรคือคำตอบ?! #ThePublisherTH#สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม#รัฐบาลแพทองธาร#เพื่อไทย#รัฐบาลเพื่อไทย#กาสิNO#กาสิโน#กาสิโนถูกกฎหมาย#ไม่เอากาสิโน#ทุจริตคอร์รัปชัน#คัดค้านกาสิNo#ชิดตะวันชนะกุล
ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทวีความรุนแรง สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่พุ่งเป้าไปยังพลเรือนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เมื่อหลายเหตุการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างความเศร้าโศกและความโกรธแค้นทั้งในชุมชนชาวพุทธและมุสลิม รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ เหตุการณ์ล่าสุดที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น เหตุการณ์ลอบยิงและการกราดยิงได้ทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งเกิดเหตุยิงพลเรือนชายเสียชีวิตอีก 1 คน ทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทำให้ประชาชนทุกศาสนิกตกอยู่ในความหวาดระแวง พรรคประชาชนเรียกร้องให้หยุดการสังหารพลเรือน พรรคประชาชนออกมาแถลงเรียกร้องให้หยุดการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยย้ำถึงความสำคัญของการใช้กระบวนการสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ และเรียกร้องให้ขบวนการต่อสู้สำหรับพี่น้องมลายูมุสลิมหยุดการกระทำที่ขัดต่อหลักศาสนาและมนุษยธรรม ซึ่งจะสร้างความเกลียดชังและเพิ่มความขัดแย้งที่ยากจะเยียวยา รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการสร้างสันติภาพในพื้นที่ พรรคประชาชนยังได้แสดงความกังวลถึงท่าทีของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ไม่สามารถแสดงความชัดเจนในยุทธศาสตร์การสร้างความยุติธรรมและสันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพหยุดชะงักมานานเกือบ 1 ปี พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และให้ประชาชนทุกศาสนิกได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ บทเรียนจากความรุนแรง สุดท้าย พรรคประชาชนเตือนว่า ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และหากไม่มีการแก้ไขด้วยกระบวนการทางการเมืองที่เหมาะสม สถานการณ์จะยิ่งทวีความรุนแรงและยากที่จะกลับสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์หลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูดในรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ตอนพิเศษ ที่อ้างถึงโครงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex ) ที่มุ่งมั่นต้องการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จให้ได้ และพูดถึงข้อดีของสถานบันเทิงครบวงจรมากมาย นายเทพไท ไล่โต้แย้งความเห็นของนางสาวแพทองธารเป็นข้อๆ เริ่มจากเรื่องไม่ได้ใช้เงินรัฐหรือภาษีประชาชนมาลงทุน แต่สามารถจัดเก็บภาษีใน Entertainment Complex โดยนายเทพไทบอกใครก็อยากลงทุนในสัมปทานแหล่งอบายมุขที่มีแต่ผลกำไร แต่สิ่งที่รัฐบาลได้คือภาษีนั้น ต้องแลกกับปัญหาสังคม ซึ่งไม่คุ้มกับความเสียหายต่อคนในชาติ หรือกรณีที่ว่าจะทำตามโมเดลของสิงคโปร์นั้น นายเทพไทบอกว่า สิงคโปร์บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความโปร่งใสสูงสุดในเอเชีย ซึ่งต่างกับประเทศไทย ที่มีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาทุจริตคอรัปชันมากที่สุด ส่วนที่บอกว่าการเปิดบ่อนกาสิNo ให้เป็น “การwนันอย่างมีความรับผิดชอบ” (Responsible Gambling) นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางการขาดระเบียบวินัย ขาดความรับผิดชอบ ใช้ระบบเส้นสายในไทย ส่วนที่นางสาวแพทองธาร อ้างว่า Entertainment Complex สร้างงาน สร้างรายได้ ผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนได้ตลอดทั้งปี และไม่อยากมานั่งเสียดายภายหลังว่าประเทศไทยช้าไปแล้วนั้น นายเทพไทบอกการที่รัฐบาลสร้างโครงการทางเศรษฐกิจแบบเม็กกะโปรเจ็ค เป็นการสร้างงานให้ประชาชนได้เช่นกัน และประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่เป็นของตระกูลชินวัตร การกำหนดอนาคตของประเทศไทยในเรื่องเปิดบอลกาสิNo ต้องเป็นความเห็นพ้องของคนไทยทั้งประเทศ และควรจัดทำประชามติ “นางสาวแพทองธารและนายทักษิณ ต้องการที่จะผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค แต่ด้วยความเป็นคนที่มีอีโก้สูง ดื้อตาใส จึงไม่ยอมฟังเหตุผลใดๆ ให้รอดูว่าพลังต่อต้านการเปิดบ่อนกาสิโน จะมากกว่าการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยเสียอีก”
โดย The Publisher — เมื่ออำนาจ…ไม่ได้แค่สืบทอดโดยเผด็จการ แต่นักการเมืองก็สยายปีกอำนาจผ่านระบบอย่างแนบเนียน เราอาจเคยชินกับการโทษรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจของ คสช. เราอาจมองว่า ส.ว. ชุดนี้คือผลพวงของรัฐประหาร แต่เมื่อมองลึกลงไปใน “ฮั้วเลือก ส.ว. 2567” คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นอย่างเจ็บแสบว่า… ใครกันแน่…ที่ใช้ช่องว่างของระบบ เพื่อยืดขยายอำนาจตัวเอง? ไม่ใช่แค่ทหาร ไม่ใช่แค่ฝ่ายอนุรักษนิยม แต่คือนักการเมือง–กลุ่มทุน–เครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ที่รู้จักวิธีเล่นในสนามที่ถูกออกแบบไว้เพื่อควบคุมประชาชน แล้วสลับบทบาทมาเป็น “ผู้ควบคุม” เสียเอง ⸻ พวกเขาไม่ต้องเคลื่อนรถถัง ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ แค่ “สวมสูท” เดินเข้าห้องประชุม แล้ววางคนของตัวเองในเครือข่าย “ผู้มีสิทธิโหวต” จัดทีมสมัครแบบเป็นกลุ่ม คุมโควตาตั้งแต่ระดับอำเภอ สลับกันโหวต สลับกันแลกคะแนน ข้างในเป็นระบบ “แชร์คะแนน” ข้างนอกคือการ “จ่ายค่าจ้าง” เป็นขั้นบันได – ค่าหัวระดับอำเภอ: 5,000 – ระดับจังหวัด: 10,000 – ระดับชาติ: พุ่งถึง 100,000 บาท – และหากดันได้ถึง 120 คน…ค่าตอบแทน “เพิ่มเท่าตัว” นี่คือเครือข่ายที่ควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อวางตัว ส.ว. ที่จะมีอำนาจเลือก “ใคร” เป็นนายกฯ และยกมือ “เห็นชอบหรือคว่ำ” อะไรก็ได้…โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ⸻ ประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าถึง แต่กลุ่มทุน–นักการเมือง–ข้าราชการเก่า กลับเข้าไปได้โดยไม่ต้องเปิดเผย ไม่ต้องหาเสียง ไม่ต้องตอบคำถาม ระบบนี้…ไม่มีเสียงปืน แต่ก็ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน ⸻ เรามองว่ารัฐธรรมนูญ 60 คือมรดกของเผด็จการ แต่อาจลืมไปว่า… คนที่ใช้มันได้คล่องที่สุด อาจไม่ใช่ทหาร แต่คือนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง พวกเขาเพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างดุลการเมืองใหม่ เพื่อสยายปีกครอบงำ คุมองค์กรอิสระได้ ก็มีแต้มต่อเหนือการตรวจสอบ คุมสภาสูงได้ ก็มีช่องทางถอดถอนง่ายขึ้น แม้แต่พรรคแกนนำ…ก็ยังต้องค้อมหัวให้ แต่น่าเสียดาย… เมื่อได้อำนาจแล้ว กลับไม่มีใครคิดจะ “ค้อมหัว” ให้ประชาชน —
— สิงคโปร์มี ตระกูลลีไทยมี ตระกูลชินวัตร ทั้งสองตระกูลมีผู้นำหลายคนแต่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงในสิ่งที่ “ประชาชนได้รับ” หลังจากนั้น ⸻ สิงคโปร์: ตระกูลที่สร้างระบบไว้เหนือครอบครัว ลี กวนยู คือผู้นำผู้ก่อตั้งสิงคโปร์บริหารประเทศด้วยมือเหล็ก แต่สร้างระบบที่มีวินัยให้ราชการเข้มแข็ง นักการเมืองกลัวทำผิด และประเทศไม่ต้องพึ่ง “ตระกูลลี” ตลอดไป หลังจากลี กวนยูววางมือในปี 1990เขาไม่ได้ดันลูกชายขึ้นในทันทีแต่ให้ “โก๊ะ จ๊กตง” นักการเมืองร่วมพรรคที่มีฝีมือ และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 2 และบริหารประเทศต่อเนื่องอีก 14 ปี เมื่อถึงเวลาส่งต่อลี เซียนลุง ลูกชายของลี กวนยูจึงขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 3 ในปี 2004และบริหารประเทศต่อเนื่อง 20 ปีไม่มีคดี ไม่มีการทุจริต ไม่มีการดันคนในครอบครัวเข้ารัฐบาลแถมเลือกถอยจากตำแหน่งก่อนอายุ 75 ปีพร้อมส่งไม้ให้ผู้นำรุ่นใหม่ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ซึ่งไม่ได้แซ่ลี สิงคโปร์จึงไม่ใช่ประเทศที่อำนาจตกทอดแบบครอบครัวแต่คือประเทศที่ “ระบบ” อยู่เหนือ ”คน“ไม่ว่าใครขึ้นมา ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาลเดียวกัน นี่คือ “การครองอำนาจ”ที่ประชาชน ยังยอมรับได้เพราะผลลัพธ์ของประเทศ “ดีเกินข้อสงสัย” ⸻ ไทย: ตระกูลที่ใช้ระบบเป็นเครื่องมือของครอบครัว ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่อำนาจด้วยพลังของเสียงข้างมากบริหารอย่างกล้าเปลี่ยน แต่เต็มไปด้วยคดีทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้อำนาจแทรกแซงระบบ หลังจากนั้น…อำนาจไม่เคยพ้นจากเครือข่ายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (น้องเขย) ขึ้นเป็นนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาว) ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายและวันนี้…แพทองธาร ชินวัตร (ลูกสาว) คือผู้นำรัฐบาลโดยพฤตินัยแม้จะมีนายกฯ ชื่ออื่นอยู่บนกระดาษ แต่ทุกคนรู้ว่า “เงาทักษิณ” ชี้นำอยู่และ “ระบบ” ถูกใช้เพื่อรักษาอำนาจ…ให้คนในครอบครัว ⸻ ระบอบดี–ระบอบร้าย…หรืออยู่ที่ “ใครใช้ระบอบนั้น”? สิงคโปร์ไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบแต่ผู้นำไม่ใช้ระบบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวขณะที่ไทยมีประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งแต่กลายเป็นเครื่องมือผูกขาดอำนาจและตอกย้ำเครือข่ายตระกูล สิงคโปร์ไม่มีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งแต่ไม่มีข่าวคอร์รัปชันในรัฐบาลไทยมีเสรีภาพในการด่าแต่มีระบบที่เอื้อให้คนโกงอยู่รอดและใคร “อยู่ในบ้าน” ผู้นำ…ย่อมได้โอกาสก่อนใครเสมอ ⸻อำนาจไม่เคยดีหรือร้ายในตัวเองระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ “บริหารพลาดแล้วรอด” สิ่งที่ชี้วัดคุณค่าของผู้นำ…ไม่ใช่แค่ว่ามาจากไหนแต่คือ “เขาใช้มันเพื่อใคร?” เพราะสุดท้ายผู้นำที่ดี ไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้งแต่ต้องไม่ลืมว่า…เขาเป็นผู้แทนของประเทศ ไม่ใช่ผู้แทนของตระกูล
โดย The Publisher “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ไม่ใช่นายกฯ ที่แซ่ลีแต่ก็ไม่ได้มาจากนอกระบบอำนาจ เขาคือนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์ผู้ก้าวขึ้นจากสายราชการ–เทคนิคภายใต้การเลือกเฟ้นของ “ลี เซียนลุง” ผู้ที่บริหารประเทศมายาวนานถึง 20 ปีและเป็นบุตรชายของ “ลีกวนยู” ผู้ก่อตั้งประเทศ ก่อนหน้าหว่อง เคยมี “โก๊ะ จ๊กตง” ที่ไม่ได้มาจากตระกูลลีแต่ก็เป็นผู้นำที่ถูกวางตัวโดยลี กวนยูเช่นเดียวกับที่หว่องถูกวางไว้ในโครงข่ายอำนาจของลี เซียนลุง นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วแต่คือการส่งไม้ต่อในพรรค PAPที่กุมประเทศมาแล้วกว่า 60 ปี ⸻ ประเทศที่มั่งคั่งที่สุด…แต่เสียงฝ่ายค้านเบาที่สุด สิงคโปร์คือประเทศที่สร้าง “ผลลัพธ์” ได้อย่างไร้ข้อกังขาแต่ในขณะเดียวกันก็มีระบบการเมืองที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่มีสิทธิจะตั้งคำถามได้อย่างเสรี – ฝ่ายค้านแทบไม่มีน้ำหนัก– ประชาชนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำ– สื่อกระแสหลักอยู่ในกำกับ– การเคลื่อนไหวต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า ประชาธิปไตยในแบบสิงคโปร์จึงเป็นประชาธิปไตยที่ “เลือกได้ แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้มากนัก” ⸻ แล้วคนสิงคโปร์…ยอมรับการปกครองแบบนี้จริงหรือ? คำตอบคือ “จำนวนมากยอมรับ” เพราะแลกมาด้วยสิ่งที่จับต้องได้:– ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ– เมืองที่ปลอดภัย– ระบบราชการที่ไม่คอร์รัปชัน– สวัสดิการที่พอเพียง– โอกาสในการเติบโตของชนชั้นกลาง ตราบใดที่รัฐยัง “ส่งมอบผลลัพธ์” ได้คนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะแลกเสรีภาพบางส่วนกับความมั่นคงในชีวิต แต่เสียงใหม่ก็กำลังดังขึ้นคนรุ่นใหม่เริ่มพูดถึงสิทธิ ความหลากหลาย ค่าครองชีพ และอนาคตที่ยืดหยุ่นคำถามที่ไม่เคยมีคนกล้าถาม…วันนี้เริ่มมีคำกระซิบ แม้จะยังไม่ดังมากนัก ⸻ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” กับบทพิสูจน์: จะพาประเทศพ้นเงา “ลี” ได้จริงหรือ? ลอว์เรนซ์ หว่องมีจุดขายของ “ผู้นำรุ่นใหม่”– สุภาพ เป็นมิตร– มีความเข้าใจประชาชน– มีผลงานเด่นช่วงโควิดในฐานะ รมว.คลัง– และไม่ได้มาจากชนชั้นนำโดยกำเนิด แต่คำถามใหญ่ยังอยู่: เขาจะเป็นแค่ผู้จัดการที่ดีในระบบเดิมหรือจะกล้าขยับโครงสร้างอำนาจที่เคยปิดเสียงประชาชน ให้เปิดกว้างมากขึ้น? ⸻ โลกที่ไม่เหมือนเดิม กับสนามอำนาจที่ไม่มีตรงกลาง ในเวทีโลก ลอว์เรนซ์ หว่อง ยังต้องเจอบททดสอบใหญ่อีกด้านคือการพาสิงคโปร์ผ่านสมรภูมิ สงครามการค้า–เทคโนโลยี–ภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศเล็กที่รวยมาก แต่เปราะบางหากเลือกข้างผิดต้องวางสมดุลระหว่างจีน–สหรัฐต้องรักษาบทบาทบนเวทีโลกโดยไม่ตกเป็นหมากของใคร ลี เซียนลุงทำได้ดีในจุดนี้ลอว์เรนซ์ หว่องจะรักษาสมดุลนี้ไว้ได้หรือไม่?หรือยุคใหม่ของโลก จะไม่ยอมให้ประเทศใดอยู่นิ่งตรงกลาง? ⸻พรรค PAP อาจยังฝังรากลึกแต่ความพอใจในผลลัพธ์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีคำถามลอว์เรนซ์ หว่อง จึงไม่ได้รับไม้ต่อเพียงเพื่อ “บริหารประเทศ”แต่เพื่อพิสูจน์ว่า…สิงคโปร์จะ “ก้าวหน้า”…
“ดูงาน” กลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ของระบบราชการไทยไม่ว่าการใช้จ่ายจะสูงแค่ไหน หากพ่วงท้ายคำว่า “เพื่อดูงาน” ไว้ก็เหมือนมีเกราะคุ้มกันทางศีลธรรม ล่าสุด “รัฐสภาไทย” ตกเป็นเป้าอีกครั้ง หลัง ส.ส.พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยว่า มีการของบปรับปรุงอาคารหลายโครงการ ที่ดูไม่จำเป็น แต่ใช้งบไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อโครงการ โดยหนึ่งในนั้นคือ ห้องประชุมใหม่ที่ถูกเปรียบว่าเหมือนโรงหนัง 4D — มีจอใหญ่ ทางเดินต่างระดับ และองค์ประกอบพิเศษเพื่อ “รับคณะดูงาน” จำได้ไหม? …“โรงหนัง สตง.” ก็เพิ่งโดนด่า ไม่กี่เดือนก่อน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็เพิ่งถูกสังคมวิจารณ์หนักจากภาพห้องประชุมสุดหรูที่ถูกเปรียบว่าเป็น “โฮมเธียเตอร์” พร้อมเก้าอี้เอนหลัง หน้าจอใหญ่ แสงไฟครบเซต เสียงประชาชนจึงถามกลับว่า“ใครตรวจคนตรวจงบ?” แล้วรัฐสภา…จำเป็นแค่ไหนถึงต้องมีห้องเหมือนโรงหนัง? ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อธิบายว่า งบเหล่านี้ผ่านการพิจารณาร่วมของประธาน–รองประธานสภา และฝ่ายบริหาร โดยเห็นว่าอาคารบางส่วนควรปรับปรุงให้เหมาะสม เช่น เพื่อรองรับคณะดูงานในพื้นที่อย่าง “อู่ทองใน” จึงมีการออกแบบห้องประชุมที่มีจอขนาดใหญ่ ระบบเสียง และที่นั่งทางต่างระดับ คำอธิบายดูเผิน ๆ มีเหตุผลแต่เมื่อประชาชนยังเจอโรงเรียนหลังคารั่ว โรงพยาบาลขาดเตียง พื้นที่ชนบทไม่มีไฟฟ้า – ห้องประชุมหลักร้อยล้านที่เสมือนโรงหนังในรัฐสภา ย่อมกลายเป็นภาพตัดแปะความเหลื่อมล้ำ “เพื่อดูงาน” หรือ “เพื่อดูดี”? คำถามคือ งบที่ใช้ภายใต้ชื่อว่า “เพื่อความเหมาะสม” นั้น คุ้มค่าแค่ไหนต่อภารกิจของรัฐสภาและประโยชน์ของประชาชน? หากรัฐสภาคือเวทีของประชาชนเราก็ไม่ควรยอมให้เวทีนั้นถูกแปลงโฉมจน กลายเป็น “โชว์รูมประชาธิปไตย” ที่หรูหราแต่ไร้เนื้อหา ⸻ ทำโครงการเพื่อ “ความเหมาะสม” หรือทำโครงการเพื่อ “เงินทอน”?เพราะเบื้องหลังของ “รัฐสภาแห่งใหม่” ยังเต็มไปด้วย ร่องรอยการก่อสร้างที่ไม่โปร่งใส — ทั้งราคาบานปลาย งานตกหล่น วัสดุผิดสเปก ปรับแก้ซ้ำซาก — และยังมีประเด็นที่ ค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. รอตรวจสอบยิบย่อยหลายโครงการ วันนี้…เรากลับได้เห็นโครงการใหม่ผุดขึ้นอีกภายใต้เหตุผลเดิม ๆ ว่า “เพื่อความเหมาะสม” คำถามคือ — เหมาะสมกับใคร? หรือทั้งหมดนี้คือ “ราคาที่เราต้องจ่าย”เพื่อให้ ส.ส. ของเรา…
นายธนากร คมกฤต เลขาธิการมูลนิธิหยุดพนัน โพสต์เรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่ากาสิNo ที่จะเกิดขึ้นตามร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ที่รัฐบาลยืนยันมีกระบวนการควบคุม ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งฟอกเงินนั้น สามารถทำได้ นายธนากรระบุในเรื่อง “เขาฟอกเงินกันอย่างไรในกาxiโน?” ว่าธุรกิจสีเทาและองค์กรสีดำต้องอาศัยการฟอกเงิน และวิธีที่นิยมกันมากที่สุดคือนำเงินไป ‘ล้าง’ ในกาxiโน โดยสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรม องค์การสหประชาชาติ หรือ UNODC อรรถาธิบายถึงกระบวนการฟอกเงินผ่านกาxiโน โดยบอกกาxiโนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นช่องโหว่ระดับโลก เพราะขาดมาตรการตรวจสอบการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพ จึงถูกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการอยู่ในภูมิภาคและทั่วโลกเข้าแทรกซึมเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง จากนั้นจะจัดให้มี Junket หรือ ทัวร์นักwนัน เป็นบุคคลวีไอพี ระดับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจใหญ่ ไปเล่นwนันตามกาxiโน ที่เป็นเครือข่ายกัน พร้อมบริการอื่นๆ รวมถึงอำนวยความสะดวกแลกเปลี่ยนสกุลเงินตรา รับชำระบัญชีด้วยเงินหลายสกุล ซึ่งบริการ Junket ขยายตัวอย่างมาก เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟอกเงิน ย้ายเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบการเงินอย่างง่ายดาย ในรายงานของ UNODC เผยวิธีการฟอกเงินผ่านกาxiโน และธุรกิจ Junket 7 วิธี คือ 1. วิธีเงินสดแลกเงินสด เปลี่ยนเงินสดเป็นชิปเล่นwนันจากนั้นแลกกลับมาเป็นเงินสด 2.สมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เล่นwนัน ฝ่ายหนึ่งตั้งใจแพ้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของระบบการฟอกเงิน 3.ย้ายเงินผ่านบัญชีของ Junket ในประเทศหนึ่ง แล้วเบิกถอนเล่นwนันในกาxiโน อีกประเทศหนึ่ง 4. การหักกลบบัญชี โดยโอนเงินผ่านกาxiโนและธุรกิจ Junket ด้วยบัญชีผู้ใช้บริการในประเทศหนึ่ง ไปลงบัญชีเจ้าหนี้กับผู้ใช้บริการในอีกประเทศหนึ่ง 5.ใช้บัญชีการwนันโอนเงินอย่างผิดกฎหมายระหว่างนักwนันด้วยกัน 6. ซื้อบัญชีของผู้ชนะการwนัน โดยยอมจ่ายส่วนต่างเพิ่ม 7. การทำธุรกรรมจำแลง โดยการสร้างหลักฐานเท็จ เสมือนว่าลูกค้าเข้ามาใช้บริการจริง เพื่อให้เบิกเป็นเงินสดได้ “นี่คือการฟอกเงินผ่านกาxiโนที่สะดวก ไม่แตกต่างจากร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง สังคมไทยพร้อมรับมือแล้วรึยัง? “ นายธนากรระบุไว้ในตอนท้าย #ThePublisherTH #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม #รัฐบาลแพทองธาร #เพื่อไทย #รัฐบาลเพื่อไทย #กาสิNO #กาสิโน #กาสิโนถูกกฎหมาย #ไม่เอากาสิโน #ทุจริตคอร์รัปชัน #คัดค้านกาสิNo
