- Original
- Urban Culture
- Writer
- About us
- คุยกับสส
- The Persona
- Brief
- Thai Treasure
- Urban life
- On this day
- News
- Home
- Editir pick
- Good
- Persona
- Persona
- Urban
- Business
- Politics
- Playlist
- Home
- People Voice
- Culture
- นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
- Urban Wealth
- Law
- Update
- I’m Youth Ranger
- Urban History
- Issues
- Check
Subscribe to Updates
Get the latest creative news from FooBar about art, design and business.
Author: Writer Publisher
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการตามแถลงการณ์ของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่ารัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น โดยมีทั้งมาตรการด้านการเงิน การประกันภัย และการสนับสนุนผ่านธนาคารของรัฐอย่างครอบคลุม ขยายวงเงินทดรองราชการช่วยผู้ประสบภัย 200 ล้านบาท กรมบัญชีกลางได้ขยายวงเงินทดรองราชการจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัด ครอบคลุมทั้งการดำรงชีพและการสนับสนุนด้านปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ อัดมาตรการพักหนี้–เติมทุน กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารของรัฐ 8 แห่ง ได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเข้มข้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน พักหนี้ 3 เดือน ลดดอกเบี้ยเหลือ 0% พร้อมสินเชื่อฉุกเฉินและกู้ฟื้นฟูวงเงินสูงสุด 20,000 บาท ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินไม่เกิน 50,000 บาท และสินเชื่อซ่อมแซม-ฟื้นฟูวงเงินสูงสุด 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ธอส. พักชำระหนี้ 3 เดือนแรก พร้อมลดเงินงวด 50% และเปิดให้กู้ใหม่เพื่อซ่อมแซมหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้สูงสุด 2 ล้านบาท ธพว. พักชำระหนี้เงินต้น–ดอกเบี้ยนาน 12 เดือน และปล่อยสินเชื่อเติมทุนฉุกเฉินสูงสุด 200,000 บาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ธอท. เสนอสินเชื่อซ่อมบ้าน–ฟื้นฟูกิจการสูงสุด 5 ล้านบาท คิดอัตรากำไรต่ำสุด 1.99% ในปีแรก ธสน. เพิ่มวงเงินหมุนเวียน–ขยายเวลาชำระหนี้ พร้อมแปลงหนี้ระยะสั้นเป็นระยะยาว บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันและค่างวด 3-6 เดือน ธนาคารกรุงไทย ลดค่างวด 75% เป็นเวลา 1 ปี พร้อมออกสินเชื่อซ่อมบ้านและฟื้นฟูกิจการดอกเบี้ยต่ำ คปภ. ตั้งศูนย์ช่วยผู้ประสบภัย เร่งจ่ายสินไหม–ตรวจฐานะบริษัทประกัน สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกับบริษัทประกัน 4 แห่ง ตั้งศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเร่งค้นหาผู้สูญหายผ่านฐานข้อมูลกรมธรรม์ และดำเนินการจ่ายสินไหมเร่งด่วน โดยยืนยันว่าบริษัทประกันมีประกันภัยต่อจากต่างประเทศ ไม่กระทบฐานะทางการเงิน…
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามและแก้ไขปัญหาการเตือนภัย SMS โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และบริษัทมือถือ (โอเปเรเตอร์) เพื่อหาสาเหตุถึงความล่าช้าในการส่ง SMS แจ้งเตือนประชาชนหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยบอกการเร่งระบบเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้โดยไม่ตื่นตระหนก ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ทั้งภัยธรรมชาติ ทั้งไฟป่า น้ำท่วม สึนามิ แผ่นดินไหว ไปจนถึงการก่อการร้าย พร้อมระบุระบบการเตือนภัยของประเทศไทย ยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ช้า และไม่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการเตือนภัย โดยเปลี่ยนแปลงระบบ SOP (Standard Operating Procedure) ให้ส่งข้อความได้ทันที ที่ได้รับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ปภ. ไม่ต้องวิเคราะห์ข้อความที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง และข้อความที่ส่งจะต้องเป็นข้อความที่กระชับ ถูกต้อง และเข้าใจง่าย ระหว่างที่ Cell Broadcast ยังไม่สมบูรณ์ ให้ใช้ระบบ Virtual Cell Boardcast (CBE) เฉพาะระบบ Android จำนวน 70 ล้านเลขหมายไปก่อน โดยที่ ปภ. ส่งตรงไปที่ Operator เพื่อแจ้งเตือนประชาชน ส่วนระบบ iOS จำนวน 50 ล้านเลขหมาย ให้ใช้การส่ง SMS แทน โดยที่ให้ทาง ปภ. ส่งตรงไปที่ Operator เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชน โดยการเตือนภัยรูปแบบนี้สามารถใช้งานได้ทันที ในระหว่างที่ระบบ Cell Broadcast จริงสามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ระหว่างนี้ขอให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนและมาตรการป้องกันภัยพิบัติต่างๆ โดยให้แบ่งหน้าที่และขั้นตอนอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งออกแบบการทำงานที่แบ่งตามระดับของความรุนแรงของภัยพิบัติ และออกแบบการทำงานรองรับระบบ Cell broadcast ด้วย นางสาวแพทองธาร ระบุการเตือนภัย SMS หรือ Cell broadcast เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเตือนภัย รัฐบาลยังได้เตรียมอีกหลายรูปแบบเช่น แอปพลิเคชัน…
หลังแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ที่เมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เขย่ามาถึงกลางกรุง จนตึก สตง.ถล่ม กลายเป็นแรงสะเทือนระดับ วัดพลังผู้นำ และตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย—แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่สั่นแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว คงเป็น “ความเชื่องช้า” ในการตอบสนองของกรุงเทพมหานครเอง โดยเฉพาะ “ทีมชัชชาติ” จุดที่ถูกวิจารณ์ 1. เปิดสวนสาธารณะให้คนพักแทนการตั้งจุดอพยพที่ปลอดภัยชัดเจน • ในขณะที่ประชาชนหวาดกลัวและไม่มั่นใจในโครงสร้างที่อยู่อาศัย กทม.กลับเปิดสวนลุมฯ และสวนสาธารณะอื่น ๆ เป็นจุดให้ประชาชนเข้าพัก ทั้งที่ไร้การจัดระบบดูแล และไม่มีการแยกกลุ่มเสี่ยง 2. ศูนย์กีฬาเวสน์ถูกใช้ภายหลัง ทั้งที่ควรเป็นแผนแรก • ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติชี้ว่า ศูนย์กีฬาใหญ่ เช่น ไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง ควรเป็นศูนย์อพยพหลัก เพราะปลอดภัย มีโครงสร้างรองรับ และใกล้พื้นที่ชุมชน แต่กลับถูกใช้ “ภายหลัง” แสดงถึงความไม่พร้อม 3. ไม่มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ชัดเจน • ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความชัดเจนของ “ผู้นำ” เป็นสิ่งสำคัญ แต่กลับไม่มีการประกาศโครงสร้างการบัญชาการ หรือผู้รับผิดชอบแต่ละภารกิจ ทำให้ประชาชนสับสน หน่วยกู้ภัยปฏิบัติงานสะเปะสะปะ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ขาดทิศทาง 4. การสื่อสารล่าช้า ไม่ทันความรู้สึกสังคม • ขณะที่สื่อโซเชียลรายงานนาทีต่อนาที การสื่อสารจากกรุงเทพมหานครกลับล่าช้า ทำให้เกิดกระแส “ความกลัว” ที่ขยายวง จนทำให้ประชาชนจำนวนมากนอนไม่หลับโดยไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโครงสร้างเมืองปลอดภัยหรือไม่ เมื่อ “คนแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” กลับอ่อนแรงในภาวะวิกฤต ไม่มีใครปฏิเสธว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ ที่เข้าถึงง่าย ขยัน ลงพื้นที่ ไม่กลัวฝนหรือฝุ่น แต่ข้อเท็จจริงคือ ความแข็งแรงทางกาย ไม่ได้แปลว่ามีประสิทธิภาพเชิงระบบ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้วัดแค่ “ตัวชัชชาติ” แต่วัดทั้ง “ระบบบริหารจัดการภายใต้ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” และคำตอบที่สังคมเริ่มพูดตรงกันคือ… ชัดแล้ว…ว่าไม่มีระบบ ชัดแล้ว…ว่าการตัดสินใจยังล่าช้าเกินรับมือวิกฤต ชัดแล้ว…ว่าภาวะผู้นำ ไม่ได้ล้ำอย่างที่เคยคิด ชัดแล้ว…ว่าประชาชน ต้องพึ่งพากันเองมากกว่ารัฐ อย่าให้ภาพดี บดบังการขาดประสิทธิภาพ การเป็นผู้นำเมืองหลวงของประเทศ ไม่อาจวัดแค่ภาพลักษณ์หรือการวิ่งในสวนได้อีกต่อไป…ในวันที่เกิดวิกฤตจริงๆ สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ “แผนที่ชัด…
เหตุตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่โครงสร้างตึก แต่คือโครงสร้างระบบการจัดซื้อจัดจ้างและการกำกับดูแลของภาครัฐ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดเผยกับ The Publisher ว่า แม้โครงการนี้จะมีข้อตกลงคุณธรรม แต่การเข้าไปสังเกตการณ์เกิดขึ้นหลังการประมูลและลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการตรวจสอบย้อนหลัง ไม่ได้มีบทบาทตั้งแต่ร่าง TOR และการออกแบบ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการแก้ปัญหาตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โครงการเกินพันล้านบาท ต้องมีข้อตกลงคุณธรรม แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังตามกฎหมาย กรณีนี้เมื่อเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ก็พบว่ามีความล่าช้าต่อเนื่อง เลื่อนมาแล้วถึงสองครั้ง ล่าสุดกำหนดเสร็จในเดือนสิงหาคม 2568 แต่ก็เชื่อว่าจะเสร็จไม่ทัน “ผู้ว่า สตง.ก็แสดงท่าทีว่าถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็จะต้องยกเลิกสัญญา ผู้รับเหมาจะต้องถูกขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามรับงานราชการตลอดไป แต่ต้องบอกว่าผู้สังเกตการณ์เข้าไปโครงการนี้หลังจากมีการทำสัญญาก่อสร้าง ประมูลหาตัวผู้รับเหมาไปแล้ว เพราะฉะนั้นการตรวจสอบจึงเป็นการติดตามย้อนหลังและเหตุการณ์เฉพาะหน้า” ก่อสร้างล่าช้าอ้างโควิด! ความล่าช้าในโครงการนี้มีการอ้างถึงปัญหาโควิด แต่หลังจากนั้นโครงการก่อสร้างอื่นก็ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง แต่โครงการนี้ก็ยังมีปัญหาต่อเนื่องมาเป็นระยะ ซึ่งก็มีคนพูดว่าเคราะห์ดีที่ยังสร้างไม่เสร็จเพราะถ้ามีคนเข้าทำงานแล้วความสูญเสียจะมากกว่านี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไปพิสูจน์ยืนยันว่าการก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ มีการใช้วัสดุถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า? การออกแบบเป็นไปตามกฎหมาย หลักวิชาการป้องกันแผ่นดินไหวได้หรือไม่? เราได้เห็นสภาวิศวกรรมสถาน สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม และกทม.เข้าไป ล่าสุดดีเอสไอโดยรมว.ยุติธรรม สั่งการให้ตรวจสอบว่าการทำงานของบริษัทนี้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายของไทยหรือไม่? เป็นเรื่องดีเราต้องช่วยกันพิสูจน์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้อีกในอนาคต เสียชื่อเสียงประเทศไทย ข้อตกลงคุณธรรมต้องใช้ได้จริง…ไม่ใช่” คุณน่ะทำ” ดร.มานะย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่รัฐต้องหันมาให้ความใส่ใจในเรื่องข้อตกลงคุณธรรมตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ให้โครงการเกินกว่าพันล้านบาท ต้องใช้ข้อตกลงคุณธรรมตั้งแต่เริ่มเขียน TOR จะทำให้มีตัวแทนภาคประชาชนรู้เห็น มีส่วนในการตรวจสอบแต่โครงการนี้ร่วมหลังได้รับผู้รับเหมาแล้ว TOR จบแล้ว จึงทำให้การตรวจสอบไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร การแสดงความคิดเห็นไม่เต็มที่เท่าที่ควร และทำให้ประชาชนเกิดข้อกังขาในเรื่องความโปร่งใส” ควรตรวจสอบให้ชัดด้วยว่าโครงการนี้เกิดปัญหาอะไร ทำไมผู้สังเกตการณ์ได้เข้าไปหลังทำทีโออาร์และได้ผู้รับเหมาแล้ว เหตุใดไม่ใช้ข้อตกลงคุณธรรมตั้งแต่แรก ตึกถล่ม…สะท้อนความโปร่งใสต้องรีบปรับปรุง ประธาน ACT ยืนยันว่า ภาคเอกชน ประชาชนที่พร้อมเป็นอาสาสมัครดูแลผลประโยชน์ประเทศชาติ เขาพร้อมอยู่แล้ว ถ้าจากนี้รัฐบาลใส่ใจดูแลโครงการให้ทุกหน่วยงานทำตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ถ้าติดขัดงบประมาณก็เพิ่มงบประมาณให้ เชื่อว่าทุกอย่างจะครอบคลุมไปด้วยดี อย่าให้มีข้ออ้างงบประมาณหรือข้อติดขัดอื่น โครงการเริ่มแล้วจะล่าช้า เป็นข้ออ้างที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรมี “ข้าราชการและรัฐมนตรีต้องหันมาทบทวนตัวเอง อยากให้รัฐสภามีการตรวจสอบด้วยว่า ข้อตกลงคุณธรรมเป็นมาตรการใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างสมควรจะต้องมี ครม.ก็มีมติสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ใคร? ทำให้เกิดสภาพเช่นนี้ขึ้นมาทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นนักการเมือง ไม่เชื่อมั่นกระบวนการใช้งบประมาณและการใช้ทรัพยากรของรัฐ แก้ไขให้ถูกต้องได้ ภาคประชาชนยังพร้อมให้การสนับสนุน”…
อีก 1 เครื่องมือสำคัญที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจ เหตุอาคาก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหวนั้น คือทีมโดรน ที่ใช้บินสำรวจพื้นที่อาคารถล่ม เพื่อค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในซากอาคาร โดยนายอัศวิน โรมประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ ซึ่งนำทีมโดรนเข้าร่วมปฏิบัติการหน้างาน บอกทันทีได้รับแจ้งเหตุแผ่นดินไหว และอาคารถล่ม ได้จัดทีมออกมารับมือกับสถานการณ์ เพราะเวลาชีวิตมีน้อยมาก และเวลาคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่รับมือแผ่นดินไหว ทำให้การจัดระเบียบหน้างานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการบินโดรนจะทำหน้าที่สแกนพื้นที่ เพื่อส่งข้อมูล และประเมินเหตุการณ์ทั้งหมดไปที่กองบัญชาการเหตุการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงเมื่อโดรนจับภาพที่ให้เห็นโพรง หรือรู เพื่อตรวจสอบสัญญาณชีพ หรือร่างผู้ประสบภัย เพราะจะมองเห็นภาพด้านบนทั้งหมด เป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ที่สามารถมองเห็นได้ว่าที่พบนั้นเป็นคนหรือไม่ นายอัศวิน บอกด้วยว่าความรุนแรงของเหตุการณ์ ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่พอเห็นภาพแล้ว ทำให้ในอนาคตต้องคำนึงถึงการออกแบบก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญ และภารกิจทีมโดรนจะยังไม่จบหากเคลียร์พื้นที่นี้ได้แล้ว เพราะสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือต้องเข้าไปสำรวจตึกต่างๆ โดยใช้โดรนที่มีกล้องตรวจจับความละเอียดสูงสำรวจทุกอาคาร เพื่อประเมินว่าอาคารนั้นๆ มีสภาพที่พอใช้ได้หรือเปล่า ทั้งนี้การสำรวจอาคารต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะวันนี้เกิดเหตุโกลาหลในอาคารสูงหลายแห่ง โดยเฉพาะอาคารสำนักงานราชการต่างๆ เช่นอาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ศาลอาญารัชดา และอาคารอีกหลายแห่ง เมื่อมีสัญญาณแจ้งเตือนภัยอพยพผู้คนออกจากอาคาร กระทั่งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุกรณีที่มีการแชร์ข่าวอพยพออกจากตึกได้ตรวจสอบกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปว่ากรมอุตุนิยมวิทยา รายงานไม่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทย และ after shock จากเมียนมา รอยร้าวที่เกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เจ้าของตึกสั่งอพยพ เริ่มมีรายงานว่าเป็นรอยร้าวเดิม จึงขอยืนยันคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. ให้เจ้าของตึกเร่งตรวจสอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นรอยเก่า รอยเดิม หรือรอยใหม่ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ถูกต้อง ขอให้เจ้าของอาคารเร่งตรวจสอบตึกให้เกิดความแน่ใจก่อนการเปิดให้ใช้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ทำงานหรือผู้พักอาศัย และการอพยพของแต่ละตึกเป็นวิจารณญาณของแต่ละหน่วยงาน แต่ขอให้เป็นคำสั่งที่ชัดเจนและได้ตรวจสอบข้อมูลจากทางราชการแล้ว “ขอยืนยันว่าให้รอข่าวจากทางการ จะเป็นข่าวที่ได้รับการรับรองว่าถูกต้อง และไม่เกิดการสร้างความกังวลหรือตื่นตระหนกระหว่างพี่น้องประชาชน” นางสาวแพทองธารระบุ
“น้ำผึ้ง“ พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล อดีตสส.กระบี่ เล่าเรื่องสุดอบอุ่นหัวใจ ในโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหว จนตึกสตง.ถล่ม เธอเปิดเรื่องไว้ในเฟซบุ๊กว่า “เมื่อหัวใจอาสาเคลื่อนไหว พื้นโลกก็อุ่นขึ้นเสมอ” ก่อนจะถ่ายทอดประสบการณ์อบอุ่นว่า… วันที่กรุงเทพฯ สั่นสะเทือนจากแรงแผ่นดินไหว แต่กลับไม่ใช่กาญจนบุรีที่สะเทือนที่สุด ฉันที่อยู่ในพื้นที่ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ทันทีที่ทราบข่าว ฉันรีบตีรถกลับกรุงเทพทันทีเพราะห่วงพ่อ โทรศัพท์ล่มทั้งระบบ ฉุกละหุกทั้งครอบครัว น้องรีบไปรับหลานจากโรงเรียน ทุกอย่างรวดเร็วและวุ่นวาย 4 ชั่วโมงแห่งการเดินทางผ่านเศษซากของตึกถล่ม ภาพจากทางด่วนที่มองลงมา… ฉันนึกว่าเป็นภาพ AI จนกระทั่งรู้ว่ามันคือเรื่องจริง ความเศร้า ความวังเวง แผ่ซ่านทันที ฉันเฝ้าดูข่าวแต่รัฐบาลกลับเงียบเกินไป ไม่มีการแถลง ไม่มี SMS เตือนภัย มีเพียงประชาชนที่สื่อสารกันเองเหมือนตอนสึนามิเมื่อยี่สิบปีก่อน ฉันรู้ทันทีว่า “หัวใจอาสา” ต่างหากที่เป็นกำลังหลักของประเทศนี้ และฉันก็พร้อมเป็นหนึ่งในนั้น ฉันไม่รู้จักใครในพื้นที่กรุงเทพที่จะลงมือช่วยได้ในทันที แต่แล้วโชคชะตาก็พาให้เห็นเพื่อนใน LINE กลุ่มหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมอาสา ฉันรีบส่งข้อความไปบอกว่า ถ้ามีอะไรเร่งด่วนบอกมาได้เลย ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ เช้าวันนั้น…พี่อัศวินหัวหน้าอาสา ขอเพียง “พัดลมไอเย็น” เพราะอากาศร้อนเกินไป ทุกคนเหนื่อยมาก ฉันค้นหาร้านเช่า เจอ “น้องเป้า” เจ้าของร้านที่ตอบตกลงทันทีว่าให้เช่า 8 เครื่อง ราคามิตรภาพ พร้อมนัดส่งของโดยเร็ว แม้แขนฉันเจ็บ ขับรถไม่สะดวก ฉันก็โทรหาพี่บัว พี่สาวที่เหมือนครอบครัว พร้อมหลานสาว “หนูลีโล” ที่กำลังเรียนประกันภัย ทั้งสองคนรีบวิ่งมาช่วยทันทีโดยไม่ถามสักคำ ระหว่างทาง พี่อัศวินส่งข้อความเพิ่มเติม ขอหมวกนิรภัย หน้ากาก ผ้าคลุม ถุงมือ ฉันรีบประสาน “แนน” เพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จัก เธอวิ่งไปซื้อให้หมดแบบไม่ลังเล รวมถึงสายไฟ 90 เมตรราคากว่าหมื่น แนนก็ยังช่วยติดต่อช่างไฟจากนครศรีฯ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันแบบไม่มีข้อแม้ เมื่อถึงพื้นที่ ฉันเจรจากับตำรวจขอเข้าไปส่งของ มอบเครื่องพัดลมให้ทีมเคไนน์ และเห็นหมาน้อยทุกตัวนอนหมดแรงอยู่ใต้พัดลมเย็น ๆ ข้างๆ เจ้าของที่นั่งหมดแรงดื่มน้ำภาพนั้นบีบหัวใจ และทำให้ฉันมั่นใจว่าความช่วยเหลือของเรามีคุณค่า น้ำใจของไทยคือสิ่งที่ไม่มีวันหมด ฉันเห็นคนแจกน้ำ แจกข้าว แจกก๋วยเตี๋ยว แจกทุกอย่างที่เขามี แม้ในยามยาก เมื่อฉันจะจ่ายค่าเช่าพัดลม “น้องเป้า”…
เอสเอ็มเอสเตือนภัยถูกพูดถึงทุกครั้งที่เกิดเหตุ แต่ทุกทีที่เกิดเหตุเราไม่เคยได้รับเอสเอ็มเอสเตือนภัย—แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ จนตึกก่อสร้างขนาด 30 ชั้นถล่ม มีคนงานสูญหายและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์สะเทือนใจนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพและชีวิต แต่ยังเขย่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบ “แจ้งเตือนภัย” ที่ควรมีแต่กลับไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดคำถามว่า “ทำไมไม่มี SMS แจ้งเตือน?” และแน่นอน—ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำถามนี้ไม่มีคำตอบ เพราะตั้งแต่โศกนาฏกรรมสึนามิ ก็มีการพูดถึงระบบแจ้งเตือนภัยมาโดยตลอด แต่ผ่านมา 20 ปี…ยังไม่มีใครส่งข้อความถึงเราในยามฉุกเฉิน มีแต่เสียงคนในครอบครัว เพื่อน โทรหาด้วยความเป็นห่วง…หรือรัฐบาลจะห่วงประชาชนน้อยไป? หน่วยงานตื่นช้า ประชาชนต้องตื่นก่อน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น กสทช. ยังไม่สามารถให้คำอธิบายที่ชัดเจน ผ่านมา สองวัน “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” รองเลขาธิการฯ รักษาการแทนเลขาฯ กสทช. เพิ่งชี้แจงว่าในวันที่ 31 มีนาคม 2568 จะประชุมกับบริษัท Apple และ LINE เพื่อหารือการสนับสนุนระบบ Cell Broadcast และส่งข้อความผ่าน LINE แต่ขอโทษที—ระบบแจ้งเตือนภัยไม่ควร “วิ่งตาม” เหตุการณ์ แต่ควร “วิ่งนำหน้า” วิกฤต ชาวเน็ตรุมถล่ม “กสทช.” เอ็สเอ็มเอส…มากี่โมง? ด้านเพจเฟซบุ๊ก “กสทช.” ได้โพสต์ข้อความว่า “สำนักงาน กสทช.ขอแสดงความห่วงใยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น…ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย” พร้อมระบุว่าได้กำชับค่ายมือถือดูแลระบบสื่อสารอย่างต่อเนื่อง แต่แทนที่จะได้เสียงขอบคุณ กลับกลายเป็นว่าโพสต์นี้ตกเป็นเป้าทัวร์ลง: “ไหน SMS” “ลาออกรับผิดชอบหน่อยครับ ผิดหวังการทำงานขององค์กร” “ระบบแจ้งเตือนอยู่ไหนคะ” “ส่งเอสเอ็มเอสมาหลังจากแผ่นดินไหวหยุดแล้วนี่นะ” “กสทช.ทำอะไรอยู่?” บางความเห็นถึงขั้นด่าแรง พร้อมย้อนถามถึงความรับผิดชอบที่ควรจะมีตั้งแต่สึนามิ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว…แต่วิกฤตแล้ววิกฤตเล่า ประชาชนก็ยังต้องค้นหาข่าวสารเองอยู่ดี ระบบ Cell Broadcast: เคยอนุมัติงบ…แต่ยังไม่เกิดผล ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 กสทช.เคยอนุมัติงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ให้กับค่ายมือถือ เช่น AIS, TRUE และ NT เพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยเทคโนโลยี Cell Broadcast…
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่สร้างความตื่นตระหนกในหลายจังหวัด สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ได้ออกแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้าโครงการ “ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือ” หรือระบบ Cell Broadcast Service ที่เคยผลักดันให้รัฐจัดทำมาตั้งแต่ปี 2565 สอบ. ระบุว่า การไม่มีระบบแจ้งเตือนกลางทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไร้การเตือนล่วงหน้า ซึ่งหลายครั้งส่งผลร้ายถึงชีวิตและทรัพย์สิน “กราดยิง น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว—หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา หากมีระบบแจ้งเตือน ผู้บริโภคอาจไม่ต้องสูญเสียมากขนาดนี้” – สภาผู้บริโภค เสนอรัฐตั้งแต่ปี 2565 แต่ยังไร้ความคืบหน้า สภาผู้บริโภคเผยว่า ได้เสนอให้รัฐเร่งดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2565 โดยยื่นข้อเสนอถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับคำตอบว่า คณะกรรมการบริหารระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดทำโครงการพัฒนาระบบดังกล่าว โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณปี 2567 และจะผูกพันงบปี 2568 แต่จนถึงขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายละเอียดของงาน (TOR) เท่านั้น สภาฯ ย้ำ “ทุกนาทีของความล่าช้า คือความเสี่ยงของประชาชน” สอบ. ย้ำว่าการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยต้องทำอย่างเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยแผนดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดกรอบเวลาชัดเจน “ประชาชนต้องได้รับการเตือนภัยก่อน ไม่ใช่หลังจากเกิดเหตุแล้วจึงรับรู้จากข่าว” สภาฯ ทิ้งท้ายว่า ระบบแจ้งเตือนภัยกลางไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการปกป้องชีวิตและความปลอดภัย
”กาสิโนทำหายนะทั้งเศรษฐกิจและสังคม…เปิดประตูรับผีพนัน ทำลายการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เวียดนามห้ามประชาชนเล่น…อินโดนีเซียไม่เอากาสิโน…ปธน. สี จิ้นผิง เตือน นายกฯไทยควรฟังและยกเลิกนโยบายนี้ ไม่มีเศรษฐกิจใดคุ้มค่าถ้าต้องแลกด้วยหายนะและความมั่นคงของประเทศ” เป็นบทสรุปตรงไปตรงมาจากคำสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรฯ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับ The Publisher ผ่านรายการ “เที่ยงเปรี้ยงปร้าง” ดำเนินรายการโดย “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” อาจารย์ชิดตะวัน เปิดประเด็นอย่างเผ็ดร้อนวิจารณ์นโยบายเปิดกาสิโนของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร พร้อมเตือนว่า “เป็นความคิดที่พาประเทศไปสู่หายนะทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม” จีนยังไม่กล้า แล้วไทยเป็นใคร? อ.ชิดตะวันอ้างถึงคำเตือนของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต่อแพทองธารในครั้งเยือนจีน ว่าไม่ควรเปิดกาสิโน เพราะจีนเห็นว่ากระทบความมั่นคงของประเทศ “ไม่ว่าจะมีรายได้มหาศาลแค่ไหน ไม่คุ้มกับที่ชาวจีนจะกลายเป็นผีพนันและไม่อาจเทียบได้กับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะตามมา แต่นายกฯ ไทยกลับคิดหาเงินเข้ารัฐจากกาสิโน เป็นแนวคิดนำประเทศไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจและสังคม จึงควรยกเลิกและหันมาเดินตามรอยจีนที่สำเร็จในการปราบปรามการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย บ่อนผิดกฎหมาย อย่างจริงจังมาแล้ว” ไทยแลนด์ เมืองอันตราย! จะเอาแบบนี้จริงหรือ? แม้เวียดนามจะมีกาสิโนรีสอร์ต แต่รัฐบาลก็ไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้า เว้นแต่ช่วงทดลองในปี 2019 ซึ่งเพิ่งยกเลิกไป ส่วนอินโดนีเซียก็ไม่เคยอนุญาตให้มีบ่อนในประเทศ เพราะรู้ดีว่า “ถ้าผีพนันทั่วโลกไหลเข้าบาหลี จะพังทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และสังคม รัฐบาลทั้งสองประเทศนี้รวมถึงจีน มีแนวคิดปกป้องประชาชนจากการพนัน ตรงกันข้ามกับรัฐบาลแพทองธาร “อาจารย์ชิดตะวัน เห็นด้วยกับนายกฯ ที่บอกว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 5-10 % แต่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจาก” ผีพนันทั่วโลก “ไทยจะกลายเป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน เป็นแดนอันตราย ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นักท่องเที่ยวคุณภาพจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ การท่องเที่ยวโดยรวมจะได้รับผลกระทบ ยกเว้นธุรกิจกาสิโน เราจะเอาแบบนี้หรือ? ” คนเดินดินธรรมดาไม่ได้ขึ้นรถหรู ไม่มีบอดี้การ์ดอย่างนักการเมือง เขาต้องเสี่ยงชีวิตขนาดไหนกับอาชญากรรมที่ตามมา ทั้งการจี้ ปล้นชิงทรัพย์” ถ้าไทยมี ‘กาสิโนถูกกฎหมาย’ จะเกิดอะไรขึ้น? อาจารย์ชิดตะวันเปรียบเทียบว่า ไทยอาจซ้ำรอย ตุรกี ที่เคยหวังจะเป็นมอนติคาโลแห่งที่สอง แต่สุดท้าย… “ตุรกีต้องยกเลิกกาสิโนทั้งหมด เพราะคุมมาเฟียไม่ได้ เนื่องจากหัวหน้ามาเฟียกลายเป็นนักการเมือง ทหาร และตำรวจ นักพนันติดหนี้ ถูกฆ่าตาย หรือฆ่าตัวตายทุกวัน สุดท้ายทำได้ 6 ปีประชาชนทนไม่ไหวกับหายนะที่เกิดขึ้นออกมาเรียกร้อง…
โลกออนไลน์เดือด หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ตามมาตราริกเตอร์เมื่อบ่ายวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา แต่แรงสั่นสะเทือนก็รับรู้ได้ถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนใจคืออาคารของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) บนถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร ที่เกิดถล่มจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง แม้ทาง สตง. จะรีบโพสต์แสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่ากำลังประสานความช่วยเหลือและตรวจสอบสาเหตุอย่างเร่งด่วน แต่ข้อความขอโทษกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ เสียงวิจารณ์ถล่มทลาย ชาวเน็ตต่างพากัน “ทัวร์ลง” ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของอาคาร เช่น “ตรวจเข้มทุกหน่วยงานจนลืมตรวจตึกตัวเองหรือครับ” “ปี 58 สตง.เคยมองแค่ ‘ราคาถูก’ ตอนตีกลับงบสร้างตึกของผม วันนี้ตึกของคุณก็ราคาถูกสมใจ…แต่แลกด้วยชีวิตคน” “อย่าทำตัวเป็นกระดาษทรายที่ขัดเกลาคนอื่น แต่ตัวเองหยาบแสนหยาบ” “ดีแต่ตรวจชาวบ้าน ภาษีสองพันล้านของตึกตัวเองหายวับไปกับตา” หลายคนเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารกระบวนการจัดจ้าง กำหนดราคากลาง รายชื่อกรรมการตรวจรับอย่างละเอียด พร้อมขอให้หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. และกรมบัญชีกลาง เข้าตรวจสอบความโปร่งใสทุกขั้นตอนเช่นเดียวกับที่ สตง.ทำกับหน่วยงานอื่นๆ กสทช.ไม่รอด! แจ้งเตือนภัยล่าช้า – โดนถามกลับ “องค์กรนี้มีไว้ทำไม” ไม่เพียงแค่ สตง. ที่โดนวิจารณ์หนัก สำนักงาน กสทช. เองก็เจอแรงกระแทกจากโลกโซเชียลอย่างจัง หลังโพสต์แสดงความห่วงใยเหตุแผ่นดินไหว และระบุว่าได้ “กำชับค่ายมือถือดูแลระบบสื่อสาร” ก็ถูกตั้งคำถามทันทีว่า “แล้ว SMS แจ้งเตือนล่ะ?” “ส่งหลังแผ่นดินไหวหยุดไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร” “งบพันล้านพัฒนาระบบแจ้งเตือนหายไปไหน?” “ใช้ภาษีพวกเรา แต่เตือนภัยช้ากว่าสื่อออนไลน์อีก” ยิ่งเมื่อมีข้อมูลเปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ทำหนังสือถึง กสทช.ทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อให้ส่ง SMS แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ แต่ กสทช.กลับเงียบ จนกระทั่ง หลังสองทุ่มถึงรุ่งเช้าวันถัดมา ประชาชนจึงเริ่มได้รับข้อความ ทั้งที่สถานการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น…เมื่อย้อนกลับไปพบว่าเพียงเมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา กสทช.เพิ่งอนุมัติงบกว่า 1,000 ล้านบาทให้ค่ายมือถือพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ที่ควรมีประสิทธิภาพในสถานการณ์เช่นนี้ “สึนามิก็แล้ว น้ำท่วมก็แล้ว แผ่นดินไหวก็ยังไม่เตือนตรงเวลา ต้องรอถึงเมื่อไหร่?” “มันยากมากหรือกับแค่ ‘ส่งข้อความ’…
